วันถัดมา
หลังจากฝึกฝนมาทั้งคืน มู่เสวี่ยหลินก็รู้สึกสดชื่นไม่น้อย ถึงแม้ว่าจะไม่ได้นอนแต่นางก็ไม่รู้สึกเหนื่อยล้าเลยสักนิด หากจะมีก็แต่เื่ใช้คาถาทำความสะอาดที่นางรับไม่ค่อยได้เท่านั้น
เด็กสาวนอนแช่อยู่ในอ่างอาบน้ำอย่างมีความสุข นางนับวันก็พบว่าตนมาอยู่ที่นี่ได้เกือบครึ่งปีแล้ว ระดับพลังบำเพ็ญของนางก็ยังคงอยู่ที่ขั้นเดิม และนางมีลางสังหรณ์ว่านางไม่สามารถบรรลุได้จนกว่าจะกลับไปที่โลกบำเพ็ญ
มู่เสวี่ยหลินไม่สนใจเื่นี้มากนัก ท้ายที่สุดแล้วเป้าหมายของนางก็คือการเปิดคาเฟ่สัตว์เลี้ยง แม้ว่าชีวิตของนางในยามนี้จะดูห่างไกลจนไม่รู้ว่านางจะสามารถเปิดมันได้ไหม ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่สนใจ
หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว มู่เสวี่ยหลินก็หยิบตำราและยันต์ที่นางวาดเมื่อคืนมาเก็บไว้ในแหวน จากนั้นก็ขึ้นดาบและบินไปยังเกาะกลาง
....
วันนี้เป็คาบเรียนของท่านอาจารย์คนใหม่ เห็นว่าเป็อาจารย์ที่จะมาสอนยันต์ ดังนั้นมู่เสวี่ยหลินจึงตั้งตารอไม่น้อย เด็กสาวเดินเข้าห้องเรียนอย่างมีความสุข นางส่งเสียงฮัมเพลงไปด้วยเมื่อเดินผ่านโต๊ะของสวีหลิงเหยียน นางก็เอ่ยทักทายเ้าของโต๊ะด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
“ศิษย์พี่ห้า อรุณสวัสดิ์เ้าค่ะ”
“อรุณสวัสดิ์”
“ว่าแต่ศิษย์พี่หกละเ้าคะ?”
ั์ตาสีมรกตกวาดตามองไปรอบๆเพื่อมองหาร่างแมวขาวแต่ก็ไม่พบ เด็กสาวขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าศิษย์พี่หกที่มักจะมาก่อนผู้อื่นไม่อยู่ในห้อง
“เก็บตัวฝ่าด่านน่ะ”
“โอ้..จริงสินี่ของตอบแทนเ้าค่ะ”
มู่เสวี่ยหลินหยิบกล่องเก็บอาหารมาวางบนโต๊ะ ตัวกล่องมีขนาดใหญ่ใหญ่มากจนนางต้องใช้สองมือยก ข้างในกล่องนั้นเต็มไปด้วยอาหารและเค้กที่นางเตรียมมาให้สวีหลิงเหยียน
“ศิษย์พี่แปดมาทานมื้อเช้าด้วยกันไหมเ้าคะ” เด็กสาวเอ่ยถามกวางขาวที่เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ล่ะ” จี้จื่อฮวนเอ่ยปฏิเสธ
มู่เสวี่ยหลินที่ได้ยินก็ไม่เอ่ยอะไรอีก นางหยิบอาหารเช้าส่วนของตนเองออกมาแล้วทิ้งที่เหลือไว้ให้สวีหลิงเหยียน
“ศิษย์พี่ห้าค่อยๆกินไปนะเ้าค่ะ”
มู่เสวี่ยหลินพูดจบก็เดินกลับไปยังโต๊ะของตนเอง ทางด้านสวีหลิงเหยียนที่เคยลิ้มลองอาหารของนางมาแล้ว เขาก็เปิดกล่องแล้วหยิบอาหารออกมากินอย่างมีความสุข
โดยเฉพาะเค้กแครอทที่ถูกใจเขายิ่งนัก สวีหลิงเหยียนกินเค้กไปสองชิ้นและอาหารอีกนิดหน่อย จากนั้นก็เก็บกล่องลงแหวนเพื่อเอาไว้กินทีหลัง
