“หินปราบมารเปลี่ยนทิศทางอยู่ตลอดเวลา” เฟิงอี้ถอนหายใจกล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบา คนที่เอาตัวิ่หลางไปไม่อยู่กับร่องกับรอยทั้งยังเคลื่อนไหวคล่องแคล่วว่องไว พวกเขาเดินทางตามหาิ่หลางมาสิบวันเต็มก็ยังไร้วี่แววว่าจะเจอชายหนุ่ม “อาวุธวิเศษของเ้าไม่ได้มีปัญหาใช่ไหม” ไป่หยางถามด้วยน้ำเสียงเหน็ดเหนื่อย พวกเขาเดินทางกันโดยไม่ได้หยุดพัก แม้กระทั่งอาหารยังได้แต่เก็บผลไม้ป่ากินไปวันๆ เฟิงอี้ส่ายหน้าเบาๆ รู้สึกว่าเขายังคงห่างไกลจากเด็กหนุ่มเหลือเกิน ไป่หยางเองก็ดูอ่อนกำลังลงมาก หากพวกเขายังฝืนเดินทางต่อโดยไม่หยุดพักเสียหน่อยเกรงว่าหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น จะไม่มีพละกำลังรับมือ เขาดึงแขนไป่หยางที่เดินนำหน้าอยู่ให้หยุดเดิน “เราพักก่อนเถอะ” ไป่หยางดึงมือของเฟิงอี้ออกเบาๆ แม้ตัวเขาจะเหนื่อยแค่ไหนแต่ความเป็ห่วงสหายน้อยมีมากกว่า จึงไม่อยากพักผ่อน “ข้าอยากรีบตามหาิ่หลางให้เจอ” ไป่หยางก้มหน้ากล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้า แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหนักแน่น “เราต้องหาเขาเจอแน่ แต่หากฝืนต่อไปแล้วเ้าเกิดเป็อะไรขึ้นมา เราคงไม่มีโอกาสได้เจอเขา” ไป่หยางพยักหน้าถอนหายใจ ที่เฟิงอี้พูดก็ถูก เขาควรพักบ้าง “ด้านหน้าเป็เมืองจื่อหรง เราเข้าไปพักที่นั่นก่อนได้” ไป่หยางพยักหน้าแล้วเดินตามเฟิงอี้ไปแต่โดยดี แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ใกล้พลบค่ำด้วยความหวัง เขาต้องหาิ่หลางให้เจอแน่ “ขอห้องพักอย่างดีหนึ่งห้อง” ไป่หยางมองหน้าไป่หยางว่าทำไมคราวนี้เขาเปิดเพียงห้องเดียว “ยุทธภพกว้างใหญ่ ไม่รู้ต้องเดินทางอีกไกลแค่ไหนเราประหยัดกันหน่อยจะดีกว่า” ไป่หยางพยักหน้าเข้าใจ ก็จริงอย่างที่เฟิงอี้พูด “เรากินข้าวก่อนดีกว่า” พูดจบไป่หยางก็เดินนำไปนั่งที่โต๊ะสั่งอาหารสองสามอย่าง พร้อมสุราสองไห มานั่งกิน น่าเสียดายที่เฟิงอี้ไม่ดื่มสุราไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ต้องนั่งดื่มหงอยๆ กับชายเคร่งขรึมตรงหน้าเช่นนี้ เขาเบ้ปากแล้วยกสุราขึ้นมากระดกอีกครั้ง มองไปรอบๆ เห็นผุ้คนมากมายเดินเข้าเดินออก ไม่นานก็เห็นเด็กหนุ่มสามคนเดินเข้ามาสั่งสุรานั่งดื่ม ทำให้เขานึกถึงตัวเอง ถ้าวันนี้ิ่หลางอยู่ด้วยก็คงดี เฟิงอี้มองหน้าไป่หยางด้วยความหนักใจ ดูเหมือนว่าไป่หยางจะกำลังนึกถึงเด็กหนุ่มเป็แน่ “การหายตัวไปของิ่หลางไม่ใช่ความผิดของเ้า” ไป่หยางหันมามองหน้าเฟิงอี้ส่ายหัวยิ้มเบาๆ ตอบ เป็คำปลอบใจที่ ดูดีแต่ก็เท่านั้นเขารู้ดีถ้าเขาไม่บุ่มบ่ามออกมาจากสำนักเฟิง ิ่หลางก็คงไม่ต้องมาเดือดร้อน เขาควรออกมาเพียงคนเดียว ไม่ว่าเฟิงอี้หรือิ่หลางก็ไม่ควรลากมาข้องเกี่ยวเลย “ข้าส่งข่าวไปยังประมุขใหญ่ เขาให้ความร่วมมือส่งทหารออกตามหาิ่หลาง...