เสี่ยวเอ้อร์พาเด็กหญิงเดินลงมาจากชั้นสาม เดินเข้าไปในห้องครัวส่วนตัวที่แยกจากครัวใหญ่ ห้องครัวนี้เป็ครัวเล็กส่วนตัวสำหรับทำอาหารให้เ้าของภัตตาคารโดยเฉพาะ วัตถุดิบทั้งหลายวางเรียงรายเตรียมพร้อมใช้งาน เฟยเจินมองรอบๆ ด้วยดวงตาเป็ประกาย หากเป็ไปได้ เธอก็อยากมีครัวส่วนตัวแบบนี้บ้าง
“หาก้าวัตถุดิบอันใด โปรดบอกข้าน้อยนะขอรับคุณหนู” เสี่ยวเอ้อร์โค้งตัวด้วยความเคารพ
“เ้าค่ะ พี่ชายไปรอด้านนอกเถิด” เมื่อเฟยเจินเห็นเสี่ยวเอ้อร์เดินออกไปแล้ว เธอก็เตรียมตัวลงมือทำอาหารทันที โดยเธอคิดว่าจะทำเมนูง่ายๆ อย่างข้าวผัดเห็ดทรัฟเฟิล เพราะเห็ดทรัฟเฟิลนั้นจะโดนความร้อนมากไม่ได้ มันจะทำให้เสียสรรพคุณของตัวมันเอง
เฟยเจินทำการหุงข้าวก่อน ตอนนี้เธอคล่องแคล่วเป็อย่างมาก เพราะในทุกๆ วันเธอได้ฝึกฝนการหุงหรือการจุดฟืน เติมฟืน กลบฟืน ทุกขั้นตอนระหว่างในการทำอาหารให้ครอบครัวกิน
เมื่อหุงข้าวเสร็จเรียบร้อย เธอก็เริ่มทำขั้นตอนต่อไปทันที โดยตั้งกระทะให้ร้อนด้วยน้ำมัน นำไข่มาตอกใส่ชาม 2 ฟอง ตีไข่แล้วเทในลักษณะวงกลมเพื่อทำเป็ไข่เจียวให้ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ พลิกกลับด้านให้สุก เมื่อสุกแล้วก็ดันไปด้านหนึ่งของกระทะและให้น้ำมันออก ต่อมาให้น้ำมันอยู่กลางกระทะ ลดความร้อนลง นำปลากะตักที่วางอยู่ในครัวมาผัด จากนั้นใส่ข้าวลงไปผัด ตามด้วยกุ้งและเนื้อปูที่เห็นวางอยู่ในครัวเช่นกัน จนเมื่อทุกอย่างเสร็จดีแล้ว ก็พลิกไข่เจียวกลับเข้าไปสับและคลุกเคล้าให้เข้ากันในข้าวผัด
ระหว่างทำเธอก็สงสัยว่าทำไมถึงมีสัตว์ทะเลมากมายในครัวนี้ คงไม่เป็อะไรใช่หรือไม่หากเธอนำมาใช้เล็กน้อย…
ต่อมาปรุงด้วยเกลือและหูเจียว (พริกไทย) แบบขวดสำเร็จรูปที่เธอเห็นมันวางอยู่บนชั้นวาง เธอคงต้องไปลองถามดูแล้วว่าซื้อมาจากไหน หากเธอเดาไม่ผิด มันน่าจะมาจากพ่อค้าต่างถิ่นแน่ๆ ก่อนที่จะทำเสร็จ เธอก็ใส่ชง (ต้นหอม) ลงไปผัดให้เข้ากัน พอขึ้นจาน ก็โรยด้วยเห็ดทรัฟเฟิลสดที่หั่นไว้แล้วผสมให้เข้ากันกับข้าวผัดเป็การปิดท้าย
เฟยเจินมองข้าวผัดเห็ดทรัฟเฟิลด้วยความภูมิใจ เธอแอบสังเกตเห็นว่าในตอนที่เธอนำน้ำวิเศษมาใช้หุงข้าว มันทำให้ข้าวดูอวบอิ่มและน่ากินมากยิ่งขึ้น เธอแบ่งใส่จาน 3 จาน โดยจานของชายแก่ให้มีปริมาณเยอะสุด จากนั้นก็เรียกเสี่ยวเอ้อร์ให้มาช่วยยกขึ้นไปชั้นสามด้วยกัน
“ไอหยา กลิ่นหอมจริงๆ” เมื่อก้าวเท้าเข้ามาในห้องได้เพียงก้าวหนึ่งเท่านั้น ชายแก่ก็สูดกลิ่นหอมที่ลอยมาพร้อมน้ำลายสออย่างอดใจไม่ไหว
“เร็วๆ รีบนำมาให้ชายแก่ผู้นี้ได้ลิ้มลอง” เขาเร่งเสี่ยวเอ้อร์ที่เดินชักช้า แถมเอาแต่มองจานอาหารไม่วางตา คิดจะแย่งอาหารของเขาหรืออย่างไรกัน
เมื่อจานทั้งสามถูกยกขึ้นโต๊ะเรียบร้อยแล้ว ชายแก่ก็รีบกินเหมือนจะมีใครมาแย่งอย่างไรอย่างนั้น เฟยเทียนหันไปมองน้องสาวที่กำลังยิ้มน้อยๆ ข้างๆ ตน ก่อนจะลองชิมอาหารฝีมือนางดูบ้าง เขาก็ยังไม่เคยกินอาหารนี้เช่นกัน ควันร้อนๆ และกลิ่นที่หอมหวนนี้ มันช่างดึงดูดเสียจริง
“อืมมม… รสชาติดี กลมกล่อม เห็ดซ่งหลู่สดใหม่เป็อย่างมาก” ชายแก่ลูบท้องเบาๆ หลังจากกินเสร็จ เขาเพิ่งรู้ว่าสามารถนำเห็ดซ่งหลู่มาใส่แบบนี้ได้เช่นกัน ปกติพ่อครัวจะนำมาหั่นดิบให้กินเหมือนผักสดเท่านั้น ที่เขาได้มีโอกาสกินเห็ดซ่งหลู่นั้น เป็เพราะครอบครัวเขาทำธุรกิจภัตตาคารขนาดใหญ่ และมีสาขาย่อยไปหลายแคว้นทีเดียว และหนึ่งในแคว้นที่ขยายไปก็มีแคว้นเล็กๆ อย่างแคว้นจู ที่ในปีหนึ่งจะมีการนำเห็ดซ่งหลู่มาบรรณาการที่แคว้นจินแห่งนี้ ใน่คิมหันตฤดู
อย่างไรก็ตามชายแก่พึงพอใจกับอาหารมื้อนี้อย่างมาก เขามองเด็กชายที่กินด้วยความเร็วไม่มากนัก และเด็กหญิงที่ค่อยๆ กินจนหมดในที่สุด ความจริง เขาหวังอยากกินอีกสักจาน เพราะรู้สึกว่าอาหารที่แม่หนูทำไม่เหมือนพ่อครัวที่ภัตตาคารทำเลย มันมีเอกลักษณ์มากกว่าและหลังจากกินเขายังรู้สึกเหมือนร่างกายดีขึ้นเล็กน้อย ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ แต่เขาก็รู้ดีว่าแม่หนูทำมาแค่สามจานเท่านั้น ชายแก่ถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความเสียดาย
“ไม่รู้ว่าวันหลังชายแก่คนนี้จะมีโอกาสได้ลิ้มลองอาหารมื้ออื่นๆ ของแม่หนูอีกหรือไม่” ชายแก่พูดขึ้นมาอย่างเป็ธรรมชาติพร้อมรอยยิ้มเบาบางหลังจากเด็กทั้งสองกินเสร็จ
“แน่นอนเ้าค่ะ ท่านปู่เซียว หากท่านปู่จะรับซื้อเห็ดซ่งหลู่ของข้าต่อไป” เฟยเจินส่งยิ้มหวานกลับไป ชายแก่กระตุกมุมปากเบาๆ หลังจากได้รับรู้ความคิดของนาง
“ได้ เ้ามีเท่าใด ข้าจะรับซื้อหมดเลยแม่หนู ในวันหน้าหากเ้ามาขายก็ให้บอกชื่อข้าไป หากมีใครกล้าไล่พวกเ้าออกไปอีก ข้าจะจัดการให้”
ชายแก่เรียกเสี่ยวเอ้อร์ให้เข้ามา และบอกให้ไปตามผู้จัดการร้านมา ใช้เวลาไม่นาน ชายวัยกลางคนท่าทางทะมัดทะแมงก็เข้ามาด้วยความเร่งรีบ
“มีอันใดให้ข้าน้อยรับใช้หรือขอรับนายท่านเซียว” พูดจบก็เช็ดเหงื่อที่ซึมตามใบหน้า
“เ้าจดจำเด็กสองคนนี้ไว้ หากมาขายอันใดอีกก็ให้รับซื้อไว้ทั้งหมดในฐานะแขกพิเศษของข้า” ชายแก่พูดพร้อมจ้องผู้จัดการร้าน
ชายวัยกลางคนหันไปมองเด็กๆ ที่นายท่านของเขาพูดถึง และรู้สึกสับสนในใจ นายท่านขึ้นสถานะให้เป็แขกพิเศษเชียว หากเด็กๆ เหล่านี้มาอีก คงต้องสั่งพวกข้ารับใช้ให้ปฏิบัติด้วยความเคารพ ต้องห้ามเกิดข้อผิดพลาดอันใดเด็ดขาด
