“ข้าเดินแบบนี้ เ้าต้องคลานเข้ามาช้าๆ”
ตึง..ตึง..ตึง..เสียงเคาะพื้นดังขึ้นสามครั้งจากขันทีผู้ช่วย ช้าแต่หนักแน่น เด็กๆ หันมองหน้ากันไปมาไม่รู้ว่าต้องเริ่มยังไง แต่พอมีคนหนึ่งเริ่มออกตัวคลานไปข้างหน้าพวกเขาก็ทำตาม
เหอซือหานคลานแบบแมวตะครุบหนูเข้าไป เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองในเวลานี้คลานเร็วเกินไปหรือว่ากำลังคลานช้ากันแน่เพราะยังไม่เข้าใจสักนิดว่าคลานตามเสียงนั้นต้องนับจากจังหวะของข้อมือหรือเข่า? แต่จู่ๆ เสียงเคาะก็เปลี่ยนเป็เสียง ติ้ง ติง ติ่ง ติง คล้ายเสียงเครื่องดนตรีที่กำลังบรรเลงอย่างสนุกสนาน
“โอ้ย!! ตีนใครวะ เหยียบหัวข้า!”
“เ้าคลานทับก้นข้าแล้ว!”
“บ้าแล้ว!! อย่าขวางข้าสิ หันไปทางอื่น!”
พริบตาเดียว ลานฝึกก็กลายเป็สนามรบของการคลานที่ไร้แบบแผนของเด็กๆ ขึ้นมาในทันใด
ซุนไห่พ่นลมหายใจ ส่งเสียงตวาดหงุดหงิดดังก้องทะลุฟ้า “เ้าพวกบ้า!! สรุปแล้วพวกเ้าเป็ขันทีหรือเป็ฝูงเป็ดกันแน่!! ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!!”
เด็กชายทั้งหมดรีบลุกขึ้นมานั่งหลังตรง รอฟังการตัดสินบททดสอบที่สองอย่างใจจดใจจ่อ
“จากนี้ต่อไปห้ามผู้ใดเดินโดยเด็ดขาด พวกเ้าต้องคลาน!! คลานจนกว่าพวกเ้าจะไม่เหยียบกันตาย!!”
เด็กๆ ไม่ได้แสดงสีหน้าหวาดกลัวกับคำสั่งใหม่เลยสักนิด แต่กลับโล่งอกและหายใจได้คล่องปอดกว่าเดิมด้วยซ้ำ!! จากคราวแรกที่ได้หัวเราะไปพร้อมกัน คราวนี้ซุนไห่ก็ยังปล่อยพวกเขาไปง่ายๆ โดยไม่มีการทำร้ายร่างกาย ทำให้เด็กๆ เริ่มวางใจแล้วว่าคนผู้นี้ไม่ได้ดุร้ายเหมือนอย่างที่เขากำลังแสร้งทำอยู่
“คลานบนพื้นหินเนี่ยนะ! แผลส่วนนั้นยังไม่ทันหายดี พวกเราก็จะมีแผลใหม่ที่หัวเขากันอีกแล้วกระมัง” อาเฟยประท้วงเสียงเบา
“อย่าโง่ไปหน่อยเลยอาเฟย” หลี่เอินกล่าวพลางล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากอกเสื้อช้าๆ
“เสียดายข้ามีผ้าเช็ดหน้าแค่ผืนเดียว..พันผ้าไว้ที่เข่าสลับกันไปทีละข้างก็แล้วกัน มันน่าจะช่วยได้บ้างล่ะ”
หลี่เอินไม่ได้พูดเปล่าเขารีบจัดแจงพันผ้าเช็ดหน้าไว้ที่เข่าข้างหนึ่ง เสี่ยวผิงเห็นอย่างนั้นก็ทำตามบ้าง แต่อาเฟยกับเหอซือหานกับนั่งตัวแข็งทื่อไม่กล้าเอ่ยปาก
เสี่ยวผิงรู้สึกเย็นวาบไปทั่วแผ่นหลังเมื่อเห็นสายตาของสหายทั้งสองที่มองนิ่งไปทางด้านหลังของเขากับหลี่เอิน
เงาสีดำของซุนไห่พาดทับร่างเล็กของเสี่ยวผิงก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้นพักใหญ่
หลี่เอินหลับตาปี๋ เสี่ยวผิงพึมพำคำว่าลาก่อนออกมา..
เหอซือหานเห็นซุนไห่หยุดมองการกระทำของหลี่เอินกับเสี่ยวผิงเพียงครู่เดียว แล้วเขาก็เดินจากไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คล้อยหลังซุนไห่ไปแล้วเขาจึงกล่าว “ขอเพียงเราทำตามคำสั่งได้ ไม่ว่าวิธีการไหนก็สามารถทำได้ใช่หรือไม่”
สามสหายที่เหลือพยักหน้าพร้อมกัน
แววตาของเหอซือหานส่องประกายเจิดจ้า ที่แท้กฎระเบียบก็ไม่ได้บีบบังคับพวกเขาจนเกินไปนัก ในสถานที่แห่งนี้ดูเหมือนว่าเป้าหมายจะสำคัญกว่าวิธีการ ขอเพียงทำสำเร็จเท่านั้นพวกเขาก็มีทางรอด!!