หนึ่งร้อยคน” ไป่หยางกระแทกจอกเหล้าลงบนโต๊ะอย่างแปลกใจ ิ่ เส้าฟานเป็ถึงประมุขใหญ่ ลูกชายหายตัวไปทั้งคนทำไมถึงส่งทหารออกตามหาเพียงเท่านี้ ทั้งที่เขาสามารถเกณฑ์คนนับหมื่น นับแสนมาได้โดยเพียงแค่เอ่ยปากออกคำสั่งด้วยซ้ำ “ิ่ เส้าฟานอ้างว่า ยิ่งมากปากจะกลายเป็เื่ใหญ่ หากิ่หลางเพียงแค่พัดหลงไปเองอาจเกิดอันตรายได้เพราะจะทำให้พวกคนไม่หวังดีมุ่งหน้าไปทำร้ายเขา” จากคำบอกเล่าของเฟิงอี้มันไม่ค่อยสมเหตุสมผลสักเท่าไหร่ ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าเื่นี้มันไม่ชอบมาพากลยิ่งนัก หรือเขาจะคิดมากไปเอง “ตาเฒ่ากินคนออกอาละวาดเมื่อคืนนี้ ชาวบ้านเกือบสิบชีวิตตายด้วยน้ำมือเขา ในยามค่ำคืนชาวบ้านออกไปล่าสัตว์หาเลี้ยงครอบครัว ใครจะรู้เล่าว่าจะมีมารผจญมาซุ่มอยู่ด้านหลัง แล้วคร่าชีวิตน้อยๆ ไปอย่างเืเย็น โเี้ยิ่งนัก” สงหนุ่มหันขวับไปยังเสียงของนักเล่านิทานในโรงเตี๊ยมที่กำลังยืนเล่าเื่เหตุการณ์ต่างให้เหล่าแขกในโรงเตี๊ยมฟังอย่างเข้มข้น “อีกแล้วหรือ” ไป่หยางพึมพำ “ตาเฒ่าออกอาละวาด ิ่หลางถูกลักพาตัว นักพรตตายปริศนา เ้าว่าเื่พวกนี้เกี่ยวข้องกันหรือไม่” ไป่หยางหันมาถามเฟิงอี้ด้วยสีหน้าจริงจัง “อาจมีส่วน” เฟิงอี้ตอบเบาๆ กำลังปะติดปะต่อเื่ราวต่างๆ เข้าด้วยกัน ดูเหมือนตอนนี้จะมีปมใหม่ๆ ผูกติดกันยุ่งเหยิงไปหมดแล้ว เขามองไปยังชาวบ้านที่กำลังฟังเื่เล่าอย่างใจจดใจจ่อพวกนั้น บางทีเขาก็นึกอิจฉาพวกคนธรรมดาที่มีหน้าที่เพียงหาเลี้ยงครอบครัว วันๆ ไม่ต้องหนักใจเื่ในบ้านในเมือง ภาระอันใหญ่หลวงที่แบกไว้บนบ่าเหมือนพวกเขา
“เ้าดื่มข้างล่างมาสองไหแล้ว ยังถือขึ้นมาดื่มบนนี้อีก” เฟิงอี้บ่นไป่หยางที่นอนหมดสภาพอยู่บนเตียงเล็กน้อย ในมือถือผ้าชุบน้ำหมาดๆเข้ามายังชายหนุ่ม “ทำอะไร” ไป่หยางจับมือเฟิงอี้อย่างงุนงง เขาคงไม่ได้คิดจะเช็ดตัวให้หรอกนะ เขาไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ “เช็ดหน้าเช็ดตาเ้าเสีย” ไป่หยางลุกขึ้นนั่งรับผ้าชุบน้ำจากเฟิงอี้มาเช็ดหน้าตัวเองไล่ความมึนเมาออกไปจากหัวสมอง “เมื่อไหร่เราจะหาเขาเจอ” ไป่หยางก้มหน้าลง กำผ้าในมือแน่น น้ำตาแห่งความรู้สึกคลอหน่วง “ไม่ว่าจะนานแค่ไหน ข้าจะไปกับเ้า เราจะหาเขาให้เจอ” เฟิงอี้กุมมือชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความอ่อนโยนจนไป่หยางเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขา แต่ทว่าปลายจมูกโด่งคมสันได้รูปของทั้งคู่กลับชนกัน ...