ตอนที่ 4
ยาเก้าพิษกร่อนิญญา
เมื่อได้ยินเช่นนั้นสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่น แสดงสีหน้าตื่นเต้นสงสัยเฟิ่นไป่ชิงผู้น้องส่งเสียงกล่าววาจาถามทันทีว่า
“หากเป็เช่นนั้นแม้นรับประทานตัวยาพร้อมกันสองเม็ดต่างสี มันจึงไม่มีพิษสงอันใดหลงเหลืออยู่เลยถูกต้องหรือไม่? ท่านเ้าโอสถสายรุ้ง”
เฟิ่นมู่เหอผู้เป็พี่ชายรีบส่งเสียงกล่าววาจาสนับสนุนขึ้นว่า
“ท่านเ้าโอสถสายรุ้งสิ่งที่ม่วยม่วยข้าพเ้ากล่าวมาเมื่อครู่วาจาที่นางกล่าวใช่เข้าใจถูกต้องหรือไม่?”
เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนท่านพยักหน้าพร้อมกล่าวว่า
“ถูกต้องพวกเ้าทั้งสองคนเข้าใจมิผิด หากรับประทานเม็ดยาต่างสีสองเม็ดพร้อมกันด้วยพิษสิบแปดชนิดจะข่มพิษด้วยกันเองจนหมดสิ้น นอกเหนือจากนั้นหากผู้ใดต้องพิษไม่ว่าจะรุนแรงร้ายกาจสักเพียงใด?จะขจัดสลายสิ้นไม่เหลือซาก”
เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียน แสดงสีหน้าภูมิอกภูมิใจส่งเสียงกล่าววาจาต่อว่า
“นอกเหนือจากนั้นหากนำตัวยาสองชนิดไปบดผสม หรือรับประทานพร้อมกับดีงูมรกตเก้าหัวจะทำให้เพิ่มพลังวัตรได้เทียบเท่ากับคนฝึกยุทธ์ถึงสามสิบปีเลยทีเดียว”
สองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นได้ยินเช่นนั้นยิ่งแสดงสีหน้าสงสัยและรู้สึกแปลกประหลาดใจเฟิ่นมู่เหอผู้พี่จึงส่งเสียงกล่าววาจาถามว่า
“ดีงูมรกตเก้าหัวมันคือสิ่งวิเศษชนิดใดกัน?มันมีอยู่จริงเช่นนั้นหรือ? ท่านเ้าโอสถสายรุ้งั้แ่เกิดมาข้าพเ้าเพิ่งได้ยินชื่อมันเป็ครั้งแรก”
เฟิ่นมู่เหอผู้พี่กับเฟิ่นไป่ชิงผู้น้อง คนทั้งสองยิ่งเพิ่มพูนความสงสัยทวีคูณหากดีงูมรกตเก้าหัวที่ว่านี้ มีสรรพคุณวิเศษพิสดารเช่นนั้นจริงถ้ามีอยู่ในโลกหล้าชาวยุทธ์คงต้องแย่งชิงไขว่คว้า เพื่อให้ได้มาของวิเศษนี้อย่างแน่นอนเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนท่านทำท่าครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วส่งเสียงกล่าววาจาตอบว่า
“เล่าขานกันว่า ดีงูมรกตเก้าหัวเป็ดีงูเทพเ้าร้อยปีจะมีปรากฏออกมาครั้งหนึ่ง ผู้ที่มีวาสนาเท่านั้นจึงจะได้พบพานอีกทั้งมีวาสนาได้ดีงูวิเศษ ในอดีตมีผู้ได้ดีงูวิเศษนี้แต่ลำพังดีงูวิเศษเพียงสิ่งเดียวเพียงช่วยให้เพิ่มพลังยุทธ์ได้ราวสิบห้าปีเท่านั้นแต่หากนำมาผสมกับตัวยาเก้าพิษกร่อนิญญาที่เราคิดค้นขึ้นนี้จะทำให้เพิ่มพูนพลังวัตรได้อีกเท่าตัว เทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธ์ถึงสามสิบปีเลยทีเดียว”
เฟิ่นไป่ชิงนางรีบซุกขวดกระเบื้องเคลือบไว้ในแขนเสื้อด้วยความระมัดระวังจากนั้นส่งเสียงกล่าววาจาไถ่ถามเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนว่า
“ข้าพเ้าขอเรียนถามท่านผู้เฒ่า มิทราบว่าเป็ผู้ใดกัน?ที่มีวาสนาสูงส่งได้ดีงูวิเศษ คนผู้นั้นที่ท่านกล่าวถึงนับว่าโชคดีถึงที่สุดรบกวนท่านเ้าโอสถช่วยบอกเล่าเื่ราว ซึ่งเกี่ยวข้องกับคนผู้นั้นให้ข้าพเ้ากับกอกอได้รับทราบจะได้หรือไม่?”
เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียน ท่านแย้มยิ้มแสดงสีหน้าครุ่นคิดมือข้างขวายกขึ้นลูบเครายาว มือที่เหลืออีกข้างหยิบถือหมวกเล่ย ท่านทอดถอนใจเฮือกหนึ่งจากนั้นส่งเสียงกล่าววาจาบอกเล่าเื่ราวต่อเฮียม่วยแซ่เฟิ่นว่า
“คนผู้นี้เป็ซือโจว(ปรมาจารย์) ท่านหนึ่งยากที่จะเอ่ยนามเมื่อท่านได้รับประทานดีงูวิเศษทำให้สำเร็จวิชาสูงส่งอีกไม่นานต่อมาท่านได้รจนาคัมภีร์ยุทธ์ขึ้นมาเล่มหนึ่ง เรียกว่า ‘คัมภีร์สุริยันจันทรา’ซึ่งภายในบรรจุกระบวนท่าและเคล็ดวิชาล้ำเลิศที่สยบไปทั่วภพจบแดน หากแม้นผู้ใด?ได้ฝึกจะกลายเป็ยอดคน เป็เ้ายุทธ์ไร้ผู้ต่อต้าน”
เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียน สลับมองใบหน้าของสองพี่น้องแซ่เฟิ่นเมื่อเห็นว่าทั้งสองกระตือรือร้นสนอกสนใจ จึงส่งเสียงกล่าววาจาบอกเล่าเื่ราวต่อทันทีว่า
“ภายหลัง คัมภีร์ยุทธ์ถูกแยกออกเป็สองส่วน ส่วนแรกคัมภีร์สุริยันภายในบรรจุกระบวนท่าวิชาที่ลึกล้ำพิสดาร ส่วนหลังคัมภีร์จันทราภายในบรรจุเคล็ดวิชาลมปราณ อีกทั้งวิชาดรรชนีแขนงหนึ่ง แต่น่าเสียดายไม่มีผู้ใด?ได้พบเห็น เมื่อคัมภีร์ยุทธ์ทั้งสองเล่มได้หายสาบสูญไปจากยุทธภพเมื่อสิบกว่าปีก่อน”
เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนพร้อมกับเฟิ่นมู่เหอและเฟิ่นไป่ชิง คนทั้งสามสนทนาพลางก้าวเท้าเดินไปช้า ๆยิ่งเพิ่มพูนความสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้นทวีคูณ เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนเมื่อเห็นว่าสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นจดจ่อรอรับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจดังนั้นจึงส่งเสียงกล่าววาจายืดยาวเล่าเหตุการณ์ว่า
“ในตอนนั้นปรมาจารย์ท่านนี้มีอายุราวสี่สิบปีตอนที่ท่านได้พบพานกับดีงูมรกตเก้าหัวส่วนสถานที่นั้นไม่เปิดเผยว่าเป็ที่ใดกันแน่? อีกทั้งยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าท่านนี้ได้ดีงูวิเศษมาด้วยวิธีการใดหลังจากท่านได้ของวิเศษล้ำค่ามาจึงได้กลืนกินมันลงท้องไป
จริงเท็จมิอาจไขข้อกังขาเชื่อว่าท่านได้หมดลมหายใจไปเป็เวลาถึงหนึ่งร้อยวันแต่กระนั้นสังขารกลับมิเน่าเปื่อยสลายมิหนำซ้ำทั่วทั้งร่างยังเปล่งปลั่งดั่งทองส่องประกายสุกใส มีผู้รู้หลายท่านบอกว่า ท่านคล้ายดั่งกบจำศีลอยู่ใต้พื้นพิภพเหมือนทารกน้อยในครรภ์มารดา
