บทที่ 9 พี่น้องตระกูลจ้าว
เมื่อเดินออกมาจากเรือน ร่างบอบบางรู้สึกได้ถึงสายลมที่พัดไหวนี่กำลังจะเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้ว ทำให้หญิงสาวต้องสูดหายใจลึกๆเพื่อสูดอากาศริสุทธิ์ของวันใหม่
อากาศในวันนี้แจ่มใส แสงแดดอ่อนๆยามเช้าส่องสว่างกระทบกับผมสีดำขลับยาวถูกรัดรวบเช่นสตรีที่ยังมิได้ออกเรือนทรงผมวันนี้ช่างเข้ากับนางยิ่งเสี่ยวโยวตั้งใจทำสุดฝีมือเข้ากับใบหน้าสวยหยดของสตรีร่างบาง จนอดชื่นชมในความงดงามไม่ได้
ส่วนเื่มารดาของนาง ย่อมใช้เวลาคิดอยู่หลายวันจนผู้เป็มารดาไม่ได้แสดงท่าทางผิดแปลกขากเดิมนางจึงค่อยๆ ทำความเข้าใจและกลับมาใช้ชีวิตเป็จ้าวซินเยว่แบบเดิม เป็จ้าวซินเยว่แบบที่นางอยากจะเป็
ร่างบางเดินไปตามทางในจวนสกุลจ้าวในเมืองเว่ยหลายวันมานี้นางปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว และสนิทสนมกับพี่น้องทุกคน
พี่รอง จ้าวช่างชิง แม่ทัพภาคตะวันออกบุรุษหนุ่มใบหน้าคมคาย ดวงตาดูดุกลับฉายแวอบอุ่นเมื่ออยู่กับครอบครัวพี่ชายรองเป็เหมือนพี่ที่คอยดูแลน้องๆ ยามที่พี่ใหญ่ไม่อยู่จ้าวช่างชิงเป็บุรุษที่ได้รับการนับหน้าถือตาจากคนเมืองเว่ยและเมืองใกล้เคียงพี่รองมักจะเดินทางไปๆ กลับๆ ระหว่างชายแดนซีหยางและเมืองเว่ยยามที่กองกำลังทางชายแดน้ากำลังเสริมเพราะเมืองเว่ยใกล้ที่สุด เพราะมีทัพคอยเสริมเสมอ ชายแดนซีหยางถึงได้ไม่ถูกบุกรุก
พี่ชายสามจ้าวฉางหยาง คหบดีหนุ่มผู้เ้าเล่ห์แม้ใบหน้าจะละม้ายกับพี่ชายรองลักษณะนิสัยของทั้งสองคนกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หากเปรียบพี่ชายรองเป็กำลังที่สำคัญพี่สามก็เป็เหมือนมันสมองความฉลาดของเขาซ่อนอยู่ในใบหน้ายิ้มแย้มและท่าทางไม่เอาไหนหลายคนอาจมองว่าพี่ชายสามมีโชคช่วยที่ทำให้การค้าของตระกูลมาไกลกว่ารุ่นก่อนความจริงแล้วนั่นก็ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งนั้นล้วนมาจากมันสมองของเขา
ส่วนจ้าวอี้หยางเทพธิดาตะวันออกฉายานี้นางมิได้มาด้วยความงดงามเพียงอย่างเดียวจ้าวอี้หยางก็เหมือนกับสตรีตระกูลจ้าวคนอื่นๆ นางรอบรู้แต่ไม่อวด นางยังใจบุญมากมักจะไปวัดอยู่เป็ประจำทั้งความสวยและใจบุญทำให้ผู้คนเรียกนางว่าเทพธิดาตะวันออกเสียอย่างนั้นแม้ว่าสิ่งที่นางเก่งกาจมากที่สุดคงไม่พ้นถากถางคนอื่น โดยเฉพาะพี่ชายของตัวเอง
