ทะลุมิติไปเป็นสาวชาวนาผู้มั่งคั่งกับซาลาเปาตัวน้อยๆ (จบ)

    เล่มที่ 4 บทที่ 101 กลลวง

             

            ร่างกายของหลินกู๋หยู่รู้สึกอึดอัดทรมานใบหน้าของนางซีดเซียวไร้ร่องรอยของสีเลือด

            แต่ถึงจะอึดอัดทรมานเพียงใดนางก็ไม่ได้แสดงออกมาให้เห็นแต่อย่างใด

            นางนั่งอยู่ตรงหน้าหมอตู้ ก่อนจะยื่นมือออกไป

            หมอตู้กลอกตามองหลินกู๋หยู่ วางมือบนแขนของนางและจับชีพจรอย่างระมัดระวัง

            “ไม่มีอะไร ข้าเป็นแค่ไข้ทานยาก็ดีขึ้นแล้ว” หมอตู้จับชีพจร แล้วค่อยๆถอนมือออกโดยไม่แม้แต่จะมองหลินกู๋หยู่เพียงแวบหนึ่ง เขาพูดอย่างโกรธๆ ว่า “เจ้าเองก็เป็นหมอไม่ใช่หรือ ทำไมเจ้าไม่รักษาตัวเอง?”

            หลินกู๋หยู่ไม่ตอบ เพียงแต่ก้มหน้าลง

            หลังจากรับยาฉือหางก็พยุงหลินกู๋หยู่และเดินออกไปข้างนอก

            ทันทีที่ออกจากโรงหมอฉือหางก็เห็นฉือเทาเดินตามคนสองไปที่ตรอกแห่งหนึ่ง

            “เจ้าพักผ่อนสักพักเถอะข้าจะไปดู”

            ฉือหางมองไปที่ฉือเทาด้วยความสงสัยฉือเทาติดตามสองคนนั้น ดูเหมือนว่าจะเป็นคนที่มาทวงหนี้เสียด้วย

            เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ฉือหางก็ยิ่งกังวลมากขึ้น

            “เจ้าไปเถอะ” หลินกู๋หยู่ยืนอยู่ที่เดิมอย่างเหนื่อยล้า เงยหน้าขึ้นมองและยื่นมือผลักฉือหางออกไป

            ที่นี่คือโรงหมอสกุลลู่ผู้คนที่นี่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับหลินกู๋หยู่ นางอยู่ที่นี่ เขาสามารถวางใจได้

            เมื่อได้ยินสิ่งที่หลินกู๋หยู่เอื้อนเอ่ยฉือหางก็ช่วยประคองหลินกู๋หยู่นั่งลงแล้วเดินออกไปอย่างกระวนกระวาย

            หลินกู๋หยู่นั่งบนที่นั่งเดิมอย่างอ่อนแรงหลายคนที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับนางจึงเข้ามาถามอาการ และไม่ลืมที่จะยกน้ำชามาให้

            ลู่จื่อยู่ยืนอยู่ในห้องหนังสือที่ลานด้านหลังโรงหมอยืนอยู่หน้าโต๊ะ กำลังฝึกคัดลายมือ

            เสียงของคนเหล่านั้นพูดสนทนากันถึงประเด็นที่หลินกู๋หยู่ป่วยลอดดังมาจากข้างนอกหัวใจที่สงบนิ่งมาตลอดก็เริ่มกระเพื่อม

            โดยไม่รู้ตัวท้องฟ้าเริ่มโปรยปรายเกล็ดหิมะลงมา

            หิมะสีขาวตกอยู่ตามท้องถนน บนหลังคาบ้านและบนร่างของคนเดินสัญจรบนถนนก็เต็มไปด้วยเกล็ดสีขาว

            ฉือหางลอบตามฉือเทาโดยเป็นกังวลอยู่หลายส่วนเพราะพวกเขาไม่ได้คืนเงินทั้งหมดให้กับคนเหล่านั้น

            “ครอบครัวของเรามีเงินมากเท่านี้” เสียงกังวลของฉือเทาลอดดังมาจากข้างใน

            ฟังคำพูดของฉือเทาฉือหางลอบมองสถานการณ์ข้างใน เดิมทีเขาอยากจะเข้าไปหาคนเหล่านั้นโดยตรงแต่กระนั้นเขาคิดว่าเขาต้องดูสถานการณ์ให้ชัดเจนก่อนแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร

