ฉู่เฟิงมองหวงหนิวด้วยสายตาแปลกๆเขาอุตส่าห์รอดูว่ามันจะมีกลเม็ดเด็ดพรายอะไร ใครจะคิดว่ามันมามุขนี้!
“แกแน่ใจนะว่ามัน ‘ง่ายๆ’ จริงๆ” ฉู่เฟิงชักจะสงสัย ทื่อๆ อย่างนี้ ไม่มีเทคนิคอะไรเลยมันจะไหวไหมนะ? เขาชักรู้สึกไม่ไว้ใจหวงหนิว
หวงหนิวท่าทางมั่นใจ แล้วค่อยๆ เขียนตัวหนังสือบนพื้นลายมือวัวเขี่ยอ่านยากชะมัด ‘หลักการยิ่งใหญ่เรียบง่ายที่สุด’
ฉู่เฟิงตะลึงจนตาค้าง พูดไม่ออก สุดท้าย อยากจะด่ามันสักคำ!
แกกระทืบเขาไปสองที ป่าเถื่อนอย่างนั้น มันเรียบง่ายแน่นอนแต่..อะไรคือสิ่งที่เรียกว่า หลักการยิ่งใหญ่ เรียบง่ายที่สุด!?
“ฉัน...โดนูเาทับหัวเหรอ จะตายอยู่แล้ว” บนพื้นจั่วจวิ้นที่น้ำลายยังฟูมปากพูดจาไม่ได้ความ
เห็นได้ว่ากีบหน้าทั้งสองสร้างอาการาเ็ให้เขาอย่างมากความคิดเขาสับสนปนเป ยังคงร้องครวญครางแม้ไม่ได้สติรู้สึกเหมือนกับหัวจะะเิเสียให้ได้
“เขาไม่เป็ไรแน่นะ?จะมีอาการตกค้างภายหลังหรือเปล่า ถ้าเกิดไม่ฟื้นขึ้นมาล่ะ ไม่งานเข้าหรอกเรอะ”ฉู่เฟิงเริ่มเป็กังวล
ตอนแรก เขายังคงสงสัยในวิธีการของหวงหนิว แต่มาตอนนี้ที่น่าเป็ห่วงยิ่งกว่าก็คืออาการาเ็ของจั่วจวิ้น
เป็เพราะหวงหนิวเองก็ไม่รู้จักหนักเบา จริงๆแล้วก็คือมันไม่ใช่วัวที่ดีสักเท่าไหร่ ใครจะไปรู้ว่าต่อไปสองกีบนั่นจะก่อให้เกิดผลอะไรขึ้น
พอมองดูสภาพของจั่วจวิ้นแล้ว ฉู่เฟิงก็รู้สึกเจ็บแทน
ถึงแม้จั่วจวิ้นจะอยู่ในสภาพหมดสติ หากยังคงนอนชักกระตุกอยู่บนพื้น
“นี่คือ ‘คนเลวย่อมถูกวัวเลวกว่าจัดการ’ ในตำนานสินะ” ฉู่เฟิงพึมพำ เขาค้นตัวจั่วจวิ้น ดูว่ามีสิ่งของน่าสงสัยอะไรหรือไม่
มีดสั้น อาวุธดาบ ล้วนทำมาจากโลหะผสม แม้จะดูไม่ธรรมดาหากไม่อาจเทียบได้กับกระบี่สั้นสีดำ นอกนั้นก็เป็พวกของกินและของจุกจิกอื่นๆ
สุดท้าย ฉู่เฟิงพบแผนที่หนังสัตว์จากอกเสื้อของเขาดูแล้วไม่ใช่ของเก่า น่าจะเพิ่งวาดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
เข้าใจได้ว่าเพราะแผนที่กระดาษขาดง่ายแผนที่หนังสัตว์จะทนไม้ทนมือกว่า
โดยเฉพาะในยามที่จั่วจวิ้นแปลงร่างในชั่วพริบตากลายเป็ร่างสูงสามเมตร โอบล้อมด้วยออร่าสีน้ำตาลอมเหลืองสิ่งของที่พกติดตัวอาจถูกทำลายได้ง่าย
หนังสัตว์นี้ผ่านกรรมวิธีพิเศษมาก่อน แผ่นหนังนุ่มอย่างยิ่งพับไว้อย่างเรียบร้อย พอกางออกถึงเห็นว่าแผ่นใหญ่อย่างยิ่งกินพื้นที่บนพื้นไปส่วนหนึ่ง
นี่เป็แผนที่ของเทือกเขาไท่หังซานพร้อมทั้งเครื่องหมายของอาณาบริเวณใกล้เคียง ละเอียดอย่างยิ่ง ูเาแต่ละลูกล้วนถูกระบุชัดเจน
“มีบางยอดเขาที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน”