ทั้งสามคนเป็พี่น้องร่วมบิดามารดาเติบโตมาในตระกูลจ้าวที่สอนให้รู้จักเท่านั้นและแบ่งปันแบบนั้นทั้งสามคนจึงไม่ใช่พวกที่จะแบ่งวรรณะผู้คนจากฐานะพวกเขาเพียงวางตัวให้สมฐานะไม่ให้ใครมาหยามเกียรติเท่านั้น
ส่วนบิดาของพวกนางคือท่านลุงจ้าวลี่หยาง เป็เ้าเมืองเว่ยคนปัจจุบันขึ้นชื่อเื่ความยุติธรรมไม่รับส่วยเป็ขุนนางตงฉินที่ร่ำรวยจากการค้าขายของครอบครัวไม่ใช่การโกงกินและไม่เคยใช้ของหลวงหาประโยชน์ส่วนตัวมาก่อนนอกจากอำนาจและตำแหน่งที่ต้องเอาไว้ข่มพวกขุนนางจากเมืองหลวงที่ชอบมาพัวพัน
ตระกูลจ้าวทุกคนล้วนแต่มีความสำคัญและความถนัดเป็ของตัวเองเช่นเดียวกับมารดาของนางที่ขึ้นชื่อเื่ตำราท่านแม่ร่ำเรียนกับองค์หญิงองค์ชายมาั้แ่ยังเด็ก ศาสตร์สตรีหรือพิชัยาล้วนเคยผ่านตานางมาทั้งนั้นท่านหญิงเจี่ยลี่ ไม่ใช่ทินนามที่ได้รับมาจากความโปรดปราณอย่างเดียวแต่เกิดจากการที่นางอยู่เหนือสตรีรุ่นราวคราวเดียวกันทุกคนเป็เกียรติสูงสุดของสตรีที่ไม่ใช่ราชวงศ์จะได้รับ
วันนี้เป็วันแรกที่นางจะได้เข้าเรียนร่วมกับจ้าวอี้หยางที่โรงเรียนสอนศาสตร์ต่างๆรวมถึงศาสตร์สตรี ที่เปิดขึ้นโดยอดีตนางในคนหนึ่ง
จ้าวซินเยว่เพียงหวังว่า พวกคุณหนูร่ำรวยในเมืองเว่ยจะไม่ดูถูกเหยียดหยามนางก็พอ
...... ...
อาคารขนาดกลางที่ดูแตกต่างจากที่อื่นป้ายถูกเขียนว่า สง่า งดงาม ที่นี่เป็โรงเรียนสอนผู้ที่พอมีอันจะกินในเมืองเว่ยที่จ้าวอี้หยางก็ยังเรียนอยู่
เมื่อเดินเข้ามาด้านในก็พบกับรูปวาดที่งดงามบนกำแพงบนชั้นวางก็มีแจกันที่ถูกตกแต่งด้วยดอกไม้นานาพันอย่างงดงามถูกควบคุมเอาไว้ทั้งสีของแจกันและดอกไม้ที่ใช้ พร้อมกับมีกลิ่นหอมอ่อนๆจะกำยานที่จุดเอาไว้ภายใน
สมกับเป็สถานที่สำหรับคนชั้นสูงทุกอย่างล้วนถูกคัดสรรมาอย่างดีงาม
“คุณหนูจ้าวยินดีที่กลับมาเรียนเ้าค่ะ” สตรีแต่งกายเรียบแต่ผ้าที่ใช้ตัดชุดเป็ผ้ามีราคาแม้จะไม่มีเครื่องประดับใดบนร่างแต่กลับดูเรียบน่ามอง
“กูกูเล่า”จ้าวอี้หยางถามถึงนางในคนนั้น
“ในห้องเรียนเ้าค่ะวันนี้ชั้นเรียนมีการสอนเครื่องดนตรี คุณหนูจ้าวอยากร่วมด้วยหรือไม่”
จ้าวอี้หยางไม่ได้ตอบในทันทีใบหน้างดงามหันมาถามนางก่อน โดยไม่ได้เอ่ย นางจึงยิ้มและพยักหน้าเบาๆ เป็การตกลง
ดนตรีโบราณหรือ? หวังว่าจะมีอะไรให้นางเรียนรู้!
