“ถึงแล้วแหละคะพี่นารุมิ” โวย่าชี้นิ้วไปยังจุดหมายนั่น
“อะ อืม”
ฉันมองไปยังด้านหน้า
มีแต่สายน้ำมรกตที่ส่องประกาย แสงหิ้งห้อยระยิบระยับเสาไฟสไตล์วิคตอเรียนทรงกลมส่งแสงมีเหลืองอ่อน บันไดหินอ่อนสลักลวดลายใบเฟิร์นขนาดใหญ่ลาดลงไปที่ท่าเทียบเรือ
“ไม่เห็น…จะมีบ้านอะไรเลยนี่? โวย่าจัง”
ครึ่ก ครึ่ก ครึ่ก
และทันใดนั้น ก็มีเสียงเหมือนเครื่องยนต์ดังขึ้นมาจากน้ำ
ตู้มมมมมมม ซ่าซ่า ซ่าซ่า ซ่า
เสียงของอะไรสักอย่างพุ่งขึ้นมาจากแม่น้ำนั่น เสียงมันหนักแน่น น้ำสีมรกตสาดไปทั่ว
“นั่นมัน…อะไรน่ะ?” นั่นมัน รถไฟ รถไฟโพล่ขึ้นมาจากแม่น้ำ!?
รถไฟ…หัวรถจักรไอน้ำจากยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ต่อเข้ากับตู้โดยสารสามคัน
สีดำเงางดงามดั่งนิลกาฬในกล่องเรียบหรู หัวรถจักรสลักลวดลายทองคำที่คงความคลาสสิกไว้ พร้อมนาฬิกาสเกเลตัน ขนาดใหญ่ตรงด้านหน้า แสงสีเหลืองอันอบอุ่นจากหน้าต่างและประตู
ภาพของรถไฟที่เหมือนกับหลุดมาจากเทพนิยายนั่น มันช่าง…
“ตระการตายิ่งนัก” ฉันพูดออกไปโดยไม่รู้ตัวเลยสักนิดเดียว
“พี่สาว! ทางนี้ ทางนี้” โวย่าโบกมือให้ฉันตามไป
“อะ อืม”
ฉันเดินตามโวย่าลงไป
มีหญิงสาวผมสีทองคนหนึ่ง กำลังยกป้ายกระดานดำออกมาจากรถไฟนั่น พร้อมกับใช้ชอล์กเขียนกระดาน…
วาดรูปหรือ? ฉันคิดในใจเช่นนั้น
ฉันเดินเข้าไปใกล้ๆเพื่อดูว่ามันคืออะไร แต่ทว่าหญิงสาวเหมือนจะรู้ตัวว่ามีคนเข้ามาใกล้
“ยินดีต้อนรับค่ะ…คุณจิตรกร”
“สะ สวัสดี…อ๊ะ…จิตรกร?” ฉันเพลอยกมือขึ้นมาทำท่าเหมือนยอมแพ้แล้วซะอย่างนั้น
“ค่ะ ตัวคุณมีกลิ่นของสีน้ำมันติดอยู่ แล้วอีกอย่าง…ที่ชุดและแขนเอง ก็มีคราบสีติดอยู่นิดหน่อยด้วย เลยคิดว่าน่าจะเป็จิตรกรค่ะ”
“ชะ ใช่ค่ะ อะ เออ…ที่นี่คือ?”
“คาเฟ่ค่ะ”
“คาเฟ่อย่างงั้นหรือ?”
“ที่นี่แหละพี่สาว บ้านของหนูเอง” โวย่าที่เข้าไปแล้วโบกมือเรียกให้เข้าไป
หญิงสาวยิ้มออกมา พร้อมกับเชิญให้ฉันเข้าไปในร้าน
ฉันค่อยๆเดินเข้าไปอย่างงงงวย เงินก็ไม่ได้พกมา …ไม่สิ ก็ไม่ต้องใช้นี่นะ แต่ว่า…คนพวกนี้ไม่มีขีดที่ใต้ตานี่นา
แสดงว่า เป็มนุษย์จริงๆอย่างนั้นสินะ หรือว่าที่นี่…จะเป็คาเฟ่ลึกลับตามที่อัลมาบอกกันนะ?