ให้ตายเถอะ เขาก้มลงมาั้แ่เมื่อไหร่กัน... เฟิงอี้ยื่นมือไปจับไหล่ทั้งสองข้างของไป่หยาง หลุบตาลงมองริมฝีปากน้อยๆ ของไป่หยาง โน้มใบหน้าลงช้าๆ ประกบริมฝีปากเข้าด้วยกันอย่างแ่เบา ััอันนุ่มนวลทำให้ไป่หยางเคลิ้มหลับตาลงรับรสริมฝีปากของอีกฝ่ายช้าๆ มันเป็ััที่เขาไม่คุ้นเคย ไม่เคยลิ้มรสมาก่อน ก็แหงแหละแม้ตระกูลเขาจะมีบริวารมากมาย เหล่าสาวน้อยแรกแย้มผลัดกันหมุนเวียนมาถวายตัวให้เขาถึงตำหนักไม่ขาดสาย แต่เขายังไม่เคยสนใจเื่เหล่านี้เลยได้แต่ไล่พวกนางออกไป น้ำตาแห่งความเหนื่อยล้า ความเศร้าโศก ความสิ้นหวัง ไหลอาบแก้มนุ่มๆ ของไป่หยางอย่างไม่รู้ตัว ราวเขื่อนแตก เหมือนวันนี้เขาได้ปลดปล่อยพวกมันออกมาแล้ว หลังจากที่พยายามอดกลั้นมาเนิ่นนาน เฟิงอี้ถอนริมฝีปากออกช้า สบั์ตาของชายหนุ่มตรงหน้า ยกมือขึ้นปาดน้ำตาให้ไป่หยางอย่างอ่อนโยน เขาไม่รู้ว่าตัวเขาเป็อะไรไป พฤติกรรมแบบนี้ ความรู้สึกแบบนี้เขาไม่เคยเป็มาก่อน ั้แ่เสี่ยงตายด้วยกันมาที่ป่าวงกตครั้งนั้น ตอนที่เห็นอาซุนใช้กระบี่แทงไป่หยาง เขาก็เกิดความรู้สึกหวาดหวั่นหวาดกลัวอย่างไม่เคยเป็มาก่อน เป็ครั้งแรกที่เขาเริ่มกลัวความสูญเสีย เป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกอยากปกป้องคนคนหนึ่งที่ม่าใช่คนในตระกูลมากขนาดนี้ เขาหลงรักรอยยิ้ม ท่าทางกวนประสาท ยั่วโมโหของคนตรงหน้าั้แ่เมื่อไหร่กัน “มันจะผ่านไป” เฟิงอี้ปลอบไป่หยางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แล้วถอยตัวออกห่างจากชายหนุ่มเดินไปนั่งขัดสมาธิที่โต๊ะหนังสือ ทิ้งให้ไป่หยางมองตามพฤติกรรมของเขาด้วยสายตาที่งุนงง เหตุการณ์เมื่อครู่นั้นมันอะไรกัน หรือจะมีคนแฝงร่างเฟิงอี้อยู่ เขาล้มตัวนอนลงด้วยใบหน้าเหวอๆ เหมือนคนเห็นผี พลางคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่แล้วเหลือบตามองชายหนุ่มรูปร่างสง่างามที่นั่งสมาธิอยู่ที่โต๊ะหนังสือ ก่อนจะดึงผ้าห่มมาคลุมหน้าตัวเองเหมือนเด็กๆ
