ตกกลางคืน…
หนิงเยี่ยนลืมตามองดูดวงดาวผ่านรูที่รั่วบนหลังคา เธอสูดลมหายใจเข้าแล้วทอดถอนใจ บ้านหลังนี้ช่างมีฐานะยากจนเสียจริง หลังคาบ้านเป็รูราวกับนอนอยู่กลางแจ้ง เห็นทีพรุ่งนี้ต้องซ่อมแซมหลังคาเสียใหม่ ถ้าฝนตกขึ้นมาคงลำบาก เพราะร่างกายของเธอตอนนี้อ่อนแอยิ่งนัก กลัวว่าจะเป็ไข้หวัดได้ง่าย
ฟึบ ฟึบ ฟึบ....
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นมาจากนอกหน้าต่าง หนิงเยี่ยนลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว และจัดเสื้อผ้าด้วยความระมัดระวัง เธอลงจากเตียงอย่างช้า ๆ พลางหักขาโต๊ะถือไว้ในมือเพื่อใช้คุ้มครองตัวเอง
คนผู้นั้นเอียงตัวอยู่ที่หน้าประตู หนิงเยี่ยนมองเห็นใบมีดเล่มหนึ่งถูกสอดผ่านเข้ามา เพียงใบมีดปาดลงบนสลักประตู ประตูก็ถูกเปิดออกอย่างง่ายดาย
ปรากฏเป็ชายรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์คนหนึ่ง บนปีกจมูกมีไฝที่มีขนยาว เขายิ้มอย่างมีเลศนัย และผลักประตูสวนเข้ามา พลางจับจ้องไปยังหนิงเยี่ยนด้วยสายตาที่เย็นะเื
“แม่นางหนิงเยี่ยนยังไม่นอนเหรอจ๊ะ รอข้าอยู่ใช่ไหม?”
ชายบ้ากามผู้นี้ไม่ทันได้สังเกตเห็นถึงแววตาที่แสนจะอันตรายของหนิงเยี่ยนแม้แต่น้อย เขาถูฝ่ามือแล้วเดินเข้าไปในบ้าน
หนิงเยี่ยนมองคนตรงหน้า ชายขาเป๋อัปลักษณ์ ถ้าตามความทรงจำแล้วคงเป็ชายขาเป๋ที่แม่ตั้งใจจะยกเ้าของร่างเดิมให้
“ชายเป๋หยางเอ้อร์”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว ที่แท้แม่นางก็ยังโหยหาชายหนุ่มอยู่ใช่ไหม อายุยังน้อยก็มีลูกเสียแล้ว อย่าขัดขืนไปเลย เดี๋ยวพี่หยางจะทำให้เธอมีความสุขเอง”
ชายขาเป๋เอ่ย พลางเริ่มเอามือลูบ ๆ คลำ ๆ ตามร่างกายของเธอ
อากัปกิริยาช่างเลวทรามต่ำช้า หากเป็หญิงสมัยก่อน คงต้องร้องไห้ออกมาเพราะความอับอาย ทว่าหนิงเยี่ยนชักสายตา มือไม้ควบคุมไม่อยู่ เธอโบกท่อนไม้ในมือขึ้นมาแล้วฟาดลงไปที่ท้ายทอยของเ้าเป๋หยางเอ้อร์ ทำเอาตาขาวของเขาเหลือกและเซล้มลงไปกองกับพื้น
หนิงเยี่ยนสูดหายใจเข้าลึก ๆ เฮือกหนึ่ง เธอก้มมองเสื้อผ้าที่ชายขาเป๋สวมใส่ ดวงตาของเธอเป็ประกาย แล้วจึงลงมือถอดเสื้อนอกและดึงกางเกงของชายขาเป๋ออกมา
หนิงเยี่ยน มองชายขาเป๋หยางเอ้อร์แวบหนึ่ง ฉับพลันแววตาก็แสดงความรังเกียจมากขึ้นกว่าเดิม ซี่โครงหมูที่ตลาดยังมีเนื้อมากกว่าเ้านี่เสียอีก ตัวแค่นี้ยังกล้ามาบุกรุกบ้านคนอื่น ไม่กลัวตายหรือยังไงกัน