เชื่อกันว่า นั่นคือวิถีทางแห่งการบำเพ็ญเพียรแห่งเต๋าเป็การฝึกลมปราณก่อนกำเนิด ดูดซับเอาพลังธรรมชาติอันบริสุทธิ์แม้จมูกไม่หายใจแต่ท่านได้หายใจทางท้อง ขณะที่ท่านนอนจำศีลภายในสรรพางค์กายเกิดการโคจรพลังลมปราณอันบริสุทธิ์ไม่สะดุดติดขัดรอบแล้วรอบเล่าต่อเนื่องไม่ขาดตอน ทำให้โลหิตไหลเวียนไปทั่วร่าง จุดชีพจรต่าง ๆได้ถูกทะลวงจนหมดสิ้น
ผ่านไปร้อยวันท่านกลับฟื้นคืนมาพร้อมกับสำเร็จสุดยอดวิชาโดยไม่ตั้งใจ หลังจากนั้นไม่นานท่านได้คิดค้นวิชาแขนงต่างๆ จนแตกฉานกลายเป็ยอดคน วันเวลาผ่านไปกระทั่งอายุได้หกสิบปีท่านจึงได้รจนาคัมภีร์ยุทธ์ขึ้นมาเล่มหนึ่ง ภายในบรรจุสุดยอดวิชาแขนงต่าง ๆ ไว้
ต่อมาภายหลัง ท่านได้ลี้กายหายตัวจากยุทธภพ เนื่องจากมีสำนักต่าง ๆพากันคิดแย่งชิงคัมภีร์ยุทธ์สุดยอดวิชาซึ่งท่านบัญญัติขึ้นมาเพื่อหวังเป็เ้ายุทธภพท่านหายตัวไปจากยุทธภพโดยไร้ร่องรอยนับระยะเวลาแล้วอาจนานถึงสามสิบปีโดยไร้วี่แวว
มาทราบข่าวอีกที ตอนที่ท่านกลับคืนสู่จงหยวนพร้อมทั้งนำศิษย์ที่ท่านรับไว้กลับมาด้วยถึงห้าคนด้วยกัน ส่วนตัวท่านเองมีความสนิทสนมกับท่านเ้าอาวาสแห่งวัดเส้าหลินในขณะนั้นหลังจากได้พบหน้ากับเ้าอาวาสวัดเส้าหลินจึงได้ปรึกษาหารือกับเ้าอาวาสวัดเส้าหลินว่าท่าน้าจะก่อตั้งสำนักเป็หลักแหล่งเสียทีพร้อมทั้งตั้งปณิธานทุ่มเทเวลาอบรมสั่งสอนศิษย์ทั้งห้าให้ผดุงคุณธรรมพร้อมทั้งถ่ายทอดสุดยอดวิชาของท่านให้กับศิษย์ทั้งห้าคนจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือชาวยุทธ์ค้ำจุนบู๊ลิ๊มท่านเ้าอาวาสแห่งวัดเส้าหลินท่านจึงเห็นด้วยกับความคิดนี้
ดังนั้น ท่านเ้าอาวาสแห่งวัดเส้าหลินสหายรักของท่านจึงเสาะหายอดเขาลูกหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดเส้าหลินเท่าใดนัก ยอดเขาลูกนี้เส้นทางขึ้นลงแสนลำบากยิ่งทั้งสูงชันอันตราย อีกทั้งเต็มไปด้วยหุบเหวหินผา ยอดเขาลูกนี้มีความสูงเสียดฟ้าจึงเรียกหายอดเขาลูกนี้ว่า ‘เขาหมื่นเซียน’ ด้วยเชื่อว่าเทพวิเศษเซียน์เทพเซียนเ่าั้ทั้งหลายบนสรวง์ชั้นฟ้า ต่างใช้ยอดเขานี้เป็เส้นทางจาก์ลงมายังโลกมนุษย์
ในที่สุด ท่านได้เลือกสถานที่ราบด้านหนึ่งของยอดเขาหมื่นเซียนก่อตั้งสำนักขึ้นมา โดยมีศิษย์ทั้งห้าคนเป็ศิษย์รุ่นที่หนึ่งท่านปรมาจารย์ผู้นี้ได้ทุ่มเทถ่ายทอดวิทยายุทธ์สุดยอดวิชาให้กับศิษย์ทั้งห้าคนตามความถนัด นอกเหนือจากวิทยายุทธ์แล้วท่านยังถ่ายทอดศาสตร์วิชาทั้งห้า ให้แก่ศิษย์แต่ละคนแตกต่างกันอันได้แก่ศาสตร์โหราพยากรณ์ บทกลอนกวี ดนตรีศิลปะ ตำรับยาโอสถ และอาวุธลับค่ายกล