เมื่อมู่เสวี่ยหลินกินข้าวเช้าหมด อาจารย์คนใหม่ก็มาถึงพอดี อาจารย์คนใหม่เป็ชายหนุ่มที่มีหน้าตาหล่อเหลาเอาการแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังน้อยกว่าอาจารย์หยางและอาจารย์สวี
“เ้าคงจะเป็ศิษย์ใหม่ที่ทุกคนพูดถึงกันสินะ”
“ศิษย์มีนามว่ามู่เสวี่ยหลินเ้าค่ะ”
“มู่เสวี่ยหลินรึ? ข้าได้ยินมาจากศิษย์น้องสวีว่าเ้าเขียนยันต์ได้แล้ว”
“เรียนท่านอาจารย์ ศิษย์ยังมีความรู้ต่ำต้อยจนถึงตอนนี้พึ่งจะเขียนสำเร็จได้แค่สามใบเ้าค่ะ” ส่วนที่ว่าระดับไหนนั้นนางไม่รู้
“แค่นี้ก็นับว่าดีแล้ว ต่อไปหากมีตรงไหนไม่เข้าใจก็มาถามข้าได้”
“เ้าค่ะท่านอาจารย์..”
“นามสกุลของข้าคือหลิน”
“อาจารย์หลิน”
“เด็กดีเอานี่ไปเล่นเถอะ”
อาจารย์หลินยื่นถุงจัดเก็บให้มู่เสวี่ยหลิน จากนั้นเขาก็เดินกลับไปที่หน้าห้องเรียนแล้วหยิบตำราขึ้นมาเตรียมสอน
มู่เสวี่ยหลินที่เห็นจึงเก็บถุงลงในแหวนแล้วหยิบตำราขึ้นมาตั้งใจเรียน น้ำเสียงของอาจารย์หลินนั้นนุ่มนวลและน่าฟังยิ่งนัก เนื้อหาการสอนของเขาเองก็ไม่น่าเบื่อเลยแม้แต่น้อย
เด็กสาวฟังมันอย่างเพลิดเพลินไม่นานก็มาถึง่ปฏิบัติ อาจารย์หลินให้ทุกคนฝึกเขียนระดับต่ำอย่างยันต์รวบรวมพลังปราณก่อน ยกเว้นสวีหลิงเหยียนที่ฝึกเขียนยันต์ระดับสูงเนื่องจากเขาเป็ผู้ฝึกยันต์
ยันต์ระดับต่ำที่อาจารย์หลินให้เขียนยันต์ความเร็ว ยันต์รวบรวมพลังปราณและยันต์ไฟ อักขระที่ใช้ไม่นับว่ายากมากนัก มู่เสวี่ยหลินจึงเขียนได้สำเร็จั้แ่ใบแรก นางเป็คนแรกที่ทำงานเสร็จก่อน อาจารย์หลินที่เห็นก็ให้นางลองเขียนยันต์ระดับสองต่อ ซึ่งนางก็ทำออกมาได้ดีเขาจึงเพิ่มระดับต่อไปจนถึงระดับห้า
อาจารย์หลินมองมู่เสวี่ยหลินแล้วพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ส่วนมู่เสวี่ยหลินที่ถูกบังคับให้เขียนยันต์ไปราวๆสามร้อยแผ่นก็นอนหมอบอยู่บนโต๊ะด้วยเหนื่อยล้าเพราะใช้พลังปราณจนหมด
“พร์ของเ้านับว่าไม่เลวเลยเด็กน้อย” อาจารย์หลินเอ่ยชมพร้อมกับคลี่ยิ้มให้มู่เสวี่ยหลินอย่างอ่อนโยน เขามองนางด้วยสายตาราวกับกำลังมองสมบัติ
มู่เสวี่ยหลิน “...” จู่ๆนางก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี
อาจารย์หลินมองนางไม่นานก็หันไปให้ความสนใจสวีหลิงเหยียนต่อ ในฐานะลูกศิษย์ของเขา สวีหลิงเหยียนก็ไม่ทำให้เขาผิดหวังจริงๆ กระต่ายน้อยประสบความสำเร็จในการเขียนยันต์ระดับเทพออกมาได้
