ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    เล่มที่1 ตอนที่38 บทเสริม 1 เหล่านักผจญภัย (3)

            เพราะไม่อยากคุยไปมากกว่านี้แล้วผมจึงทำให้เขาเป็นเหน็บชาด้วย【พาราไลซ์】กับพวกแบบนี้ถึงจะพูดอะไรไปก็เปล่าประโยชน์ต่อให้โต้กลับไปแบบครึ่งๆ กลางๆ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะไม่เข็ดหลาบ

            ถ้าอย่างงั้นมีแต่ต้องทำให้ยอมตัดใจโดยสมบูรณ์สินะ หึหึหึ

            “แบบนี้มันไม่เกินไปหน่อยเหรอเจ้าคะ...?”

            ยาเอะพึมพำด้วยหน้าที่แดงแจ๋พลางเบนสายตาชำเลืองมองไปด้านข้าง

            “เหรอ? ในเมื่อยกพวกมาจู่โจมคนอื่นกันเป็นกลุ่มเรื่องแค่นี้ก็เตรียมใจโดนไว้บ้างสิ”

            พวกผู้ชายของ“เขี้ยวเหล็กกล้า” ถูกเปลื้องผ้าหมดทั้งตัวแล้วถูกมัดกลับหัวติดอยู่กับเสาเก้าต้นบนถนนหลักไปสู่เมืองลีฟเล็ท

            ผมช่วยแนะนำตัวให้อย่างเรียบร้อยโดยการปักป้ายไว้ว่า“พวกเราปาร์ตี้นักผจญภัย ‘เขี้ยวเหล็กกล้า’ กำลังรับสมัครสมาชิก”

            “เอ้าชีส”

            แชะผมใช้กล้องของสมาร์ทโฟนถ่ายภาพนั้นเอาไว้ แล้วถ่ายสำเนาลงบนกระดาษด้วย【ดรอว์อิ้ง】เจ้าพวก“เขี้ยวเหล็กกล้า” ที่ได้เห็นภาพสำเนานั้นจึงพากันน้ำตาไหลพรากพร้อมครวญครางอะไรบางอย่างโดยที่ยังอยู่ในสภาพที่โดนมัดปากเอาไว้

            “นับจากนี้ไปถ้ามายุ่งกับพวกเราอีกสิ่งนี้ได้กระจายไปทั่วเมืองลีฟเล็ท ไม่สิ ไปจนถึงเมืองหลวงเลยล่ะถ้าไม่สนเรื่องนั้นล่ะก็ จะมาจู่โจมอีกก็ได้นะเพราะทางนี้เองก็กำลังคิดบทลงโทษแบบจริงๆ จังๆ อยู่เหมือนกัน”

            หึหึหึผมตั้งใจเผยรอยยิ้มชั่วร้ายตอนคุยกับชายเหล่านั้นหลังจากนั้นก็พูดอีกประโยคหนึ่งพร้อมรอยยิ้มอันสดใส

            “...ต่อไปจะเอามีดมาตัดปลายไอ้นั่นทิ้งซะเลยเป็นไง?”

            คำพูดนั้นทำให้มีคนหนึ่งถึงกับก๊อกรั่วเลยทีเดียวเนื่องจากโดนมัดห้อยหัวอยู่ ทำให้สิ่งนั้นไหลออกมาเลอะไปทั่วตัวของเขา

            พวกยูมิน่าคงไม่อยากดูกันแล้วถึงได้หันหลังให้ตลอด แต่ยังไงก็ดูเหมือนจะรู้ล่ะนะว่าข้างหลังเกิดอะไรขึ้นบ้าง

            “ไม่ปราณีกันเลยนะคะจำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้เลยเหรอ?”