อีกห้าปีต่อมา ในดินแดนจงหยวนเกิดเื่ราวขึ้นมามากมายเหล่ามารครองยุทธภพ แม้แต่ฝ่ายธัมมะเอง ยังคิดแย่งชิงคัมภีร์สุริยันจันทราสมบัติล้ำค่าสุดยอดวิชาของแดนดิน ในที่สุดท่านแบ่งคัมภีร์เล่มนี้ออกเป็สองส่วนเรียกว่า ‘คัมภีร์สุริยัน’ และ ‘จันทรา’ หลังจากนั้น ปรมาจารย์นี้รวมทั้งคัมภีร์ยุทธ์ทั้งสองเล่ม จึงได้หายสาบสูญไปจากยุทธภพนับเวลาจากวันนั้นถึงวันนี้สิบห้าปีมาแล้ว จนกระทั่งเมื่อหลายเดือนก่อนกลับปรากฏข้อความเป็วลีสี่ประโยคว่า
‘หนึ่งคัมภีร์สยบกระบวนท่าหนึ่งคัมภีร์เคล็ดวิชาดรรชนี สุริยันจันทราปรากฏในปฐี สยบไปหมื่นลี้ร้อยมณฑล’
ดังนั้น สำนักต่าง ๆ ทั้งฝ่ายธัมมะและอธรรมล้วนมีการเคลื่อนไหวเมื่อปรากฏเบาะแสสำคัญของสุดยอดคัมภีร์ยุทธ์ั้แ่ปรากฏวลีสี่ประโยค มีผู้คนตายแล้วสิบกว่าศพ แต่ละคนต่างถูกฝ่ามือลึกลับกระแทกทำลายอวัยวะภายในแหลกละเอียด เสียชีวิตภายใต้ฝ่ามือนี้ สำนักต่าง ๆจึงสันนิษฐานกันว่า อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับบุรุษอายุเยาว์ผู้หนึ่งซึ่งปรากฏตัวขึ้นในงานวันครบรอบวันเกิดของเ้าหมู่ตึกกระเรียนฟ้าหลิวซุ่นกงกง”
เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียน ท่านเล่าเื่ราวถึงตอนนี้พลันทอดถอนใจขึ้นมาเฮือกหนึ่ง แล้วส่งเสียงกล่าววาจาว่า
“นับจากวันนี้ไปอีกห้าปีกับหกเดือน บรรดาชาวยุทธ์ทั้งหลายในบู๊ลิ้มต่างนัดชุมนุมรวมตัวกันที่วัดเส้าหลิน เพื่อทำการคัดเลือกผู้นำชาวยุทธ์หรือที่เรียกอย่างเป็ทางการว่า ประมุขยุทธภพนั่นเอง”
เฟิ่นไป่ชิง นางได้ยินเช่นนั้นส่งเสียงกล่าวถามด้วยความสงสัยว่า
“คัดเลือกประมุขยุทธภพเช่นนั้นหรือ ท่านเ้าโอสถสายรุ้งไฉนยุทธภพจึงต้องมีประมุขยุทธภพด้วย ประมุขยุทธภพมีความสำคัญอย่างไร?”
เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนจ้องมองมองใบหน้าของสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นวูบหนึ่ง จากนั้นส่งเสียงกล่าววาจาตอบว่า
“ัมิอาจไร้หัว พยัคฆ์มิอาจไร้เขี้ยวยุทธภพก็เฉกเช่นเดียวกันไม่อาจขาดผู้นำ มิเช่นนั้นแล้วเหล่ามารอธรรมทั้งหลายที่เริ่มกลับมาเคลื่อนไหวคงพาก่อความวุ่นวายขึ้นจนกลายเป็การนองเืจะมีผู้บริสุทธิ์อีกมากมายต้องมารับเคราะห์กรรมนี้”
เฟิ่นมู่เหอส่งเสียงกล่าวว่า
“ดังนั้น จึงต้องคัดเลือกประมุขยุทธภพถูกต้องหรือไม่?”
เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนกล่าวตอบว่า
“ถูกต้อง เ้ากล่าวมามิผิดดังนั้นจึงต้องคัดเลือกผู้นำชาวยุทธ์มาทำหน้าที่คลี่คลายปมการตายปริศนานี้ซึ่งผู้ตายหลายคนเป็คนของสำนักต่าง ๆ ดูเค้าลางเภทภัยครั้งนี้ใหญ่หลวงยากคลี่คลาย”
เฟิ่นไป่ชิงนางได้ยินเช่นนั้นส่งเสียงร้องว่า
“อีกห้าปีกับหกเดือนนับไปเลยเทศกาลสารทง่วนเซียวไปห้าวัน สมควรตรงกับวันแรมห้าค่ำเดือนยี่ถูกต้องหรือไม่กอกอ?”