            “เงินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” ซุนข่ายกลอกตาไปที่ฉือเทาและพูดอย่างจนปัญญา “เดิมทีข้าคิดว่าจะมีเงินมากกว่านี้ด้วยซ้ำ”

            "เจ้าคิดว่าครอบครัวของเรามีเงินเท่าไรกัน?" ฉือเทาเอื้อมมือไปหยิบถุงเงินในมือของซุนข่ายพลิกคว่ำ เปิดดูแล้วพูดต่อว่า"พวกเจ้าไม่ได้ทำอะไรเลย ข้าจะให้เงินพวกเจ้าห้าสิบตำลึงพวกเรามีเงินเพียงสองร้อยสิบตำลึงเท่านั้น งานนี้คุ้มค่ามาก”

            อะไรนะ?

            หลังจากได้ยินสิ่งที่ฉือเทาพูดใบหน้าของฉือหางก็น่าเกลียด คิ้วของเขาก็ขมวดแน่น

            นั่นเป็นละครปาหี่ที่พวกเขาร่วมกันแสดงกันงั้นหรือ?

            "ก็ใช่"ซุนข่ายเหลือบมองฉือเทาด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า ชี้ไปที่ถุงเงินในมือของฉือเทา"เจ้านับเงินประเดี๋ยวนี้ อย่ามาตามหาข้าทีหลังล่ะ!"

            ฉือเทาพลิกเงินนับจำนวนและพูดด้วยความพึงพอใจ"เอาละ เพียงพอแล้ว"

            หลังจากที่ฉือเทาพูดจบ เขาก็หันหลังกลับกำลังจะจากไป จู่ๆ ไม่คาดคิดเลยว่าเขาจะถูกจับไหล่

            “เกิดอะไรขึ้น?” ฉือเทามองดูซุนข่ายอย่างสงสัย

            ซุนข่ายมองฉือเทาด้วยรอยยิ้มตบไหล่ของฉือเทาสองครั้ง ก่อนที่จะพูดว่า "คราวหน้าหากยังมีงานเช่นนี้อีกเจ้าก็เรียกใช้งานข้าโดยตรงได้"

            “เตรียมรอได้เลยคราวหน้าถ้ามีอีก ข้าจะบอกเจ้า พวกเราร่วมมือกันทำงานต่อไป!” ฉือเทาพูด หันหลังกลับและกำลังจะจากไป

            ใบหน้าของฉือหางดูน่าเกลียดเล็กน้อยและเดิมทีเขาต้องการที่จะพุ่งเข้าไปกระทืบฉือเทาโดยตรงแต่หลังจากคิดไตร่ตรองเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาก็หันหลังจากไป

            เมื่อฉือหางกลับมาที่โรงหมอเขาเห็นหลินกู๋หยู่นอนคว่ำหน้าอยู่บนโต๊ะ ดูเหมือนนางกำลังหลับอยู่

            ก่อนที่ฉือหางจะเดินไปถึงเขาก็เห็นว่าหลินกู๋หยู่นั่งตัวตรงแล้ว

            “กลับมาแล้วหรือ?” หลินกู๋หยู่ซีดเซียว แม้กระทั่งเสียงของนางก็ไร้เรี่ยวแรง

            “อืม” ฉือหางกล่าวขอบคุณคนรอบข้าง จากนั้นช่วยประคองหลินกู๋หยู่เดินออกไปข้างนอก

            ทันทีที่เดินออกไปหลินกู๋หยู่ก็เงยหน้าขึ้นมองฉือหาง ถามอย่างฉงน "เขากำลังทำอะไร?"