            “พวกคนประเภทนี้น่ะต้องลงมือซ้ำอีกแน่โดยจะเล็งไปที่จุดอ่อนของผม อย่างการลักพาตัวพวกเธอ แล้วใช้เป็นตัวประกันผมไม่มีทางยอมให้เป็นแบบนั้นเด็ดขาด ก็เลยต้องขยี้ให้ถึงที่สุดตั้งแต่ตอนนี้เลย”

            เดิมทีการทะเลาะนี้มันเริ่มมาจากผมซะด้วยผมไม่ยอมให้ไปสร้างความลำบากให้พวกยูมิน่าหรอก ถ้ากล้ามายุ่งกับพวกพ้องคนสำคัญของผมล่ะก็ผมไม่มีทางปราณีเด็ดขาด ถูกปู่สอนมาว่า “ ถ้าจะต่อยก็ต้องต่อยให้เต็มที่” ด้วยสิ

            ...เดี๋ยวก่อนนะไม่ใช่แค่เจ้าพวกนี้ แต่ยังมีปาร์ตี้ของอีกคนอยู่ด้วยนี่นาถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะชื่อ “งูพิษ” สินะ หรือว่า...

            “อึก【เกท】!”

            ผมรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีก็เลยเปิด【เกท】ไปที่ “จันทราสีเงิน” ที่พวกเอลเซ่อยู่

            และเบื้องหน้า【เกท】ที่ผมพาพวกยูมิน่าพุ่งพรวดเข้าไป

            สิ่งที่เห็นอยู่ตรงนั้นคือเหล่าชายเจ็ดคนที่หมดสติกลิ้งเกลือกอยู่บนถนนหน้า“จันทราสีเงิน”

            ผมจำชายคนหนึ่งที่ล้มกลิ้งอยู่ได้โมฮอว์คหน้าเหมือนม้าคนนั้นนี่เอง ก็หมายความว่าเจ้าพวกนี้คือ “งูพิษ” สินะ

            นี่มันอะไรกันเนี่ย...

            “โอ้กลับมาแล้วเหรอ เร็วจังนะ”

            “ว่าไงคุณโทยะ”

            ผู้ที่ออกมาต้อนรับพวกผมคือคุณโดรันที่เป็นมาสเตอร์ของ “จันทราสีเงิน” กับ คุณบารัลที่เป็นเข้าของ “ร้านอาวุธหมีแปด”ทั้งสองกำลังเล่นโชงิกันแบบสบายใจเฉิบอยู่บนม้านั่งหน้า “จันทราสีเงิน” โดยมีชายพวกนั้นล้มกลิ้งอยู่ข้างๆ

            “นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับ?”

            “แหมก็ไอ้พวกนี้น่ะสิ ตอนที่พวกเรากำลังเล่นโชงิกันอยู่ก็มาตะโกนบอกให้พวกเอลเซ่ออกมาทั้งที่บอกให้ถอยไปดีๆ ว่า มีแขกที่สภาพร่างกายไม่ค่อยดีนอนหลับอยู่ แล้วแท้ ๆแต่พวกมันก็ยังบุกเข้าไปในร้าน ก็เลยลากคอมันออกมานี่ล่ะ”

            “พอเป็นคู่มือให้นิดหน่อยก็เละเทะไม่เป็นท่าเลยน่าสมเพชจริงๆ แบบนี้ยังเป็นนักผจญภัยได้อีกนะ”

            ผมเบนสายตาไปทางเจ้าพวก“งูพิษ” ที่กำลังนอนกลิ้งอยู่ พร้อมความตกตะลึง ทั้งสองคนก็แข็งแกร่งสินะตกใจเลยแฮะ

            ทั้งสองคนก็ดูเคี้ยวยากอยู่แล้วด้วยเพราะโรงแรมหรือร้านอาวุธเนี่ย จำเป็นต้องรับมือพวกหยาบคายให้ได้ถ้าไม่แข็งแกร่งก็อาจจะทำงานแบบนี้ไม่ไหวก็ได้

            “แล้วเจ้าพวกนี้มันมาทำอะไร?”

            “อ๋อ...เป็นเจ้าพวกที่มาจู่โจมผมเพื่อแก้แค้นน่ะครับดูเหมือนจะมาจับพวกเอลเซ่ไปเป็นตัวประกันล่ะมั้ง...”

            “อะไรกันพวกขยะนี่เองถ้ารู้แบบนี้คงเล่นให้เจ็บหนักกว่านี้ไปแล้ว”

            ขณะที่คุณโดรันกำลังเดาะลิ้นคุณมิกะก็ออกมาจากข้างในร้าน ท่าทางจะอารมณ์เสียนิดหน่อย เรื่องนั้นมันก็แหงล่ะนะตรงหน้าร้านของตัวเองมีเจ้าพวกนี้มานอนกลิ้งอยู่นี่นา

            “อ๊าโธ่ มันเกะกะไม่ใช่เหรอ คุณโทยะ เก็บกวาดทีนะ เพราะเจ้าพวกนี้เกี่ยวข้องกับคุณใช่ไหม?”