บ้านของฉู่เฟิงอยู่ที่นี่ย่อมต้องคุ้นเคยกับเทือกเขาไท่หังซานเป็อย่างดี เขาเดาว่ามันน่าจะเพิ่งถูกวาดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เพราะรวมเอาูเาที่เพิ่งโผล่ออกมาเ่าั้อยู่ด้วย
ใบหน้าเขาฉายแววยินดี แผนที่ผืนนี้มีประโยชน์ต่อเขาอย่างมาก
เขาไล่ดูอย่างละเอียดก็พบว่าแผนที่ผืนนี้มีเครื่องหมายพิเศษบางพื้นที่เป็สัญลักษณ์รูปหัวกะโหลกสีดำ เขาบางลูกมีหมายเหตุเอาไว้ว่า “เก็บ”
นอกจากนี้ ยังมีเขาบางลูกที่ใช้หมึกสีแดงวงเอาไว้
เครื่องหมายก็ไม่ได้มีมากนัก หากสะดุดตาอย่างยิ่งเมื่อเห็นเป็ครั้งแรกก็ไม่ต้องตีความมากมาย ที่ตรงนั้นจะต้องมีอะไรบางอย่างแน่นอน
เก็บแผนที่หนังไว้ดีไหม? ฉู่เฟิงครุ่นคิดสุดท้ายก็ล้มเลิกความคิดนี้ เขาหยิบกระดาษออกมาลงมือร่างแผนที่ด้วยตัวเองภายในระยะเวลาอันสั้น
“รีบเขี่ยตัวปัญหานี่ไปให้พ้นดีกว่า” ฉู่เฟิงแบกจั่วจวิ้นขึ้นมาพอออกจากประตูก็เข้าไปในป่าผลไม้ ด้านนี้เป็สุดเขตตะวันออกของเมืองมีคนผ่านไปมาน้อยมาก สะดวกอย่างยิ่ง
ด้วยพละกำลังของฉู่เฟิงตอนนี้แบกคนผู้หนึ่งวิ่งตะบึงเป็เื่ที่ง่ายดายอย่างมากเพียงไม่นานก็วิ่งห่างออกไปร่วมสิบกว่ากิโลเมตร ผ่านแนวป่าออกไปแล้วโยนจั่วจวิ้นไว้บนถนนลาดยางที่ถูกตัดขาด
จั่วจวิ้นยังคงหมดสติ ไม่รู้เื่รู้ราว
ฉู่เฟิงตรวจแล้วตรวจอีก สองข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งข้าวสาลีห่างจากแนวป่าเขาค่อนข้างไกล ไม่น่าจะมีสัตว์ร้ายมาเพ่นพ่าน จากนั้นหมุนกายจากไป
ในเมืองสงบสุขอย่างยิ่งเพราะผู้คนต่างก็ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น
หลายวันมานี้ พวกวัยรุ่นบางคนออกค้นหาเส้นทางมีการพกอาวุธพวกดาบเพื่อป้องกันตัว แล้วออกตระเวนหาเส้นทางเพื่อไปยังตัวอำเภอ
พวกเขารู้สึกว่า ตัวอำเภอหรือในมณฑลนั้น มีผู้คนหนาแน่นบางทีน่าจะปลอดภัยมากกว่า
อย่างไรก็ตาม เมื่อเดินทางไปถึงตัวอำเภอ กลับพบว่าตัวอำเภอนั้นมีูเาสูงเสียดฟ้าขนาบอยู่สองลูก
ถึงแม้ไม่ชัดเจนแต่ก็เห็นได้ว่า บนเขามีเหล่าสัตว์ร้ายทุกชนิดอย่างเช่นตะขาบสีเงินตัวยาวสองเมตรหน้าตาอย่างกับงูสีขาวที่สิ่งมีชีวิตทุกประเภทล้วนต้องหลีกหนี
ไหนจะมีนกล่าสัตว์สีแดงเพลิงที่โฉบเอาเสือดาวไปเป็อาหาร เืสดๆไหลริน
บางคนก็เห็นแมงมุมตัวใหญ่เท่าบ้านกำลังชักใยอยู่ระหว่างเขาสองลูกสุดท้ายก็พ่นใยใส่นกั์กลางอากาศแล้วลากลงมา เืสาดกระจายเต็มพื้นที่
สิ่งมีชีวิตหลากหลายที่ไม่เคยได้พบเห็นมาก่อนกลับพบเจอได้บนูเานอกอำเภอเมือง
แล้วจะไม่ให้ผู้คนหวาดกลัวได้อย่างไรกัน?
