[คุณอ่านสี่ตำราห้าคัมภีร์หนึ่งหน้า ไอพลังเที่ยงธรรม +1, ตบะ +1 ปี]
[คุณแต่งนิยายเื่ “ไซอิ๋ว” หนึ่งบท เจตจำนงยุทธ์ +100]
[คุณท่องบทกวี...]
...
แคว้นจิ้ง
ภายในห้องหนังสือของจวนแห่งหนึ่งในเมืองหลางโจว ปรากฏร่างชายหนุ่มในชุดสีเขียวสะอาดตากำลังถือม้วนตำราอ่านอย่างตั้งใจ
เขาชื่อกู้หลาน
เขาข้ามมิติมายังโลกนี้เมื่อสามปีก่อน ซึ่งตรงกับปีที่หนึ่งแห่งรัชศกเจียชิ่ง
โลกใบนี้คือสถานที่ที่ซึ่งทุกสรรพวิชาการฝึกตนล้วนนำไปสู่หนทางแห่งเซียน!!
และในฐานะผู้ทะลุมิติมา เขาย่อมมีสิ่งที่ติดตัวมาด้วย นั่นก็คือ 'ระบบนักปราชญ์' เพียงแค่เขาอ่านตำรา ก็จะได้รับตบะวิถีปราชญ์ หรือแม้แต่เจตจำนงยุทธ์และศาสตราเทพวิเศษมา
แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้กลับไม่ได้ทำให้กู้หลานรู้สึกตื่นเต้นเท่าใดนัก เพราะเขารู้ดีว่าความจริงแล้วโลกนี้คือโลกในนิยาย แถมยังเป็นิยายที่แต่งไม่จบ ซึ่งเขาคุ้นเคยเป็อย่างดีในชาติก่อน!
แต่สถานะของเขาตามบทบาทที่ได้รับ กลับเป็เพียงตัวประกอบสุดหล่อที่ไม่มีใครรู้จัก และไม่ได้เป็แม้กระทั่งตัวร้ายด้วยซ้ำ…
ในฐานะผู้นิยมความมั่นคงที่อ่านนิยายแนวโกงความตายมานับไม่ถ้วน กู้หลานจึงมีจิติญญาของตัวประกอบอย่างเต็มเปี่ยม
นั่นคือต้องซ่อนตัวให้มิดชิด อย่าได้ทำตัวเด่น!
ต่อให้มีวรยุทธ์แข็งแกร่งเพียงใด ก็ยังต้องยำเกรงต่อแรงสะท้อนของโชคชะตา
เขารู้ว่าทั้งตัวเอกและตัวร้ายต่างมุ่งหน้าไปสร้างความวุ่นวายในเมืองหลวง กู้หลานจึงตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่เมืองหลางโจวเพื่ออยู่ให้ไกลจากราชสำนัก และคอยเฝ้าดูสถานการณ์อยู่ห่าง ๆ อย่างสงบ!
...
“คำนวณดูจากเวลาแล้ว ฮูหยินกับเสี่ยวซีน่าจะใกล้กลับมาแล้วสินะ”
กู้หลานวางม้วนตำราลงพลางทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ซึ่งมีหิมะตกโปรยปรายมาตลอดทั้งคืนแล้วพึมพำเสียงเบา
วันนี้เป็วันไหว้เทพเ้าเตา ชาวบ้านในละแวกนี้ต่างพากันไปจุดธูปขอพรที่วัดต้าเจว๋ มู่อวี่เยียนเองก็ไม่ต่างกัน
นางออกจากบ้านไปั้แ่เช้าตรู่ โดยบอกว่าจะไปอธิษฐานขอพรให้ปีหน้าเขามีชีวิตที่ร่มเย็นเป็สุข และสอบเข้าเป็ขุนนางในการสอบฤดูใบไม้ผลิได้สำเร็จ
เมื่อนึกถึงฮูหยิน แววตาของกู้หลานก็เปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนทันที
ทั้งคู่แต่งงานกันเมื่อครึ่งปีก่อน โดยไม่มีคำสั่งจากบิดามารดาหรือคำกล่าวอ้างของแม่สื่อ แต่เริ่มจากการพบรักกันในงานวัดครั้งหนึ่ง
ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา ทั้งสองครองคู่กันอย่างหวานชื่น นอกจากนี้มู่อวี่เยียนยังปรนนิบัติจัดการงานบ้านได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้ฐานะความเป็อยู่ของตระกูลกู้ดีขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งเมื่อสองวันก่อนเพิ่งเปิดร้านน้ำชาแห่งหนึ่ง ซึ่งกิจการก็รุ่งเรืองอย่างยิ่ง
เพื่อนบ้านต่างพากันอิจฉาและชื่นชมว่าทั้งคู่เหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก เป็คู่แท้ที่บุพเพสันนิวาสกำหนดมาั้แ่ชาติปางก่อน
กล่าวได้ว่า ในโลกต่างมิตินี้ สิ่งที่กู้หลานหวงแหนที่สุดก็คือความรักที่แสนธรรมดาแต่เปี่ยมไปด้วยความสุขนี้เอง
ต่อให้เอาตำแหน่งตัวเอกมาแลก เขาก็ไม่ยอม!