แม้ภายนอกนางคือคุณหนูจ้าวซินเยว่แต่ิญญานางก็คืออาจารย์สอนดนตรีที่ผ่านเวทีระดับโลกมามากมายทั้งดนตรีพื้นถิ่นโบราณ ดนตรีสากล นางล้วนแต่เล่นได้อย่างคล่องแคล้ว
นานๆทีนางได้กลับมาเล่นดนตรีสักครั้งก็ไม่เลวทีเดียว
“ตกลง วันนี้ข้าจะเข้าเรียนญาติผู้น้องข้าก็จะเข้าเรียนด้วย รบกวนไปแจ้งกูกู”
“เชิญทางนี้เ้าค่ะ”หญิงสาวผู้นั้นลอบสำรวจจ้าวซินเยว่เล็กน้อย ด้วยท่าทีพิจารณาแล้วผายมือเชิญทั้งสองคนไปด้านใน
ด้านหลังจากอาคารหลังใหญ่กลับเป็ส่วนย่อมขนาดใหญ่ที่เหมือนถูกยกมาจากจวนของคนมีเงิน ทั้งต้นไม้และดอกไม้สวยงามสระบัวและสะพานข้ามสระสีแดง ใกล้ตัวมาเป็ศาลาที่มีขนาดใหญ่พอที่จะจุคนยามนี้มีสตรีนั่งอยู่นับสิบ โดยมีสตรีสูงวัยนั่งอยู่ตรงกลางจ้าวอี้หยางจูงมือจ้าวซินเยว่เข้าไปยังศาลานั้น
“คุณหนูจ้าว ไม่ได้เจอกันเสียนาน”คนที่จ้าวอี้หยางเรียกว่ากูกูพูดด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มทว่าสายตากลับมาตกอยู่ที่สตรีที่ยืนเคียงข้างจ้าวอี้หยางแทน
“ข้ามาทันหรือไม่เ้าคะ”จ้าวอี้หยางเอ่ยถามอย่างมีมารยาท ในบรรดาคุณหนูที่นั่งอยู่ตรงนี้สตรีสองคนที่มาใหม่ล้วนโดดเด่นมากที่สุด
“มาทันพอดี” กูกูกล่าว“แล้วนั่น...”
“จ้าวซินเยว่ญาติผู้น้องของข้าเองเ้าค่ะ”
ทันทีที่จ้าวซินเยว่ถูกแนะนำ สตรีทุกคนก็เริ่มเงยหน้ามามองด้วยสายตาที่หลากหลายพร้อมเสียงพุดคุยเบาๆ ของเหล่าคุณหนูทั้งหลาย
จ้าวซินเยว่ยกยิ้มในใจเพราะนางรู้สาเหตุว่าทำไมพวกนางถึงได้มองด้วยสายตาเช่นนั้นไม่เว้นแม้แต่กูกูผู้นั้น
“เชิญเถอะ เราจะเริ่มเรียนกัน”
ห้องเรียนดนตรีไม่ได้มีอะไรมากสิ่งที่กูกูสอนคือขลุ่ยโบราณทำจากไม้ มีความยาวกว่าขลุ่ยทั่วๆ ไปหญิงสาวที่เดินมาส่ง นำขลุ่ยแบบนี้มาให้จ้าวอี้หยางและจ้าวซินเยว่
จ้าวซินเยว่มองขลุ่ยนี้ด้วยรอยยิ้มพลางพลิกดูการผลิตขลุ่ยไม้ไผ่ในสมัยนี้ ในยุคนี้มีไม้ไผ่เยอะทว่าการหาไม่ไผ่ที่มีขนาดพอดีก็คงจะยากพอสมควร ทั้งน้ำหนัก และความยาวล้วนแต่พอดี
ทางท่าของจ้าวซินเยว่ที่ดุสนใจเป็พิเศษสร้างความขบขันให้สตรีคนอื่นยิ่ง
สตรีบ้านนอก! เป็สิ่งที่พวกนางคิดกัน
ไม่ต่างจากกูกูที่กำลังอธิบายลักษณะและชื่อเรียกของขลุ่ยนี้ให้เหล่าคุณหนูได้ฟังก็สังเกตว่าจ้าวซินเยว่ไม่ได้ฟังนางเอกแต่สนใจเครื่องดนตรีในมือ
“คุณหนูเล็กจ้าวไม่ทราบว่าเมื่อครู่ข้าพูดถึงสิ่งใดอยู่”จ้าวซินเยว่เงยหน้าตามเสียงเรียกด้วยรอยยิ้ม
“อาจารย์กำลังอธิบายเกี่ยวกับขลุ่ยเ้าค่ะ”จ้าวซินเยว่ตอบกว้างๆ
“แล้วขลุ่ยชนิดนี้ถูกเรียกว่าอะไร”
“ฉวี่ตี๋เ้าค่ะเป็เครื่องดนตรีที่นิยมกันมากแทบทางใต้ แตกต่างจากขลุ่ยปางตี๋ที่ความยาวและเสียงจะต่ำกว่าขลุ่ยปางตี๋ ที่ข้าถืออยู่ทำมาจากไม้ไผ่ม่วงใช่ไหมเ้าคะ”จ้าวซินเยว่ตอบอย่างละเอียดโดยไม่ได้มองอาจารย์ นางมือขลุ่ยฉวี่ตี๋ในมือท่ามกลางความตื่นตะลึง นั่นเพราะนางตอบลึกกว่าที่อาจารย์อธิบายเมื่อครู่ทั้งยังสามารถเข้าใจได้ง่ายเพียงประโยคเดียว
“คุณหนูเล็กจ้าวเคยเรียนดนตรีมาจากที่ใดหรือ” จ้าวซินเยว่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้ตัวว่านางคงจะพูดมากเกินไป ก่อนจะหัวเราะแห้งๆ
“ท่านแม่ข้าเ้าค่ะนางสอนให้ทุกอย่าง”โชคดีที่แม่ของนางเป็สตรีที่เก่งกาจทุกด้านจึงพ้นข้อสงสัยนั้นไปได้
...... ...