่นี้ ผู้คนในตัวอำเภอมีไม่น้อยที่ละทิ้งบ้านเรือนด้วยเกรงกลัวว่าสักวัน สัตว์ประหลาดเ่าั้จะลงมาจากเขา
ส่วนตัวเมืองกับในมณฑลเอง ก็ได้ยินมาว่าไม่ได้ดีกว่ากันเท่าไหร่ออกจะเลวร้ายกว่าด้วยซ้ำ เหมือนกับว่ายุคาได้มาเยือนพื้นที่กว้างใหญ่เต็มไปด้วยป่าเขาสุดลูกหูลูกตา เต็มไปด้วยสัตว์ร้าย
หลังจากสำรวจไปรอบหนึ่ง พวกวัยรุ่นจากเมืองชิงหยางก็ท้อแท้พากันเดินทางกลับชิงหยาง
ในเวลาเช่นนี้ ก็มีคนไม่น้อยที่รู้จักปรับตัวซึ่งก็ล้วนแต่เป็ผู้สูงวัยทั้งนั้น พวกเขาเริ่มทำการเพาะปลูกที่พื้นที่นอกเมืองด้วยหวังว่าจะสามารถพึ่งพาตัวเองได้
แต่แรกก็เป็เพียงผืนนา หากตอนนี้ขยายขอบเขตออกไปถึงสิบเท่าถึงแม้บางส่วนจะเป็ผืนป่าก็ตาม หากกินอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล
่นี้เข้าสู่ปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ทว่าใบไม้ยังไม่เปลี่ยนสีต้นหญ้ายังไม่แห้งเหี่ยว ความมีชีวิตชีวายังคงมีอยู่ อากาศเริ่มอบอุ่นเหมือนกับฤดูร้อนกลับมาเยือนอีกครั้ง
ปรากฏการณ์นี้ทำให้เกิดภาพอันแปลกตาอย่างเช่นทางทิศตะวันออกของสวนบ้านฉู่เฟิงนั้นต้นไม้บางต้นยังมีผลไม้สีแดงสดห้อยย้อย นอกจากนี้ บางต้นยังเพิ่งจะผลิดอกด้วยซ้ำ
กลิ่นผลไม้กับกลิ่นดอกไม้ผสมปนเป บางต้นออกผลดกส่วนบางต้นผลิดอกพร่างพราว ช่างน่าสวยงามอย่างยิ่ง
สำหรับมนุษย์แล้ว ฤดูใบไม้ร่วงนับว่ามีความหมายเป็พิเศษ
ด้วยเพราะครั้งหนึ่งเคยเกิดาที่แทบจะทำลายล้างทุกแห่งหนใน่เวลานั้นผืนดินแห้งผาก อาหารขาดแคลน ผู้คนตกทุกข์ได้ยากกันถ้วนหน้า
ในยุคหลังความรุ่งเรือง ทุกครั้งที่ฤดูใบไม้ร่วงมาเยือนผู้คนต่างก็ช่วยกันเก็บเกี่ยวผลผลิต
หลังจากนั้น ถึงแม้ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเลวร้ายก็จะกลับฟื้นคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ได้อีก จากนั้นก็ค่อยๆ กลายเป็ความเคยชินความสำคัญของฤดูใบไม้ร่วงนั้นไม่ธรรมดา มันเป็่วันหยุดที่สำคัญอย่างยิ่ง
