ตอนที่ 40 สตรีก็ร่ำเรียนตำราได้เช่นกัน
บัดนี้หลินหร่วนดูดีใจกว่าหลินหานเป็นไหน ๆเมื่อเข้าไปในร้าน นางก็ได้ขอให้เถ้าแก่ช่วยจัดกระดาษและพู่กันสำหรับฝึกคัดลายมือ
เถ้าแก่มองดูการแต่งตัวของพวกเขา ดังนั้นจึงหยิบกระดาษที่ราคาถูกที่สุดและพู่กันที่พอเขียนได้
หลินหร่วนมิชอบมันเช่นกัน หากจะเริ่มเขียนตัวอักษรหากมิเลือกของดี ๆ เช่นนั้นจะเขียนออกมาดีได้เยี่ยงไร
“แม่นางหากคุณชายท่านนี้ยังมิเคยฝึกเขียนตัวอักษรมาก่อน เช่นนั้นเมื่อกลับไปถึงบ้านจงทำกระบะทรายขึ้นมาแล้วให้เขาฝึกเขียนลงในกระบะทรายก่อน นี่เป็นวิธีที่หลาย ๆ คนใช้ทั้งยังประหยัดเงินได้อีกด้วย”
ดวงตาของหลินหร่วนเป็นประกายขึ้นมาทันใดนางคิดว่าวิธีนี้มิเลวเลยทีเดียว ดังนั้นนางจึงกล่าวขอบคุณเถ้าแก่ ทว่านางก็ยังซื้อพู่กันกับหินฝนหมึกกลับไปด้วยอยู่ดี
ในชั้นหนังสือช่างมีหนังสือวางอยู่เรียงราย ดังนั้นหลินหร่วนจึงเอ่ยถามอย่างสบายๆ ว่า “เถ้าแก่ หนังสือเล่มใดเหมาะแก่การเริ่มเรียนเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
“หากยังมิเคยเรียนหนังสือมาก่อนแนะนำให้ใช้คัมภีร์สามอักษร ตำราพันอักษร ทำเนียบร้อยแซ่”
เมื่อเถ้าแก่กล่าวจบ เขาจึงไปหยิบหนังสือเหล่านั้นออกมาจากชั้นวาง
หลินหานต้องการที่จะซื้อมัน ทว่าราคาของหนังสือมิได้ถูกเลย
ทันใดนั้นหลินหร่วนก็หยิบหนังสือเหล่านั้นขึ้นมาดูทีละเล่มด้านในตีพิมพ์ออกมาชัดเจนและเป็นระเบียบเรียบร้อย ดังนั้นนางจึงรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก
แต่เถ้าแก่เป็นผู้มีจิตใจดี เขาเห็นว่าสามพี่น้องสวมใส่เสื้อผ้าค่อนข้างเก่าดังนั้นจึงคิดไปว่าพวกเขามิมีเงิน เขาก็เลยเอ่ยออกมาว่า “แม่นาง หนังสือพวกนี้หากเป็นหนังสือที่เขียนด้วยมือจะมีราคาถูกกว่า”
หลินหร่วนฟังคำแนะนำจากเขา พลางพยักหน้ารับ“ถ้าเช่นนั้นรบกวนเถ้าแก่ไปหยิบมาให้ข้าดูหน่อยได้หรือไม่”
เถ้าแก่เดินไปยังชั้นวางหนังสืออีกครา แล้วกลับมาพร้อมกับหนังสือจำนวนหนึ่ง
หลินหร่วนเปิดออกดู ตัวอักษรด้านในมิได้ดูดีเท่าหนังสือที่ตีพิมพ์
หลินหานที่ค่อนข้างตระหนี่ ชี้ไปยังหนังสือเหล่านี้แล้วเอ่ยว่า“แค่หนังสือที่เขียนด้วยมือเหล่านี้ก็ได้แล้ว เยี่ยงไรก็สามารถอ่านได้เช่นกัน”