หลังจากที่มีการสอนวิธีการและแจกเพลงคุณหนูทั้งหลายต่างก็จับกลุ่มฝึกซ้อมกันหมด ยกเว้นจ้าวอี้หยาง และจ้าวซินเยว่จ้าวอี้หยางบอกว่านางเรียนมาเยอะแล้ว แค่มีความรู้ก็พอไม่ต้องเก่งกาจจ้าวซินเยว่จึงพลอยไม่ได้ซ้อมไปด้วย
เมื่อผ่านไปตามกำหนดกูกูก็เดินเข้ามาในศาลาเพื่อดูการฝึกซ้อมของคุณหนูทั้งหลายโดยการสุ่มและแน่นอนว่ากูกูเห็นแล้วว่าจ้าวอี้หยางชวนจ้าวซินเยว่คุยจนจ้าวซินเยว่ไม่ได้ฝึกซ้อม
“คุณหนูเล็กจ้าว เชิญท่าน”จ้าวซินเยว่ไม่ได้ใ นางยืนขึ้นด้วยท่าทางผ่อนคลาย ความผ่อนคลายของนางสร้างความขบขันให้กับคุณหนูคนอื่นๆใครๆ ก็เห็นว่านางไม่ได้ซ้อม คงคิดว่าเป้นคนตระกูลจ้าวแล้วจะไม่โดนเรียกกระมั้ง
ทันทีที่จ้าวซินเยว่เริ่มบรรเลงเพลงทุกคนก็ตื่นตะลึงแม้แต่จ้าวอี้หยาง นางเป่าขลุ่ยที่มีความยาวด้วยท่าทางผ่อนคลายนิ้วของนางขยับเปลี่ยนอย่างลื่นไหลราวกับนางทำมาเป็ร้อยเป็พันครั้ง
จ้าวซินเยว่สตรีที่มาจากอารามในป่าในเขาสามารถบรรเลงเพลงได้ลื่นไหลเช่นนี้ได้อย่างไร
เพียงชั่วครู่จ้าวซินเยว่ก็บรรเลงเพลงนั้นจบทั้งเพลงทุกคนเงียบต่างมองนางด้วยความไม่อยากจะเชื่อทว่าจ้าวอี้หยางกลับยกยิ้มแล้วปรบมือเป็คนแรกเรียกสติของทุกคนได้ดี
อัจริยะชัดๆ! นั้นคือสิ่งที่กูกูคิด
...... ...