เฟิ่นไป่ชิงนางมิเพียงส่งเสียงเอ่ยวาจาเท่านั้น ยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาพร้อมกับนับนิ้วในมือกอกอของนางพยักหน้าบ่งบอกว่าถูกต้อง สาเหตุที่นางแสดงท่าทางตื่นเต้นยินดีนั้นอาจเพราะพี่ชายของนางรับปากเอาไว้ว่าทุกปีต่อจากนี้เขาจะพานางออกมาท่องเที่ยวแดนจงหยวนในเทศกาลสารทง่วนเซียว
ง่วน(แรก) เซียว(กลางคืน) เทศกาลสารทง่วนเซียวจึงหมายถึงคืนที่พระจันทร์เต็มดวงครั้งแรกในรอบปี ตรงกับวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนอ้าย ในวันนี้ทุกบ้านจะนิยมกินขนมบัวลอยกันในครอบครัวและออกจากบ้านมาชมการประดับโคมไฟเพื่อความเป็สิริมงคลอีกด้วย
เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนกล่าววาจาสืบต่อหลังจากนิ่งเงียบงันไปชั่วขณะ ในยามนี้ทั้งหมดหยุดเท้าก้าวเดินเปลี่ยนอิริยาบถเป็การยืนสนทนาอยู่กับที่แทน ซึ่งเป็ด้านหนึ่งของเนินเสือดาวมีต้นไม้น้อยใหญ่ อีกทั้งยังมีต้นหญ้าขึ้นอยู่เรียงรายเป็ทิวแถวสูงเลยสะเอวท่านส่งเสียงกล่าววาจาว่า
“ในวันนั้น เราคาดว่าจะมีบรรดาชาวยุทธ์มากมาย ล้วนเดินทางมาร่วมชุมนุมยังวัดเส้าหลินพวกเ้าทั้งสองอย่าได้เที่ยวเล่น รีบเร่งเดินทางกลับสำนักนำเื่ราวที่เกิดขึ้นพร้อมกับบอกกล่าวเกี่ยวกับการชุมนุมชาวยุทธ์ให้เ้าผาของพวกเ้าได้รับทราบ”
ยามนั้น เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนจ้องมองหน้าสองเฮีม่วยแซ่เฟิ่นอีกครา คล้ายกับเคลือบแคลงสงสัยสิ่งใดอยู่กระนั้นก่อนจะส่งเสียงกล่าวถามทั้งสองว่า
“อืมม์ แต่เราสงสัยว่าไฉนพวกเ้าทั้งสองคนถึงเรียกเ้าเฒ่าชราว่าเ้าผา? ที่ถูกต้องสมควรจะเรียกว่าซือแป๋”
เฟิ่นมู่เหอ เอ่ยวาจาให้เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนฟังว่าเขาและคนในผาต่างไม่ทราบเหตุผลเช่นกันเพราะเหตุใดเ้าผาของพวกเขามิให้เรียกหาว่าอาจารย์ เฟิ่นมู่เหอกล่าวอธิบายว่า
“เื่นี้ข้าพเ้าเฮียม่วยต่างค้างคาใจแต่ไม่กล้าซักถามท่านเ้าผาบอกว่าในชีวิตนี้ท่านไม่คิดรับศิษย์ แต่ที่ท่านยอมสอนวรยุทธ์ให้เราเฮียม่วยนั้นเพียงเพื่อให้ช่วยงานท่านในสำนัก ดังนั้นท่านจึงสั่งให้ทุกคนในผาทั้งหมดเรียกหาท่านผู้เฒ่าว่าท่านเ้าผา”
เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียน พยักหน้ารับทราบแม้ไม่เข้าใจเหตุผลพร้อมกับส่งเสียงกล่าววาจากับทั้งสองต่อว่า
“เอาเถิด เื่นี้เ้าเฒ่าย่อมมีเหตุผลของมันสักวันพวกเราคงกระจ่างได้เอง พวกเ้าเองอย่าให้สร้างความลำบากใจให้แก่มันนี่ก็ดึกดื่นมากแล้ว พวกเ้าทั้งสองรีบเดินทางกลับโรงเตี๊ยมพักผ่อนออมแรงขืนอยู่แถวนี้เนิ่นนานเกินไป อาจมีคนสะกิดความสงสัยเอาได้ เราเองจะต้องเดินทางไปนอกด่านทำงานชิ้นหนึ่งให้สำเร็จแล้วเราจะส่งข่าวให้เ้าผาของพวกเ้าได้รับทราบ หากมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไปจากนี้พวกเ้ารีบส่งข่าวไปตามที่อยู่ซึ่งเราได้ให้ไว้นี้”
