ปึก!
“อ๊ะ”
ฉันใลืมตาทันควัน เมื่อร่างกายไปปะทะใครเข้าจนล้มมานอนทับเขาอยู่บนพื้น
มืออุ่นโอบประคองแผ่นหลังของฉันอย่างปลอบโยน ก่อนที่น้ำเสียงละมุนละไมจะเอ่ยนุ่มๆ
“แม่นาง เ้าเป็อะไรหรือไม่”
แล้วใครมายืนให้ชนเนี่ย เห็นคนหลับตาวิ่งมาก็ไม่รู้จักหลบ
ผู้ชายรวบเกี้ยวผมขึ้นสูง ้าปักปิ่นหยกขาวราคาแพง ดูไม่เข้ากับถนนขรุขระข้างทาง เสื้อผ้าเรียบๆ เหมือนจะเป็ชาวบ้านธรรมดา แต่เนื้อผ้าและความสะอาดสะอ้านมองจากหลังโต๊ะแผนกบริษัทที่ฉันเคยทำงานก็รู้ว่าเป็บัณฑิต
เยื้องๆ ไปมีผู้ชายร่างั์อีกคนมองฉันเหมือนจะเอามีดมากระซวกร่าง
“ข้าไม่เป็ไรเลย”
รีบลุกออกจากตัวเขา แต่ขามันเจ็บแปล๊บก็เลยล้มจุ่มเขาอีกรอบ
“มารยา” ชายร่างั์ลอบพูดเสียงกระซิบ ก่อนจะรีบจ้ำเท้ามาผลักคน้าออกไปข้างๆ “องค์ชาย กระหม่อมขอเสียมารยาทช่วยพยุงพ่ะย่ะค่ะ”
“องค์ชาย?”
ฉันยันตัวเองกึ่งนั่งกึ่งนอนไม่ให้ผมจุ่มดิน มองไอ้คนที่ผลักฉันมาแผละตรงนี้ส่งสายตาจิกกัดมาให้
แมนมาก! ผู้หญิงกองกับพื้น ผู้ชายสองคนพยุงกันทำอย่างกันเป็ง่อย… เอิ่ม…
พอเห็นอีกฝ่ายถูกพยุงขึ้นรถเข็นวิวแชร์ ฉันก็สะดุด
“องค์ชายห้า?”
ชายร่างใหญ่รีบเอาตัวขวางเป็เกราะกำบังเ้านาย ทั้งยังตอบสนองคำพูดของฉันด้วยการชักกริชออกมาจี้จุดตายบริเวณลำคอ
โจ่งแจ้ง! นี่มันอาชญากรรมชัดๆ!
“จงใจวิ่งมาชน อีกทั้งยังรู้ตัวตนโดยไม่ได้บอก ใครส่งเ้ามา!”
หา!
คนจงใจที่ไหนเจ็บตัวขนาดนี้
“นี่ริมถนนนะ เ้าคิดจะทำอะไรรึ อาเฟิง”
เขามองสลับที่ฉันกับองค์ชายห้าอย่างชั่งใจ คิ้วก็เดี๋ยวขมวดเดี๋ยวคลายอยู่อย่างนั้น
“เ้าเข้าใจผิดแล้ว โอ๊ย!”
ฉันลองขยับขาพอไม่เจ็บแล้วก็ได้ใจ แต่พอเผลอลงน้ำหนักเท่านั้นแหละ เจ็บจี๊ดขึ้นสมอง!
“แต่องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ” คนถือกริชยังไม่ยอมแพ้ แต่พอองค์ชายห้าทำสีหน้าไม่รับความเห็นต่างเท่านั้น ในที่สุดอาวุธก็ถูกเก็บกลับไปสักที
“ข้าขอโทษแทนอาเฟิง คนของข้าด้วย เขาเป็ห่วงข้ามากเกินไปน่ะ”
เขาพูดไปทำหน้าสลดไป ดูน่าสงส๊านน่าสงสาร
“ไม่เป็ไรเพคะ”
หมดกัน สมองบอกให้เอาเื่แต่ปากกับใจอ่อนย๊วบย๊าบไปแล้ว
ไอ้คนทำมันยังทำสายตาหมาดุใส่กันอยู่ข้างหลังนั่นอยู่เลย!