            เมื่อได้ยินเสียงของหลินกู๋หยู่สีหน้าของฉือหางก็แข็งเกร็งชั่วคราว

            เบี่ยงศีรษะไปมองที่หลินกู๋หยู่ ฉือหางรู้สึกจนปัญญาเป็นครั้งแรก

            ถ้าเขาไม่บังเอิญเจอฉือเทาทำสิ่งนั้นในวันนี้เขาอาจจะรู้สึกว่าฉือเทาเป็นเพียงลูกที่ล้างผลาญพ่อแม่

            แต่ว่าตอนนี้

            ฉือหางเริ่มจะเข้าใจสิ่งที่หลินกู๋หยู่พูดในวันนั้นแล้ว

            สมาชิกในครอบครัวเดียวกัน บางคนก็อาจจะไม่ใช่คนดี

            หลังจากเล่าสิ่งที่ฉือเทาได้ทำลงไปใบหน้าของฉือหางก็น่าเกลียดยิ่งขึ้น

            “ปรากฏว่าเป็นเช่นนี้นี่เอง” หลินกู๋หยู่พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ในตอนแรกข้าก็รู้สึกงงงวยแต่ตอนนี้ข้าเข้าใจอย่างสมบูรณ์แล้ว”

            หญิงสาวกลืนน้ำลายด้วยความเจ็บปวด เงยหน้าขึ้นมองฉือหางเมื่อหลินกู๋หยู่พูดมีควันหมอกสีขาวถูกพ่นออกมาจากปาก

            “หนาวไหม?” ฉือหางถามเสียงเบา เอื้อมมือไปจับมือของหลินกู๋หยู่ แล้วลูบเบาๆ “ยังหนาวอยู่ไหม?”

            เมื่อเห็นว่าใบหน้าของหลินกู๋หยู่ยังคงไม่น่าดูนักฉือหางจึงแตะมือของหลินกู๋หยู่ที่ปากของเขา แล้วทอดถอนหายใจ

            ความร้อนจากฝ่ามือทำให้หัวใจของหลินกู๋หยู่เต้นแรงไปชั่วขณะ

            “ดีขึ้นมากแล้ว” หลินกู๋หยู่ไม่รู้ว่าด้วยสาเหตุใด การป่วยคราวนี้ถึงยังไม่หายดีแววตาจับจ้องไปที่ฉือหาง

            “ข้าจะแบกเจ้ากลับบ้าน!” หลังจากออกจากเมือง ฉือหางเอ่ยด้วยเสียงต่ำ

            "ไม่เป็นไรแล้ว ข้ายังสามารถเดินไปได้”หลินกู๋หยู่รู้ดีว่า แม้ว่าน้ำหนักร่างกายของนางจะไม่หนักมากแต่ฉือหางก็คงจะเหนื่อยมาก หากเขาต้องแบกนางเป็นเวลานาน

            "ข้าแบกเจ้า!”ฉือหางกล่าว เดินไปด้านหน้าของหลินกู๋หยู่และย่อตัวลง

            ชายหนุ่มย่อตัวอยู่ข้างหน้านางแผ่นหลังของคนเบื้องหน้าทำให้นางรู้สึกอบอุ่น

            “ขึ้นมาสิ” ฉือหางกล่าว หันศีรษะไปมองหลินกู๋หยู่ แล้วพูดเสียงเบา “ข้าไม่เหนื่อย”

            เมื่อหลินกู๋หยู่มองฉือหางเช่นนี้นางยังต้องการที่จะปฏิเสธ แต่ไม่คาดคิดเลยว่าฉือหางแบกนางขึ้นโดยตรง

            หญิงสาวกอดคอของฉือหางแน่นโดยไม่ทันได้เตรียมตัวหลินกู๋หยู่นอนอยู่บนแผ่นหลังของฉือหางและทันใดนั้นก็รู้สึกว่าสภาพแวดล้อมไม่เย็นนัก

            หิมะโปรยตกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

            หลินกู๋หยู่พูดด้วยความประหลาดใจ"หิมะตกแล้ว เมื่อก่อนข้าไม่ค่อยได้เห็นหิมะ!"

            “หิมะตกทุกปีไม่ใช่หรือ?” ฉือหางยกหลินกู๋หยู่ขึ้นมา แล้วพูดเบาๆ

            “ใช่แล้ว” หลินกู๋หยู่เงยหน้าขึ้นมองหิมะตกหนักที่โปรยปรายไปทั่วท้องฟ้าและหัวใจของนางก็ค่อยๆ อบอุ่นขึ้น

            หลินกู๋หยู่พบผู้คนตามท้องถนนบ้างประปรายแต่หลินกู๋หยู่แสร้งทำเป็นไม่เห็นพวกเขา

            แม้ว่าทั้งสองคนจะไม่ได้ทำอะไรเลยแต่สำหรับคนแปลกหน้าแล้ว พฤติกรรมของพวกเขาทั้งสองนั้นอุกอาจเกินไป

