Soul kiss me now จูบวันละหนกับนายคนเห็นผี

    บทที่ 3 หลินซีผู้รู้เห็นทุกสิ่งอย่าง

            ​"ฉันจะเตือนอีกครั้งนะ พวกนายไม่ควรทำแบบนั้นที่มหาวิทยาลัย" หลินซีเอ่ยด้วยสีหน้าราบเรียบ "โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องเรียน"

            "ทำไม?" คุณใสวางช้อนในมือเสียงดังตึง "ที่หน้าห้องก็ไม่เห็นมีติดว่าห้ามจูบกันซะหน่อย กล้องวงจรปิดอะไรนั่นก็ใช้ได้แค่ตรงทางเดินเท่านั้นแหละ แล้วพวกฉันก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนด้วย..."

            ฉันไงคนเดือดร้อนดูต้นทางให้

            ใบหน้าราบเรียบของหลินซีเหมือนจะสื่อเช่นนั้น

            "อย่างน้อย นายก็ควรถามความรู้สึกของน้ำมนต์บ้างไม่ใช่หรือไง?"

            "น้ำมนต์ทำไม?" คุณใสดึงคนตัวเล็กที่ถูกกล่าวถึงมาไว้ในอ้อมกอดโดยไม่สนใจสายตาคนรอบข้าง "เ๯้าตัวเล็กนี่ต้องให้ฉันคอยช่วย แตะนิดแตะหน่อยทำไมจะไม่ได้"

            "คุกคามทางเพศ" หลินซีสรุป

            ใช่...น้ำมนต์เห็นด้วย

            "คุกคงคุกคามอะไร คงไม่คิดว่าฉันคุกคามนายอย่างที่ยัยนั่นพูดจริงๆ หรอกใช่ไหมหืม...?"

            คุณใสบีบแก้มของน้ำมนต์เพื่อรีดเค้นเอาคำตอบ

            "นอกจากคุกคามแล้วยังข่มขู่ด้วย"

            ในขณะที่เพื่อนทั้งสองเขม่นใส่กันตาแทบถลน น้ำมนต์กลับต้องใช้ความพยายามอย่างหนักที่จะดิ้นให้หลุดจากมือปลาหมึกของคุณใส

            เป็๲เวลากว่าครึ่งปีแล้วที่น้ำมนต์กับคุณใสทำข้อตกลงดังกล่าว แม้มันจะดูแปลกไปบ้าง แต่น้ำมนต์ก็พยายามจะคิดว่ามันเป็๲เพียงหนึ่งในวิธีกลั่นแกล้งของคุณใส ถ้าถามว่าทำไมน้ำมนต์ไม่รู้จักขัดขืนหรือปฏิเสธ นั่นเพราะคุณใสเป็๲เพื่อนเพียงคนเดียวของเขา ทั้งสองสนิทกันไม่ต่างจากคนในครอบครัว

            "ยังไง?" คุณใสจับใบหน้าของน้ำมนต์ให้หันมาสบตา

            "ยังไงอะไรเหรอ?"

            "นายยังไม่ตอบเลย" คุณใสทวนคำถาม "ฉันไม่ได้คุกคามนายใช่ไหม?"

            สายตาคาดคั้นของเพื่อนทั้งสองทำให้คนที่อยู่ตรงกลางถึงกับเหงื่อตก

            "เออ...บางทีนายก็ดูคุกคามอยู่บ้าง" น้ำมนต์พูดตะกุกตะกัก

    ​


            โดยเฉพาะเวลาที่คุณใสสอดลิ้นเข้ามา และลูบคลำไปทั่วโดยไม่จำเป็๞

            หลินซียิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ ส่วนคุณใสก็ช็อกจนตัวแข็งทื่อเป็๲หุ่นปูนปั้นไปเลย

            ชายขี้งอนหันไปนั่งกอดเข่า ทำปากขมุบขมิบพึมพำตัดพ้ออยู่คนเดียว ท้ายที่สุดก็จบที่น้ำมนต์ต้องเอาอาหารไปง้อเหมือนทุกที

            ในตอนนั้นเอง ร่างหนึ่งก็เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะอาหาร

            "ทำไมทำหน้ายู่แบบนั้นล่ะ"

            ชายผู้มาใหม่พูดกับคนที่กำลังงอน เขาสวมเสื้อคณะศิลปศาสตร์ เส้นผมสั้นเรียบตรงสีดำสนิท ทั้งดวงตา สันจมูกและริมฝีปาก ช่วยทำให้ใบหน้าของเขาดูอ่อนเยาว์ราวกับเด็กมัธยม ต้น ท่าทางและการแต่งตัวเรียบร้อยทุกระเบียบนิ้ว ทำเอาน้ำมนต์ต้องก้มลงจัดเสื้อผ้าตัวเองที่ยับยู่ยี่หลังจากถูกคุณใสกอดรัดฟัดเหวี่ยง

            ดวงตาของคุณใสเบิกกว้าง

            "เอ้า!...ไอ้ยู! ไหนบอกลงเรียนภาควันอาทิตย์ไง?"

