11 นี่แหละ...พระราชาแห่งจีโอเนส (2)
11นี่แหละ...พระราชาแห่งจีโอเนส (2)
"ไม่เพคะ"
คำปฏิเสธนั้นถูกตอบออกมาโดยแทบไม่ต้องผ่านกระบวนการคิด แน่นอนว่าพระราชาผู้ถามได้แต่นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะถามหาเหตุที่ตนเองถูกปฏิเสธอย่างไม่อยากเชื่อ
“เหตุผลล่ะ”
“ฟังดูไม่มีเหตุผลเลยมากกว่าที่หม่อมฉันถูกถามเช่นนั้น”
“อย่าได้คิดมากเรื่องรูปลักษณ์ของตัวเอง จริงอยู่ไม่มีชายใดที่ไม่โปรดปรานสาวงาม แม้ใครคนอื่นก็มักจะคิดว่าข้าเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่แท้ที่จริงแล้วข้าไม่เคยถือสาเรื่องนั้นเลย นางในพิเศษทุกคนที่ถูกคัดเลือกเข้ามาต่างล้วนมีเหตุผลที่มาทั้งนั้น รูปลักษณ์ของพวกนางคงเป็นเพียงความตั้งใจของผู้ที่ส่งพวกนางเข้ามามากกว่า ที่พยายามเฟ้นหาสาวงามมาเพื่อใช้รูปลักษณ์ดึงดูดให้ข้าสนใจ ดังนั้นรับรองได้ว่านี่จะไม่ใช่สิ่งที่เจ้าต้องกังวล”
“หามิได้เพคะ ไม่ใช่เรื่องนั้นแน่นอน”
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าไม่เข้าใจเหตุผลตั้งมากมายที่ข้าอธิบายไปหรือ”
“เข้าใจเพคะ เข้าใจเป็นอย่างดี และในเมื่อมันเป็นคำถาม หม่อมฉันก็มีสิทธิ์ตอบปฏิเสธ แต่หากทรงมีรับสั่งเป็นการบังคับ ก็ทรงส่งหม่อมฉันไปอยู่กับท่านพ่อเถอะเพคะ เพราะหม่อมฉันคงไม่สามารถทำตามพระประสงค์ได้ หม่อมฉันก็มีเหตุผลของตัวเอง หม่อมฉันไม่คิดจะแต่งงานหากชายผู้นั้นไม่ใช่คนที่หม่อมฉันรัก หม่อมฉันทนไม่ได้ เพราะหม่อมฉันเติบโตมากับแนวคิดการแต่งงานที่มีความรักเป็นตัวตั้งเป็นอุดมคติในใจ เหมือนดั่งท่านพ่อกับท่านแม่ของหม่อมฉันเพคะ หากไม่เป็นไปเช่นนั้น หม่อมฉันขออยู่แบบนี้จนตัวตายไปเลยเสียยังจะดีกว่า”
“นั่นแปลตรงๆ ได้ว่า... เจ้ายอมตายดีกว่าจะต้องแต่งงานกับผู้ชายอย่างข้า...อย่างนั้นสินะ”
หญิงสาวสะดุ้งขึ้นมา เมื่อคำพูดที่ถูกตีความออกมาดูมีความหมายรุนแรงถึงเพียงนั้น
“ไม่ใช่ว่าเป็นผู้ชายแบบฝ่าบาทหรือแบบไหนเพคะ มันเป็นเรื่องความรู้สึกจิตใจของคนสองคนเพคะ”
“นี่ไม่ใช่คำถามลองใจ ไม่ใช่บททดสอบอะไรทั้งสิ้น ข้ากำลังถามเจ้าจริงๆ จากใจจริง ข้าไม่เคยพบเจอสตรีคนไหนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับราชินีในอุดมคติของข้าเท่ากับเจ้ามาก่อนเลย”
