ในความมืดนั้น เขาพลันเห็นเงาคนผู้หนึ่งพุ่งผ่านระหว่างพุ่มไม้ หลี่ิใจหายวาบ นึกว่าเป็ซิ่วอิง แต่แล้วบุรุษร่างสูงในชุดดำสนิทสวมหน้ากากผ้าก็ทะยานออกมาจากเงามืด ร่างนั้นเคลื่อนไหวรวดเร็วหมายคว้าตัวเขา“อั่ก!” หลี่ิถูกฝ่ามือกระแทกเข้าเต็มกลางหลังจนร่างเซ แต่ยังฝืนไม่ล้ม เขาเม้มฟันกรอด พยายามทรงตัวยืนหยัด “ใครกัน!”
ชายชุดดำหาได้ตอบไม่ มือแข็งแรงกลับพุ่งเข้ามาอีกครั้งราวพญาเหยี่ยวตะปบเหยื่อ หลี่ิพยายามยกแขนขึ้นปัดป้อง ทว่าเรี่ยวแรงและเพลงหมัดของเขาเทียบอีกฝ่ายไม่ได้เลย ถูกกระแทกซ้ำเข้าที่ไหล่จนจุก ความเ็ปแล่นปลาบไปทั้งร่าง“ส่งตำรามา!” เสียงทุ้มต่ำลอดผ่านหน้ากากดำ ทำให้หลี่ิรู้ว่าอีกฝ่ายต้องเป็คนของซิ่วอิงแน่นอน ชายหนุ่มกัดฟัน “ไม่มีวัน!” เขารวบรวมกำลังทั้งหมดพุ่งตัวชนร่างชายชุดดำอย่างสุดชีวิต หวังเพียงให้หลุดหนี อีกฝ่ายไม่ทันคาดคิดว่าคนไร้วิทยายุทธ์จะกล้าชนเช่นนี้ จึงเสียหลักเล็กน้อย เปิดช่องให้หลี่ิหลุดออกจากวงไปได้ แต่เพียงครู่เดียวมือหนาก็คว้าตรงมาที่แผ่นหลังของเขาอีกครั้ง
ขณะที่หลี่ิคิดว่าตนคงไม่รอดแล้ว พลันมีเสียงแหลมหวีดร้องดังขึ้น “ชิ้ง!” เป็เสียงโลหะบางอย่างตัดผ่านความมืด ปักฉึกเข้าที่หัวไหล่ของชายชุดดำคนนั้นอย่างแม่นยำ “อ๊าก!” เสียงร้องด้วยความเจ็บดังจากใต้หน้ากาก ชายชุดดำเซถอย หยุดชะงักด้วยความตกตะลึง หลี่ิชะงักเช่นกัน เขาหันขวับไปมอง ก็เห็นว่าที่บ่าของคนร้ายมีดาวกระจายเล็กๆ ลักษณะเหมือนกลีบดอกไม้ปักคาอยู่ เืซึมเปรอะชุดดำเป็วง เขาเองก็มิรู้ว่าสิ่งนั้นมาจากที่ใด
“ผู้ใดกัน!” ชายชุดดำตวาดถามเสียงดุดัน ชักดาบสั้นเล่มหนึ่งออกมาจากเอว เตรียมพร้อมต่อสู้ เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากความมืดบนกิ่งไม้เหนือศีรษะ ทั้งสองเงยมอง ร่างนั้นเบาพลิ้วดั่งวิหคเหินลงสู่พื้นหญ้า เผยให้เห็นสตรีนางหนึ่งในชุดสีเขียวเข้ม สวมหน้ากากผ้าปิดครึ่งหน้า มีเพียงดวงตากลมโตส่องประกายคมกล้า
“ปล่อยเขาไปซะ” เสียงหวานเ็าดังลอดผ่านหน้ากาก หญิงสาวถือพัดเหล็กขนาดเล็กในมือ น่าจะเป็อาวุธที่ใช้ขว้างดาวกระจายเมื่อครู่ “มิฉะนั้นเ้าจะไม่ได้ออกจากสวนนี้เป็คนเป็”ชายชุดดำคำรามลั่น “อย่ายุ่งเื่ของพวกข้า เ้านังบ้านี่ เื่นี้ไม่เกี่ยวกับเ้า!” จากนั้นเขาก็พุ่งเข้าใส่หญิงลึกลับทันที ดาบในมือสะบัดวูบหมายฟันไปที่ลำตัวนาง แต่ร่างในชุดเขียวนั้นกลับพลิกกายหลบได้อย่างว่องไว และสวนกลับด้วยการสะบัดพัดในมือ ปล่อยใบมีดเล็กอีกสองอันพุ่งออกไป คนร้ายปัดป้องไว้ได้หนึ่ง แต่อีกหนึ่งกรีดผ่านต้นแขน ทำให้เขาต้องชะงักเพราะความเจ็บ หญิงสาวไม่ปล่อยโอกาส นางกระโจนเข้าประชิดใช้ด้ามพัดเหล็กฟาดเสยคางอีกฝ่ายเต็มแรง
ชายชุดดำผงะถอย เซไปสองก้าว เืกบปาก สถานการณ์พลิกกลับอย่างรวดเร็ว เขาชั่งใจครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจะโถอยฉาก “เื่นี้ไม่จบเพียงเท่านี้!” เขาขู่เสียงดัง ก่อนจะพลิ้วกายหลบหนีหายลับไปกับเงามืดของสวน เมื่อภัยผ่านพ้น หญิงสาวชุดเขียวก็ลดพัดลง หลี่ิยืนนิ่งอึ้งอยู่ไม่ไกล เขาหายใจหอบ ั์ตายังคงเบิกกว้างมองผู้ช่วยเหลือด้วยความประหลาดใจปนโล่งใจ