“บททดสอบสุดท้าย..” ซุนไห่ะโอีกครั้ง ใบหน้าประดับยิ้มเ้าเล่ห์
“กลั้นหัวเราะให้ได้!!"
ขันทีฝึกหัดทุกคนเผยแววตาสนุกสนานขึ้นมาทันใด พวกเขาเห็นขันทีรุ่นพี่อีกคนหนึ่งที่ชื่อ “อาฮุย” เขามีรูปร่างท้วม ผิวขาวสะอาดใสราวกับผิวทารก ดวงตาเล็กหยีโค้งเป็รูปพระจันทร์กำลังเดินยิ้มแฉ่งก้าวขึ้นมาบนเวทีอย่างช้าๆ
“อาฮุยมีพร์พิเศษคือ เขาเปลี่ยนใบหน้าของตนเองได้เหมือนกับผักทุกชนิด!”
แค่คำแนะนำความสามารถพิเศษของอาฮุยก็ทำให้เด็กๆ กลั้นขำเอาไว้เกือบไม่อยู่ ไม่เว้นแม้แต่เหอซือหานที่มักจะมีสีหน้านิ่งเฉยอยู่เกือบตลอดเวลา
แต่เมื่ออาฮุยเริ่มเปลี่ยนหน้าตนเองเป็ผักกาดขาว (หน้าบื้อและซีด) ไปถึงหน้าหัวไชเท้าใ (ตาโต อ้าปากหวอ) และสุดท้ายคือหน้าบวบขมอมทุกข์ (เหมือนคนโดนบีบคอ) เด็กฝึกหัดกว่าครึ่งก็ะเิหัวเราะออกมาทันทีโดยไม่คิดจะกลั้นเอาไว้
เหอซือหานขบริมฝีปากเอาไว้แน่นจนเืซึม ดวงตาทั้งสองข้างเอ่อคลอไปด้วยน้ำตาอย่างกล้ำกลืน
ไม่ใช่เพราะอาฮุยไม่ตลกหรือตลกเกินไป…แต่เขากลัวว่าหัวเราะแล้วแผลจะฉีกต่างหาก!!
สามบททดสอบผ่านพ้นลงไปภายในวันเดียว ขันทีใหม่หลายคนที่คราวแรกคิดว่าตนจะถูกส่งตัวกลับบ้านจริงๆ อย่างที่ซุนไห่กล่าวต่างต้องพากันผิดหวัง เพราะเวลานี้พวกเขายังคงต้องกุมเป้าคลานเรียงแถวกลับไปที่เรือนพักกันตามเดิม
บางคนเริ่มร้องไห้ออกมาด้วยความท้อแท้ คิดถึงบ้าน พวกเขาทั้งปวดเอว เจ็บเข่าและเนื้อบริเวณส่วนนั้นก็ยังเต้นหนึบๆ อยู่ แต่ซุนไห่ยังคงเดินตามอยู่ด้านหลังไม่ห่างทำให้พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะเปล่งเสียงดังลอดออกมา
“เหอซือหาน..ข้าดูออก เ้าไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้ง่ายๆ ใช่หรือไม่?” ซุนไห่เดินมาด้านหลังเหอซือหาน เอ่ยถามเด็กชายด้วยความรู้สึกถูกชะตา
เด็กชายก้มหน้ายิ้มเจื่อน “ข้าต้องหาเงิน ถ้ายังไม่มีเงินก็ยังตายไม่ได้หรอกขอรับ”
ซุนไห่นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ
“จริงสินะ ถ้าคนเรามีความหวังอะไรสักอย่าง ก็จะมีแรงผลักดันให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้เอง”
เด็กชายเอียงคอขึ้นมองไปที่คนตัวโตกว่า รู้สึกเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ยังอธิบายไม่ถูก เขาทำได้เพียงจดจำคำสอนของซุนไห่เอาไว้ในใจ
……….
หลังจากผ่านบททดสอบและการฝึกฝนอันหนักหน่วงมาระยะหนึ่งแล้ว เหอซือหานก็ได้กลายเป็หนึ่งในข้ารับใช้องค์จักรพรรดิ ณ วังหลวงอันยิ่งใหญ่ที่เป็ดังโลกอีกใบหนึ่งของเด็กชายจากหมู่บ้านชนบทอันแร้นแค้น
ชีวิตประจำวันของเขาเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงั้แ่เสื้อผ้าที่สะอาดหอมกรุ่น กลิ่นข้าวใหม่ในถ้วยไม้ฝีมือประณีตไปจนถึงเสียงของขันทีาุโที่ะโสั่งขันทีใหม่ด้วยคำพูดสั้นๆ แต่บาดลึกประดุจคมมีด
“ไอ้เด็กหน้าใหม่! ถ้ายังเช็ดพื้นไม่สะอาด ข้าจะให้เ้าไปขัดโถส้วมของพระสนม!”