“แต่ก่อนจะเข้าไปยังคาเฟ่ ขอเชิญเลือกดอกไม้ก่อนคะ?”
“ดอกไม้?” ฉันเอียงคออย่างสงสัย
“ค่ะ”
หญิงสาวหยิบดอกไม้ออกมาให้ฉันเลือกที่ทางเข้า
มีดอกไม้อยู่ 3 ชนิดด้วยกัน
ชนิดแรก คือ ดอกไฮยาซินธ์สีม่วง
ชนิดที่สอง คือ ดอกโปรเตีย
ชนิดที่สาม คือ ดอกมองส์ฮูด
ทั้งสามเป็ดอกไม้สดที่งดงาม มีหยดน้ำใสๆเกาะเล็กน้อย ราวกับเพิ่งจะถูกตัดมาจากต้นกันทั้งนั้น
“เป็ธรรมเนียมของทางคาเฟ่เราน่ะคะ เลือกอันที่ชอบได้เลยค่ะ”
“งั้นเอานี่ละกัน”
ฉันหยิบดอกโปรเตียขึ้นมา
“เชิญเข้ามาเลยค่ะ ดอกไม้นั่น เชิญนำไปใส่แจกันที่เตรียมไว้ให้ได้เลยค่ะ”
ฉันเดินเข้าไปข้างใน ภายในตกแต่งแบบมินิมอลสีอบอุ่น ไฟสีเหลืองอ่อนนุ่มนวล ตู้เย็น ที่ชงกาแฟ เครื่องอบขนม โถหมักดองผักผลไม้ และของสำหรับงานครัว
แต่…ไม่มีโต๊ะ ไม่มีเก้าอี้เลย นี่มันยังไงกันแน่? คาเฟ่แบบยืนอย่างงั้นหรือ?
“ดอกโปรเตีย อย่างงั้นหรือขอรับ”
เฮะ! ฉันใกับรูปลักษณ์นั่น ตุ๊กตาฉลามสีฟ้าฟูฟ่องขนาดใหญ่กำลัง…ชงกาแฟอย่างงั้นหรือ? มาสคอสของร้านละมั้ง?
แต่ดวงตากลมบ๊อกสีดำ น่ารักเชียว
ใช่ๆ ท่าทางจะเป็ผู้ปกครองของโวย่าสินะ ถ้าอย่างงั้น…
“อะ เออ…นี่ของที่น้องโวย่าไปซื้อมาน่ะคะ”
ฉันสั่งหุ่นยนต์ที่แบกของมาให้นำของไปวางบนโต๊ะหน้าฉลามนุ่มฟูตัวนั้น แล้วมันก็ออกจากร้านกลับไปหลังทำหน้าที่เสร็จ
ฉลามนุ่มฟูตัวนั้นมองผลไม้อย่างประหลาดใจ
“คุณโวย่า…เกิดอะไรขึ้นขอรับ?”
อึก! โวย่าสะดุ้งโหยงตัวเด้ง
“มะ มะ ไม่มีอะไรหรอกน่ายูนิซาเมะ โวย่าไม่ได้วิ่งไปดูพลุไป จนไม่ได้มองทางแล้วไปชนกับพี่สาวจนข้าวของตกพื้นสักหน่อย” โวย่าทำปากจู๋ พยายามผิวปากไม่รู้ไม่ชี้แต่ดูเหมือนจะทำไม่เป็
อืม…ท่าทางพิรุธชัดเจนขนาดนี้ ไม่เนียนไปเรียนมาใหม่นะโวย่าจัง
ฉลามนุ่มฟูตัวนั้นมองด้วยสายตากลมดิ๊กแบบสงสัย ก็แน่ละสิ ชัดเจนซะขนาดนั้น
“เอาเป็ว่า ขอขอบพระคุณมากขอรับคุณนารุมิ เชิญรับคำขอบคุณจากพวกเรา ที่ชั้นสองได้เลยขอรับ”
“คะ ค่ะ”
หืม!? นารุมิ? ฉันบอกชื่อตัวเองไปแล้วหรือ?