“อ๊า...” ไป่หยางลึกขึ้นเอามือกุมขมับเพราะอาการมึนหัวจากการดื่มสุราเมื่อคืนนี้ หันมองไปรอบๆ ไม่เห็นเฟิงอี้พลันนึกถึงเหตุการณ์ที่เขาจำได้รางๆ เมื่อคืน “หรือข้าจะฝันไป” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง เป็ไปไม่ได้หรอกที่ชายหนุ่มรูปร่างสง่างามรามเทพบุตรในฝันของสาวน้อยสาวใหญ่อย่างเฟิงอี้จะมาขโมยจูบเขาในเวลาที่เขาเมาหัวราน้ำแบบนั้น เขาคงฝันไปจริงๆ ไป่หยางลุกขึ้นเดินลงไปยังด้านล่างเห็นเฟิงอี้นั่งดื่มชาอยู่ที่โต๊ะ ใบหน้าไร้อารมณ์ราวรูปปั้น เห็นแบบนี้แล้วเขายิ่งมั่นใจว่าเมื่อคืนเป็เพียงความฝัน “อ่า...ทำไมถึงได้ฝันประหลาดขนาดนี้นะ” ไป่หยางยกมือขึ้นกุมหน้าผากสะบัดไล่เื่ราววุ่นๆ ออกไปก่อนปั้นหน้ายิ้มแป้นวิ่งไปหาเฟิงอี้อย่างกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เฟิงอี้เงยหน้ามองไป่หยางด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดาความรู้สึก “ให้ตายสิ ความคิดพวกนั้นทำข้าอึดอัดเป็บ้า” ไป่หยางพึมพำเบาๆ ก่อนยิ้มแป้นแล้วนั่งลงสั่งอาหารเช้ามากินเพื่อที่จะได้รีบออกเดินทางไปตามหาิ่หลางต่อ เขาเสียเวลาอยู่ที่นี่มาหนึ่งคืนแล้ว ไม่อาจรอช้าได้อีก “เ้าเป็อย่างไร” เฟิงอี้เอ่ยปากถามไป่หยางถึงอาการเมาของเขา แต่ทว่าสายตากับสื่อสารอะไรมากกว่านั้น ไป่หยางจะจำเื่เมื่อคืนที่เขาทำได้หรือไม่นะ “ไม่เป็ไรแล้ว ข้าดื่มเหล้ามาั้แ่เด็ก แค่นี้เล็กน้อย” ไป่หยางคุยโวเหมือนเด็กๆ เฟิงอี้พยักหน้าเล็กน้อย พลางลอบถอนหายใจดูเหมือนว่าเขาจะจำไม่ได้จริงๆ ช่างมันเถอะ...
“เราจะไปไหนกันต่อ” เฟิงอี้หยิบหินปราบมารขึ้นมาใช้วิชาตาทิพย์อีกครั้ง “ทิศเหนือ” ไป่หยางเบ้ปากถอนหายใจ “ข้าว่าเ้าหินนี่ต้องกำลังแกล้งพวกเราแน่ๆ” เฟิงอี้มองหน้าไป่หยางครู่หนึ่งก่อนจะเดินนำไปโดยไม่ใส่ใจคำพูดของชายหนุ่ม เดินทางไปเรื่อยๆ ไม่รู้จุดหมายปลายทางสุดท้ายแล้วจะสิ้นสุดลงตรงไหน สถานการณ์อย่างไร จะเจอิ่หลางหรือไม่ เจอในสภาพอย่างไร ก็คงยากจะคาดเดา คงได้แต่ก้าวไปยังทางข้างหน้าด้วยความหวังเท่านั้น
เผ่าผีสิง...
“ได้เื่หรือยัง” ผู้เฒ่าผางเอ่ยถามลูกน้องที่เขาสั่งให้ลงเขาไปทำภารกิจสำคัญทันทีที่พบหน้า “จัดการเรียบร้อยแล้วขอรับ” ผู้เฒ่าผางแสยะยิ้มพอใจกับคำรายงานของลูกน้อง พลางลุกขึ้นคำไม้เท้าหัวกะโหลกประจำตัวไปยังลูกแก้วดวงเนตร ปรากฏภาพสองหนุ่มที่กำลังเดินอยู่ในป่าด้วยสีหน้าแววตาที่น่าเกรงขาม “ส่งคนลงไปจำนวนหนึ่ง ตามพวกเขาไป” ลูกน้องก้มหัวรับคำสั่งแล้วเดินออกไปทันที ชายชราจ้องไปยังภาพสองวีรบุรุษน้อยอย่างไม่ละสายตา “พวกเ้าช่างรนหาที่เก่งเสียจริง”
หนึ่งเดือนให้หลัง ณ เมืองอินทรีย์...