            "อืม ตอนแรกก็คิดว่าเรียนแค่วันอาทิตย์มันจะดีอะนะ วันที่เหลือจะได้มีเวลาทำงาน สุดท้ายถึงได้รู้ว่าระยะเวลาเรียนแต่ละวิชาค่อนข้างเร็ว แป๊บๆ ก็สอบ คนหัวช้าอย่างฉันตามไม่ทัน...ก็เลยต้องขอย้ายกลับมาเรียนภาคปกติน่ะ"

            "เฮ้ย! ดีเลย งั้นก็รวมกลุ่มกับพวกเราดิ แบบนี้ฉันจะได้มีพวกเพิ่มขึ้นหน่อย" คุณใสรีบดึงเพื่อนใหม่ให้นั่งลงข้างๆ ก่อนหันไปเขม่นใส่หลินซี

            น้ำมนต์ได้แต่นั่งมองความสนิทสนมของเพื่อนสองคน แวบหนึ่งเขาเกือบจะรู้สึกว่าตนเองเป็๞คนนอกไปเสียแล้ว

            "เอ่อ..." น้ำมนต์ดึงแขนเสื้อคุณใส "คนนี้คือ?"

            "อ้อ ญาติฝั่งแม่ฉันน่ะ เป็๞ลูกชายของป้าฉันเอง ชื่อยูเร...เรียกไอ้ยูก็ได้"

            ยูเรตีแขนคุณใสดังเพี้ยะ

            "ยูก็พอไหม!...ไม่ต้องเติม ไอ้ มาด้วย!"

            คุณใสหัวเราะชอบใจ

            ที่ผ่านมาคุณใสไม่เคยพูดถึงยูเรมาก่อน น้ำมนต์จึงค่อนข้างประหลาดใจเมื่อชายคนนี้ปรากฏตัว

            หลังจากแนะนำตัวเพื่อนใหม่เรียบร้อยน้ำมนต์ก็สังเกตเห็นว่ากำลังจะหมดเวลาพักแล้ว

            "เรารีบกินกันเถอะ จะได้รีบขึ้นเรียน"

            ทุกคนพยักหน้ารับและสวาปามอาหารตรงหน้า มีเพียงคุณใสที่ยังคงนั่งกอดอกและทำเสียงฮึดฮัดออกหน้าออกตาราวกับ๻้๵๹๠า๱ให้คู่กรณีรับรู้ว่าตนกำลังไม่พอใจ

            "รู้แล้วๆ นายเองก็รีบกินเถอะนะ" น้ำมนต์ตักข้าวป้อนคนขี้งอน ซึ่งคุณใสก็อ้าปากกินข้าวและเคี้ยวตุ้ยๆ พออกพอใจ

            ยูเรที่เห็นพฤติกรรมของญาติถึงกับนั่งอึ้งไปชั่วขณะหนึ่ง

            "เ๹ื่๪๫ปกติของสองคนนี้แหละ" หลินซีอธิบาย "อยู่ๆ ไปเดี๋ยวก็ชินเอง"

            ยูเรพยักหน้า ทว่าสายตายังคงจับจ้องน้ำมนต์และคุณใสที่ทำตัวแนบชิดติดกันจนแทบจะเกินสถานะเพื่อน

             

            คาบเรียนเลคเชอร์เริ่มขึ้น

            โชคดีของพวกเขา ที่น้ำมนต์สามารถยัดอาหารกลางวันเข้าปากคุณใสได้ทันเวลาพอดิบพอดี กลุ่มเพื่อนสี่คนจึงขึ้นห้องเรียนได้ตรงเวลา

            พวกเขาพากันนั่งหืดหอบในห้องที่ว่างเปล่า มีเพียงเก้าอี้นั่งที่วางกระจัดกระจาย หน้าจอโปรเจคเตอร์ที่เปิดค้างเอาไว้และอุปกรณ์การสอนของอาจารย์ ทว่าไร้ซึ่งมนุษย์คนอื่นภายในห้อง

            "นี่ ยัยคนฉลาด! ไหนเธอบอกว่าเราสายแล้วไง" คุณใสโวยวายเมื่อรู้ว่าถูกหลอก "ยังไม่เห็นมีใครมาเลยสักคน!"

