พลิกชะตาคราที่สาม {ย้อนเวลา}

    ยั่วโมโห

    นับตั้งแต่วันที่เขมจิราและลูกชายมาอาศัยอยู่ที่คฤหาสน์ เรวัชเลือกที่จะทำงานอย่างหนักและพักที่โรงแรมใกล้บริษัทแทน ไม่ได้กลับไปยังคฤหาสน์เหมือนอย่างทุกวัน โดยจะให้น้องชายเป็นคนดูแลเรื่องที่คฤหาสน์ไปก่อนสักพัก

    เขาไม่ได้กลัวเธอ แค่ไม่อยากเจอหน้า

    แม้ว่านี่จะเป็นโอกาสอันดีงามที่จะได้แอบสืบเรื่องราวของตระกูลเทวราช ทว่ากลับเป็นตัวเขาเองที่เอาแต่หลบเลี่ยงไม่หยุด แต่ถึงอย่างไรการแก้แค้นก็ต้องดำเนินต่อไป

    วันนี้มีแขกคนสำคัญถึงขนาดที่ประธานบริษัทอย่างเขาต้องลงมาพูดคุยด้วยตัวเอง ขณะที่นั่งรอได้สักพัก ไม่นานเสียงพูดคุยของแขกคนสำคัญก็ดังขึ้น

    “พี่เมฆาคะ วันนี้ช่อฟ้าขอเลือกทุกอย่างตามใจตัวเองเลยนะคะ พี่ห้ามขัดเด็ดขาดเลยนะ”

    “ได้ แต่ต้องสัญญากับพี่ก่อนว่าจะไม่ไปก่อเรื่องอีก”

    “ช่อฟ้าไม่ได้ก่อเรื่องสักหน่อย อีกอย่างก็ไม่ได้มีข่าวเสียหายอะไรด้วย” เธอบ่นอย่างเอาแต่ใจ ก่อนจะนึกถึงภาพวันนั้นขึ้นว่า “ไม่รู้ว่าคนที่ช่วยไว้เป็นใครกันแน่”

    “เอาล่ะๆ เลิกพูดถึงเรื่องนี้กันดีกว่า ตอนนี้พวกเรามีเรื่องสำคัญที่ต้องทำยิ่งกว่า มาเถอะ”

    เมฆาเอ่ยชวนน้องสาว วันนี้ทั้งสองคนมาที่บริษัทเครื่องบินเจ็ทแห่งหนึ่งในประเทศที่ได้รับการรับรองจากนักธุรกิจหลายต่อหลายคน ไม่ว่าใครก็ต้องมาที่บริษัทแห่งนี้ โดยเครื่องบินเจ็ทเป็นเสมือนสัญลักษณ์บอกตำแหน่งความสำคัญของคนๆ นั้น ยิ่งเป็นรุ่นหายากและมีความเป็นเอกลักษณ์มากเท่าไหร่ยิ่งแสดงออกให้เห็นถึงพลังอำนาจ

    ถึงแม้ว่าตระกูลเทวราชจะมีเครื่องบินเจ็ท แต่กลับเป็นเหมือนของส่วนรวมที่ทุกคนสามารถใช้ได้ ทว่าเมฆาและช่อฟ้าต้องการให้เป็นของส่วนตัวสำหรับพวกเขาเท่านั้น และคงไม่คิดจะยึดเครื่องบินที่ทุกคนเคยนั่งมาเป็นของตัวเอง ดังนั้นการมาในครั้งนี้จึงมาเพื่อประกาศศักดาและความสำคัญของตนเองให้คนรอบข้างได้รู้ ว่าบุคคลสำคัญคนต่อไปของตระกูลเทวราชคือพวกเขาทั้งสองคน

    ทันทีที่พนักงานเปิดประตูให้ก็เห็นว่ามีชายสองคนรอพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว คนหนึ่งแต่งตัวไม่เรียบร้อยมากนัก มีท่าทางสบายไม่เหมือนกับชายอีกคนที่นั่งนิ่ง เมื่อสบตากัน พวกเขาก็เดินเข้ามาทักทาย