“ไม่เลวเลย ต่อไปก็รักษาระดับนี้เอาไว้ล่ะ”
“ขอรับท่านอาจารย์”
“อื้ม”
อาจารย์หลินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะเดินไปดูจี้จื่อฮวนที่กำลังเล่นกับยันต์สายฟ้าระดับสาม
“เ้าเองก็นับว่ามีพร์ไม่น้อย”
“เมื่อเทียบกับศิษย์พี่ห้าและศิษย์น้องหญิงเล็กแล้ว ศิษย์นับว่ายังอ่อนด้อย” จี้จื่อฮวนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่มีความผันผวนในอารมณ์
เพราะเขานั้นไม่ใช่ผู้ฝึกฝนยันต์แต่เป็นักหลอมอาวุธ ดังนั้นเขาจึงรู้ตัวดีว่าตนเองเก่งด้านไหนที่สุด
“นั้นสินะเมื่อเทียบกับสองคนนั้นแล้วเ้าก็ไม่นับว่าเก่งจริงๆ แต่..เ้าอย่าลืมเสียล่ะว่าเมื่อเทียบกับศิษย์ทั่วไปแล้วเ้าก็ยังถือว่าเหนือชั้นกว่ามาก” อาจารย์หลินเอ่ยให้กำลังใจจี้จื่อฮวนก่อน จากนั้นก็เดินไปเก็บตำราแล้วบอกเลิกชั้นเรียน
“ศิษย์พี่แปดที่นี่มีศิษย์ทั่วไปด้วยหรือ”
มู่เสวี่ยหลินเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะนางอยู่ที่นี่มาก็เกือบครึ่งปีแล้วแต่ก็ไม่เคยพบใครอื่นเลยนอกจากพวกศิษย์พี่และอาจารย์
“แน่นอนว่ามี แต่พวกเขาส่วนใหญ่อาศัยอยู่ที่สำนักนอกน่ะ”
“สำนักนอก?”
“เป็สำนักที่ตั้งอยู่ในเมืองอสูรซึ่งใช้เป็สถานที่ที่ลูกศิษย์ส่วนใหญ่อยู่ ส่วนที่นี่คือสำนักใหญ่ซึ่งมีไว้ให้เฉพาะศิษย์สายตรง”
สวีหลิงเหยียนอธิบายพลางใช้อุ้งเท้าหยิบยันต์ที่มู่เสวี่ยหลินเขียนมาดูแล้วพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
“สำนักใหญ่ที่นี่นะหรือ?”
“ศิษย์เ้ามองว่ามันมีบ้านเรือนไม่มาก แต่ความจริงแล้วที่นี่นั้นกว้างมากกว่าที่เ้าคิดนะ”
“โอ้...”
“ศิษย์พี่ห้าท่านไม่เคยพาศิษย์น้องหญิงเล็กไปเที่ยวชมสำนักหรือ”
“ยังไม่มีเวลาน่ะ”
“เป็เช่นนี้เอง”
จี้จื่อฮวนพยักหน้าหงึกๆ จากนั้นก็ก้มลงอ่านตำราต่อ สวีหลิงเหยียนที่กำลังตรวจยันต์ก็มองมู่เสวี่ยหลินด้วยความสงสัย
“ศิษย์น้องเ้าไม่อยากไปดูบ้างหรือ”
“หืม? ข้าไปได้หรือเ้าคะ”
“แน่นอนสิ”
“งั้นหรือแต่ว่าข้าคงไม่ว่าง”
เมื่อนึกถึงไก่น้อยที่เอาแต่ร้องะโบอกให้นางฝึกปรุงยาทุกชั่วยามแล้ว มู่เสวี่ยหลินก็รู้สึกปวดหัว ตอนนี้ดีเลยไม่เพียงแต่ปรุงยาเ้าไก่น้อยยังมาเพิ่มตารางฝึกเขียนยันต์ให้นางอีก
“ศิษย์น้องไม่สู้เ้าเลือกฝึกแค่อย่างเดียวไม่ดีกว่าหรือ” สวีหลิงเหยียนเอ่ยแนะนำท้ายที่สุดแล้วรากิญญาของนางก็เหมาะกับการปรุงยามาก
“อื้อ..แต่ว่าศิษย์พี่ท่านก็รู้อยู่ว่ามันเป็ไปไม่ได้”
“...”