ฉลามนุ่มฟูชี้ไปยังประตูด้านหลัง พอเปิดออกก็เจอกับบันไดวนเล็กๆไปยังชั้นบนด้านฟ้าของรถไฟคันนี้
และอีกฝั่งหนึ่งคือตู้รถไฟ น่าจะเป็ที่พักอาศัยแหละมั้ง
พอเท้าได้เหยียบขั้นบันได เสียงเปียโนก็ดังขึ้นและเปลี่ยนไปตามขั้น เป็เสียงที่ชวนให้ผ่อนคลาย
ว้าว…ฉันเดินขึ้นมายัง้าของรถไฟคาเฟ่นี้ ชั้นบนเป็ที่โล่งดูดีมีระดับ โซฟาเป็รูปตัวยู ตรงกลางมีโต๊ะอยู่ตัวเดียว รอบๆมีไฟประดับเล็กน้อยพร้อมเชิงเทียนเล็กๆ แสงไม่ได้สว่างจ้า แต่ดูสบายตาในยามค่ำคืนมาก
อากาศภายนอกเย็นสบายเหมือนอยู่กลางหุบเขาที่เต็มไปด้วยแมกไม้และขุนเขา สดชื่นเหมือนอยู่ในป่าสน
ว่าแต่…ทำไมอากาศถึงได้เปลี่ยนไปนะ ในเมืองถึงอากาศจะสะอาดก็เถอะ แต่ก็ไม่สดชื่นขนาดนี้นะ
ฉันมองไปบนโต๊ะ
บนโต๊ะมีแอปเปิลวางอยู่ลูกหนึ่งบนถาดสีทองขนาดพอดี พร้อมแจกันดอกไม้สดทรงคอขวดใสตรงกลาง
“เชิญนั่งที่เบาะสีเหลืองได้เลยค่ะ”
“อะ อืม” เบาะสีเหลือง? อ๋อ…ตรงกลางของโซฟารูปตัวยูนั่นสินะ หัวโต๊ะเลยแฮะ
ฉันค่อยๆหย่นสะโพกลงไปอย่างช้าๆ เบาะนุ่มเด้งเข้ารูปกับสะโพกฉันพอดี
หญิงสาวผมสีทองกดปุ่มข้างผนัง
ทันใดนั้น ฉากรอบๆก็เปลี่ยนไป ผู้คน หุ่นยนต์ เสียงพูดคุยทั้งหมดได้หายไปราวกับถูกลบเลือน
เหลือเพียงแค่พวกเรา ที่อยู่บนรถไฟคันนี้
เหลือแต่เพียงแต่บ้านเรือนตึกรามอาคารเท่านั้น ผิวน้ำมรกตที่ส่องประกาย กลับกลายเป็กระจกสะท้อนเงาท้องฟ้าและดวงดาวสีนวล
ฉันยื่นหน้ามองลงไป เห็นตัวเองสะท้อนอยู่ในนั้น
ถึงทุกอย่างจะหายไป…
แต่ฉัน…ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเลย มันสงบและอุ่นมากกว่า
ฉันนำดอกโปรเตียใส่แจกันตรงกลาง จากนั้นเชิงเทียนที่อยู่ตรงขอบหลังโซฟา ก็สว่างขึ้นมาอย่างอบอุ่น แสงไฟน้อยๆให้ความรู้สึกเบาๆและโรแมนติกมาก
“กรุณารอสักครู่นะคะ เดี๋ยวจะนำเครื่องดื่มมาให้ค่ะ”
“เออ…” ก่อนที่ฉันจะพูดออกไปว่า ไม่เป็ไร ฉันก็คิดขึ้นได้ ฉลามนุ่มฟูตัวนั้น น่าจะอยากตอบแทนที่ฉันพาโวย่ากลับมาล่ะมั้ง อีกทั้งผลไม้นั่นด้วย
ถึงจะเล็กน้อย แต่อุตส่าห์ตั้งใจเชิญฉันให้เข้ามาถ้าไม่รับไว้ ก็คงเสียจะมารยาท
“ค่ะ”
หญิงสาวยิ้ม และเดินลงไปข้างล่าง
ทันใดนั้นเอง…
“พี่นารุมิ” เสียงสดใสของโวย่าเรียกหาฉัน
“โวย่า” ฉันหันหาตามเสียงนั่น
“ไม่โดนดุอะไรใช่ไหม?”