“หม่อมฉันขอปฏิเสธเพคะ”
“ข้าให้เวลาตั้งสติดีๆ เจ้ากำลังปฏิเสธฐานะราชินีที่หญิงสาวทั่วทั้งอาณาจักรใฝ่ฝันถึงนะ”
“แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่หม่อมฉันใฝ่ฝันถึงเพคะ”
“เจ้าเคยบอกว่าอยากทำตัวเองให้เป็นประโยชน์กับข้าที่สุด และนี่ก็คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เจ้าจะทำเพื่อข้า และเพื่ออาณาจักรของเราได้แล้ว แน่นอนว่ายังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เจ้าต้องเรียนรู้เพิ่มจากนี้ แล้วข้าก็เชื่อว่าเจ้าต้องทำได้ดีแน่ๆ ฟีออน มาช่วยข้าทำให้จีโอเนสเป็นปึกแผ่นมั่นคงมีความเข้มแข็งจากภายในเถอะ”
“หม่อมฉันเคยพูด แต่...แต่ว่า”
องค์กษัตริย์นิ่งสดับรับฟังอย่างผิดหวัง หลังจากเกลี้ยกล่อมอยู่นาน สุดท้ายหญิงสาวก็ยังพยายามที่จะปฏิเสธอยู่ดี
“เจ้าเคยบอกว่ายังไม่มีคนรักที่หมายมั่นว่าจะแต่งงานด้วย”
“เพคะ ไม่มี”
“ถ้าอย่างนั้นแล้ว เจ้ากำลังดูใจอยู่กับคาอูลอยู่หรือไง ข้าเห็นพวกเจ้าสนิทกันรวดเร็วเหลือเกิน”
“ปะ...เปล่านะเพคะ ไม่ใช่แบบนั้นเพคะ ทะ...ท่านคาอูลเพียงคอยตามดูแลหม่อมฉันตามรับสั่งของฝ่าบาทเท่านั้นเองเพคะ”
องค์แดริสถอนพระทัยเฮือกใหญ่อีกครั้ง คนอื่นตั้งมากมายที่อยากเป็นอยากได้ตำแหน่งนี้ต่างก็ไม่มีแวว พออุตส่าห์ได้พบเจอคนที่ใช่แล้วแต่นางกลับไม่อยากเป็น อีกทั้งน้ำเสียงท่าทางร้อนรนปฏิเสธในตอนท้ายนั่น ดูออกจะแปลกไปจากเมื่อครู่ที่ผ่านมาอย่างชัดเจนเหลือเกิน
อย่างไรสาวน้อยก็คือสาวน้อยสินะ ฟีออนอายุสิบเก้า...แม้จะไม่ใช่เด็กแล้ว แต่หากเทียบกับอายุของเขานางก็เป็นแค่สาวน้อยคนหนึ่งเท่านั้น ยิ่งเติบโตมากับท่านอาจารย์ฟาอินแล้ว นางก็คงจะมีความฝัน ความหวัง จินตนาการ อุดมคติความรัก และยึดถือยึดมั่นกับสิ่งที่เชื่อว่าตัวเองเป็น
เขาควรจะรอเวลามากกว่านี้อีกสักหน่อยไหม หรือควรจะตัดใจมองหาคนอื่นแทน
ไม่สิ...ไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลยที่จะได้พบเจอสตรีแบบนี้ เขาควรจะคิดหาหนทางที่จะทำให้นางตอบตกลงอย่างเต็มใจเองต่างหาก เพราะชีวิตนี้เขาอาจจะไม่พบเจอใครที่เหมือนกับฟีออนอีกแล้ว