หญิงลึกลับผู้นั้นปรายตามองเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือดึงหน้ากากผ้าออก เผยใบหน้าของหญิงสาวอายุอานามไล่เลี่ยกับเขา ผิวพรรณนวลผ่องดั่งหยก ดวงตาคมวาวและโครงหน้างดงามคมคายราวภาพวาด หลี่ิถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ
“เ้า… ไม่เป็อะไรนะ” นางถามเสียงเบา พลางสาวเท้าเข้ามาใกล้
หลี่ิรู้สึกตัว รีบประสานมือคารวะตามมารยาทที่นึกได้ “ขอบคุณคุณหนูที่ช่วยข้าไว้” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงซาบซึ้งใจ “หากไม่ได้ท่าน ข้าคงเอาชีวิตไม่รอดในคืนนี้”
หญิงสาวพยักหน้ารับเล็กน้อย เก็บพัดเหล็กเข้าที่ข้างเอว “าเ็หรือไม่ ให้ข้าดูแผลเ้าเถิด” ครั้นนางทักขึ้น หลี่ิก็รู้สึกเจ็บแปลบที่หัวไหล่ซึ่งโดนคนร้ายโจมตี เขาเองก็ถลอกตามตัวหลายแห่งเพราะหนีเอาชีวิตรอด เขายืนทรงตัวไม่อยู่เซไปนิดหนึ่ง หญิงสาวจึงเข้าประคอง
“มา ข้านำยาโปะไว้ก่อน” นางประคองเขานั่งลงที่ขอนไม้ใหญ่ริมทางเดินในสวนซึ่งห่างจากเรือนนัก จากนั้นหยิบขวดยาเล็กๆ ออกจากย่ามที่คาดเอว เทผงสมุนไพรลงบนผ้าเช็ดหน้าของตน แล้วแตะซับลงบนแผลฟกช้ำของหลี่ิอย่างเบามือ
กลิ่นสมุนไพรหอมเย็นโชยเข้าจมูก หลี่ิรับรู้ได้ถึงความเย็นซ่านซึมผ่านผิว ลดทอนความเ็ปลง เขามองดูหญิงสาวตรงหน้าอย่างใกล้ชิด ใจหนึ่งยังเต็มไปด้วยคำถามว่านางเป็ใคร มาจากไหน เหตุใดถึงเข้าช่วยเหลือตนโดยไม่หวังสิ่งใด นางเหลือบตาขึ้นสบสายตาเขา “มองอะไรหรือ”
เขาสบตาคมกริบคู่นั้นแล้วรีบหลุบตาต่ำ รู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวเพราะจับได้ว่าตนเสียมารยาท “ข้า… เอ่อ ข้าเพียงรู้สึกซาบซึ้ง ข้ายังไม่ทราบชื่อผู้มีพระคุณเลย”
หญิงสาวยิ้มบาง “ข้ามีนามว่า ไป๋หลัน เ้าล่ะ”
“ข้าชื่อหลี่ิ” เขาตอบ แล้วอดถามสิ่งที่ค้างใจไม่ได้ “แม่นางไป๋หลัน เหตุใดเ้าถึงช่วยข้าไว้ ราวกับรู้ว่าจะเกิดเื่?”
ไป๋หลันหัวเราะเบาๆ คล้ายครื้นเครง “ข้าไม่ได้รู้ล่วงหน้าหรอก บังเอิญข้าเดินทางผ่านมาทางนี้ เห็นเหตุการณ์เข้าก็อดไม่ได้ต้องยื่นมือช่วย” นางหยุดเล็กน้อยก่อนเอ่ยต่อด้วยเสียงอ่อนลง “อีกอย่าง… ข้าเคยสูญเสียมารดาเพราะคนใจทรามเช่นกัน จึงอดรู้สึกเห็นใจเ้าไม่ได้” หลี่ินิ่งงันกับคำบอกเล่านั้น เขาเงยหน้าขึ้นมองนางอีกครั้งอย่างพินิจ “เ้า… ก็เคยพบเจอเื่เช่นเดียวกับข้าหรือ”
ไป๋หลันเบือนหน้ามองทางอื่น แววตาสั่นไหวเจือความเศร้า “ใช่ คนในครอบครัวที่ข้าไว้ใจกลับทรยศ… ทำให้มารดาของข้าต้องตาย เ้าไม่จำเป็ต้องทราบรายละเอียดหรอก” นางส่ายหน้าราวปัดความเ็ปของตนทิ้ง “เอาเป็ว่าข้าพอเข้าใจความรู้สึกเ้าบ้าง”
หลี่ิรู้สึกราวมีมิตรภาพบางอย่างก่อเกิด เขารู้ว่าตนไม่ควรไว้ใจใครง่ายๆ ตามคำเตือนของมารดา แต่ก็อดรู้สึกสบายใจเมื่ออยู่ต่อหน้าหญิงสาวคนนี้ไม่ได้ “อย่างไรก็ต้องขอบคุณเ้ามาก ข้าติดหนี้ชีวิตเ้าไว้แล้ว” เขาพูดอย่างจริงใจ
“ไม่เป็ไร เื่เล็กน้อย” ไป๋หลันโบกมือเบาๆ จากนั้นนางก็เหลือบตามองตำราในอ้อมแขนของเขา “แต่จากที่เห็น เหมือนเ้าจะมีของสำคัญที่คนพวกนั้น้า เ้าแน่ใจหรือว่าปลอดภัยแล้ว? หรือมีที่ไปที่จะซ่อนตัว?”