หลังจากทั้งสามสนทนากันอีกราวครึ่งชั่วยามเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียน ท่านบอกให้เฟิ่นมู่เหอและเฟิ่นไปชิงรีบเดินทางกลับโรงเตี๊ยมส่วนตัวท่านเองจะเดินทางออกนอกด่านไปกระทำเื่ราวประการหนึ่งเหตุผลอีกข้อหนึ่งหากอยู่เนิ่นนานเกินไป จะเป็ที่สงสัยของผู้คนผ่านมาพบเห็นได้
เฟิ่นไป่ชิง ส่งเสียงกล่าวอำลาพร้อมทั้งกล่าวคำขอบคุณเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนเมื่อเห็นว่าต้องแยกย้ายจากกัน นางส่งเสียงกล่าววาจาว่า
“เช่นนั้น ข้าพเ้าเฟิ่นไป่ชิงขออำลาท่านผู้เฒ่าขอบคุณท่านเ้าโอสถสายรุ้ง สำหรับของขวัญเป็ยาเก้าพิษกร่อนิญญาที่ท่านมอบให้แก่ข้าพเ้า ท่านผู้เฒ่าโปรดถนอมตัวแล้วค่อยพบเจอกันใหม่”
ยามนั้น เมื่อผู้เป็ม่วยม่วยส่งเสียงกล่าววาจาจบเฟิ่นมู่เหอผู้เป็กอกอ เขารีบส่งเสียงกล่าววาจาต่อทันทีว่า
“ข้าพเ้าเฟิ่นมู่เหอ ต้องขออำลาท่านผู้เฒ่าด้วยเช่นกันท่านเ้าโอสถสายรุ้งอย่าได้ห่วงวิตก ข้าพเ้าและไป่ชิงจะรีบเดินทางกลับผาพร้อมกับนำเื่ราวที่เกิดขึ้น ไปบอกกล่าวต่อท่านเ้าผามิให้ตกหล่นหากมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงหลังจากนี้ ข้าพเ้าจะรีบแจ้งไปตามที่อยู่ของท่านท่านผู้เฒ่าโปรดถนอมตัว”
หลังจากร่ำลากันอยู่อีกหลายคำ คนทั้งสามต่างแยกย้ายจากกันสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่น พลิ้วกายราวเหาะเหินมุ่งหน้ากลับโรงเตี๊ยมต้าเหอชุนส่วนเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียน ะโขึ้นลงไม่กี่คราร่างหายวับไปกับความมืดมิดของราตรีกาล มองไปคล้ายหมอกควันเบาบางกลุ่มหนึ่ง
บัดนั้น ห่างออกไปไม่ไกลเท่าใดนัก หลังเนินดินเตี้ยลูกเล็ก ๆซุ่มดูอยู่ด้วยชายชุดดำผู้หนึ่งชุดดำที่เคยปรากฏกายท้ายหมู่บ้านเย้ยอรุณหลายคืนก่อนนั่นเองถ้อยคำการสนทนาของทั้งสามมันได้ยินไม่หมดสิ้นก็จริง แต่พอจับใจความได้หลายประโยคเมื่อทั้งสามจากไปมันจึงออกมาจากตำแหน่งที่ซ่อนตัว จากนั้นส่งเสียงเปล่งวาจาโดยเบิกบานใจว่า
“คัมภีร์ยุทธ์สุริยันจันทรา ไม่เสียแรงที่เสาะหาเบาะแสในที่สุดได้เราก็ได้ร่องรอย อีกไม่นานยุทธภพนี้ต้องตกเป็ของเรา ฮา ๆ”
ทันใดนั้น ยังไม่ทันจะสิ้นเสียงหัวร่อของอาคันตุกะชุดดำเสียงหัวร่ออีกเสียงหนึ่งพลันดังสอดขึ้นว่า
“ฮา ๆ คิดจะเป็เ้ายุทธ์ปกครองบู๊ลิ้มแม้แต่หน้าตายังไม่กล้าเปิดเผยให้ผู้คนได้พบเห็น น่าขันช่างน่าขันกล่าววาจาได้มิอายปาก สุนัขผายลมยังน่าฟังกว่าคำพูดเพ้อเจ้อเหลวไหลท่านมีคุณสมบัติกระไรปกครองยุทธภพ?”
สิ้นเสียง พลังเย็นเยียบสายหนึ่งแผ่พุ่งแหวกฝ่าอากาศมาด้วยความเร็วจนแทบตระหนก อาคันตุกะชุดดำใจหายวาบรีบเกร็งลมปราณขึ้นคุ้มครองกายพลางพุ่งร่างเฉียง ๆ ออกไปด้านข้างหนึ่งวา แล้วะโพุ่งร่างขึ้นหมุนตัวตีลังกากลางอากาศหนึ่งรอบพอทิ้งเท้าแตะััพื้นเห็นต้นไม้ต้นหนึ่งที่อยู่ด้านหลังตำแหน่งที่ตนเองยืนเมื่อครู่หักโค่นล้มครืนลง ชายชุดดำส่งเสียงร้องอุทานด้วยความใว่า
“ดรรชนีเทวะ! ท่านเป็ใคร มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับอารามอเทวตา(เทวตา หมายถึงชาว์ผู้มีตาทิพย์ หูทิพย์ เสวยอาหารทิพย์)เมื่อมาแล้วไยไม่ปรากฏตัว?”