หลินหร่วนมิฟังคำเอ่ยของเขา นางวางหนังสือที่เขียนด้วยมือลงทันใด“ข้ามิอยากได้หนังสือที่เขียนด้วยมือเหล่านี้ ข้าอยากได้หนังสือที่ผ่านการตีพิมพ์ต่างหาก”
เถ้าแก่มิได้บังคับนางแต่อย่างใด เขานำหนังสือที่เขียนด้วยมือไปเก็บด้วยรอยยิ้ม
เมื่อเดินออกมาจากร้านหนังสือ หลินหานก็ถือของเหล่านั้นราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่าเขามิสามารถปกปิดรอยยิ้มบนหน้าของตนเองได้เลย แต่เขากลับเอ่ยขึ้นมาว่า “อาหร่วน แท้จริงแล้วพวกเราซื้อหนังสือที่เขียนด้วยมือก็ได้นี่หนังสือเหล่านี้ค่อนข้างมีราคาแพง”
เพื่อซื้ออุปกรณ์การเรียนทั้งหมดนี้หลินหร่วนต้องจ่ายเงินถึงแปดร้อยอีแปะด้วยกันพู่กันและหินฝนหมึกที่ถูกที่สุดราคาสามร้อยอีแปะ หนังสือสามเล่มราคาห้าร้อยอีแปะ มันช่างแพงยิ่งนัก
หลินหร่วนกลอกตาไปมาพลางเอ่ยว่า “เด็กน้อย นี่เรียกว่าของถูกและดีเจ้าเข้าใจหรือไม่ ? อันใดที่ประหยัดได้ก็ประหยัด ส่วนของบางอย่างที่จำเป็นต้องมีก็มิเห็นต้องประหยัดเลยนี่ แม้ว่าหนังสือต้นฉบับจะแพงกว่าหนังสือที่เขียนด้วยมือ ทว่ามันตัวอักษรก็งดงามและเป็นระเบียบเรียบร้อยกว่าหนังสือที่เขียนด้วยมือเหล่านั้นมากโขหากเจ้าอ่านหนังสือที่เขียนด้วยมือเหล่านั้น มันจะทำให้การอ่านของเจ้าแย่เอานะหนังสือเหล่านี้ หากเจ้าเก็บรักษาและทะนุถนอมมันให้ดี ก็ยังสามารถส่งต่อให้แก่หลินซิ่วได้อีกด้วยเจ้าคิดว่าหนังสือที่เขียนด้วยมือจะอยู่ได้นานเพียงใดกันเชียว ? ”
สายตาของหลินซิ่วจดจ้องไปยังหนังสือที่หลินหานกอดแนบอกแล้วเอ่ยถามว่า“ท่านพี่ ข้าก็ต้องอ่านหนังสือด้วยหรือ ? ”
“แน่นอนแต่ต้องรอให้เจ้าโตขึ้นอีกสักหน่อยค่อยเริ่มอ่านหนังสือ”
หลินซิ่วถูมือของตนเองด้วยท่าทีประหม่าแล้วเอ่ยว่า“แต่ข้าเป็นสตรีนะ”
“เป็นสตรีแล้วเยี่ยงไรเล่าเป็นสตรีก็สามารถร่ำเรียนตำราได้เช่นกัน ถึงแม้ว่าเจ้าจะมิสามารถเข้าไปเรียนในสำนักศึกษาได้แต่เจ้าสามารถเป็นสตรีที่มีความรู้ได้ การร่ำเรียนตำราจะช่วยให้เจ้าฉลาด มีไหวพริบมีเกียรติ นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด หญิงสาวในตระกูลใหญ่บางคนยังอ่านหนังสือมิออกเลยด้วยซ้ำดังนั้นหนังสือจะช่วยขัดเกลาให้เจ้ามิเป็นสตรีที่หยาบคายและตื้นเขิน”