“เ้าเห็นสีหน้าของคนพวกนั้นไหมข้าเกือบหลุดขำออกมาเลยนะ” จ้าวอี้หยางพูดไปพลางหัวเราะไปพลาง ทั้งสองคนพูดคุยกันเมื่อกลับมาร่วมอาหารเย็นที่จวนเรียบร้อยแล้ว
ห้องรับรองเล็กของจวนปีกซ้ายผนังห้องไม่ได้มีรูปวาดเหมือนเรือนหลัก มีหน้าต่างที่เปิดรับสายลมและแสงจันทร์ระหว่างพวกนางเป็หมากที่เดินกันเล่นๆ
แสงจากตะเกียงทำให้ส่องสว่างสามารถเห็นภายในห้องได้อย่างชัดเจนรวมกับแสงจันทร์ที่ใกล้จะเต็มดวงและสายลมอ่อนๆ
“ตัดสินคนอื่นจากคำคนก็เช่นนี้แหละคนพวกนั้นคงคิดว่าข้ามาจากป่าจากเขาไม่มีความรู้เช่นคนเมือง” กล่าวไปมือบางก็ขยับหมากไปด้วย
“คงจะลืมไปแล้วกระมั่งว่าท่านอาเล็กเป็ถึงท่านหญิงของไทเฮา นางเก่งกาจถึงเพียงนั้นเชียว”จ้าวซินเยว่เพียงยิ้มเห็นด้วย
“ข้าไปหาเ้าที่เรือนไม่เจอที่แท้มาอยู่นี่เอง” จ้าวฉางหยางโผล่มาจากด้านนอกของหน้าต่างด้วยความเงียบและไม่ได้เตรียมใจเอาไว้ สองสาวจึงสะดุ้งเล็กๆ
“พี่สาม เล่นอะไรเนี่ย แล้วเหตุใดไปยืนข้างนอกทางข้างในดีๆ มีก็ไม่เดิน”จ้าวอี้หยางดุพี่ชายของนางที่เอาแต่ยิ้มและเกาหัวเป็คำตอบรับไม่นานพี่ชายสามจ้าวฉางหยางก็มาร่วมวงกับพวกนาง
“แล้วท่านไปหาข้าที่เรือนมีเื่อะไรหรือ”
“เหงา”
จ้าวอี้หยางทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอแต่ไม่ได้รู้สึกไม่พอใจอะไร ส่วนจ้าวฉางหยางมองหมากบนกระดานก็หัวเราะในลำคอ
“จ้าวอี้หยาง การเดินหมากของเ้านี่แย่ไม่เปลี่ยนจริงๆ”
“พูดมากเ้าค่ะซินเยว่เก่งมากต่างหาก” จ้าวอี้หยางกลบเกลื่อนการเดินหมากเป็สิ่งที่นางไม่ถนัดเลยสักนิด อีกอย่างเป็สตรีก็ไม่จำเป้นต้องเดินหมากเก่งก็ได้นี่นางคิดเช่นนั้น
“ให้ข้าเล่นต่อได้หรือไม่”จ้าวฉางหยางชี้ลงไปที่หมากกระดานนั้นด้วยสายตาเป็ประกายจนจ้าวซินเยว่ขมวดคิ้วหมากที่จ้าวอี้หยางเดินเอาไว้มันค่อนข้างจะแย่มากทีเดียว จะเล่นต่องั้นหรือ
“เอาสิ”ร่างบางขยับไปเดินข้างสตรีด้วยกัน พลางมองบุรุษที่มาใหม่นั่งแทนที่มองหมากกระดานนั้นด้วยรอยยิ้ม
ความรู้สึกที่มีต่อจ้าวฉางหยางยามนี้คือความแปลกใจปะปนกับความไม่ไว้ใจท่าทางไร้พิษภัยของจ้าวฉางหยางน่ากลัวยิ่งกว่าท่าทางอวดดีของเฉินจือหานหรือท่าทางเ็าของชินอ๋องหรือพี่ใหญ่เสียอีก
เพราะความไร้พิษสงจะทำให้คนรู้สึกประมาท แต่ไม่ใช่กับนาง
ในห้องโถงเล็กความเงียบก็ปกคลุมเป็ระยะเวลานาน ตอนนี้ไม่ใช่เพียงจ้าวซินเยว่ที่กดดันแม้แต่จ้าวอี้หยางก็รู้สึกลุ้นกับหมากกระดานนี้ของทั้งสองคน
ดุเดือด!