            เปลือกตาหนักอึ้งมากใบหน้าของหลินกู๋หยู่นอนคว่ำอยู่บนไหล่ของฉือหาง ร่างกายของนางร้อนผะผ่าวราวกับถูกไฟไหม้อย่างรุนแรง

            “เจ้าเป็นไข้เมื่อก่อนก็ทรมานเช่นนี้ด้วยหรือไม่?” สุขภาพของหลินกู๋หยู่ดีมาโดยตลอด นางไม่ได้ป่วยบ่อยนัก

            "ก็พอทนได้”ฉือหางพูดออกมาขณะหายใจหอบ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยหมอกควันสีขาว

            หลินกู๋หยู่ยกมือขึ้นเพื่อปัดเกล็ดหิมะบนร่างของฉือหางอย่างแผ่วเบา

            หิมะตกหนักมากกิ่งก้านปกคลุมไปด้วยเกล็ดหิมะ บนใบหญ้าก็เต็มไปด้วยหิมะสีขาวโพลน

            หลินกู๋หยู่มองย้อนกลับไปเห็นรอยเท้าลึกที่ทิ้งไว้บนถนน

            หลินกู๋หยู่กอดฉือหางแน่นยิ่งขึ้น นางนอนบนแผ่นหลังของฉือหาง"คงจะดีถ้ามีกล้องถ่ายรูป ข้าอยากถ่ายรูปเก็บไว้จริงๆ"

            “กล้อง…ถ่ายรูปคืออะไร?” ฉือหางถามขึ้นด้วยความงุนงง

            "มันเป็นสิ่งที่สามารถถ่ายภาพช่วงเวลาที่ดีที่สุดได้”หลินกู๋หยู่หรี่ตาด้วยความสะลึมสะลือและเปิดริมฝีปากเล็กน้อย

            “จะถ่ายภาพอะไร?”

            "ถ่ายภาพเจ้า"

            คำพูดของหลินกู๋หยู่ฟังดูเหมือนจริงน้อยลงเรื่อยๆฉือหางเบี่ยงศีรษะไปมอง เห็นแต่เพียงศีรษะหลินกู๋หยู่ที่นอนซมอยู่บนหลังของเขา

            เมื่อได้ยินสิ่งที่หลินกู๋หยู่พูดฉือหางรู้สึกสับสนเล็กน้อย เมื่อใดก็ตามที่หลินกู๋หยู่พูดเรื่องเพ้อเจ้อทำให้ฉือหางรู้สึกไม่สบายใจหลายส่วนเสมอ

            “กู๋หยู่”

            ฉือหางเรียกด้วยเสียงต่ำ

            "อืม?"

            หลินกู๋หยู่เบิกดวงตาของนางเล็กน้อย พยายามอย่างมากที่จะมองคนตรงหน้านางให้ชัดเจนทว่าจู่ๆ จิตใจที่ร้อนระอุของนางก็หวนจำอะไรบางอย่างได้

            ถ้าข้ารู้เร็วกว่านี้ให้ฉือหางมารับยาโดยตรงก็ได้แล้ว ด้วยอาการของนางเช่นนี้ไม่แน่ว่านางอาจจะป่วยหนักกว่านี้ก็ได้

            นางทำอะไรโง่ๆ ไปแล้วไม่เช่นนั้นนางคงไม่เป็นเช่นนี้อย่างแน่นอน

            “เจ้าอย่าหลับ ข้างนอกอากาศหนาวถ้าเจ้าป่วยขึ้นมาอีกจะทำอย่างไร?” ฉือหางพูดอย่างเป็นห่วง

            “ข้าจะไม่นอนหลับ” หลินกู๋หยู่พูดด้วยความสะลึมสะลือ พยายามลืมตา “เจ้าก็อย่ากังวลไปเลย”

            "มาคุยกันเถอะ"ขณะที่ฉือหางพูด เขาพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อยกหลินกู๋หยู่ขึ้นมาจากนั้นเขาก็พูดขึ้น

            หิมะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ทับถมกันจนยามนี้สูงเลยข้อเท้าของฉือหางแล้ว

            หลินกู๋หยู่ตะคอกอย่างอ่อนแรง “ตกลง”

            เมื่อมองจากระยะไกลร่างของทั้งคู่กลายเป็นสีขาวโพลน

            เดิมทีหลินกู๋หยู่ก็มีน้ำหนักไม่เบา แต่ตอนนี้มีเกล็ดหิมะมากมายบนร่างของนาง

            ทุกย่างก้าวเกล็ดหิมะบนร่างของฉือหางและหลินกู๋หยู่ค่อยๆ ร่วงหล่นลงมา

            “เจ้าคิดว่าในอนาคตเราต้องให้โต้ซาไปเรียนหนังสือจริงๆหรือ?”