สวีหลิงเหยียนที่ได้ฟังก็นึกขึ้นได้ว่าสำนักของพวกเขามันไม่เหมือนชาวบ้านที่เน้นฝึกด้านใดด้านนึง ด้วยความที่ศิษย์ในสำนักส่วนใหญ่เป็สัตว์วิเศษดังนั้นการฝึกฝนของพวกเขาจึงต่างจากมนุษย์
สัตว์วิเศษไม่ได้ยึดติดกับรากิญญา พวกเขาสามารถฝึกฝนได้ทุกวิชาที่มนุษย์เรียน เพียงแค่ว่าจะเรียนเพียงเล็กน้อยแล้วไปเน้นด้านที่เหมาะกับตนเอง นอกจากนี้ก็ยังต้องคอยมั่นฝึกฝนวิชาประจำตระกูลของตนเอง เลยทำให้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ใช้วิชาที่เรียนมาสักเท่าไหร่
สวีหลิงเหยียนเกิดในเผ่าหมาป่าจันทรา แต่ทว่าแม่ของเขาเป็เผ่ากระต่าย ดังนั้นเขาจึงเป็กระต่ายกลายพันธุ์ที่เรียกว่ากระต่ายแห่งฝัน ซึ่งเป็หนึ่งในเผ่าสัตว์เทพที่สูญหายเนื่องจากาในอดีต พลังของเขาคือการควบคุมความฝัน
ดังนั้นต่อให้เขาจะเก่งเื่ยันต์แค่ไหนก็ไม่อาจเทียบเท่ากับพลังของสายเืที่สามารถสังหารคนได้ภายในชั่วพริบตา เหตุผลที่เขาเลือกเป็ผู้ฝึกฝนยันต์นั้นก็มีไว้เพื่อชดเชยข้อบกพร่องของร่างกาย
ส่วนจี้จื่อฮวนเป็กวางดาว พลังของเขาคือการทำนาย ซึ่งเ้าตัวก็พร์ด้านนี้ไม่มากเท่าการหลอมอาวุธ ดังนั้นเขาจึงมุ่งเน้นไปที่การหลอมอาวุธมากกว่าฝึกทำนาย
เรียกได้ว่าศิษย์สายตรงแต่ละคนนั้นก็ล้วนแต่มีจุดเด่นที่ต่างกันไป ในบรรดานั้นมีเพียงสี่คนที่ไม่เหมือนชาวบ้าน ไม่สิตอนนี้เป็ห้าคนแล้ว มู่เสวี่ยหลินที่ยังไม่รู้ตัวว่าตนเองนั้นก็เหมือนกับศิษย์คนอื่นๆของที่นี่ นางยังคงคิดว่าเหตุใดนางถึงได้เข้ามาเป็ศิษย์สายตรงแทนที่จะเป็ศิษย์สำนักนอกก่อน
“ศิษย์พี่ห้า”
“มีอันใดงั้นรึ”
“ท่านช่วยยันต์อันนี้หน่อยได้หรือไม่” เด็กสาวหยิบยันต์ที่ตนเขียนเมื่อคืนออกมา
“อันนี้หรือ”
“ใช่”
“อื้ม”
สวีหลิงเหยียนหยิบยันต์ขึ้นมามองด้วยความสงสัย เพราะเขาไม่เคยเห็นมาก่อน จะบอกว่าเป็ยันต์โบราณก็ไม่น่าใช่เพราะเขาจำได้ไม่มียันต์แบบนี้ในตำรา ดังนั้นเขาจึงค่อยอยากรู้ว่าผลของมันจะเป็อย่างไร
เขาป้อนพลังลงในยันต์จากนั้นก็แปะเข้ากับร่างของตนเอง ทันทีที่ยันต์ติดเขากับตัวร่างของสวีหลิงเหยียนก็ขยายใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น จนอัดแน่นไปทั้งห้อง โต๊ะในห้องเรียนถูกผลักไปกองกันอยู่มุมห้อง ผนังห้องเรียนเริ่มมีรอยร้าว
สวีหลิงเหยียน “...”