ดังนั้น ตอนนี้ในตัวเมืองมีผู้คนมากมายเดินทางกลับมาจากเมืองอื่นๆไม่ต่างกับ่วันปิดเทอมหรือ่วันหยุดยาว ตอนนี้ผู้คนเริ่มเตรียมการเพาะปลูกแรงงานพรักพร้อม
ฉู่เฟิงสำรวจช่องแช่แข็งที่แต่แรกเก็บสะสมเสบียงกรังไว้อย่างมากมายหากตอนนี้ร่อยหรอ หลักๆ ก็เป็เพราะความสามารถในการกินของหวงหนิว
“ตอนนี้ในซุปเปอร์สโตร์แต่ละที่ก็ไม่ค่อยมีของ ข้าวของขาดแคลนฉันต้องคิดหาวิธีการละ” แต่แรกที่ฉู่เฟิงตัดสินใจเรียนวิชาหมัดมวยเพื่อให้มั่นใจว่าตัวเองสามารถเข้าออกจากูเาได้อย่างปลอดภัย
นั่นก็เพราะเขาคิดจะเล่นเกมล่าสัตว์ดูสักหน่อยในโลกที่กินอิ่มนอนอุ่นตอนนี้ย่อมกลายเป็ยุคจลาจลอย่างแน่นอน ยามนั้นไม่มีอะไรเทียบได้กับเนื้อสัตว์ที่เต็มไปด้วยสารอาหารที่ร่างกาย้า
เขาฝึกซ้อมวิชาหมัดอยู่ในสวน เสียงลมหวิววืดกระบวนท่าแรกของหมัดปีศาจวัวเริ่มสำแดงอานุภาพ ในที่สุดเขาก็ฝึกสำเร็จหมัดทรงพลังรุนแรง บางคาบคราส่งเสียงดังสะท้านะเื
มีพลังบางอย่างเคลือบคลุมบนหมัดของเขาอีกชั้นที่เปล่งอานุภาพรุนแรงน่าเกรงขาม
ตึง!
ฉู่เฟิงทดสอบ เพียงหมัดเดียวก็ชกหินปูนที่อยู่นอกประตูสวนเป็ผุยผง
“นี่มันยังเป็มือของมนุษย์อยู่หรือเปล่าเนี่ย?” ฉู่เฟิงนิ่งอึ้ง โขดหินปูนสูงครึ่งเมตรพังทลายลงราบคาบวิชาหมัดนี่มันร้ายกาจถึงเพียงไหนกันนะ?
เขาพิจารณาอย่างละเอียดพลังนี้ไม่ใช่พลังภายในอย่างที่พูดกันในนิยาย มันเหมือนผ้าบางๆที่คลุมอยู่บนหมัดอีกที
เขายังพบว่า หากออกหมัดในยามที่หายใจด้วยเคล็ดพิสดารนั้นความรุนแรงจะเพิ่มขึ้น ยิ่งทวีความน่าเกรงขาม
ในยามไม่ชัดเจน ฉู่เฟิงเดาไว้ก่อนว่าเคล็ดวิธีหายใจนั้นมันมหัศจรรย์อย่างมากถึงกับสามารถเพิ่มความรุนแรงให้กับวิชาหมัดที่พิสดารนี้ได้
มิน่า หวงหนิวถึงต้องฝึกฝนทุกเช้าเย็นขยันยิ่งกว่าฝึกหมัดปีศาจวัวของมันเสียอีก
เช้าตรู่ ดวงอาทิตย์สีทองเบิกฟ้า สาดแสงเรืองรอง
จั่วจวิ้นรู้สึกเจ็บที่ศีรษะอย่างมาก เขาค่อยๆ รู้สึกตัวพอส่ายศีรษะเบาๆ ก็ยิ่งรู้สึกว่ามันสมองแทบจะกระฉอกออกมา
“ฉันอยู่ที่ไหนเนี่ย?”