    “ทั้งสองคนคงจะเป็นคุณเมฆาและช่อฟ้า ผมชื่อเรวัช ส่วนนี่น้องชายของผมชื่อเขต” เรวัชเอ่ยทักทาย สายตาสำรวจทั้งสองคนตรงหน้าไปด้วย “ทั้งสองคนมานั่งก่อนดีกว่าครับ”

    “อืม ขอบคุณมาก” เมฆาเอ่ย

    “วันนี้ผมจะเป็นคนพาทั้งสองคนไปเลือกดูเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวที่มีอยู่ในตอนนี้เอง” เรวัชเอ่ย

    “แล้วคุณพาผู้ชายคนนี้มาทำไม” ช่อฟ้ามองเหยียดไปที่เขตอย่างไม่ไว้หน้า อีกฝ่ายแต่งตัวไม่ให้เกียรติสถานที่รวมถึงตัวเธอด้วย

    “ฉันมีหน้าที่ตรวจสอบความเรียบร้อยของเครื่องยนต์ต่างๆ ในเครื่องบิน จะแต่งตัวเรียบร้อยไปทำไมในเมื่ออีกหน่อยก็เปื้อนแล้ว” เขตตอบกลับ

    “นี่!” ช่อฟ้าเริ่มหงุดหงิดกับคำตอบ

    “เขต...” เรวัชเอ่ยเตือน

    “พอได้แล้ว” เมฆาเตือนน้องสาว เพราะถึงอย่างไรชายตรงหน้าพวกเขาก็เป็นถึงเจ้าของบริษัทแห่งนี้ การผูกมิตรดีกว่าเป็นศัตรูกับคนอื่นไปทั่ว “ผมกับน้องสาวมีเครื่องบินส่วนตัวที่สนใจกันอยู่แล้ว แต่ในเมื่อได้มาที่นี่ทั้งที งั้นก็ไปดูสักหน่อยดีกว่า”

    “ได้สิ ตามผมมาเลย”

    เรวัชยิ้มเยาะ ก่อนจะเดินนำทางทั้งสองคนมาอีกห้องหนึ่ง ภายในนั้นเต็มไปด้วยโมเดลเครื่องบินส่วนตัวมากมาย โดยที่เขาอธิบายเครื่องบินแต่ละลำให้ทั้งสองคนนั้นฟัง ฝ่ายพี่ชายดูจะสนใจไม่น้อย ส่วนน้องสาวกับทำหน้าตาหงิกงอไม่สนใจคำพูดอะไรทั้งนั้น

    “เขาพูดจบหรือยังคะ ตอนนี้จะได้เลือกสักที นี่ก็เสียเวลามามากแล้วนะ” ช่อฟ้าเริ่มบ่นอีกครั้ง

    “งั้นก็ไปเลือกเครื่องบินที่ช่อฟ้าสนใจกันเถอะ” เมฆาไม่ปฏิเสธคำขอของน้องสาว

    เรวัชนำทางทั้งสองคนมายังอีกห้องหนึ่ง โดยด้านในมีจอสามมิติ ก่อนจะฉายภาพเครื่องบินแต่ละลำขึ้นมา

    “ทั้งสองคนสนใจลำไหนบ้าง ถ้า-” เรวัชเอ่ยถาม

    “ของฉันก็เอาเครื่องที่แพงที่สุด สวยที่สุด แล้วก็ต้องสบายที่สุดด้วย” ช่อฟ้าพูดแทรก

    “ถ้าเป็นแบบนั้นก็ต้องลำนี้” เรวัชกดไปที่จอ ภาพของเครื่องบินลำหนึ่งโผล่มาทันที “เครื่องบินลำนี้มีความโฉบเฉี่ยว บินอยู่ที่ระดับความสูงมากพอสมควร ทัศนวิสัยดีเยี่ยมทำให้การบินนุ่มและราบรื่นมากกว่าเครื่องบินทั่วไปมาก”

    ช่อฟ้าเริ่มรู้สึกเคลิบเคลิ้มกับคำพูดของเรวัช คิดว่าเครื่องบินส่วนตัวลำนี้น่าสนใจไม่น้อย