            “อ๊ะครับ จะทำเดี๋ยวนี้เลย”

            ผมที่ตระหนักได้ว่าการคัดค้านไม่ใช่แผนการที่ดีจึงใช้【พาราไลซ์】แล้วจับพวกผู้ชายที่กระจัดกระจายอยู่โยนใส่เข้าไปใน【เกท】

            พอออกมาที่ถนนสายหลักอีกครั้งผมก็จับพวกเขาไปขึงกลับหัวเหมือนกับพวก “เขี้ยวเหล็กกล้า” ในขณะนั้นทุกคนก็รู้สึกตัวและเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งถึงสภาพอันน่าสมเพชของตนเอง

            เมื่อพวกเขาเห็นสภาพของ“เขี้ยวเหล็กกล้า” ที่โดนจับแก้ผ้ามัดหันหน้าเข้าหาถนนสายหลักเหมือนกับพวกตน

            พวกเขาก็หน้าซีดทันที

            แน่นอนว่าผมปักป้ายเหมือนๆ กันเอาไว้ แล้วถ่ายรูปด้วยกล้อง พอขู่แรงๆ เสร็จก็ปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น

            ถึงพวกเขาจะร้องครวญครางอะไรบางอย่างแต่เรื่องอะไรผมจะสน พิจารณาตัวเองซะเถอะ

            ถึงนี่จะเป็นเรื่องที่ผมได้ยินมาทีหลังแต่ดูเหมือนคุณโดรันกับคุณบารัลเคยเป็นนักผจญภัยอยู่ช่วงหนึ่งแหละแรงค์สุดท้ายคือสีฟ้า เห็นว่าเกือบจะไปถึงสีแดงได้ด้วยแถมดูเหมือนจะทำงานแบบโซโล่กันทั้งคู่ด้วยล่ะผมจึงพยักหน้าเข้าใจว่าทำไมถึงแข็งแกร่งกันขนาดนั้น

            ยังไงก็ไม่อยากคิดเลยว่าเจ้าพวกงี่เง่านั่นจะอยู่แรงค์เดียวกันนักผจญภัยเองก็มีตั้งแต่เก่งสุดไปจนถึงกระจอกสุดสินะ

            คนเรานี่ดูแต่ภายนอกไม่ได้...ไม่สิต้องบอกว่าตามที่เห็นเลยสินะ...? ชายร่างยักษ์เคราแดงกับมนุษย์หมีเหรอ... ผมเมินเจ้าพวกงี่เง่าที่ครวญครางไม่เลิก แล้วใช้【เกท】กลับไปยัง“จันทราสีเงิน”

            “เหเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นด้วยเหรอ”

            เอลเซ่ที่กลับมาแข็งแรงดีแล้วกำลังนั่งฟังเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานจากพวกยาเอะอยู่ในโรงอาหารของ “จันทราสีเงิน”

            ถึงลินเซ่ที่นั่งอยู่ข้างๆ จะยังดูสภาพไม่ค่อยดี แต่ท่าทางไม่น่าเป็นห่วงอะไรถึงได้มานั่งร่วมวงกับทุกคนได้

            “แต่ว่าอยากให้ได้เห็นตอนนั้นจังเลยเจ้าค่ะใบหน้าของท่านโทยะตอนที่คิดว่าท่านเอลเซ่กับท่านลินเซ่กำลังตกอยู่ในอันตรายน่ะ”

            “หน้าตาจริงจังสุดๆ เลยล่ะค่ะ ค่อนข้างน่ากลัวด้วย”

            พอซะทีเถอะเรื่องนั้นน่ะ ผมดื่มน้ำผลไม้รวดเดียวหมดแก้วโดยที่ไม่กล้าพูดออกไปแบบนั้น

            “อะไรกัน? เป็นห่วงที่พวกเรามีอันตรายเหรอ?เป็นห่วงใช่ไหม?”

