บทที่ 10 เพื่อนวัยเด็กของข้า
หางเฟิ่งเดินเข้ามาที่ห้องโถงโค้งคำนับนายหญิงของตนเองทั้งคำนับหนิงเอ๋อที่มีพระคุณแม้นายหญิงยังไม่เอ่ยปากบอกการมาของหนิงเอ๋อเขาเองก็รู้ดีถึงเจตนาของนางที่นางมาครั้งนี้เพียงเพราะ้าตัวของเขาไปอยู่ที่เรือนกับนาง
“ผู้น้อยหางเฟิ่งมาแล้วขอรับ ไม่ทราบว่านายหญิงเรียกข้ามาพบมีเื่อันใดหรือขอรับ โอ๊ะ! สตรีผู้สูงส่งก็นั่งอยู่ที่นี่ด้วย ข้าขอเดาว่าคงมีเื่ดีๆ เกิดขึ้นใช่มั้ยขอรับ”
“หางเฟิ่งข้ามีเื่จะพูดกับเ้าตอนนี้สตรีที่นั่งอยู่ต่อหน้าเ้าคือผู้ที่มีพระคุณของเ้า ต่อจากนี้เ้าจะได้ออกไปใช้ชีวิตที่เ้า้า คำนับสตรีผู้นี้สิ” นายหญิงพูดจบหางเฟิ่งก็นั่งคุกเข้าลงเพื่อขอบคุณที่หนิงเอ๋อจะพาเขาออกจากที่นี่
เดิมทีหางเฟิ่งมิได้อยากทำงานที่นี่แต่เพราะ้ามีชีวิตอยู่รอดเขาจึงไม่สามารถเลือกงานที่จะทำได้
ตอนเด็กวันที่เขาได้นัดพบเจอกับหนิงเอ๋อและไม่ได้ออกมาพบเจอนางนั้นก็เพราะว่าวันนั้นมารดาของเขาได้ลาลับจากโลกไปความโศกเศร้าเสียใจและความโดดเดี่ยวทั้งชีวิตของเขามีเพียงมารดาเท่านั้นที่เป็ที่พึ่ง เมื่อสิ้นที่พึ่งเขาเองก็ทำอะไรไม่ถูกได้แต่นั่งกอดร่างอันไร้ลมหายใจของมารดาของตน จนกระทั่งท่านลุงข้างบ้านได้มาพบเขา และทำการนำร่างของมารดาหางเฟิ่งไปฝั่ง และจัดการฝากฝังหางเฟิ่งกับบ้านใต้เท้าผู้หนึ่งในอีกหมู่บ้าน ทำให้หางเฟิ่งลืมว่าตนนั้นได้นัดพบกับหนิงเอ๋อ
เมื่อวันเวลาผ่านไปความโศกเศร้าภายในจิตใจได้จางหายและการโดนใช้งานในแต่ละวันไม่ต่างจากคนโตทำให้หางเฟิ่งคิดถึงรอยยิ้มเสียงหัวเราะของหนิงเอ๋อก็นึกขึ้นมาได้ เขาเฝ้าโทษตนเองเรื่อยมาที่ไม่ได้บอกลานางสักคำ จนกระทั่งวันหนึ่งใต้เท้าท่านนี้ได้ล้มป่วยจึงไม่สามารถเลี้ยงดูบ่าวรับใช้ไว้ได้มากมายจึงได้ไล่หางเฟิ่งออกจากเรือน ทำให้เขาใช้ชีวิตเป็เด็กเร่ร่อนตากแดดตากลม จนกระทั่งเขาล้มลงหมดสติเพราะไม่ได้กินอาหารมาหลายวัน
หางเฟิ่งฟื้นขึ้นมาก็พบว่าตนนั้นถูกช่วยเหลือมาที่หอนายโลมแห่งหนึ่งนายหญิงของตนเองตอนนั้นช่างดีกับเขาเหลือเกินรักและเอ็นดูหางเฟิ่งเหมือนบุตรของตน แต่แล้วโชคชะตาของหางเฟิ่งก็ได้แปรเปลี่ยนไปอีกครั้งเมื่อนายหญิงที่ตนเองก็รักเสมือนมารดากำลังลาลับจากโลกนี้ไป นายหญิงได้เรียกหาสหายสนิทของตนและฝากฝังหางเฟิ่งก่อนที่นางจะสิ้นลมหายใจ
ั้แ่นั้นมาหางเฟิ่งก็ได้ยึดอาชีพนายโลมและทำเงินให้นายหญิงอย่างมากมาย
เขาไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งเขาต้องมาพบเจอกับหนิงเอ๋ออีกครั้งแต่ทว่าครั้งนี้เขากลับกลายเป็คนสกปรกและมิกล้าเปิดเผยตนตัวนาง
“ขอบพระคุณท่านที่ได้มอบความเมตตาต่อข้า ต่อจากนี้ข้าพร้อมจะถวายชีวิตของข้าให้แก่ท่านขอรับ” หางเฟิ่งคำนับลงพื้นหนิงเอ๋อรีบจับตัวของเขาให้ลุกขึ้น
“ลุกมาเถิด ที่ข้าทำเพราะตัวของข้าเองล้วนๆ เ้าอย่าไปคิดว่าข้าเป็ผู้มีพระคุณเลย”
“มิได้ขอรับ อย่างไรท่านก็เป็ผู้มีพระคุณ”
“ในเมื่อข้าเสร็จธุระแล้วข้าจะพาหางเฟิ่งกลับเรือนพร้อมข้าด้วยในวันนี้” หนิงเอ๋อบอกกับนายหญิงที่ยังมอบดูหีบเงินนั้นไม่วางตา
“ในเมื่อท่าน้าเช่นนั้นก็ย่อมได้เ้าค่ะ เด็กๆ เ้าไปจัดการเก็บข้าวของ ของหางเฟิ่งและนำไปส่งที่บ้านสตรีที่สูงส่งผู้นี้ด้วย” นางได้บอกให้บ่าวรับใช้ไปเก็บข้าวของทันที
“ได้ขอรับ”
หนิงเอ๋อรอเพียงไม่นานการเก็บข้าวของหางเฟิ่งก็เสร็จสิ้น นางมองดูข้าวของที่น้อยนิดก็หันไปตำหนินายหญิงทันที
“นี่หรือของใช้ของผู้ที่หาเงินให้ท่านได้มากมาย เหตุใดมีของใช้เพียงเท่านี้ช่างไม่เหมาะสมกับหางเฟิ่งสักนิด”
“เอ่อ ข้าน้อยเองขอรับที่มิชอบใช้สิ่งของสิ้นเปลืองท่านอย่าต่อว่านายหญิงของข้าเลย เวลานี้ก็ใกล้จะค่ำแล้ว ข้าว่าเรามิสู้เดินทางไปที่เรือนของท่านก่อนที่ตะวันละลับขอบฟ้าหรือขอรับ”
“นั่นสิ ของใช้ภายนอกเช่นนี้ไปอยู่กับข้า ข้าจะซื้อให้เ้าใหม่ทุกอย่างไปกันเถอะ” พูดจบหนิงเอ๋อก็ได้เดินทางกลับที่เรือนของตน
เมื่อมาถึงที่เรือนแม่นมกับฟางลี่เว่ยยืนมององค์หญิงอย่างไม่เข้าใจ เหตุใดนางถึงได้ไปซื้อนายโลมเข้ามาอยู่ในเรือนแห่งนี้เมื่อองค์หญิงมาถึงแม่นมก็ได้ดึงตัวนางไปคุยเพียงลำพัง
“องค์หญิงหม่อมฉันไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่องค์หญิงทำเลยนะเพคะ เหตุใดองค์หญิงถึงทำเช่นนี้อกหม่อมฉันจะแตกแล้วนะเพคะ”
“แม่นมข้ายังไม่ทันได้ทำอันใดเลยนะ ข้าแค่ช่วยชีวิตอันน่าสงสารของหางเฟิ่งเท่านั้นเอง”
“หม่อมฉันเลี้ยงองค์หญิงมาั้แ่เด็กหม่อมฉันรู้นะเพคะว่าองค์หญิงรู้สึกเช่นใดกับชายผู้นั้น หม่อมฉันไม่เห็นด้วยหากฮองเฮารู้ท่านต้องโดนตำหนินะเพคะ”
“แม่นมั้แ่ข้าเกิดมาขอมีเพียงอย่างเดียวที่ข้า้า นั้นคือความรักท่านเองก็รู้ดี ท่านอย่าได้ห้ามข้าเลย ข้ามิได้คิดจะพาหางเฟิ่งมาเป็สามีข้า ข้าเพียงแค่้าให้เขามาอยู่ข้างๆ ข้าตลอดไปเท่านั้น” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาอย่างแ่เบา แววตาหลุบต่ำลงทำให้แม่นมมิกล้าพูดอะไรต่อ นางจึงเดินไปหาฟางลี่เว่ยเพื่อให้นางไปจัดห้องให้หางเฟิ่ง