            "ไป”หลินกู๋หยู่พยายามลืมตาขึ้น ยกมือขึ้นปัดเกล็ดหิมะออกจากศีรษะและไหล่ของฉือหางมือแดงก่ำจากความเหน็บหนาว

            จมูกไม่สามารถระบายอากาศได้นางหายใจได้ทางปากเท่านั้น

            นอนบนไหล่ของฉือหาง เช่นนี้ดูเหมือนว่านางรู้สึกว่าร่างกายของตนเองจะดีขึ้นเล็กน้อย

            “ต้องให้เขาเรียนหนังสือไม่ว่าเขา...” หลินกู๋หยู่ลืมตาขึ้น มองไปที่ใบหน้าด้านข้างของฉือหางอากาศยามนี้หนาวมากจนใบหน้าของเขาแดงก่ำ “ไม่ว่าเขาจะสอบผ่านระดับท้องถิ่นหรือไม่ก็ตามข้าแค่หวังว่าเขาจะเข้าใจหลักการของการเป็นมนุษย์ได้บ้าง”

            ชายหนุ่มที่อยู่ข้างหน้านางดูเหมือนจะมีพลังเวทมนตร์แปลกๆ ซึ่งทำให้นางสงบจิตสงบใจ

            "เชื่อฟังเจ้า”ฉือหางหันหน้าไปมองหลินกู๋หยู่ พลางเม้มริมฝีปากเล็กน้อย "ในอนาคตพวกเราจะมีอีกหนึ่งคน"

            หลินกู๋หยู่หลับตาในสภาพเปลือกตาหนักอึ้งเต็มทนฟังคำพูดของฉือหางและพูดว่า "อืม" อย่างมีสติ

            ฉือหางพยายามอย่างเต็มที่ที่จะเดินไปข้างหน้าโดยมีหลินกู๋หยู่อยู่บนแผ่นหลังของเขาเม้มริมฝีปากแน่น

            แม้ว่าจะเป็นวันที่อากาศหนาวเหน็บแต่เขากลับไม่รู้สึกหนาวเลยแม้แต่น้อยดูเหมือนว่าร่างกายของเขามีไฟอย่างไรอย่างนั้น

            สวบสาบ

            ทุกครั้งที่ฉือหางก้าวฝีเท้าไปข้างหน้าก็จะได้ยินเสียงเหยียบหิมะดังสวบสาบขึ้นมาจากด้านหลัง

            กลับบ้าน

            ฉือหางเบี่ยงศีรษะไปมองที่หลินกู๋หยู่นางไม่ได้พูดมาสักพักหนึ่งแล้ว

            จู่ๆ ฉือหางก็รู้สึกไม่สบายใจและเขาตะโกนเรียกอย่างเป็นห่วง "กู๋หยู่!"

            คนที่อยู่ด้านหลังไม่ขยับเขยื้อน

            หัวใจของฉือหางสั่นไหวอยู่หลายส่วนเขายืนนิ่งก่อนจะเขย่าตัวหญิงสาวอย่างแรง "กู๋หยู่!"

            “อยู่” เสียงแผ่วเบาแว่วดังมาจากคนบนร่างกาย

            ในช่วงเวลานี้หัวใจของฉือหางก็ผ่อนคลายลงในที่สุด

            "เจ้า...”ฉือหางเบี่ยงศีรษะไปมองด้านที่หลินกู๋หยู่นอนคว่ำอยู่ แล้วเอ่ยถามเสียงต่ำว่า"เจ้าคือใคร?"

             

             

     

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นสาวชาวนาผู้มั่งคั่งกับซาลาเปาตัวน้อยๆ (จบ) ที่คุณอ่าน

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808