“ข้ายอมแพ้เ้าค่ะ”ในที่สุดจ้าวซินเยว่ก็หมดหนทางเดิน นางถอนหายใจพลางวางมือลงบนโต๊ะข้างๆ กระดานความรู้สึกของนางยามนี้รู้ว่ามันไม่ถูกต้อง ต้องมีอะไรผิดพลาดนางเดินดักอีกฝ่ายเสมอ เป็ฝ่ายรุกแต่เหตุใดอีกฝ่ายถึงมีทางหนีและเป็ฝ่ายรุกกลับ
“วิ้ว เกือบไปๆ”แม้จะแสดงท่าทางผ่อนคลายจ้าวฉางหยางกลับเป็คนเดียวที่ไม่ได้รู้สึกกดดันั้แ่แรก คนคนนี้ร้ายกาจมากนางไม่รู้ว่าอีกฝ่ายทำอะไร แต่เขาต้องทำอะไรกับหมากกระดานนี้แน่ๆ
“ฮ่ะๆๆๆ ซินเยว่อย่ามองหน้าข้าเช่นนั้นสิ ข้ากลัวหมดแล้ว”
“ท่านทำได้อย่างไรเ้าคะ”จ้าวซินเยว่เอียงคอสงสัย ไม่ต่างจากจ้าวอี้หยางจ้าวฉางหยางยิ้มให้กับความไร้เดียงสาของทั้งสองคน ชายหนุ่มไม่กล้าคิดหรอกว่าทั้งสองคนอ่อนต่อโลกแต่โลกมันไม่ได้มีแค่นี้ ไม่ว่าใครจะผ่านอะไรมาก็ไม่มีใครเจอโลกมาเท่ากับเขาที่เจอทั้งการลอบสังหาร การค้าและการคดโกง
“ข้าโกงเ้า ถึงชนะได้”จ้าวซินเยว่เลิกคิ้วทันที นางจ้องหมากในกระดานอีกครั้งแต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ
“มองหาตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วพวกเ้าสองคนจำเอาไว้ โลกใบหน้าโหดร้ายนักแม้พวกเ้าจะมีพวกข้าพี่ชายทั้งสามคอยประคองโลกที่แสนงดงามแต่สักวันพวกเ้าทั้งสองก็ต้องโตขึ้น ไปเจอโลกภายนอกนั่น”
จ้าวฉางหยางพูดกับน้องสาวทั้งสองด้วยสีหน้าจริงจังก่อนยิ้มออกมาแล้วพูดต่อ
“โลกนี้มีทั้งด้านมืดและสว่างข้าหวังว่าพวกเ้าจะร่าเริงสดใสแบบนี้ไปตลอด ในฐานะพี่ชายพวกข้า้าเพียงเท่านั้น” ความปรารถนาของจ้าวฉางหยางมีเพียงเท่านั้น
“เอาล่ะ ใกล้งานเทศกาลเมืองเว่ย งานข้าล้นมือไปหมด ขอพักก่อนพวกเ้าก็อย่านอนดึกนักล่ะ”
พวกนางเองก็แยกกันกลับเรือนเพื่อพักผ่อนเช่นกัน
...... ...
ห้องนอนขนาดกำลังดีของเรือนคุณหนูเล็กตระกูลจ้าวยามนี้ข้าวของที่ขนมาถูกจัดเรียงอย่างเรียบร้อยปลายเตียงมีชั้นหนังสือที่เต็มไปด้วยตำราสมุนไพรที่หญิงสาวเป็คนจดปะปนกับที่ซุนหัวได้ทำไว้ให้ ลงมาชั้นล่าง เป็หนังสือเกี่ยวกับศาสตร์ทั่วๆ ไปที่ควรจะรู้
ถัดออกมาชั้นข้างๆเป็ตู้ที่จ้าวซินเยว่อยากได้และสั่งมา เป็ตู้กระจกขนาดใหญ่ภายในมีเครื่องดนตรีของนางเก็บเอาไว้อย่างเรียบร้อย และมีการจดบันทึกเพลงต่างๆเอาไว้แบบที่นางสามารถเข้าใจได้คนเดียวในยุคสมัยนี้
ส่วนชั้นส่องของตู้เก็บเครื่องดนตรีเป็ตู้ประตูทึบนางเอาไว้เก็บบันทึกเื่ราวที่นางอยู่ที่นี่ด้วยภาษาของยุคที่นางจากมาก
ยามนี้เ้าของห้องกำลังแต่งตัวเหมือนทุกวันแตกต่างกันที่พี่ชายรองออกปากชวนไปเดินเล่นในเมืองด้วยกัน น้องรับปากทันที