หลินซิ่วเพิ่งจะอายุห้าขวบ ทว่านางพอจะเข้าใจบางอย่างแล้วเมื่อได้ยินหลินหร่วนเอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง ดังนั้นนางจึงพยักหน้าอย่างหนักแน่นแล้วเอ่ยออกมาว่า“ข้าจะเชื่อฟังคำเอ่ยของท่านพี่ ข้าจะร่ำเรียนตำรา”
หลินหานที่มีอายุมากกว่าได้ยินคำสอนของหลินหร่วนเช่นกันเขาจมดิ่งอยู่กับคำสอนนั้นเนิ่นนาน จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองหลินซิ่ว แล้วเอ่ยด้วยท่าทีจริงจังว่า“ในอนาคต พี่ชายผู้นี้จะได้เข้าไปเรียนในสำนักศึกษา เช่นนั้นหากข้าได้กลับบ้าน ข้าจะสอนเจ้าต่อเองรวมถึงเจ้าด้วยหลินหร่วน เจ้าเองก็ต้องเรียน”
หลินหร่วนถลึงตาใส่เขา “ข้าอายุตั้งเท่าใดแล้ว จะให้ข้าเรียนไปเพื่ออันใดกัน? ”
ให้นางเรียนเหมือนเด็ก นางยอมไปทำการเกษตรยังจะดีกว่าเสียกว่าอีก
หลินหานตอบนางด้วยท่าทีเคร่งขรึมว่า “การร่ำเรียนตำราจะช่วยให้เจ้าฉลาดมีไหวพริบ มีเกียรติ เจ้าเป็นคนเอ่ยเองนี่ ! ”
หลินหร่วน “......”
บัดนี้ราวกับนางกำลังขุดหลุมฝังตนเองอย่างไรอย่างนั้น
สามพี่น้องกินมื้อกลางวันในเมือง จากนั้นก็เดินทางกลับหมู่บ้านตระกูลหลิน
หลินหานนำเอาของเหล่านี้ใส่ไว้ในตู้ ราวกับว่ามันคือของล้ำค่าหลังจากนั้นก็เดินไปยังสวนหลังบ้าน พับแขนเสื้อขึ้นเพื่อช่วยหลินหร่วนล้อมรั้วแปลงสตรอว์เบอร์รี
หลินหร่วนปลูกสตรอว์เบอร์รีเอาไว้ที่มุมหนึ่งในสวนหลังบ้านดังนั้นจึงต้องล้อมรั้วเพียงสองด้านเท่านั้น
ทั้งสองไปเก็บกิ่งไม้บนภูเขา จากนั้นก็นำมาปักเพื่อทำเป็นรั้วอย่างแน่นหนาทว่าหลินหานก็ยังเป็นกังวลอยู่ดี ดังนั้นนางจึงออกไปหาต้นผักบุ้งมาล้อมไว้บริเวณด้านล่างเมื่อต้นผักบุ้งมันโตมันจะช่วยให้รั้วแน่นหนายิ่งขึ้นไปอีก
หลินหร่วนเห็นไม้ยาว ๆ สองสามท่อน ดังนั้นนางจึงนำมาทำเป็นหุ่นไล่กาสองตัวนางนำใบไผ่ปักเข้าไปที่มือของหุ่นไร่กา เมื่อมีลมพัดใบไผ่ก็จะปลิวไสว
“เรียบร้อยเมื่อมีหุ่นไล่กา หลินซิ่วก็มิจำเป็นต้องอยู่เฝ้าที่นี่ทั้งวันแล้ว”
ช่วงมิกี่วันที่ผ่านมา หลินซิ่วกับหลินหานทำหน้าที่คอยปกป้องสตรอว์เบอร์รีพวกเขาโดนแดดเผาจนผิวดำคล้ำขึ้นเล็กน้อย
ยามราตรีมีฝนเทลงมา หลินหร่วนกังวลว่าหลังคาเรือนจะรั่ว ทว่าพอมุงหลังคาใหม่แล้ว มันมิได้รั่วเหมือนอย่างที่นางคิดเอาไว้
จนถึงยามเช้า ฝนก็ยังมิหยุดตก