แน่นอนว่าคนที่ถูกะโใส่หน้าอยู่ในเวลานี้คือเหอซือหาน!
เขาก้มหน้ายอมรับอย่างเงียบๆ สองมือก็ยังคงถูพื้นหินอ่อนลื่นเป็เงาอย่างขยันขันแข็ง ทั้งที่ในใจอยากจะเงยหน้าขึ้นไปเถียงสักสองสามประโยค
แต่เขาก็ได้แต่คิด เพราะรู้ดีว่าคำพูดของขันทีาุโคือคำสั่งจาก์!! ยิ่งเขาพูดมากขึ้นเท่าใด์ก็จะสาปให้เขาต้องขัดพื้นมากขึ้นเท่านั้น!!
โชคยังดีที่เหอซือหานไม่ได้โดดเดี่ยวเพียงลำพัง..วันนี้เขาถูกส่งตัวมาทำงานที่ตำหนักทิศใต้พร้อมกับเสี่ยวผิง สหายหน้ากลมปากแหลมที่ช่างพูดช่างจินตนาการอย่างล้นเหลือ
“ข้าได้ยินมาว่าพระตำหนักด้านตะวันออกมีิญญาของพระสนมท้องแก่สิงอยู่” เสี่ยวผิงกระซิบระหว่างที่พวกเขากำลังขัดพื้นบริเวณโถงทางเดิน
“เ้าอย่ามาพูดจาเหลวไหล!” เหอซือหานดุกลับเบาๆ
“ถ้าถูกจับได้ว่าเล่าเื่ผีในเขตพระราชวังเ้าอาจจะไม่ได้ขัดแค่พื้น แต่อาจจะพูกส่งไปเฝ้าประตูส้วมทั้งวันทั้งคืนก็เป็ได้นะ”
เสี่ยวผิงหัวเราะแหะๆ แล้วลดเสียงลง แต่ยังไม่วายพูดต่อ “ข้าแค่หวังจะได้เจอิญญาพระสนมที่ตำหนักตะวันออกสักครั้ง แล้วข้าจะได้ถามนางว่า เ้าตัวเล็กของพวกเราถูกเก็บไว้ที่ใดไงเล่า!!”
ประโยคนั้นทำให้เหอซือหานหลุดหัวเราะออกมาทั้งที่พยายามกลั้นเอาไว้เต็มที่แล้ว เื่"เ้าตัวเล็ก" คือเื่ที่ขันทีใหม่อย่างพวกเขาไม่อาจไม่คิดถึงมัน เพราะมันไม่ใช่เพียงแค่ชิ้นส่วนหนึ่งที่หายไป แต่มันคือสิ่งที่เป็ดั่งตัวแทนของพวกเขาในอดีต
“เ้าเคยคิดไหม” เหอซือหานถามกลับเสียงเบา
“หากพวกเราทำงานหนัก ซื่อสัตย์ วันหนึ่งก็อาจจะได้เป็ขันทีระดับสูงที่มีเงินเยอะ มีบ้าน มีผ้าไหมสวม มีน้ำขิงร้อนๆ จิบทุกเช้า..”
“แล้วยังไงต่อ!?” เสี่ยวผิงถามตาโต
“แล้วเราก็จะมีเงินไปไถ่ตัวเ้าตัวเล็กของพวกเรากลับคืนมาอย่างไรเล่าเ้าโง่!”
เสี่ยวผิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปตบบ่าสหาย “เ้าเชื่อจริงๆ หรือว่าพวกเขาจะเก็บเ้าตัวเล็กไว้ให้พวกเราไปไถ่ออกมาได้?”
“ก็คนเขาพูดกันอย่างนั้น..” เหอซือหานตอบกลับอย่างไม่มั่นใจ
่ที่พวกเขาได้รับการอบรมสั่งสอนอยู่กับซุนไห่ เสี่ยวผิงก็เล่าเื่เ้าตัวเล็กถูกดองเอาไว้ในโอ่งออกไปเป็ตุเป็ตะ
ภายหลังก็มีคนอื่นๆ เริ่มให้ข่าวของเ้าตัวเล็กออกมาอีกมากมาย และหนึ่งในนั้นก็คือมีคนเชื่อว่าขันทีทุกคนสามารถนำเงินไปไถ่เ้าตัวเล็กได้
แต่ไถ่จากใคร ใช้เงินเท่าใด ก็ยังไม่มีใครตอบได้ เื่ไหนเป็เื่ที่กุขึ้นมาเหมือนอย่างที่เสี่ยวผิงทำ หรือข่าวทางไหนมีมูลความจริงบ้างก็ไม่มีผู้ใดรู้แน่ชัด