“ทราบแล้วขอรับนายท่าน มีอันใดให้ข้ารับใช้อีกหรือไม่ขอรับ พอดีตอนนี้ชั้นล่างกำลังเกิดเื่วุ่นวายขึ้น…” ในตอนท้ายเสียงของเขาก็เริ่มสั่นเล็กน้อย นายท่านจะคิดว่าเขาทำหน้าที่บกพร่องหรือไม่ จะถูกไล่ออกหรือไม่
“ถ้าอย่างนั้นเ้ารีบไปจัดการเถิด อย่าให้เป็เื่ใหญ่” ชายแก่พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะโบกมือไล่ผู้จัดการให้รีบไป
ก่อนจะจากลากัน ชายแก่ก็ให้เสี่ยวเอ้อร์ไปนำเงินที่ควรให้เด็กหญิงนำไปให้นาง
“หากมีโอกาสเราคงจะได้เจอกันอีกแม่หนู ข้าจะรอกินอาหารฝีมือเ้าอีก” ชายแก่โบกมือให้เด็กทั้งสองที่กำลังโค้งตัวทำความเคารพและเดินออกจากห้องไป
เสี่ยวเอ้อร์นำถุงกำมะหยี่สีแดงใบเล็กมอบให้เฟยเจิน ก่อนจะทำความเคารพและเดินจากไป เด็กหญิงและเด็กชายคนโตมองหน้ากันด้วยรอยยิ้ม พวกเขาไม่ได้มีความคิดจะเปิดดูในตอนนี้เลย เพราะรู้ว่าชายแก่คงไม่หลอกลวงพวกตนเป็แน่ สังเกตจากน้ำหนักถุงก็รู้แล้ว เฟยเจินนำถุงใบเล็กนี้ใส่เข้าไปในตะกร้า ทันใดที่เข้าไปนั้นมันก็หายวับเข้าไปอยู่ในมิติอีกทีหนึ่ง ทำให้ตอนนี้เธอถือเพียงแค่ตะกร้าที่ว่างเปล่าเท่านั้น
สองพี่น้องเดินลงมาชั้นล่างด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะถึงชั้นล่างสุด พวกเขาก็ได้ยินเสียงทะเลาะวุ่นวายของกลุ่มคน เมื่อเข้ามาใกล้เลยได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างชัดเจน
“เ้าคนชั้นต่ำ เ้าจะชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับชุดของคุณหนูข้าอย่างไร หึ” สาวใช้คนหนึ่งพูดด้วยเสียงอันแหลมดัง ข้างๆ นาง คือแม่นางน้อยที่แต่งตัวหรูหราที่ดูอายุราว 15 ปีคนหนึ่ง แต่หากมองใกล้ๆ จะเห็นว่าชุดกระโปรงส่วนล่างของนางเหมือนจะเปื้อนอาหารเล็กน้อย
“ขะ… ข้าน้อยผิดไปแล้วขอรับ โปรดอภัยให้ด้วยเถิด” ชายวัยกลางคนที่แต่งตัวเหมือนชาวบ้านทั่วไปคุกเข่าลงพร้อมร้องไห้อย่างน่าเวทนา ข้างๆ เขามีเด็กชายคนหนึ่งที่หน้าตามอมแมม เนื้อตัวสกปรก คล้ายไม่ได้อาบน้ำมาหลายวันติดต่อกัน ยืนนิ่งๆ อยู่อย่างนั้น
ตอนนี้ในใจชายวัยกลางคนนั้นกำลังโมโหเป็อย่างมาก แต่เขาต้องแกล้งทำตัวให้น่าสงสารไว้ก่อน เผื่อคุณหนูผู้นี้จะยอมปล่อยเขาไป หากไม่ใช่เพราะวันนี้เขาจะนำเ้าเด็กหน้าเหม็นคนนี้ไปขายได้เงินล่ะก็ เขาคงไม่ยอมเสียเงินมากินอาหารในภัตตาคารแน่ๆ และคงไม่เกิดเื่ขึ้น ใครจะไปรู้ว่ากำลังกินอาหารอย่างเพลิดเพลิน อยู่ๆ อาหารจะกระเด็นไปโดนชุดคุณหนูผู้นี้ได้ ต้องเป็ความผิดเ้าเด็กหน้าเหม็นนี่แน่ๆ