ชายวัยกลางคนสี่คนถูกแขวนอยู่บนแท่นบูชายัญ ยืนรอความตายในงานขอขมาฟ้าดิน สุดท้ายแล้ว ิ่ เส้าฟาน ก็ไม่ฟังเสียงคัดค้านของผู้ใด เอาคนขึ้นมาคร่าชีวิตจนได้ อีกเพียงหนึ่งชั่วยาม หัวของคนเหล่านี้ก็จะถูกตัดแล้ว น่าเวทนายิ่งนัก เพียงแค่แย่งข้าวแย่งอาหารของตนเองที่ถูกแย่งไปคืนกลับต้องมามีจุดจบเช่นนี้ ใจคนนี้โเี้ยิ่งนัก ภูตผีปีศาจที่ว่าน่ากลัวยังไม่เท่าจิตใจอันโเี้ของผู้มีอำนาจบาตรใหญ่ในบ้านเมือง ก็เหมือนกับ ิ่ เส้าฟานผู้นี้ พอได้รับตำแหน่งประมุขใหญ่ก็ไม่ฟังความเห็นจากเมืองๆ อื่นเลย แม้แต่อิ๋งอี๋ แม้จะเป็เมืองรองแต่ก็เป็เมืองที่รุ่งเรืองที่สุดแถมคุณภาพชีวิตของคนในเมืองนั้นก็สงบสุขด้วยเหตุเพราะประมุขนั้นเป็ผู้เปี่ยมคุณธรรม “ประมุขใหญ่โปรดไตร่ตรองอีกสักคราเถิด” ลู่ ฟาหยาง ประมุขลู่ แห่งอิ๋งอี๋ เอ่ยประโยคเชิงตักเตือนให้ิ่ เส้าฟาน ประมุขิ่แห่งอินทรีย์ หยุดพิธีสังเวยมนุษย์เสีย ก่อนที่เทพ์ เทพธรณีจะพิโรธแล้วก่อให้เกิดอาเพศร้ายแรง “ข้าไตร่ตรองมาดีแล้ว” ประมุขใหญ่กล่าวตอบยิ้มๆ อย่างไม่ใส่ใจ เหล่าประมุขจากตระกูลน้อยใหญ่ต่างพากันเงียบมองหน้ากันแล้วหันไปมองเครื่องสังเวยด้วยสีหน้าที่ลำบากใจ แม้อยากจะขวางแต่ก็ไม่สามารถทำได้
“อินทรีย์?” ไป่หยางเอ่ยด้วยความสงสัย เหตุใดหินปราบมารถึงได้นำทางพวกเขาสองคนมายังบ้านเกิดของิ่หลาง หรือว่าิ่หลางจะอยู่ที่นี่ ถ้าเขาอยู่ที่นี่ทำไมไม่มีใครพบเขา แล้วทำไมิ่หลางถึงไม่กลับไปหาประมุขแล้วส่งข่าวให้พวกเขารับรู้ “เข้าไปก่อนค่อยว่ากัน” เฟิงอี้กล่าวสั้นๆ เดินนำเข้าไปยังหน้าประตูเมือง บรรยากาศภายในเมืองครึกครื้น ประดับไปด้วยดอกไม้นานาชนิดมากมาย แต่ทว่าพอเดินเข้าไปด้านในกลับเห็นผู้หญิง เด็ก และคนชรากลุ่มหนึ่งนั่งกอดกันร้องไห้ด้วยความเศร้าโศกผิดกับบรรยากาศโดยรอบยิ่งนัก ไป่หยางเห็นดังนั้นจึงรีบเดินตรงไปยังคนกลุ่มนั้นเพื่อถามความ “บรรยากาศครึกครื้น เหตุใดพวกท่านจึงมานั่งร้องไห้อยู่ตรงนี้กันเล่า” ไป่หยางเอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็มิตร เพื่อไม่ให้เกิดพิรุธ “พวกท่านคงไม่รู้ ครอบครัวคนพวกนี้ถูกนำไปเป็เครื่องสังเวยในงานขอขมาฟ้าดินวันนี้ อีกสักพักก็คงได้ฤกษ์แล้ว แค่ไปหาข้าวน้ำให้คนในครอบครัวแท้ๆ น่าเวทนาเหลือเกิน” พ่อค้าใกล้ๆ เดินเข้ามาบอกกับไป่หยางพลางส่ายหน้าเบาๆ ถึงเขาจะสงสารคนพวกนี้แต่พ่อค้าแก่อย่างเขาจะทำอะไรได้ พลางหยิบแป้งทอดสองสามชิ้นในร้านของตัวเองมาแบ่งให้กับคนกลุ่มนั้นด้วยความเมตตา ชายแก่อย่างเขาคงช่วยได้เพียงเท่านี้ เศร้าโศกไปก็คงไม่ช่วยให้ครอบครัวของพวกเขารอดชีวิตหรอก ประมุขใหญ่ผู้นี้นิสัยเด็ดเดี่ยว โเี้เกินใคร ไป่หยางและเฟิงอี้หันมองหน้ากันทันที เฟิงอี้ควักเงินก้อนหนึ่งออกมาวางให้พ่อค้าก่อนเร่งฝีเท้านำไป่หยางไปยังลานสังเวยทันที พ่อค้าเมื่อได้รับเงินก็ก้มหัวขอบคุณสองหนุ่มแล้วนำแป้งทอดในร้านของตนมาแบ่งให้กับคนกลุ่มนั้นอีกจำนวนหนึ่ง แม้แต่พ่อค้าธรรมดายังมีความซื่อตรง มีน้ำใจไมตรีต่อผู้อื่น แล้วเหตุใดผู้เป็เ้าเมืองของพวกเขาถึงได้อำมหิตนักนะ “ประมุข ได้เวลาแล้วขอรับ” คำรายงานของทหารทำให้เส้าฟานแสยะยิ้มท่ามกลางใบหน้าที่แสดงอารมณ์ไม่พอใจของเหล่าประมุขต่างๆ ในห้องโถงช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก “ท่านโปรดไตร่ตรองอีกทีเถิด” ประมุขลู่ลุกขึ้นทักท้วงอีกครั้ง เผื่อว่าเส้าฟานจะพอเห็นความเป็เพื่อนในอดีตฟังความเขาบ้าง เส้าฟานเพียงหันมามองประมุขลู่ยิ้มๆ ก่อนโยนธงลงพื้นให้สัญญาณปะาทันที “สังเวยเทพเ้าฟ้าดิน” เสียงขันทีโห่ร้องส่งสัญญาณให้ทหารที่ยืนประจำจุดสังเวยลงมือตัดหัวเชลย ในขณะที่เหล่าเชลยหลับตาลงรอความตายอยู่นั้นได้มีกระบี่แสงสีฟ้าสองเล่มลอยมายั้งคมดาบของทหารเอาไว้ขัดขวางการปะา เหล่าประมุขต่างๆ พากันวิ่งออกมาดูเหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น “ไป่หยาง” ประมุขลู่พูดชื่อลูกชายของตนเองเบาๆ เมื่อเห็นว่าผู้ขัดขวางคือลูกชายของเขากับสหายเฟิง อี้ฟาน จากสำนักเฟิงผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในยุทธภพ “ประมุขใหญ่ ไม่ทราบว่าท่านเรียนมาจากสำนักใด หรืออ่านตำราเล่มไหนมาถึงคิดว่าเทพฟ้าดินชอบเืมนุษย์” ประมุขใหญ่แสดงสีหน้าไม่พอใจกับคำถามและสีหน้าท่าทางของไป่หยางที่ส่งมายังเขา ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าท่าทางเป็รอยยิ้มน่ารังเกียจกลับคืนไปทันที "เด็กเมื่อวานซืนสองคนกล้าขัดขวางข้า ฟาหยาง ลูกชายเ้าช่างใจกล้าเหลือเกิน" พูดจบก็ละสายตาจากสองหนุ่มมองไปยังประมุขลู่อย่างมีเลศนัย "คนหนุ่มเืร้อน วอนประมุขใหญ่อย่าได้ถือสา" ประมุขลู่ออกหน้าแทนลูกชายตนด้วยความไม่เต็มใจ เพราะเขาเห็นว่าสิ่งที่ไป่หยางทำก็ไม่ใช่เื่ผิด