“ลุงหยาง ฮูหยินใกล้จะกลับมาแล้ว เริ่มต้มโจ๊กได้เลยนะ ใส่ปลาและพุทราแดงเยอะ ๆ หน่อยล่ะ!” กู้หลานะโกำชับไปทางประตู
“ไม่พลาดแน่นอนขอรับ บ่าวทราบว่าคุณชายห่วงใยฮูหยิน จึงเริ่มต้มเตรียมไว้ตั้งนานแล้วขอรับ!!”
เสียงหัวเราะร่าของลุงหยางดังมาจากนอกห้องหนังสือ “คุณชายช่างใส่ใจฮูหยินเหลือเกิน นายจ้างทั้งหมดที่บ่าวเคยรับใช้มา ไม่มีใครดีเท่าท่านเลยสักคน...”
กู้หลานยิ้มออกมาจากใจ ก่อนจะหยิบตำราขึ้นมาอ่านต่อ
......
ณ ตรอกหลีฮวา ทางกลับจวนตระกูลกู้
รถม้าที่ดูเรียบง่ายคันหนึ่งกำลังแล่นฝ่าหิมะมาอย่างช้า ๆ
ภายในรถ หญิงสาวในอาภรณ์คลุมไหล่สีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะกำลังหลับตาพักผ่อน ข้างกายมีสาวใช้ชุดเขียวนั่งหลังตรงอย่างสำรวม ส่วนที่เท้ามีตะกร้าเครื่องเซ่นไหว้ที่ว่างเปล่าตั้งอยู่
หากมองข้ามใบหน้าที่งดงามล่มเมือง กลิ่นอายอันสูงศักดิ์และตบะที่น่าสะพรึงกลัวจนคนธรรมดายากจะััได้...
ผู้คนอาจคิดว่านางเป็เพียงหญิงสาวชาวบ้านที่เพิ่งกลับจากการไปขอพรที่วัด
นางก็คือมู่อวี่เยียน
นอกจากฐานะฮูหยินของกู้หลานแล้ว นางยังเป็จักรพรรดินีผู้ครองแคว้นต้าจิ้งอีกด้วย!
ขณะนี้ มู่อวี่เยียนกำลังฟังหลิ่วเย่ซี... สาวใช้คนสนิทอ่านรายงานลับจากราชสำนัก ซึ่งเป็เื่เกี่ยวกับภัยแล้งทางใต้ที่ทำให้ชาวบ้านไม่มีผลผลิต ส่งผลให้มีคนอดตายเกลื่อนกลาด
“ฝ่าา ภัยแล้งทางใต้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงปีสองปี และไม่ใช่เื่ที่จะแก้ได้เพียงชั่วข้ามคืน คงต้องวางแผนกันในระยะยาวเพคะ...”