“หึ ทำอะไรให้คุณหนูของข้ารับรู้ถึงความจริงใจเสียสิ” สาวใช้นำมือขึ้นมากอดอกมองต่ำด้วยความดูแคลน เ้าคนชั้นต่ำพวกนี้ไม่มีเงินแล้วยังจะมากินที่ภัตตาคารนี้อีกหรือ
แม่นางน้อยที่ถูกเรียกว่าคุณหนูนั้นมิได้พูดอันใด ทำเพียงมองเหตุการณ์เงียบๆ ทางด้านพวกเฟยเจินก็ไม่คิดจะเข้าไปยุ่งกับเื่ของคนอื่น อย่าหาเื่ใส่ตัวจะดีกว่า พวกเขาเดินออกจากภัตตาคารไป จึงไม่เห็นเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป
“ปะ… เป็ความผิดเ้าเด็กหน้าเหม็นคนนี้ขอรับ ข้าจะลงโทษแทนคุณหนูเองขอรับ” ชายวัยกลางคนยกเท้าขึ้นมาถีบแรงๆ เข้าที่ท้องของเด็กชายตัวมอมแมมจนกระเด็นไปไกล ก่อนจะกระอักเืออกมาคำโต และสลบไปในที่สุด โดยที่ไม่มีเสียงร้องเลยแม้แต่น้อย
“หยุดเพียงเท่านี้เถิดขอรับ เดี๋ยวทางภัตตาคารจะออกค่าชุดแทนให้เองขอรับ” ผู้จัดการใเป็อย่างมากว่าเกิดเหตุการณ์เยี่ยงนี้ขึ้นที่นี่ได้อย่างไร เขาจึงต้องรีบหยุดเหตุการณ์เพียงเท่านี้ เพราะไม่งั้นเด็กน้อยอาจจะสิ้นใจได้
“ไอหยา ท่านผู้จัดการไม่ต้องออกค่าชุดให้คุณหนูข้าหรอกเ้าค่ะ ท่านช่วยพาคุณหนูข้าไปที่ห้องที่จองไว้ได้หรือไม่เ้าคะ ข้าจะรีบไปซื้อชุดใหม่มาให้คุณหนูข้า” สาวใช้รีบเปลี่ยนท่าที เมื่อได้ยินผู้จัดการพูดขึ้น นางต้องให้ความเคารพผู้จัดการผู้นี้ เพราะเขาเป็ผู้ดูแลใหญ่ในภัตตาคารเลื่องชื่อแห่งนี้นั่นเอง
ผู้จัดการร้านรีบพาคุณหนูผู้นั้นขึ้นไปบนชั้นสองทันที ส่วนสาวใช้ก็รีบออกจากภัตตาคารไป แต่ก่อนจะออก นางก็หันไปจ้องเขม็งที่ชายวัยกลางคนด้วยแววตาดุร้ายและทำเสียงหึ สะบัดหน้าเดินจากไป
เมื่อรับรู้ว่าตนรอดแล้ว ชายวัยกลางคนก็รีบลากตัวเด็กชายที่นอนหมดสติบนพื้นออกจากภัตตาคารตามหลังไป และรีบมุ่งหน้าไปที่โรงค้าทาสทันที แต่พอผู้จัดการโรงค้าข้าทาสเห็นสภาพของเด็กชาย เขาก็ส่ายหัวก่อนจะปฏิเสธ ไม่รับซื้อโดยให้เหตุผลว่าเด็กชายใกล้เสียชีวิตแล้ว ทำให้ชายวัยกลางคนโมโหเป็ฟืนเป็ไฟ เขาอุตส่าห์เจอเด็กชายคนนี้ระหว่างข้ามเมืองมายังเมืองนี้ เลยถือโอกาสรับไว้ เพราะจะได้ขายเอาเงินในภายหลัง สุดท้ายก็ไม่ได้ทั้งเงิน และยังเสียเงินค่าอาหารที่กินไม่นานนี้อีก เขาคิดอย่างคับแค้นใจ พลางลากเด็กชายไปทั่วถนน จนเดินมาหยุดอยู่ที่ตรอกร้างมืดแห่งหนึ่ง มองซ้าย มองขวาไม่เห็นผู้ใด จึงโยนเด็กชายเข้าไปในตรอก และรีบวิ่งหนีไปอีกทางหนึ่งในทันที
เด็กชายที่ถูกทิ้งอย่างไม่ไยดีนั้น รู้สึกถึงความเ็ปอันรุนแรงตรงท้องของเขา เขาไม่มีแรงแม้จะขยับ ในใจได้แต่คิดว่าหากตายคงจะดีกว่านี้หรือไม่ อย่างไรก็ไม่มีผู้ใด้าเขา ก่อนที่เขาจะรู้สึกสิ้นใจและตรอมใจตายนั้น ก็ได้มีมือๆ หนึ่งยื่นเข้ามาััเขา หลังจากนั้นเขาก็ไม่รับรู้อะไรอีกต่อไป…