เขาขยับร่างกาย ตะกายลุกขึ้น ใบหน้าขาวเผือด ดวงตาเลื่อนลอยงุนงงอย่างหนัก จับต้นชนปลายไม่ถูก
เขาก้มลงมองเสื้อผ้าขาดวิ่นของตัวเอง ไปผ่านาที่ไหนมาหว่า?
เป็เวลาเนิ่นนานเขาถึงนึกออก พึมพำกับตัวเอง“คนสกุลมู่ผู้นั้นบอกฉันกลายๆ ว่าถ้าผ่านไปทางเมืองชิงหยางไม่จำเป็ต้องไปดูแลคนชั้นนั้นหรอก แต่ให้สั่งสอนมันสักหน่อย”
จั่วจวิ้นนึกได้ว่าเขาควรไปที่เมืองชิงหยางสิทำไมถึงมาสลบอยู่แถวนี้ได้ อะไรๆ ก็นึกไม่ออก
เขารู้สึกเหมือนความทรงจำบางส่วนขาดหายไป มันรางเลือนนึกเื่ที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นไม่ออก
“หรือฉันถูกลอบโจมตีตอนมาถึงที่นี่?” เขาสงสัย
สุดท้าย เขาออกเดินโซซัดโซเซไปยังเมืองชิงหยาง เดินไปก็แสยะยิ้มไป“กะอีแค่คนธรรมดาเท่านั้น ถึง่นี้จะมีแต่ปัญหา แต่ก็ไม่ยากต่อการบดขยี้”
ดวงอาทิตย์ดวงโตทอแสงอบอุ่น จังหวะการหายใจของฉู่เฟิงพิเศษอย่างยิ่งเขาสูดอากาศยามเช้าเข้าออก ตราบกระทั่งขั้นตอนการฝึกหายใจยามเช้าสิ้นสุดลง
พอเขาลุกขึ้นยืน ก็เห็นจั่วจวิ้นโซซัดโซเซ เกาะประตูสวนเดินเข้ามา
ฉู่เฟิงตะลึง เขากลับมาอีกได้ยังไง?
แรกสุด เขาคิดว่าหวงหนิวเชื่อไม่ได้ ไม่ได้ล้างความจำของหมอนี่เขาเลยย้อนกลับมาล้างแค้น
“หนิวหมัวหวัง แกทำได้ดีมาก!” ฉู่เฟิงร้องเสียงดัง
“เป็แค่คนธรรมดาเท่านั้น อย่ามาร้องโหวกเหวกโวยวายต่อหน้าฉันนะหนวกหู!” จั่วจวิ้นรังเกียจ ตอกกลับอย่างหมดความอดทน
เขาขวานผ่าซากยิ่งกว่าเมื่อวาน ไม่มีการปิดบัง ไม่มีการเกรงใจเป็เพราะความเ็ปรุนแรงที่ทำให้เขาหงุดหงิดงุ่นง่าน
ฉู่เฟิงอึ้งไป พูดว่า “นายนี่สันดานเปลี่ยนยากจริงๆลืมมารยาทแล้วหรือไง?”