เสียงแหลมเล็กแสบแก้วหู ดังแล้วค่อยจางหายห่างออกไปกับความมืดมิดแท้จริงแล้วเ้าของเสียงจากไปหลายลี้แล้ว เพียงแต่โคจรพลังบังคับเส้นเสียงด้วยลมปราณโต้ตอบกลับมาด้วยวิชาบังคับคลื่นเสียงไกลพันลี้กลับมาว่า
“อารามอเทวตายินดีต้อนรับ มีปัญญาเชิญมาถามไถ่ได้ทุกเมื่อค่ำคืนนี้ข้าพเ้ามีธุระไม่มีเวลามาวิสาสะ กับกล่าววาจาสนุกสนานกับท่านจงซุกหัวซ่อนหางของท่านให้มิดชิดเถอะ ฮาฮา”
คนชุดดำแม้ในใจใคร่ติดตามเ้าของเสียงไปแต่ทว่ามิอาจกระทำตามใจปรารถนาอีกประการในตอนนี้ยังไม่้าเปิดเผยตัวให้เป็ที่สงสัยแก่ผู้คนดังนั้นจึงจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังเพื่อมิให้เสียงานใหญ่ดังนั้นจึงพุ่งร่างออกจากสถานที่แห่งนั้นมุ่งหน้าตามทิศทางซึ่งสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นมุ่งหน้าไปนั่นเอง
ยุทธภพในเวลานี้แม้เงียบสงบไร้เื่ราวแต่เหล่ามารอธรรมใช่ว่าจะไม่มีออกมาก่อกวน หากจะกล่าวถึงสำนักมารที่มีชื่อเสียงและมีพลังฝีมือสูงเยี่ยม เป็ชนชั้นยอดฝีมือแถวหน้ายุทธภพพอจะจำแนกแจกแจงได้ดังนี้
สำนักอสรพิษดำ ผู้เป็เ้าสำนักเป็สองสามีภรรยา ชาวยุทธ์ต่างหลีกหนีเมื่อทั้งสองปรากฏตัวนอกจากพลังฝีมือไม่รวบรัดธรรมดาแล้วด้านความร้ายกาจของวิชาพิษนับได้ว่าเป็ที่หนึ่งเลยทีเดียวในปัจจุบันนี้คนทั้งสองน่าจะมีอายุล่วงเลยเหยียบย่างเกือบร้อยปีแล้วเห็นจะได้ ฝ่ายสามีมีฉายาตาเฒ่าเข็มวิเศษนามฝ่านอี้เฉิน ส่วนภรรยาได้รับฉายายายเฒ่าหมื่นพิษนามเนี๊ยะซิ้ว”
สำนักฝ่ามือโลหิต เ้าสำนักมีฉายาว่าหัตถ์ะนามหลี่ปู้เหว่ยด้านพลังฝีมือร้ายกาจสูงส่งยามลงมือจะเห็นฝ่ามือของคนผู้นี้เปลี่ยนเป็สีแดงฉานคล้ายดั่งโลหิตยุทธภพต่างทราบกันดีว่า ฝ่ามือนี้เรียกว่าฝ่ามือโลหิต โเี้และอำมหิตไร้ปรานีในอดีตมีผู้สังเวยิญญาให้กับมันผู้นี้มานับไม่ถ้วน
สำนักอินทรีขาว เ้าสำนักฉายาอินทรีกลางฟ้านามหว่าเกาเฉิงใช้วิชากรงเล็บอินทรีเหล็กสร้างชื่อไปทั่วยุทธภพประวัติภูมิหลังไม่ค่อยชัดเจนเท่าใดนักที่ชัดเจนที่สุดคือความชั่วช้าสามานย์ของมัน ทั้งสามสำนักมารที่กล่าวถึงนี้ในอดีตสร้างความวุ่นวายและก่อกวนยุทธภพสร้างความหวาดกลัวแก่ผู้คน แต่สิบห้าปีมานี้ข่าวคราวของบุคคลเหล่านี้กลับเงียบหายไปกระทั่งชาวยุทธ์คิดว่าพวกมันคงล้มหายตายจากไปจากยุทธภพหมดสิ้นแล้ว
เมื่อกล่าวถึงสำนักมารทั้งสามแล้ว แน่นอนสำนักฝ่ายธัมมะไม่มีผู้ใดไม่รู้จักวัดเส้าหลินนอกจากเ้าอาวาสแต่ละรุ่นจะมีวรยุทธ์สูงส่งแก่กล้าแล้วหลวงจีนแต่ละรูปต่างมีฝีมือสูงเยี่ยมยากประมาทคาดเดาอีกทั้งยังมีหลวงจีนชราที่เก็บตัวไม่ยุ่งเกี่ยวทางโลกร่ำลือกันว่าพวกท่านเก็บซ่อนตัวมิดชิดซุกงำพลังฝีมือไม่เปิดเผย ดังนั้นตลอดเวลาที่ผ่านมาสำนักมารต่างมิกล้าตอแยตรง ๆ กับวัดเส้าหลิน