    “พี่เมฆาคะ ช่อฟ้าอยากได้เครื่องบินลำนี้” เธอหันไปบอกกับพี่ชาย

    “ลำนี้เหรอ ก็น่าสนใจดีนะ แต่จะไม่ลองดูเครื่องบินลำอื่นๆ ก่อนเหรอ” เขาถามย้ำกับน้องสาว

    “ไม่ล่ะค่ะ เอาแค่เครื่องที่ทันสมัยที่สุดก็พอแล้ว”

    “งั้นก็ตามนั้น” เมฆาพยักหน้าเข้าใจ แล้วหันไปมองเรวัช

    อีกฝ่ายเข้าใจความหมายของลูกค้าทันทีว่าต้องการซื้อเครื่องบินลำนี้ ส่วนทางด้านของเมฆาเองนั้นยังเลือกดูเครื่องบินลำอื่นๆ ต่อไป เพราะตั้งแต่ที่ขึ้นมารับตำแหน่งแทนทักษ์ที่ตายไป เขาก็ต้องบินไปมาอย่างต่อเนื่อง

    หลังจากที่น้องสาวเลือกเครื่องบินส่วนตัวเสร็จแล้ว เธอก็ขอตัวไปรอที่ห้องรับรองแทน

    “ผมเสียใจเรื่องอุบัติเหตุของพี่ชายด้วยนะ” เรวัชเอ่ยขึ้นตรงโถงทางเดิน

    “ขอบคุณมาก” เมฆาตอบ

    “ผมได้ยินมาว่าประธานคนก่อนมีลูกชายด้วย หวังว่าเด็กคนนั้นคงจะเศร้าใจไม่นาน” เขาพูดราวกับว่าสงสาร ก่อนจะเอ่ยถึงตนเอง “ตัวผมเองก็สูญเสียแม่ไปตั้งแต่เด็กเหมือนกัน กว่าจะทำใจยอมรับได้ก็ใช้เวลาพอสมควรเลย”

    “งั้นเหรอ แต่เด็กคนนั้นเข้มแข็งกว่าที่คิดมาก แม่ของเขาสอนเขาอย่างดีจนผงก็อดทึ่งไม่ได้” ริมฝีปากได้รูปเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่ตั้งใจ

    “คุณหมายถึงภรรยาของประธานคนเก่าน่ะเหรอ” เรวัชถามย้ำ

    “ใช่ เธอเป็นคนที่ยอดเยี่ยมมาก” เขาเชิดชูเธอ

    เรวัชสังเกตว่าตั้งแต่ที่เมฆามาถึงที่นี่ แม้จะไม่ได้แสดงพฤติกรรมเอาแต่ใจอย่างช่อฟ้าแต่ก็ระมัดระวังตัวและรอบคอบพอสมควร ทว่าเมื่อนึกถึงเขมจิราขึ้นมา อีกฝ่ายกลับยอมลดความหวาดระแวงลง

    เหมือนว่าสำหรับเขา เธอจะไม่ใช่เพียงแค่พี่สะใภ้

    หืม? เรื่องนี้น่าสนใจเกินไปหรือเปล่า

    “ผมพอจะได้ยินข่าวคราวของเธอมาบ้างเหมือนกัน รู้สึกเธอจะเคยเป็นนักเปียโนระดับชาติใช่ไหม” เรวัชทำหน้าครุ่นคิด

    “คุณรู้เรื่องนี้ด้วยเหรอ” เมฆาแปลกใจ

    “ใช่ ผมเคยสนใจเปียโนมาก่อน ก็เลยพอจะได้ยินข่าวคราวนี้”

    “ถูกต้องแล้วล่ะ เขมเคยเล่นเปียโนมาก่อน”

    เขมงั้นเหรอ? ไม่ใช่เขมจิราซะด้วย ต้องสนิทกันมากขนาดไหนถึงเรียกชื่อเธอแบบนั้น เขาครุ่นคิด

    “ผมกับเธอก็รู้จักกันเพราะเปียโนนี่แหละ” เมฆาตอบอย่างเป็นกันเอง รู้สึกบรรยากาศรอบตัวผ่อนคลายมากขึ้น มุมปากยกยิ้มหลายต่อหลายครั้ง

    “ดีจังเลยนะครับ ทั้งสองคนคงจะสนิทกันน่าดู”

    “อืม พวกเราสนิทกันมาก”