“นายรู้จักฉันเรอะ?” จั่วจวิ้นสงสัยหากตีหน้าเรียบเฉยทันควัน กล่าวว่า “จะยังไงก็ตาม นายเจอดีแน่มีบางคนที่นายไม่มีทางเทียบเคียงได้ตลอดกาล แม้แต่คนรอบกายของเธอคนนั้นก็ล้วนบดขยี้นายได้อย่างง่ายดาย”
ฉู่เฟิงมีสีหน้าแปลกไปคราวนี้แน่ใจได้ว่าจั่วจวิ้นสูญเสียความจำจริงๆ ทว่ากลับจำเื่ก่อนหน้านี้ได้อย่างการมาหาเื่เขาที่นี่อย่างไรเล่า
มันช่างวุ่นวายเสียจริง เขาหัวเราะไม่ได้ ร่ำไห้ไม่ออก
“ปวดหัวโว้ย มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ มีใครลอบโจมตีฉันระหว่างทางกัน?” จั่วจวิ้นกุมหน้าผาก เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ ทั้งยังบันดาลโทสะนี่เป็เหตุที่วันนี้เขาหงุดหงิดอย่างยิ่ง
“ฉันรู้สึกเหมือนถูกลาถีบ เจ็บหัวเป็บ้า” เขาพูดกับตัวเอง
ฉู่เฟิงได้ยินประโยคนี้เข้าก็ยิ้มน้อยๆ พูดว่า ”ใช่เลย นายโดนลาถีบ”
ตอนนี้เอง ที่หวงหนิวเพิ่งเดินออกมาจากห้องได้ยินทั้งยังได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ชักสีหน้าทันที
จั่วจวิ้นไม่ทันได้สังเกตเห็นหวงหนิว เขายิ้มเย็น เดินกะโผลกกะเผลกเข้าหาฉู่เฟิงเพื่อลงมือ
ตึง!
ฉู่เฟิงเตะข้างโดนเขากระเด็นลอยไปปะทะกำแพงสวนจากนั้นเขาหันไปหาหวงหนิว ถามว่า “ไงล่ะ?เขายังจำได้ว่าต้องมาที่นี่”
หวงหนิวใช้เท้าข้างหนึ่งจิ้มไปที่ตัวอักษร ‘ง่ายๆ’ บนพื้นที่ยังไม่ได้ลบ
จากนั้น มันก็เดินไปหาจั่วจวิ้น
จั่วจวิ้นยังมึน หันหน้ามามองอย่างงงๆตัวเองถูกคนธรรมดาเตะจนตัวลอยงั้นหรือ? แถมคราวนี้เขายังเห็นลูกวัวสีทองไปทั้งตัวค่อยๆ เดินเข้าไปหาเขา ใบหน้าเหยียดหยามกำลังหัวเราะเยาะ
นี่มันเื่อะไรกัน? ภาพหลอนงั้นหรือเขารู้สึกว่ามันไม่ใช่ความจริง วัวตัวหนึ่งกำลังเยาะเย้ยเขาอย่างนั้นหรือ? ท่าทางมันไม่ธรรมดา นี่คือฝันหรือเปล่านะ?
ตึงๆๆๆ!
คราวนี้ หวงหนิวยังคงป่าเถื่อนเหมือนเดิมกระทืบเข้าที่ศีรษะของจั่วจวิ้นเบ็ดเสร็จสี่ที มากกว่าครั้งก่อนสองที
หลังจากนั้น มันทำท่าเป็ผู้สูงส่ง ค่อยๆหมุนตัวอย่างมั่นคงดุจขุนเขา เยาะย่างจากไป
สีหน้าของจั่วจวิ้นค้างแข็ง เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกเหมือนไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น หากก็ทำได้เพียงกลอกตา จากนั้นก็หมดสติ ค่อยๆรูดลงไปกองอยู่กับพื้น
“จัดการอย่างนี้อีกแล้ว ครั้งนี้จะเชื่อถือได้ไหมเนี่ย?” ฉู่เฟิงกังวล ถ้าโยนจั่วจวิ้นออกไปอีกล่ะ เขาจะย้อนกลับมาอีกหรือเปล่านะ?
หวงหนิวยื่นเท้าออกมาสองที ตีความได้ว่า ครั้งนี้แถมให้อีกสองตื้บรับประกันไม่มีปัญหาแน่นอน!
ฉู่เฟิงเงียบอยู่เป็นาน สุดท้ายก็อดไม่ได้ กลั้นใจถาม“แกไม่ลองเปลี่ยนวิธีดูหน่อยเหรอ?”
หวงหนิวส่งเสียงประท้วง หนักแน่นอย่างยิ่ง แล้วก็จิ้มไปที่ตัวอักษรโย้เย้อีกชุดบนพื้นที่เขียนไว้ั้แ่เมื่อวานหลักการที่ยิ่งใหญ่ เรียบง่ายที่สุด
ฉู่เฟิงสำลัก พ่นน้ำที่เพิ่งดื่มเข้าไปออกมาทันที