“ไม่โดนหรอกน่า ยูนิซาเมะน่ะ ใจดีจะตายไป เลยบอกให้มานั่งคุยเป็เพื่อนพี่สาวก่อน เื่ผลไม้ค่อยว่ากันหลังจากปิดร้านน่ะนะ”
จากคำพูดนั่น ฉันคิดว่าน่าจะโดนดุหลังจากนี้แน่ๆ
โวย่าเข้ามานั่งใกล้ๆฉัน สองมือวางบนโต๊ะ
“ระหว่างรอพี่วินเซีย หนูขอถามอะไรหน่อยได้ไหม?”
วินเซีย…? หญิงสาวผมทองคนนั้นสินะ
ฉันพยักหน้าให้ เอาสองมือวางบนโต๊ะสบายๆ
“พี่สาววาดรูปแบบไหนหรือ?”
“พี่วาดรูปสีน้ำมันน่ะ”
“สี…น้ำมัน?”
“สีน้ำมัน คือการเอาผงสีที่ถูกบดไปผสมกับสารยึดเกาะคล้ายน้ำมันที่แห้งตัวได้ ผสมให้เข้ากันด้วยอัตราส่วนที่ลงตัว แล้วค่อยนำมาใช้วาดรูปน่ะ”
“สารยึดเกาะ?” โวย่าทำหน้างสงสัย
อืม…น่าจะเข้าใจยากสินะ ถ้าอย่างนั้น…
“ก็…เหมือนเอาผงสีสวยๆมาผสมกับน้ำมันพืชหนึบๆ แล้วคนไปมาจนเข้ากัน แล้วสิ่งที่ได้คือ สีน้ำมัน นั่นเองละ”
“โอ้! แบบนี้นี่เอง” โวย่าพยักหน้าแบบเข้าใจแล้ว
“ปกติหนูวาดแต่ดินสอสีไม้ ไม่เคยใช้สีน้ำมัน เลยไม่ค่อยรู้เื่เท่าไหร่” โวย่ากอดอกพร้อมกับมองขึ้นไปบนท้องฟ้า
“แล้ว…ทำไมพี่สาว ถึงวาดภาพสีน้ำมันล่ะ?”
คำถามนั่น ทำให้ฉันนึกอยู่ครู่หนึ่ง
“เพราะภาพที่พี่ชอบ เป็ภาพสีน้ำมันยังไงละ”
“เป็ภาพแบบไหนหรือ? ขอดูหน่อย ขอดูหน่อย”
“The starry night ภาพของท้องฟ้ายามค่ำคืนน่ะนะ”
โวย่าทำหน้าไม่เข้าใจ คงไม่เคยเห็นสินะ เอ…จะแสดงให้ดูยังไงดีนะ ฉายภาพโฮโลแกรมจากโทรศัพท์ละกัน…
เฮะ! ทำไมไม่มีสัญญาณ? เกิดอะไรขึ้น?