    ได้ยินคำตอบเช่นนั้น มือที่ไขว้อยู่ข้างหลังกลับเริ่มเกร็งขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ ความไม่พอใจเริ่มก่อเกิดขึ้นมา ขณะที่เมฆาไม่ได้สังเกตแววตาของคนข้างๆ ดำมืดลง

    “น้องสาวของคุณคงจะรอนานแล้ว พวกเรารีบกันเถอะ” เรวัชตัดบท ก่อนจะเดินนำไปที่ห้องรับรองอย่างไม่สบอารมณ์

    “มากันสักที” ช่อฟ้าที่เห็นว่าพี่ชายของเธอกลับมาเสียทีก็รีบลุกขึ้น แต่ในจังหวะนั้นเองกลับเผลอสะดุดรองเท้าส้นสูงราคาแพง ในจังหวะที่กำลังจะล้มลมกระแทกพื้นกลับมีมือหนึ่งมาคว้าตัวของเธอไว้ทัน

    “ไม่เป็นอะไรใช่ไหม” เรวัชถาม แต่หญิงในอ้อมแขนกลับนิ่ง

    ไม่ใช่เพราะเธอหวาดกลัว แต่กำลังตกใจอยู่ต่างหาก เพราะน้ำหอมจากชายคนนี้ช่างคุ้นเคยเสียเหลือเกิน อีกทั้งภาพที่เขาเข้ามาคว้าตัวของเธอเมื่อครู่ มันเป็นเหมือนภาพทับซ้อนในวันนั้น

    วันที่เธอเกือบจะโดนทำมิดีมิร้าย แต่ก็มีชายคนหนึ่งเข้ามาช่วยไว้ได้ทันเวลา ทว่าอีกฝ่ายกลับหายตัวเสียก่อน

    “ช่อฟ้า เป็นอะไรหรือเปล่า” เมฆารีบเดินมาแยกทั้งสองคนออกจากกัน แต่น้องสาวกจับแขนชายคนนี้ไว้แน่น

    “คุณเองเหรอ” เธอเอ่ยพึมพำ พร้อมเงยหน้ามองคนตัวสูงกว่า ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่าเขาดูมีเสน่ห์มากกว่าเดิม “คุณเองเหรอที่เป็นคนช่วยฉันในวันนั้น”

    “คุณหมายถึงอะไร” เรวัชแกล้งทำสีหน้ามึนงง

    “ก็วันนั้นที่ผับไงล่ะ คุณเป็นคนช่วยฉันเอาไว้จากไอ้ผู้ชายกระจอกคนนั้น ถ้าไม่มีคุณป่านนี้ฉันคงโดนทำมิดีมิร้ายไปแล้ว” เธอรีบอธิบายด้วยความตื่นเต้น มือที่จับแขนอีกฝ่ายก็เขย่าไปมา “เป็นคุณจริงๆ ใช่ไหม!”

    เรวัชไม่นึกเลยว่าเธอคนนี้จะยังจำเรื่องวันนั้นได้ แต่เมื่อเห็นสีหน้าดีใจราวกับได้พบเจอสมบัติแบบนั้น เขาก็นึกแผนการดีๆ ออกแล้ว

    “ผู้หญิงในคืนนั้นเป็นคุณเองงั้นเหรอ” เขาแกล้งถาม

    “ใช่! ผู้หญิงในวันนั้นคือฉันเอง ทำไมคุณถึงไม่อยู่รอฉันตั้งสติให้ได้ก่อนล่ะ”

    “วันนั้นผมมีธุระด่วนน่ะ แล้วก็มั่นใจว่าคุณปลอดภัยแล้วถึงได้เดินออกมา แล้วนี่คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม”

    “ที่ฉันไม่เป็นอะไรก็เพราะคุณช่วยเอาไว้ไง!”

    ช่อฟ้ารู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างถึงที่สุด ราวกับว่าได้พบเจ้าชายในฝันที่เธอตามหามานานแสนนาน เมื่อมั่นใจแล้วว่าชายตรงหน้าคือคนที่ช่วยชีวิตเธอเอาไว้ ก็รีบหันไปบอกพี่ชายทันที

    “พี่เมฆาคะ! ผู้ชายคนนี้แหละที่ช่วยช่อฟ้าเอาไว้ คนที่ช่อฟ้าบอกพี่เมื่อคราวก่อน”

    “เขาคนนี้เหรอ” เมฆาลังเลครู่หนึ่ง

    “ใช่ เขานี่แหละ ช่อฟ้าจำได้!”