หนิงเยี่ยนหิ้วชายขาเป๋ที่เหลือเสื้อผ้าเพียงชิ้นเดียวไปยังถนนใหญ่ในหมู่บ้าน แล้วเอาเขามัดไว้ที่หินโม่ ในใจยังรู้สึกขุ่นเคืองไม่หาย เธอจึงเริ่มหักกิ่งต้นหลิวที่อยู่ข้าง ๆ เฆี่ยนเข้าที่ร่างของชายขาเป๋ จนร่างของเขาเป็รอยจากการถูกเฆี่ยน หลังจากหนิงเยี่ยนรู้สึกสบายใจขึ้นมา เธอจึงฮัมเพลงแล้วเดินกลับบ้าน
มองเสื้อผ้าที่กองบนพื้นและมีดสีเงินแวววับ ทำเอาเธอหุบยิ้มไม่ได้ บ้านหลังนี้ยากจนขนาดที่ว่า เครื่องมืออะไรก็ไม่มี ขนาดขวานยังขึ้นสนิมจนแทบจะไม่สามารถใช้งานได้ แต่ตอนนี้กลับได้มีดเล่มใหม่มาแล้ว
อืม......หนิงเยี่ยนเชื่อว่าหลังจากนี้จะต้องดีขึ้นเรื่อย ๆ
หนิงเยี่ยนมองเสื้อผ้าบนพื้นอีกครั้ง เธอขุดหลุมขึ้นมาที่ใต้ต้นไม้แล้วลงมือฝังมันเสียเลย เสื้อผ้าสกปรกพวกนี้ เธอไม่จำเป็ต้องใช้มันเป็ครั้งที่สองแล้ว
พอจัดการธุระเสร็จ หนิงเยี่ยนลูบไปที่ท้องของเธอ ความหิวเริ่มมาเยือนอีกครั้ง เธอจึงเอามีดสั้นในมือลับลงบนหินลับมีดให้คมกว่าเดิม และนำไก่ป่าที่เธอมัดไว้กับเตาไฟในบ้านออกมา เธอเอามีดสั้นในมือวาดลงไปบนตัวไก่
ทว่า...บ้านหลังนี้มีเนื้อแต่ไม่มีเครื่องปรุง ฝีมือทำอาหารของหนิงเยี่ยนเองถึงจะไม่นับว่าเลวร้าย แต่ถ้าไม่มีเครื่องปรุงแบบนี้จะทำของอร่อยออกมาได้อย่างไรกัน
หนิงเยี่ยนนวดคลึงท้องที่หิวโซ เธอลากขาผอม ๆ ไปยังริมแม่น้ำ หลังจากที่กินน้ำในแม่น้ำแล้วเธอจึงเด็ดใบบัวขึ้นมาสองสามใบ เพื่อเตรียมทำไก่ใบบัวหรือที่เรียกกันว่า “ไก่ขอทาน”
พอกลับถึงบ้าน หนิงเยี่ยนก็นำเครื่องในออกมาจากท้องไก่ เอาผักป่าที่เก็บมาจากหลังเขายัดเข้าไปแทน ใช้ดินโคลนพอกไก่ ห่อด้วยใบบัว แล้วเอาลงไปเผาในหลุมดิน ประกายไฟลุกโชนขึ้น เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ เธอจึงดับไฟลงและเดินเข้าไปในบ้านเพื่อปลุกเ้าหนูน้อยให้ตื่นขึ้น
ทั้งสองคนยังไม่ได้กินข้าวเย็น ถ้าเกิดปล่อยให้เ้าหนูน้อยนอนไปทั้ง ๆ ที่หิวจนฟ้าสว่าง คงจะเป็การทารุณจนเกินไป
“แม่ ?”
พอได้ยินเสียงงัวเงียของเ้าหนูน้อยที่เพิ่งตื่น ใจของหนิงเยี่ยนก็อ่อนยวบ เธอจึงส่งยิ้มอันอบอุ่นแล้วบอกเ้าหนูน้อยว่า
“ลุกมากินอะไรสักหน่อยสิ แล้วค่อยนอน”
“แม่ ข้ากำลังฝันอยู่เหรอ?”