ระหว่างที่กำลังง่วนกับโทรศัพท์ เสียงเปียโนอันแสนนุ่มนวลก็ค่อยๆส่งเสียงขึ้นมา และเสียงฝีเท้าก็เข้ามาใกล้
ตึก ตึก ตึก
หญิงสาวก็เดินเข้ามา พร้อมกับเครื่องดื่มบนถาดสีเงินที่สลักลวดลายเปลือกหอยสังข์มะระ
“ผู้เชื่อมอวกาศสีนิลในค่ำคืนที่มืดมิดและผืนดินสีเขียวขจีในวันฟ้าสาง บลูฮาวายผู้เชื่อมจักรวาลสู่พิภพ มาเสิร์ฟแล้วค่ะ”
บลูฮาวายถูกเสิร์ฟมาในแก้วใบใหญ่คล้ายแก้วทิวลิปประดับด้วยมะนาวเหลืองฝานบางและเชอร์รี่ เสียบไว้คู่หลอดและร่มคันเล็กๆ
ภาพของบลูฮาวายที่ไล่สีลงมาอย่างดงาม
สีเขียวสว่างของป่าไม้ชวนสดชื่น ซึ่งทำจากเยลลี่อยู่ชั้นล่างสุดของแก้ว
สีน้ำเงินเข้มของทะเลลึกมิอาจเอื้อมไล่ชั้นมา
สีฟ้าของทะเลยามเช้าสุดขอบฟ้าตามติด
สีขาวของเมฆหมอกลอยขึ้นมา
สีใสไร้สีของกระจกคั่นกลางแก้ว
สีม่วงอ่อนของดอกลาเวนเดอร์ในทุ่งกว้าง
สีม่วงเข้มของเนบิวลาที่ไกลแสนไกล
สีดำของความลึกลับแห่งห้วงอวกาศ ซึ่งทำจากเยลลี่หั่นเต๋าอยู่้าสุดของแก้ว
“สวยจัง ไล่สีอย่างงดงามหมดจดจริงๆ” ฉันมองบลูฮาวายนั่น พร้อมมองไปยังท้องฟ้าในยามค่ำคืน ช่างเหมือนกันเสียนี่
ฉันหยิบหลอดขึ้นเข้าหาตัว
ัักับริมฝีปากอย่างนุ่มนวล
ค่อยๆดื่มเข้าไปช้าๆ
รสชาติหวานอมเปรี๊ยวของผลไม้ ทั่วร่างเหมือนได้อาบความสดชื่น ความซาบซ่าไหลลงคอชวนสั่นสะท้าน กลิ่นหอมเหล้าแสนเย้ายวนชวนหลงใหล ร่างกายเสมือนตื่นขึ้นจากภวังค์
“สดชื่นดีจัง อร่อยมากเลย”
“ขอบคุณมากค่ะ”
“ขอดิฉันนั่งด้วยคนนะคะ”
“เชิญค่ะ”
วินเซียนั่งฝั่งตรงข้ามกับโวย่าที่กำลังยิ้มแย้ม
“วินเซียจัง เปิดโฮโลแกรมหาภาพให้หน่อย ชื่อภาพ…The Strawberry night อะไรนี่แหละ”
เดี๋ยวๆไม่น่าจะใช่นะ โวย่าจัง
“ค่ะ”
วินเซียกดปุ่มที่ข้างๆโต๊ะ แล้วก็มีโฮโลแกรมปรากฏขึ้นมา จากนั้นก็ค้นหาภาพที่้านั่น
“ภาพนี่สินะคะ”
The starry night
“ภาพแปลกจัง เหมือนคนเอาเท้าเขี่ยๆระบายไม่เสร็จเลย…อย่างกับเด็กวาดเล่นเลยแฮะ พี่นารุมิอยากวาดภาพแบบนี้งั้นหรือ?” โวย่ามองอย่างแปลกใจและหันมาถามด้วยความสงสัย
ฉันหัวเราะออกมา
นั่นสินะ เด็กส่วนใหญ่ก็น่าจะมองภาพนี้เหมือนภาพเขียนเล่นนั่นแหละ ไม่สิผู้ใหญ่เองก็ด้วยละนะ
“เป็ภาพของท้องฟ้ายามราตรีที่น่าชื่นชมมากเลยค่ะ”
วินเซียเอ่ยขึ้นมา
“ใช่ไหมแหละ ฉันชอบภาพนี้มากเลย”
“ค่ะ เหมือนกับภาพที่คุณวาดเลยนะคะ”
“งั้นหรือ…เอ๋! คุณเคยเห็นภาพของฉันด้วยหรือ?”