เมื่อเห็นหัวคิ้วของมู่อวี่เยียนขมวดมุ่นขึ้นเรื่อย ๆ หลิ่วเย่ซีจึงเอ่ยปลอบ
“เสี่ยวซี ภัยแล้งทางใต้เป็เพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นภายนอกเท่านั้น”
มู่อวี่เยียนลืมตาคู่งามขึ้นพลางส่ายหน้าและถอนหายใจ
“ั้แ่ขึ้นครองราชย์ในปีเจียชิ่งที่หนึ่ง อาณาจักรปีศาจก็รุกล้ำชายแดนต้าจิ้งของเรา ทั้งปล้นชิงและเข่นฆ่าผู้คนไปนับไม่ถ้วน”
“สองปีก่อน โจรผู้ร้ายในหวงโจวก็อาละวาดหนัก ได้ยินว่า... ถึงขั้นมีการฆ่าล้างเมืองเกิดขึ้น!”
“ปีที่แล้วหวงโจวก็ประสบอุทกภัย จนตกอยู่ในสภาพเดียวกับตอนนี้”
“หลายปีมานี้ ความวุ่นวายจากทั่วสารทิศยังไม่ทันสงบเื่ใหม่ก็ประดังเข้ามาไม่ขาดสาย... เกรงว่าคำทำนายของท่านเ้ากรมคนก่อนจะเป็จริง ที่ว่าดวงเมืองเสื่อมถอยจนเกิดความวุ่นวายไปทั่ว...”
“ฝ่าา...”
หลิ่วเย่ซีรู้สึกว่าคำพูดนี้ไม่เป็มงคล จึงคิดจะเอ่ยขัด
ในจังหวะนั้นเอง รถม้าก็หยุดลงที่หน้าประตูจวนตระกูลกู้พอดี
มู่อวี่เยียนโบกมือ “ไม่ต้องพูดแล้ว สั่งการให้เสนาบดีซือหม่าและกรมคลังจัดการเื่นี้ ให้ดำเนินการบรรเทาทุกข์ตามระเบียบ เื่มาถึงขั้นนี้ ก็คงต้องแก้ปัญหาไปตามสถานการณ์”
เมื่อได้ยินความจนใจในน้ำเสียงขององค์จักรพรรดินี หลิ่วเย่ซีก็ได้แต่ลอบถอนหายใจ
การผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ในโลกนี้ ชะตากรรมล้วนเป็ไปตามลิขิตที่ยากจะหยั่งถึง!!
ต่อให้แข็งแกร่งถึงขั้นกระบี่เซียนอย่างองค์จักรพรรดินี ก็ไม่อาจควบคุมดวงเมืองที่มองไม่เห็นและััไม่ได้นั้นได้
นางจำได้ว่าหลังจากที่ท่านเ้ากรมคนก่อนทิ้งคำทำนายไว้ เขาก็ได้มอบวิธีแก้ปัญหาเพียงหนึ่งเดียวเอาไว้ด้วย!
เพียงแต่จนถึงตอนนี้ วิธีการดังกล่าวยังไม่เห็นวี่แววของความหวังเลยแม้แต่น้อย!
“จักรพรรดิเข้าสู่โลกปุถุชน”
นั่นคือสิ่งที่ท่านเ้ากรมผู้เฒ่ากล่าวไว้ก่อนจะสิ้นใจ พร้อมกับเผยเคล็ดวิชาเร้นกายที่โลกไม่เคยจารึกไว้!
การที่องค์จักรพรรดินีผู้ไร้หัวใจยอมละทิ้งฐานะเพื่อเข้าสู่โลกปุถุชนอันวุ่นวาย จะสามารถกอบกู้ชะตากรรมของแคว้นจิ้งได้จริงหรือ... มู่อวี่เยียนไม่อาจรู้ได้เลย
มันดูเลื่อนลอยเกินไป
ทว่านางรู้ดีว่า แม้จะซ่อนฐานะจักรพรรดินีและกลิ่นอายพลังทั้งหมดไว้แล้ว อีกทั้งมีชื่อเรียกขานในโลกมนุษย์เช่นตอนนี้
แต่การมายังโลกภายนอก...