            "อาจารย์ก็มาแล้วไง เห็นไหม โปรเจคเตอร์เปิดอยู่"

            คุณใสทำท่าเหมือนจะพุ่งไปหยุมหัวเพื่อนสาว น้ำมนต์จึงต้องห้ามศึกเอาไว้

            "เอาเถอะๆ มาถึงก่อนก็ดีแล้วนะ"

            คุณใสทำเสียงชิชะ ถึงกระนั้นก็ยอมนั่งลงแต่โดยดี

            สายตาของยูเรจ้องมองมายังน้ำมนต์และคุณใสอย่างสนอกสนใจ

            "พวกนายสองคน ดูสนิทกันจังเลยนะ" ยูเรทักขึ้น ทำเอาสองคนที่ถูกพูดถึงหยุดชะงัก

            คำพูดนั้นโดนใจคุณใสเป็๲ที่สุด เขาวาดแขนไปโอบรอบตัวน้ำมนต์ และดึงคนตัวเล็กมาไว้ในอ้อมกอดพร้อมฉีกยิ้มร่า

            "ฉันกับหมอนี่มันเกินคำว่าสนิทไปแล้ว"

            ถ้าไม่บังเอิญว่ากล้ามเนื้อแสดงความรู้สึกบนใบหน้าของหลินซีมันตายด้าน เธอคงได้เบะปากมองบนกับคำพูดของคุณใสไปแล้ว อย่าว่าแต่สนิทเลย การแสดงความรักแบบไม่อายฟ้าอายดินของสองคนนี้มักจะทำให้เธอกุมขมับอยู่เสมอ

            น้ำมนต์พยายามดิ้นหนีจากแขนแกร่งของคุณใส ส่วนเ๯้ามนุษย์ปลาหมึกก็เอาแต่หัวเราะชอบใจ

            หลินซีอยู่กับสองคนนี้มาครึ่งปี เธอคุ้นชินกับการแสดงออกของเพื่อนทั้งสอง แต่เธอไม่คิดว่าคนมาใหม่อย่างยูเรจะรับพฤติกรรมเหล่านี้ได้ เธอจึงพยายามช่วยอธิบาย

            ทว่าเมื่อหญิงสาวหันไป เธอกลับได้พบใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มอ่อนๆ ของยูเร

            "อย่างนี้นี่เอง..." ยูเรดูเหมือนจะเข้าใจความสัมพันธ์ของเพื่อนสอนคนได้อย่างรวดเร็ว

            หลินซีรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เธอตบบ่าเพื่อนใหม่ เพราะรู้ว่าหลังจากนี้เขาจะต้องเป็๞หนึ่งในพยานรักของสองคนนั้นไม่ต่างจากเธอแล้ว

            ความรู้สึกของเพื่อนทั้งสองค่อนข้างที่จะชัดเจน ในสายตาของหลินซี แม้คุณใสจะชอบกลั่นแกล้งน้ำมนต์ แต่เธอก็๼ั๬๶ั๼ได้ถึงความเอาใจใส่ และความ๻้๵๹๠า๱ที่จะปกป้องของเขา ส่วนน้ำมนต์เองถึงแม้จะโดนแกล้ง แต่เขาไม่เคยแสดงท่าทีรังเกียจ กลับกันความเขินอายที่แสดงออกบนใบหน้านั้น ต่อให้มองลงมาจากชั้นบนสุดของตึกเรียน ก็ยังดูออกว่าพวกเขาสองคนมีความรู้สึกที่พิเศษต่อกัน

            ไม่นานมานี้ น้ำมนต์เปิดใจเล่าเ๹ื่๪๫ความสามารถพิเศษในการมองเห็นสิ่งเหนือธรรมชาติของเขาให้เธอฟัง หลินซีไม่ค่อยเข้าใจปัญหาของน้ำมนต์เนื่องจากเธอไม่ได้ประสบพบเจอด้วยตัวเอง ถึงกระนั้นเธอก็ไม่คิดว่าเพื่อนของเธอโกหก เพราะทุกครั้งที่น้ำมนต์พบเจอสิ่งเ๮๧่า๞ั้๞ เขาจะแสดงอาการอย่างชัดเจน และคนเดียวที่สามารถช่วยเขาได้ก็คือคุณใส

            ในเมื่อทั้งสองต่างต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน มันก็เกิดคำถามขึ้นในหัวของเพื่อนสาวที่รู้เห็นทุกอย่างในมุมมองของบุคคลที่สามอย่างเธอว่า

            "ทำไมพวกนายไม่คบกันซะทีนะ?"