นอกจากนั้น อีกสามสำนักฝ่ายธัมมะประกอบด้วย สำนักเมฆฟ้าพิรุณหุบเขาผาพยัคฆ์ขาว และพรรคไผ่หลิวนอกเหนือจากนี้ยังมียอดคนซึ่งไปมาไร้ร่องรอยอีกผู้หนึ่งชาวยุทธ์เรียกหาว่าขอทานพเนจรฉายาัล่องเมฆานามหวงเกาฉือผู้เฒ่าท่านนี้มีผู้คนเข้าร่วมอุดมการณ์มากมายทั่วแผ่นดินส่วนใหญ่จะเป็ยาจกขอทานทั้งหลาย หรือหลายคนรู้จักท่านในฐานะประมุขพรรคกระยาจกนั่นเอง
ส่วนทางด้านราชสำนักมีหมู่ตึกกระเรียนฟ้า ที่ผ่านมาให้ความช่วยเหลือฝ่ายธัมมะด้วยดีตลอดเวลาหลิวซุ่นกงกงเ้าหมู่ตึกกระเรียนฟ้า เพาะสร้างมือดีเอาไว้มากมายด้านพลังฝีมือร้ายกาจสูงส่งตามคำร่ำลือ
ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด ยังเทียบมิได้เลยกับสำนักหนึ่งซึ่งล่มสลายไปจากยุทธภพเมื่อสิบห้าปีก่อน นั่นคือสำนักตำหนักหมื่นเทพแห่งเขาหมื่นเซียน เ้าสำนักคบหาเป็สหายรักกับเ้าอาวาสวัดเส้าหลินสำนักแห่งนี้เรียกได้ว่า เป็อันดับหนึ่งในยุคนั้น
นอกเหนือจากผู้เป็เ้าสำนัก จะมีพลังฝีมือสูงส่งไร้เทียมทานแล้วศิษย์ทั้งห้าของท่านยังมีวิทยายุทธ์สูงสุดยอด สร้างความครั่นคร้ามแก่เหล่ามารอธรรมแต่น่าเสียดายที่สำนักแห่งนี้ ต้องมาล่มสลายไปพร้อมกับศิษย์ทั้งห้ามาหายตัวไร้ร่องรอยแต่สิ่งที่ชาวยุทธ์ทั้งหลายต่างหมายปองหวังได้นั่นคือคัมภีร์ยุทธ์สุริยันจันทรา สมบัติล้ำค่าวิชาสูงสุด หากผู้ใดได้เป็เ้าของสามารถปกครองบู๊ลิ้มไร้ผู้ต่อต้าน
เมื่อมาเกิดเหตุการณ์ มีผู้คนถูกสังหารด้วยบุคคลลึกลับทุกคนเสียชีวิตด้วยวิชาฝ่ามือเดียวกัน ผู้ที่ลงมือใช้เพียงฝ่ามือเดียวสามารถทำลายอวัยวะภายในแหลกละเอียด หรือมือสังหารลึกลับรายนี้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับวลีสี่ประโยค ซึ่งเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนได้กล่าวถึงหากเป็เช่นนั้นจริง ผู้ที่ลงมือจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่บ้างอีกทั้งยังไม่ประสงค์ดีต่อยุทธภพอย่างแน่นอน
นอกจากนั้น ยังไม่อาจมองข้ามคนอีกผู้หนึ่งซึ่งสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นได้ประมือมา นั่นคือแม่ชีนิรนามนางหนึ่งหรือว่านางจะเป็บุคคลลึกลับที่ลงมือฆ่าคนอีกทั้งบุรุษหนุ่มลึกลับที่ปรากฏตัวในหมู่ตึกกระเรียนฟ้าล้วนน่าสงสัยเช่นกันสุดท้ายยังมีอาคันตุกะชุดดำอีกผู้หนึ่งทุกคนล้วนน่าสงสัยว่าอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายปริศนาในครั้งนี้แม้แต่สองเฮียม่วยแซ่เฟิ่น ยังไม่อาจยกเว้น ยุทธภพที่หลับใหลเริ่มส่อเค้าความวุ่นวายขึ้นอีกครั้ง
หยกเหินลม/ชลชโลทร