“พี่รอง”เสียงหวานเรียกพี่ชายทันทีเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายรออยู่ที่หน้าจวนแล้วร่างบางรู้สึกเกรงใจที่นางมาสายแต่เมื่อได้เห็นรอยยิ้มอบอุ่นของพี่ชายก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมา
“ไปกันเถอะ”รถม้าคันใหญ่ของจวนเทียบจอดทางประตูทางเข้า มือบางวางบนมือของพี่ชายเพื่อเดินขึ้นไปบนรถม้าเมื่อสตรีขึ้นมาแล้วพี่ชายก็เดินตามมา
ระหว่างบนรถม้าจ้าวช่างชิงที่ไม่ค่อยจะว่างด้วยราชการที่ต้องไปๆมาๆ ระหว่างซีหยางและเมืองเว่ยได้ไถ่ถามน้องสาวคนเล็กคนใหม่ด้วยความอบอุ่น
“อี้หยางกับฉางหยางเล่าให้ฟังว่าเ้าเป็คนเก่งกาจ”จ้าวช่างชิงพูดขึ้น จ้าวซินเยว่ถึงกับแปลกใจกับสีหน้าท่าทางของจ้าวช่างชิงที่แสดงออกยามเจอกันครั้งแรกพี่ชายผู้นี้ทำหน้านิ่งๆ แม้จะไม่ได้เ็าแต่ก็ยังดูเข้าถึงยากหากแต่ยามนี้อพี่ชายหลับยิ้มออกมาเหมือนคนปกติ ไม่ได้เ็าเหมือนเดิม
“ไม่หรอกเ้าค่ะยังมีอะไรที่ต้องเรียนรู้อีกเยอะ”
ไม่นานรถม้าก็จอดนิ่งพร้อมกับคนของพี่ชายกล่าวว่าถึงที่หมายแล้วพี่ชายของนางเดินลงไปก่อนพร้อมกับยื่นมือเป็หลักให้นางจับเพื่อเดินลงไป
“ขอบคุณเ้าค่ะ”
จ้าวช่างชิงพานางมาที่ร้านเครื่องประดับแห่งหนึ่งที่ดูหรูหราที่สุดในย่านตลาดดวงตาสวยมองไปรอบๆ ก็เห็นว่าคนในเมืองกำลังเตรียมงานบางอย่างอาจจะเป็งานเทศกาลที่จ้าวฉางหยางพูดถึงเมื่อคืน
“เชิญเ้าค่ะ ท่านแม่ทัพ คุณหนูจ้าว”เ้าของร้านสาวในชุดสวยดูราคาแพงออกมา พลางผายมือเชิญพวกนางให้เข้าไป
เมื่อเข้ามาภายในร้านยิ่งััได้ถึงความหรูหราก้อนหินก้อนใหญ่สีสวยที่เรียกว่า ‘ก้อนหยก’ วางเรียงราย และเครื่องประดับที่ถูกทำไว้แล้วหลายชิ้นและมีเครื่องประดับที่ขึ้นรูปไว้ลวกๆ ก็มี
“มารับของที่สั่ง”เ้าของร้านยิ้มกว้างก่อนจะหายไปสักครู่แล้วเดินออกมาพร้อมกับกล่องเครื่องประดับในมือ
กล่องนั้นถูกวางลงและเลื่อนมาอยู่ตรงหน้านางใบหน้าสวยมองกล่องนั้นด้วยความฉงน ทว่ารอยยิ้มของพี่ชายก็ไม่เปลี่ยนมือหนาของพี่ชายเปิดเอาของที่อยู่ข้างในเป็ปิ่นหยกสีแดงเืนก ดูงดงามจ้าวซินเยว่ชื่นชมความงามไม่เท่าไหร่นางก็ใที่พี่ชายดึงแยกส่วน พบกับเข็มใหญ่ที่อยู่ภายในปิ่น
“ยอดเยี่ยมเหมือนเดิม”
“ของร้านข้าย่อมดีที่สุด”เ้าของร้านยิ้ม
“ข้าให้เ้า เป็ของขวัญต้อนรับ เอาไว้ป้องกันตัวด้วย” จ้าวช่างชิงร่างปิ่นให้กลายเป็ปิ่นสีแดงเรียบวางลงบนกล่องแล้วยื่นให้นาง
“ไม่รู้ว่าอนาคตจะเจออะไรบ้างเ้าควรจะมีอาวุธติดตัวไว้บ้าง ถือว่าเป็ความหวังดีจะพี่ชายคนนี้แล้วกัน”จ้าวซินเยว่รับอย่างไม่เกี่ยง
“ล้วนเป็ความรอบคอบของพี่รองข้าขอขอบคุณเ้าค่ะ”
#####