“ว้าวได้ผลจริงๆด้วย”
มู่เสวี่หลินร้องะโออกมาอย่างตื่นเต้น เมื่อคืนนี้นางโดนห้ามเล่นยันต์ะเิ ดังนั้นนางเลยคิดที่จะสร้างยันต์แบบใหม่ขึ้นมา สาเหตุที่นางคิดเช่นนี้ก็มาจากความหมายของอักขระ
ยันต์คือการเอาอักขระหลายๆตัวมารวมกันแล้วสร้างขึ้นมาเป็อักขระตัวใหม่ มู่เสวี่ยหลินผู้ซึ่งเคยทำงานเป็นักโบราณคดีจึงค่อนข้างคุ้นเคยกับอักษรโบราณ ดังนั้นนางจึงหยิบเอาอักขระหลายๆตัวมาสร้างเป็ยันต์แบบใหม่
ตอนแรกนางก็อะไรง่ายๆอย่างพวกยันต์แปลภาษา ยันต์รดน้ำ ซึ่งพอมู่เสวี่ยหลินเห็นว่ายันต์มันออกมาดี นางก็เกิดไอเดียใหม่ๆขึ้น บังเอิญว่ามี่หนึ่งที่นางติดอนิเมะเื่แมวสีฟ้า เหตุผลหลักๆเลยคือนางชอบของวิเศษในเื่
ดังนั้นนางจึงลองสร้างยันต์ตามของวิเศษในเื่ ยันต์ที่ให้สวีหลิงเหยียนลองคือยันต์ขยายร่างกาย นอกจากขยายร่างแล้วนางยังยันต์ย่อส่วน ยันต์แปลงกายและยันต์ย้อนอายุ
“ศิษย์พี่ห้าท่านเป็เช่นไรบ้าง”จี้จื่อฮวนเงยหน้ามองสวีหลิงเหยียนด้วยความกังวล
“ข้าไม่เป็ไร” แค่ขยับตัวลำบาก สวีหลิงเหยียนคิดในใจเขาไม่กล้าขยับตัวเพราะกลัวห้องเรียนจะแตกเป็เสี่ยงๆ
แถม
มู่เสวี่ยหลิน: ต่อไปใช้อะไรดีนะ//เลือกยันต์
สวีหลิงเหยียน: ศิษย์น้องเล่นอะไรอีกเนี้ย//ขยับตัว
จี้จื่อฮวน: ศิษย์พี่ห้า..ท่านอย่าขยับตัวจะได้ไหม//โดนเบียดติดกำแพง
ในตอนนี้ยัยน้องมีความเป็โอตาคุนิดหน่อย ตรงใช้วาดยันต์ให้มีความสามารถเหมือนกับของวิเศษของโดเรมอน ซึ่งมันทำให้เห็นว่าจริงๆแล้วน้องก็เป็เด็กน้อยคนนึง ดังนั้นคงไม่แปลกที่น้องจะซนไปบ้างใช่ไหม?
สวีหลิงเหยียน: ศิษย์น้องเลิกดูดข้าได้แล้ว//ผลักหน้าออก
มู่เสวี่ยหลิน: ศิษย์พี่ข้าขอกอดอีกสักพักไม่ได้หรือ//เอาหน้าถูท้องกระต่าย
สวีหลิงเหยียน: ไม่...ข้าไม่บริสุทธิ์อีกแล้ว..
ปล.ถ้าชอบก็อย่าลืมกดใจหรือคอมเม้นท์ให้กำลังใจไรท์ด้วยนะคะ^^