เกรงว่าคงมีเพียงการตามหาเซียนผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงให้พบ หรือไม่นางก็ต้องก้าวข้ามขั้นสุดท้ายไปสู่ระดับกระบี่นักปราชญ์ ที่สามารถเปลี่ยนกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินได้เท่านั้น จึงจะสามารถต่อลมหายใจให้แคว้นต้าจิ้งต่อไปได้
นางดึงความคิดกลับมาสู่ปัจจุบัน
มู่อวี่เยียนสูดลมหายใจลึก เงยหน้ามองป้ายจวนตระกูลกู้ ความกังวลในดวงตาค่อย ๆ จางหายไป กลายเป็ความอ่อนโยนเข้ามาแทนที่
“กู้หลาน ข้ากลับมาแล้ว”
น้ำเสียงของนางนุ่มนวล จนััไม่ได้ถึงบารมีของจักรพรรดินีแม้แต่นิดเดียว
ภายในโถงกลางที่ทุกคนกำลังจะรับประทานอาหาร มีเสียงบ่นพึมพำดังออกมา
“ก็บอกแล้วว่าให้ใส่พุทราแดงในชามของฮูหยินให้หมด ลุงหยาง ลุงจะแอบตักให้ข้าทำไมกัน?”
“คุณชาย พุทรามีเหลือเฟือขอรับ!!” เสียงโต้แย้งของลุงหยางดังสวนมา “ในชามของฮูหยิน แทบจะหาเมล็ดข้าวไม่เจออยู่แล้ว...”
“เ้า... ก็ไม่เห็นต้องใส่เยอะขนาดนี้เลย เอ๊ะ ฮูหยินกลับมาแล้ว!”
เมื่อกู้หลานเห็นมู่อวี่เยียนเดินเข้ามาในห้อง แววตาของเขาก็สดใสขึ้นทันที
“่ไม่กี่วันนี้เ้ารู้สึกไม่สบายตัวไม่ใช่หรือ ข้าจึงตั้งใจต้มโจ๊กนี้ให้เ้าเพื่อบำรุงเื”
กู้หลานประคองนางให้นั่งลงอย่างทะนุถนอม พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
มู่อวี่เยียนมองโจ๊กสีแดงฉานชามนั้นแล้วอดขำไม่ได้ นางรีบคีบพุทราคืนให้เขาหลายเม็ด “ท่านอ่านตำราหนักทุกวัน ควรจะบำรุงให้มากกว่าข้าเสียอีก”
“มีสาวงามอยู่เคียงข้าง การอ่านตำราก็ไม่ใช่เื่ลำบากอะไรหรอก”
กู้หลานคีบอาหารเข้าปากพลางเอ่ยคำหวานออกมาอย่างเป็ธรรมชาติ
ลุงหยางที่นั่งกินข้าวเงียบ ๆ อยู่ข้าง ๆ ได้แต่หัวเราะหึ ๆ ออกมา ทำเอามู่อวี่เยียนหน้าแดงระเรื่อด้วยความขัดเขินไม่น้อย
บรรยากาศที่อบอุ่นเช่นนี้ไม่มีทางหาได้ในวังหลวง เมื่อจมดิ่งอยู่ในความรู้สึกนี้ อย่าว่าแต่ตัวองค์จักรพรรดินีเลย แม้แต่หลิ่วเย่ซีเองก็ยังรู้สึกอาลัยอาวรณ์
‘หากสามารถอยู่เคียงข้างกู้หลานได้ตลอดไป และฝ่าาทรงมีความสุขเช่นนี้... ก็คงจะดีไม่น้อย’
แม้จะรู้ว่าเป็ไปไม่ได้เลย แต่หลิ่วเย่ซีก็อดคิดเช่นนั้นไม่ได้อยู่ดี
ในตอนนั้นเอง กู้หลานก็หันมามองนางแล้วถามว่า “เสี่ยวซี มีเื่อะไรในใจหรือ?”