หนิงเยี่ยนชะงักไป แล้วจึงตอบกลับเบา ๆ
“เ้าทายสิ”
เ้าหนูหนิงโหย่วหยูทำไมถามแบบนี้ ตัวเธอนั้นรู้ดีว่าเขาถูกทารุณกรรมมาั้แ่เด็ก พอเื่ราวมันดีขึ้นมาหน่อย เ้าหนูคงคิดว่าฝันไปเป็แน่
“…….”
เ้าหนูมึนงงไปหมด สงสัยเขากำลังฝันอยู่จริง ๆ
ถ้าไม่ได้ฝันอยู่ แม่จะพูดแปลก ๆ เช่นนี้ได้อย่างไร
เขาเดินตามแม่ออกไปที่ลานบ้านอย่างสะลึมสะลือ มองแม่ขุดดินก้อนหนึ่งขึ้นมาจากหลุม
“ฝันอยู่จริง ๆ ด้วย ในฝันนี่หิวจนจะกินดินได้เลย”
เ้าหนูน้อยบ่นออกมา หนิงเยี่ยนจึงหยุดไปครู่หนึ่ง อะไรของเ้าเด็กนี่ เธอจะให้ลูกกินดินได้ยังไง ? การเลี้ยงลูกมันวุ่นวายขนาดนี้เชียวหรือ?
หนิงเยี่ยนที่กำลังสับสนหยิบเอาหินก้อนหนึ่งขึ้นมาและทุบเข้าไปบนก้อนโคลน ไก่ขอทานที่ถูกโคลนหุ้มไว้ก็ปรากฏออกมา ในเวลาเดียวกันกลิ่นหอม ๆ ก็ลอยเข้ามาเตะจมูก
เธอดึงน่องไก่แล้วส่งใส่มือของเ้าหนูน้อย
“กินสิ จะได้ไปนอนต่อ!”
เ้าหนูโหย่วหยู กระพริบตาแล้ว กระพริบตาอีก เขาร้อง ‘โอ้’ แล้วอ้าปากงับน่องไก่
ไก่ป่าตัวนี้เนื้อแน่น รสชาติเนื้อก็ดี แล้วยังมีผักป่าสด ๆ ที่ยัดห่อไว้ในท้องส่งกลิ่นหอมฉุยออกมา หนิงเยี่ยนกินไก่เข้าไปแล้วครึ่งใหญ่ ๆ ส่วนอีกครึ่งเล็ก ๆ ก็ลงท้องของเ้าหนูน้อย
พอกินเสร็จก็ดื่มน้ำต้มสุกเย็นตามไปอีกถ้วย จากนั้นทั้งสองจึงกลับมานอนลงที่เตียงอีกครั้ง
“แม่ หลังจากนี้พวกเราจะได้กินเนื้อกันทุกวันใช่ไหม?”
“…….”
ความฝันอะไรของเ้าเด็กนี่นะ บ้านติดูเาขนาดนี้จะไม่มีเนื้อกินได้ยังไง หนิงเยี่ยนเกลียดความฝันธรรมดาของเ้าหนูน้อยนี่จริง ๆ
“ไม่ต้องหลังจากนี้ ั้แ่วันนี้เป็ต้นไปเราจะกินเนื้อทุกวัน”
แค่คุยกันเื่เนื้อ เธอก็คุยกับเ้าหนูน้อยได้พักใหญ่ จนกระทั่งเ้าหนูน้อยหลับไปอีกครั้ง
.......
.......
ถงเซียนอยู่ห่างจากโกวจื่อวานมาก ถ้าเดินไปก็ต้องใช้เวลาราว ๆ สองชั่วยามเพื่อให้ทันตลาดเช้า หนิงเยี่ยนจึงรีบลืมตาตื่น ล้างหน้าล้างตาจนสะอาด ใส่ยาบนแผลที่หน้าผากเพื่อเตรียมพร้อมจะเข้าไปในเมือง
“แม่ อย่าขายกระต่ายเลย”
“ไม่ใช่เ้าบอกว่าให้ขายเอาเงินหรือไง?”