ฉันก็ทำตาขู่ใส่น่ะสิ
“อาเฟิงช่วยพยุงนางขึ้นที” คนสนิทคนนั้นหันมองเขาเหมือนจะถามว่าเขาหูเพี้ยนไปหรือเปล่า สุดท้ายก็ยอมช่วย
เห็นฉันเป็ตัวอะไรเนี่ย!
“ข้าว่าข้าจำเ้าได้” จู่ๆ องค์ชายห้าก็พูด
แต่ฉันจำไม่เห็นได้เลยว่าตัวร้ายกับองค์ชายห้า รู้จักกัน!!! มันอยู่บรรทัดไหนในบทนิยาย!!!
“แม่นางไม่ต้องประหลาดใจ มีวาสนาเช่นนี้ สงสัยพรหมจะเริ่มลิขิตเสียแล้ว”
ขณะที่สีหน้าฉันยังกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จนต้องเสหนีไปทางอื่นเพื่อหลบสายตา องค์ชายห้ากลับยกยิ้มพอใจตามประสาคนอ่อนโยนมองมาไม่หยุด
ไม่ต้องมายุ่งกับฉันจะเป็การดีมาก ตัวละครองค์ชายห้าน่ะนะ
ฉันจำได้ขึ้นใจแบบไม่มีวันลืมว่าเขาน่ะ…
อาการหนักกว่าตัวประกอบเดินผ่านหมึกปากกาอีก!
ไม่ใช่แค่ไก่กาอาลาเล่ที่พลังชีวิตต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่ยังใช้ชีวิตได้อนาถมาก ขุนนางบู๊บุ๋นต่างเอาชื่อและอำนาจอันน้อยนิดของเขามาบีบเล่นเป็หุ่นกระป๋อง ขณะที่พากันเย้ยหยันในความอาภัพทางร่างกายแต่กำเนิด
ก่อนเนื้อเื่จะซ้ำเติมเขาจนฉันยังสังเวชเมื่อสุดท้ายจุดจบก็คือ การที่เขาหนีไม่รอดจากการฆ่าล้างราชบัลลังก์ทรราชเพื่อชิงบัลลังก์คืนมาเป็ของพระเอกในตอนท้ายเื่
ขนาดตัวร้ายอย่างฉันยังคิดเลยว่าตัวละครนี้มีทำไม
“องค์ชายห้าเพคะ หม่อมฉันว่าไม่เคยรู้จัก…”
“ฮึก”
ร้องไห้! องค์ชายห้าร้องไห้!!! ทั้งฉันทั้งอาเฟิงพากันใรีบเข้าไปโอ๋
ฉันปรับเสียงพูดให้นุ่มขึ้นเหมือนปลอบเด็ก ส่วนอาเฟิงก็รีบดึงพระเช็ดหน้าซับน้ำตาเ้านาย
เขากดหน้าลงเหมือนไม่อยากจะมองหน้าฉัน “เ้าไม่ต้องใส่ใจหรอก ข้าเกิดมาก็ไม่เคยมีใครเห็นข้าในสายตาอยู่แล้ว ข้ารู้ว่าข้าไม่มีสิทธิ์คาดหวังสิ่งใด”
อาเฟิง “สีหน้าไม่สู้ดีเลยพ่ะย่ะค่ะ เสด็จกลับวังเลยดีหรือไม่”
เขาส่ายหน้าทันที ทั้งยังใช้น้ำเสียงอย่างกับตัวเองเป็ขอทานซะอย่างนั้น
“ที่จริงข้าเพียงน้อยใจนิดหน่อย ที่แม่นางผิงอันจำข้าไม่ได้”