กู้หลานไม่รู้ตัวเลยว่า ผลจากการฝึกฝนไอพลังเที่ยงธรรมของปราชญ์ ทำให้ประสาทััของเขาเฉียบคมอย่างยิ่ง การจับความรู้สึกของคนรอบข้างจึงเป็เื่ง่ายดาย
แม้จะเป็เพียงความรู้สึกที่วูบผ่านไปครู่เดียวก็ตาม
มู่อวี่เยียนและหลิ่วเย่ซีสบตากัน
หลิ่วเย่ซีวางตะเกียบลง แล้วเริ่มแต่งเื่สด ๆ ทันที “เรียนคุณชาย วันนี้ตอนอยู่ที่วัดต้าเจว๋ บ่าวเห็นผู้อพยพหลายคนอดอยากจนสภาพดูไม่ได้ ช่างน่าสงสารเหลือเกิน พอเห็นข้าวในชามแล้วจึง... จึงรู้สึกะเืใจขึ้นมาเ้าค่ะ”
“ผู้อพยพหรือ น่าสงสารจริง ๆ นั่นแหละ”
กู้หลานส่ายหน้าอย่างนึกเวทนา
“มาจากหวงโจวหรือเปล่า?” ลุงหยางถามขึ้นทันควัน
เมื่อหลายปีก่อนเขาเองก็หนีภัยมาจากหวงโจว เมื่อนึกถึงบ้านเกิดจึงเอ่ยปากถาม
“ไม่ใช่หรอก มาจากทางใต้ต่างหาก ที่นั่นกำลังเกิดภัยแล้งอย่างหนัก”
กู้หลานตอบกลับไปโดยไม่ทันยั้งคิดพลางโบกมือประกอบ
เขาจำได้ว่า ในนิยายมีการเน้นย้ำถึงเนื้อเื่่นี้ไว้ค่อนข้างมาก
ปีเจียชิ่งที่สาม ทางใต้เกิดภัยแล้งครั้งใหญ่ และต่อมาก็เกิดภัยธรรมชาติและภัยจากน้ำมืุ์อีกสารพัด ทำให้ชาวบ้านเดือดแค้นจนเกินจะพรรณนา
และเพราะมีตัวร้ายคนหนึ่งเข้ามามีส่วนร่วมในเหตุการณ์นี้ด้วย กู้หลานจึงจำได้แม่นยำเป็พิเศษ
เมื่อได้ยินว่าไม่ใช่คนบ้านเดียวกัน ลุงหยางก็พยักหน้าแล้วไม่สนใจอีก ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อ
แต่คำพูดที่ไม่ได้ตั้งใจของผู้พูด กลับทำให้ผู้ฟังต้องชะงัก
มู่อวี่เยียนชะงักงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ หันมองกู้หลานด้วยดวงตาคู่งาม
“กู้หลาน... ท่านรู้ได้อย่างไรว่าเป็ภัยแล้งทางใต้?”
เพราะเื่ภัยพิบัติอาจก่อให้เกิดความตื่นตระหนก ข้อมูลทั้งหมดจึงถูกรายงานผ่านราชโองการลับของสำนักเสวียนเทียนที่ขึ้นตรงต่อองค์จักรพรรดินีเท่านั้น
พวกเขาต้องเดินทางเร่งด่วนหลายพันลี้ด้วยการเหาะเหินอย่างไม่หยุดหย่อน!!
แต่ถึงจะรวดเร็วปานนั้น ข้อมูลก็เพิ่งจะมาถึงโต๊ะทรงงานของจักรพรรดินีเมื่อ่บ่ายวันนี้เอง!
แล้วกู้หลานที่เอาแต่เก็บตัวไม่สนใจเื่ภายนอก มุ่งมั่นอยู่แต่กับการอ่านตำราปราชญ์ รู้เื่นี้รวดเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร?
มิหนำซ้ำ ยังรู้ได้อย่างแม่นยำถึงเพียงนี้!
…
หมายเหตุท้ายบท
ระดับการฝึกฝนจากต่ำไปสูง : ก่อเกิด, บัณฑิต, ปรมาจารย์, หลัง์, ก่อน์, าา, จักรพรรดิ, เซียน, ศักดิ์สิทธิ์
ระดับโชคชะตา/กายาพิเศษ : ดำ, เทา, ขาว, เขียว, น้ำเงิน, เหลือง, ม่วง, ทอง, แดง