หลินหร่วนเห็นว่ามิสามารถขึ้นไปบนภูเขาได้ นางจึงนำเอาผ้าที่ซื้อเก็บไว้ออกมา
อีกมินานหลินหานก็ต้องไปเข้าเรียนแล้ว หลินหร่วนจึงทำการวัดขนาดตัวเขาและเตรียมที่จะตัดเย็บเสื้อคลุมให้แก่เขา
เจ้าของร่างเก่ามิเคยตัดเย็บเสื้อผ้ามาก่อน นางทำเป็นแค่ซ่อมแซมเสื้อผ้าเท่านั้น
หลินหร่วนสังเกตเสื้อผ้าของหลินหานอย่างระมัดระวังนางคิดว่าเสื้อผ้าของคนในยุคโบราณดูเรียบง่าย เพียงแค่ตัดแขนเสื้อ คอเสื้อแล้วเย็บนิดหน่อยก็เสร็จแล้ว
ทว่าร่างของนางในชาตินี้ทั้งผอม ทั้งตัวบางเพียงแค่เริ่มต้นก้าวแรกในการยัดเย็บเสื้อผ้า นางก็พบเรื่องยากลำบากเสียแล้ว
เมื่อชาติที่แล้วนางไล่ตีรันฟันแทงซอมบี้ได้อย่างง่ายดายทว่าบัดนี้แค่ใช้กรรไกรตัดผ้ายังยากเย็นแสนเข็ญ เหตุใดถึงกลายเป็นเรื่องยากได้กัน หากตัดแบบมิระวังก็อาจจะตัดเบี้ยวและจะทำให้เปลืองวัสดุอุปกรณ์มากยิ่งขึ้น
แม้กระทั่งตอนเย็บ นางเดินด้ายประเดี๋ยวสั้นประเดี๋ยวยาวมิเท่ากันทั้งยังมิตรงอีกต่างหาก มันคดไปคดมา แถมยังเย็บได้ช้าอีกด้วย
มีหลายครั้งที่หลินหร่วนอยากจะล้มเลิกกลางคันแต่พอเห็นสายตาของหลินหานกับหลินซิ่วที่มองมาที่นาง ทำให้นางแข็งใจเย็บมันต่อไป
ฝนตกนานถึงสามวันสามคืน และเป็นสามวันสามคืนที่หลินหร่วนตัดเย็บเสื้อผ้าตลอดทั้งวันทั้งคืนยามราตรีนางมักจะจุดตะเกียงเพื่อตัดเย็บเสื้อผ้าต่อ ดวงตาทั้งสองข้างของนางแดงก่ำในที่สุดเสื้อผ้าของหลินหานก็ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง ส่วนนิ้วมือของนางเต็มไปด้วยบาดแผล
เมื่อมองไปยังเสื้อผ้าที่บิดเบี้ยว ดูมิเป็นรูปเป็นร่างใบหน้าของหลินหร่วนก็ร้อนผ่าวขึ้นมาทันใด
เพราะเหตุใดนางถึงอดทนตัดเย็บชุดจนสำเร็จน่ะหรือ?
ก็เพราะต้องการทำให้หลินหานดีใจจนหุบยิ้มมิได้และใส่มันโดยมิยอมถอดออก
หลายปีที่ผ่านมานี้ เขามิมีเสื้อผ้าชุดใหม่เลย ทว่าบัดนี้เขามีชุดใหม่แล้วเขาจะยังมิชอบอันใดอีก
ทว่าเขารู้สึกปวดใจเล็กน้อย
เมื่อเห็นท่าทีซุ่มซ่ามของหลินหร่วน มีหลายคราที่เขาอยากจะเอ่ยปากตักเตือนนางทว่าท้ายที่สุดก็ต้องกลืนคำเอ่ยทั้งหมดลงไปดังเดิม
หากเขาเอ่ยออกไป มิใช่ว่าจะทำให้นางมิพอใจหรอกหรือ?
อาหร่วนคนปัจจุบัน มิใช่อาหร่วนคนเดิม แน่นอนว่าเขาสังเกตเห็นได้เช่นกัน
เขามิได้โง่เขลาเพียงนั้น