    ทันทีที่ได้ยินคำยืนยันจากน้องสาว ท่าทีของเมฆาเปลี่ยนไปเล็กน้อย ระยะห่างที่มีให้อีกฝ่ายนั้นลดลง แต่ก็เลือกที่จะดึงตัวน้องสาวออกมาช้าๆ อย่างแนบเนียน

    “ขอบคุณมากนะที่ช่วยน้องสาวของผมเอาไว้ ถ้ามีโอกาสผมจะตอบแทนแน่นอน”

    “ไม่เป็นไร” เรวัชไม่ปฏิเสธ เพราะอีกหน่อยทั้งตระกูลเทวราชจะต้องได้ตอบแทนเขาอย่างแน่นอน

    “พี่เมฆาค่ะ ช่อฟ้าจะซื้อเครื่องบินจากที่นี่เท่านั้นนะ” เธอหันไปเอ่ยกับพี่ชาย ทว่าถ้อยคำเหล่านั้นกลับเอาใจชายตรงข้ามไม่หยุด

    “พี่รู้แล้วน่า” เมฆาตอบรับ แต่ในใจกลับอดห่วงไม่ได้ เขาพอจะได้ยินข่าวลือเรื่องความเจ้าชู้ของเรวัชมาบ้าง

    ช่อฟ้าดีใจอย่างออกนอกหน้า ก่อนจะหันไปพูดกับเรวัชอย่างเอาแต่ใจ “งั้นก็เอาเบอร์โทรของคุณมาให้ฉัน เครื่องบินลำนี้ของฉันคุณต้องเป็นคนจัดการทั้งหมด”

    หญิงสาวพูดออกมาโดยไม่ได้สังเกตสีหน้าของพี่ชาย เมื่อเรวัชมองไปก็เห็นว่าอีกฝ่ายจ้องมองมาที่เขาเช่นเดียวกัน ทว่าสายตากลับแฝงด้วยความระแวง ดูท่าว่าคงจะไม่อยากให้น้องสาวของตัวเองมายุ่งวุ่นวายกับเขาเท่าไหร่นัก

    แต่เด็กคนนี้ตั้งใจรุกจีบเขาอย่างเปิดเผย

    มือที่เคยแนบอยู่ข้างลำตัว ถูกยกขึ้นมารับโทรศัพท์จากอีกฝ่าย แล้วเริ่มบรรจงกดเลขสิบตัวเหล่านั้นอย่างตั้งใจ นั่นยิ่งสร้างความไม่พอใจให้กับเมฆามากขึ้นไปอีก

    “ช่อฟ้า พวกเรากลับกันได้แล้ว คุณเรวัชคงมีธุระต้องจัดการอีกมาก” เขาเอ่ยเตือน แต่ข้อความนั่นคงอยากจะส่งให้กับชายตรงข้ามเสียมากกว่า

    “อะไรกันคะ พวกเราควรไปทานอาหาร-”

    “พี่บอกว่าเขาไม่ว่าง” เมฆาย้ำเสียงหนักแน่น “ใช่ไหมครับคุณเรวัช”

    “ครับ ผมไม่ว่าง” เรวัชไม่ปฏิเสธ

    “งั้นหรอกเหรอ เอาเป็นว่าฉันจะโทรหาคุณก็แล้วกัน” ช่อฟ้าเอ่ยอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะถูกพี่ชายจับมือแกมบังคับให้ออกไปจากที่นี่ ทว่ากลับมีเสียงไล่หลังตามมา

    “โทรมาได้ตลอด คอลเซ็นเตอร์บริษัทผมยินดีให้บริการ”

    เบอร์โทรที่ให้ไปเมื่อครู่ไม่ใช่ของเขา เรวัชก็แค่อยากจะยั่วโมโหเมฆาก็เท่านั้น

    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตาคราที่สาม {ย้อนเวลา} ที่คุณอ่าน