สิ่งที่เส้าฟานทำต่างหากที่ควรเป็ฝ่ายออกมาขอโทษ "ปะา" เส้าฟานะโออกคำสั่งแก่ทหารอีกครั้ง แต่ทว่าสองหนุ่มกลับเหาะขึ้นมาใช้กระบี่ทุบไปยังทหารที่ยืนประจำจุดสี่คนออกห่างจากเชลยแล้วยืนขวางเอาไว้อย่างรวดเร็วด้วยความไม่เกรงกลัวผู้ใด "ใครกล้าแตะต้องคนพวกนี้อย่าหาว่าข้าไม่เตือน"เฟิงอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ กำกระบี่ในมือแน่นพร้อมต่อสู้ตลอดเวลา เมื่อเหล่าทหารเห็นว่าฝีมือของสองหนุ่มไม่ธรรมดาจึงถอยห่างทันทีด้วยความหวาดกลัว "เ้าจะเสี่ยงชีวิตช่วยเชลยพวกนี้งั้นหรือ" เส้าฟานข่มขู่ด้วยน้ำเสียงน่าเกรงขามโดยไม่เกรงใจมิตรภาพของฟาหยางที่ยืนอยู่ข้างๆแม้แต่น้อย "เปล่า พวกเราไม่ได้มาเพื่อสู้แต่มาเพื่อต่อรองต่างหาก" เส้าฟานเหยียดยิ้มดูถูกเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมสองคนที่อยู่ๆก็หาเื่มาเจรจากับเขา อยากจะรู้นักว่าจะต่อรองอะไร "ข้าวสารสองหมื่นชั่ง พืชพรรณ เสบียงอื่นๆ พร้อมทองสองพันชั่ง แลกชีวิตคนพวกนี้" เหล่าประมุขน้อยใหญ่ต่างตกตะลึงกับสิ่งของที่สองหนุ่มนำมาเสนอ แม้จะน้อยนิดสำหรับเหล่าประมุขอย่างพวกเขา แต่สำหรับชีวิตคนเ่าั้แล้วเทียบไม่ได้เลยกับข้าวของที่สองหนุ่มเอามาแลก ฟาหยางยิ้มชื่นชมในความฉลาดหลักแหลมของลูกชายตนกับสหายที่รู้จักใช้การแลกเปลี่ยนแทนการต่อสู้ ทั้งยังฉลาดที่พูดต่อหน้าเหล่าประมุขตระกูลอื่น เมื่อพวกเขาเห็นว่าข้าวของมีมูลค่ามากย่อมพากันเห็นด้วยและกดดันประมุขใหญ่ให้จำยอมอย่างแน่นอน "แลกไปเถอะ ยามนี้บ้านเมืองท่านแห้งแล้ง นี่เท่ากับได้สมบัติมหาศาลเลยหนาเมื่อเทียบกับชีวิตเชลยพวกนี้แล้ว" "ใช่ๆ" เหล่าประมุขต่างพากันส่งเสียงกดดันจนเส้าฟานชักสีหน้าไม่สบอารมณ์ที่เสียท่าให้กับเด็กเมื่อวานซืนที่เขาพึ่งสบประมาทไปเมื่อครู่นี้กลับหักหน้าเขาอย่างไม่ไยดี "ได้ เอาของมา คนเ้าอยากได้ก็เอาไป" เส้าฟานตอบปัดๆอย่างรำคาญ ไป่หยางยิ้มสะใจ "สองวันข้าจะเอาของมา พร้อมรับคนกลับไป ชีวิตคนพวกนี้รักษาไว้ให้ดีล่ะ หากคนพวกนี้เป็อะไรไปก่อนท่านคงรู้นะว่าจะเกิดอะไรขึ้น"ไป่หยางยิ้มกวนๆส่งไปยังเส้าฟาน ประมุขลู่เหยียดยิ้มพอใจก่อนกลับเข้าไปยังห้องโถงอย่างสบายใจ แน่นอนว่าเมื่อรับปากแล้ว ประมุขใหญ่อย่างเส้าฟานคงไม่กล้ากลับคำมิเช่นนั้นอ่าจทำให้ประมุขตระกูลอื่นติฉินนินทา ความนับถือถดถอย และก่อฏได้ในที่สุด...