“ค่ะ ที่นิทรรศการครั้งก่อน เป็ภาพสีน้ำมันของทุ่งดอกทานตะวันกลางหุบเขาสินะคะ”
ฉันใและเขินนิดๆแฮะ
“อืม ว่าแต่…คุณรู้ได้ยังไงคะ ว่าเป็ฝีมือของฉัน?”
“ก็…ภาพสีน้ำมันที่นิทรรศการ มันมีแค่ไม่กี่ภาพเองนี่ค่ะ แล้วอีกอย่าง…พอคุณบอกว่า ชอบภาพ The starry night นี่…”
“ก็มีแค่ภาพของคุณคนเดียวที่คล้ายๆ นอกนั้นเหมือนจะไม่ใช่สไตล์นี้เลยน่ะคะ”
วินเซียส่งยิ้มมาให้ฉัน นี่ภาพของฉัน…ได้รับอิทธิพลมาขนาดไหนกันนะ ถึงได้ดูออกง่ายเร็วแบบนี้
“แล้วครั้งนี้ จะเข้าร่วมเหมือนเดิมใช่ไหมคะ?”
“อืม…แต่ติดปัญหาอยู่นิดหน่อยอะนะ”
“ปัญหาหรือคะ?”
โวย่าหันมามองด้วยความสนอกสนใจ
“มันมีบางอย่าง ที่ฉันยังวาดไม่ได้น่ะ”
“ถ้าไม่รังเกียจอะไร ลองบอกพวกฉันดูได้นะคะ ถึงจะไม่ได้เข้าใจศิลปะเช่นคุณ แต่ก็อาจจะพอช่วยได้นิดหน่อยนะคะคุณนารุมิ”
ฉันได้ฟังก็รู้สึกดีนะ ที่จะมีคนมาช่วยรับฟังปัญหา ไหนๆก็คิดไม่ตกแล้วด้วย ถ้าอย่างนั้นก็ขอไม่เกรงใจละนะ
“ตรงกระแสลมน่ะ”
“กระแสลม?...พี่นารุมิหมายถึง ไอ้กลมๆวงๆเหมือนลูกกอล์ฟสีเหลืองๆ กับฝูงปลาจิ๋วรอบๆ ที่มีปลาไหลดัดผมลอน ตัวใหญ่ตรงกลางกำลังขดตัวไปมานี่น่ะหรือ?”
อืม…ลูกกอล์ฟกับปลาไหลดัดลอนผมงั้นหรือ…
“ใช่ ฉันยังวาดได้ไม่ดี ไม่สิ เหมือนจะยังไม่เข้าใจอะไรบางอย่างซะมากกว่า”
“ไม่เข้าใจอย่างงั้นหรือคะ?”
“ใช่…”
ฉันก้มลงดื่มบลูฮาวายในแก้ว ลองคนดูเล็กน้อย และทันใดนั้นเอง…
“ของหวานจะพร้อมเสิร์ฟในอีก 10 นาทีนะขอรับ”
ฉลามนุ่มฟูเดินขึ้นบันไดมา แล้วเข้ามาหาที่โต๊ะ
“ขอเชิญใช้สิ่งนี้ ฆ่าเวลาไปก่อนนะขอรับ”
อุปกรณ์วาดเขียนชุดเล็กๆเป็กระดาษกับดินสอสีทั่วๆไป
“เย่! มาวาดรูปกันเถอะ มาวาดรูปกันพี่นารุมิ วินเซียจัง” โวย่าชูมือดีใจขึ้นมา
“ก็ได้ ก็ได้” นั่นสิผ่อนคลายไว้ก่อนดีกว่าน่า
“ค่ะ”