            เอลเซ่ซักไซ้ด้วยรอยยิ้มซุกซนเธอนี่น้า...

            “ก็ต้องเป็นห่วงอยู่แล้วไม่ใช่เหรอพอคิดว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับทั้งสองคนขึ้นมา ผมก็วิตกขึ้นมาเลยล่ะโชคดีนะที่คราวนี้มีพวกคุณโดรันอยู่ แต่ถ้าหากสองคนนั้นไม่อยู่แล้วเกิดบาดเจ็บขึ้นมาล่ะก็ ผมคิดว่าคงไม่มีทางยกโทษให้เจ้าพวกนั้นได้แน่”

            “อ๊ะระ เหรอ...”

            “ง่า...”

            ทั้งสองคนก้มหน้าที่แดงระเรื่อลง

            หือ? ผมพูดอะไรแปลกๆ ไปเหรอ?

            “คุณโทยะถ้าหากมีอันตรายเกิดขึ้นกับฉันและคุณยาเอะล่ะก็ จะรู้สึกเหมือนกันรึเปล่าคะ?”

            “ของมันแน่อยู่แล้วนี่? เพราะทั้งยาเอะทั้งยูมิน่าต่างก็เป็นพวกพ้องคนสำคัญถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็ต้องไปช่วยอยู่แล้วล่ะ”

            “งะงั้นเหรอเจ้าคะ...”

            “สมเป็นคุณโทยะเลยค่ะ!”

            ยาเอะเองก็ก้มหน้าที่แดงแจ๋ลงไปเหมือนกันส่วนยูมิน่ามองมาทางผมด้วยรอยยิ้มร่าเริง บรรยากาศนี้มันอะไรกันหว่า... เอาเถอะช่างมันละกัน

            “จะจะว่าไป สุดท้ายแล้ว ดูเหมือนสองปาร์ตี้นั่นจะสลายตัวกันไปแล้วล่ะท่าทางจะหนีหายไปจากเมืองนี้เลยเจ้าค่ะ”

            เอาเถอะก็คงแบบนั้นแหละ ที่เรื่องกลายเป็นแบบนั้นก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ถึงผมจะเป็นคนกระจายชื่อเสียงเองก็เถอะ

            ก็นะถ้ามันทำให้เจ้าพวกที่ออกมาหาเรื่องพวกผมลดลงได้ล่ะก็ ถือว่าน่ายินดีแหละ

            ดูเหมือนทางกิลด์นักผจญภัยเองก็แอบไม่พอใจสองปาร์ตี้นั้นอยู่เหมือนกันก็เลยไม่ได้ตำหนิอะไรผม เดิมทีกิลด์จะไม่เข้าไปแทรกแซงการทะเลาะเบาะแว้งของนักผจญภัยด้วยกันอยู่แล้วล่ะนะ

            “แต่ว่าทำเรื่องสกปรกได้เก่งพอตัวเลยนะ นายเนี่ย”

            “ทำให้ผู้ใหญ่ตัวโตร้องไห้โฮได้ด้วยนะเจ้าคะ...ถึงจะน่ากลัวไปหน่อยก็เถอะเจ้าค่ะ”

            “กับพวกคนแบบนั้นน่ะต่อให้ทำร้ายแบบครึ่งๆ กลางๆ ก็มีแต่จะกลับมาแก้แค้นบ้าๆ อีกนั่นล่ะค่ะจะว่าสมควรโดนแล้วมันก็อาจจะสมควรก็ได้นะคะแต่ว่า...”

            “เรื่องนั้นก็ไม่รู้จะว่ายังไงดี...สินะคะ?”

            ลินเซ่เผยรอยยิ้มแบบฝืนๆ

            เอ่อเรื่องนั่นสินะครับ? จะว่าสั่งสอนเป็นบทเรียน...แบบนั้นก็ไม่ใช่คำพูดที่ดีสินะ...

            อืมเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง...ใช่เพื่อปกป้องตัวของพวกผม ก็เลยต้องทำร้ายไปที่จิตใจของเจ้าพวกนั้นแน่นอนว่าผมไม่ได้มีความสุขกับการทำแบบนั้นหรอกนะ

            ...จริงๆ นะ?