“ถ้าเลี้ยงกระต่าย แล้วมันออกลูก เราจะมีเนื้อเยอะขึ้นนะ”
“……”
พอมองไปยังตะกร้าที่ใส่กระต่ายและกวาง สุดท้ายหนิงเยี่ยนก็พ่ายแพ้ให้กับน้ำตาที่ไหลออกมาจากดวงตากลม ๆ ของเ้าหนูน้อย เธอจึงเอากระต่ายออกจากตะกร้ามาใส่สุ่มไก่
เ้าหนูน้อยดีใจเป็อย่างมาก ขาแห้ง ๆ วิ่งออกไปนอกบ้าน เขาถอนหญ้าจากพื้นดินนอกรั้วลานบ้าน เอาใส่เข้าไปในสุ่มไก่ แล้วพึมพำออกมา
“เ้ากระต่าย กินหญ้าเยอะ ๆ นะ กินเยอะ ๆ กินเยอะ ๆ เอาให้อ้วน ๆ เลย”
พอมองเห็นเ้ากระต่ายกินหญ้าที่เ้าหนูน้อยเอาใส่สุ่มไก่ไว้ให้ หนิงเยี่ยนก็รู้สึกว่าโลกนี้ช่างเหนือล้ำเกินจินตนาการ การจะสอนสัตว์ป่าไม่ใช่ว่าจะต้องใช้เวลาหน่อยหรือไงกันนะ? ทำไมกระต่ายตัวนี้มันเชื่องเร็วนัก
“เอาล่ะ อยู่เฝ้าบ้านนะ แม่จะเข้าไปในเมือง ขากลับจะเอาซาลาเปาเนื้อมาฝาก”
พอได้ยินว่าหนิงเยี่ยนจะออกจากบ้าน เ้าหนูน้อยก็รีบวิ่งจนตามทัน มือเล็ก ๆ จับที่ชายเสื้อของหนิงเยี่ยน เขามองเธอด้วยสายตาที่น่าสงสาร
“แม่ ท่านไม่ได้จะหนีไปใช่ไหม !”
ความคิดอะไรพิลึก!
หนิงเยี่ยนไม่รู้จะตอบว่าอย่างไรดี เธอเห็นว่าเ้าหนูน้อยก้มหน้า แต่พริบตาเดียวดวงตาก็เปล่งประกาย ตอนนี้หนิงเยี่ยนเข้าใจแล้ว เ้าหนิงโหย่วหยูนี่เป็เด็กเ้าเล่ห์
เ้าเด็กนี่ไม่ได้คิดว่าหนิงเยี่ยนจะหนีไปจริง ๆ ก็แค่อยากเข้าไปในเมืองด้วยก็เลยแสดงท่าทางน่าสงสารว่ากลัวจะโดนทิ้งออกมา
ฉลาดขนาดนี้คงไม่ได้จากแม่มาแน่นอน เฮ้อ....หนิงเยี่ยนเริ่มอยากรู้เื่ของพ่อเ้าหนูน้อยนี่แล้วสิ
“อยากไปในเมืองหรือ?”
“ข้าจะไปกับท่านแม่ ท่านแม่ไปไหนข้าไปด้วย”
มือผอม ๆ ราวกับอุ้งเท้าไก่จับมือของหนิงเยี่ยนไว้พลางเงยหน้าขึ้นมอง ความหวังในแววตานั้นใกล้จะเป็จริงแล้ว
รู้อยู่ชัดว่าเ้าเถ้าแก่น้อยนี่กำลังขายความน่าสงสาร แต่หนิงเยี่ยนก็ปฏิเสธไม่ลง ได้แต่ขู่ว่า
“ทางไปในเมืองมันไกลมาก ถ้าเดินไปได้ครึ่งทาง หากเ้าเดินไม่ไหว แม่ไม่แบกเ้าแน่”
..................