“ฟางลี่เว่ย เ้าช่วยไปจัดห้องให้ชายผู้นี้ที”
“ได้เพคะ”
แม่นมได้เดินเข้าไปใกล้พร้อมพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
“ข้าเป็แม่นมขององค์หญิงหนิงเอ๋อ เ้าคงไม่รู้สินะว่านางคือองค์หญิงตอนนี้เ้าก็ได้รู้แล้ว ก็ช่วยทำตัวให้มันดีอย่าได้คิดใฝ่สูงเพราะเ้ามันต่ำต่อยเกินกว่าที่จะคู่ควรกับองค์หญิงของข้า หากเ้ากล้าแตะต้ององค์หญิงแม้แต่ปลายเล็บข้าจะจัดการเ้าซะ”
“ข้าน้อยมิกล้าพะย่ะค่ะ ข้าไม่รู้เลยว่าผู้มีพระคุณของข้านั้นคือองค์หญิง มิเช่นนั้นข้ามิกล้าตามมาที่เรือนแน่นอนพะย่ะค่ะ” หางเฟิ่งมีใบหน้าตื่นตระหนกเพราะเขาต้องแสร้งว่าตนนั้นไม่รู้ฐานะขององค์หญิง
“แม่นมท่านอย่าได้ดุด่าว่ากล่าวหางเฟิ่งเลย ข้าเองที่ไม่ได้บอกถึงตัวตนของข้า แต่ถึงกระนั้นการที่ข้าเป็องค์หญิงก็เสมือนมิใช่องค์หญิงหรอกนะ แม่นมดูสิหากข้าเป็องค์หญิงบุตรของฮ่องเต้ปานนี้ข้าคงได้นั่งสบายอยู่ในวังหลวง ดูข้าตอนนี้สิฮึ อย่างกับชาวบ้านธรรมดาที่มีข้ารับใช้เป็ของตนเองเท่านั้น หางเฟิ่งเ้าตามข้ามาข้าจะพาเ้าไปเดินชมเรือนของข้า” หางเฟิ่งแม้ตอนเด็กจะรู้ว่านางคือองค์หญิงแต่เขาเองไม่รัรู้เลยว่าตลอดมานางต้องพบเจอกับอะไรมาบ้าง เขาเลยรู้สึกเห็นใจนางยิ่งนัก
“พะย่ะค่ะ”
หนิงเอ๋อเดินนำหางเฟิ่งมาเรื่อยๆ และได้บอกเขาถึงสถานที่ในเรือน เมื่อถึงต้นไม้ใหญ่หลังเรือนหนิงเอ๋อก็ได้หยุดนิ่งและเงียบไป
“ท่านเป็อะไรไปหรือขอรับ มีเื่อะไรที่ท่านไม่สบายใจหรือไม่” แววตาที่เหม่อลอยของหนิงเอ๋อทำให้หางเฟิ่งรู้สึกถึงความโดดเดี่ยว
“เ้าเคยรู้สึกโดดเดี่ยวหรือไม่ แต่เ้าคงไม่เคยสินะเพราะข้างกายเ้าในทุกค่ำคืนต่างมีสาวงามในอ้อมกอด”
“ไม่เลยพะย่ะค่ะ ถึงแม้รอบกายของหม่อมฉันจะมีผู้คนมากมายแต่ถึงกระนั้นกระหม่อมเองก็ยังคงโดดเดียว เมื่ออยู่ยามลำพังสตรีมากมายล้วนแต่ลุ่มหลงเพียงใบหน้าของกระหม่อม มิได้ชอบในตัวตนที่แท้จริงหากกระหม่อมมีใบหน้าที่น่าเกียจน่ากลัวก็ไม่ต่างจากบ่าวรับใช้ท้ายจวนหรอกพะย่ะค่ะ”
“ตอนที่ข้ายังเด็กมี่เวลาหนึ่งที่ข้ารู้สึกว่ามีคนเคียงข้างทำให้ข้าไม่โดดเดี่ยวและอ้างว้าง แต่ทว่าความรู้สึกดีๆ นั้นมันสั้นยิ่งนัก ทำให้รู้สึกหว้าเหว่มาตลอดจนกระทั่งมาเจอเ้า ที่ข้ารับเ้าเข้ามาอยู่ที่นี่มิใบหน้าของเ้าก็มีส่วนแต่ว่าเ้านั้นคล้ายคลึงกับเด็กชายที่เป็เพื่อนเล่นเพียงคนเดียวของข้ามากนัก ข้าหวังว่าต่อจากนนี้เ้าจะทำให้ข้าคลายเหงาได้บ้าง"