“หากเจ้าไม่แต่งเองก็ช่วยข้าคิดช่วยข้าเลือกเจ้าสาวก็แล้วกัน แล้วข้าจะจัดเตรียมพวกนางเหล่านั้นมาให้เจ้าช่วยเลือกจนแทบอยากอาเจียนทีเดียว ข้าจะไม่ยอมรับคำปฏิเสธของเจ้าจนกว่าเจ้าจะหาบุคคลที่เหมาะสมทำให้ข้ายอมรับได้มาแทนที่ และเจ้าก็จะได้เข้ามาทำงานในตำแหน่งร่างอักษรอย่างเป็นทางการก็ต่อเมื่อข้าได้อภิเษกฯ แล้วเท่านั้น นับตั้งแต่พรุ่งนี้ไป ข้าจะกำหนดตารางการทำงานใหม่ให้เจ้าเอง”
สีพระพักตร์ขององค์ราชากลับมาเรียบตึงดังเช่นปกติ ก่อนจะเสด็จนำไปยืนรออยู่ที่หน้าประตูในห้อง ราวกับต้องการบอกทางอ้อมว่านางควรจะออกไปจากที่นี่ได้แล้ว
ไม่พูดพร่ำหรือตรัสสั่งลาใดๆ กษัตริย์หนุ่มก็เสด็จออกไปยังนอกห้อง ซึ่งมีนายทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ยืนออเฝ้ารออยู่ และสั่งความจำเพาะกับนายทหารคนหนึ่งเสร็จสรรพ
“คาอูล...ดูแลว่าที่ร่างอักษรของข้าให้กลับไปหาคุณบลูเบลล่าอย่างปลอดภัยด้วย ส่วนข้าจะกลับห้องบรรทมใหญ่” ตรัสจบก็ทรงเสด็จดำเนินจากไปพร้อมกับเหล่านายทหารมหาดเล็กฯ ที่เหลือทันที
ฟีออนเดินออกจากห้องทรงอักษรอย่างอ่อนล้าหมดแรงและเข่าอ่อน เมื่อมองหน้านายทหารที่ชักจะเริ่มสนิทกันขึ้นทุกวันแล้ว แม้จะได้ยินคำสั่งจากองค์เหนือแล้วก็ตาม แต่อย่างไรหญิงสาวก็ไม่มีอารมณ์อยากจะกลับเข้าไปพักผ่อน หรือพบเจอคุณบลูเบลล่าที่คงจะถามจู้จี้เรื่องต่างๆ เอาเสียเลย
“ข้าขอออกไปสูดอากาศสักหน่อยก่อนกลับไปที่พักจะได้มั้ยคะ”
เพราะอะไรฟีออนก็ไม่อาจทราบได้เช่นกันที่ทำให้หญิงสาวกล้าเอ่ยปากขออย่างเอาแต่ใจถึงเพียงนี้ แต่คาอูลกลับมองมาที่นางแล้วยิ้มละไม และรับคำอย่างไม่ต้องอ้อนวอนต่อเลยสักนิดเดียว
อุทยานในเขตตะวันออกซึ่งเป็นที่ประทับของฝ่าบาทนั้นมีคบไฟให้แสงสว่างมากกว่าในเขตทิศใต้ ทหารเดินเวรยามก็มีจำนวนมากและออกเดินตรวจถี่กว่าทิศอื่นอย่างเห็นต่างได้ชัดเจน
แม้นายทหารเวรยามคนอื่นจะมองมาที่ทั้งสองด้วยความสงสัย ว่านายทหารหนุ่มคนสำคัญมาทำอะไรกับหญิงสาวหน้าตาแปลกประหลาด ซึ่งจากการแต่งกายก็เห็นได้ชัดว่าเป็นจำพวกคนงานในยามค่ำมืดแล้วเช่นนี้ แต่ก็ไม่มีใครแวะเข้ามาทักถามอะไร อาจเพราะได้เห็นใบหน้าของฟีออนซึ่งไม่อาจทำให้คิดได้ว่า ทั้งสองมาทำอะไรในเชิงชู้สาวในที่เปิดแจ้งเช่นนี้
ทั้งสองคนนั่งลงที่พื้นหญ้าข้างสระน้ำเล็กๆ ที่ถูกตกแต่งดูแลด้วยพืชน้ำอย่างสวยงาม น้ำในสระคงใสสะอาดทำให้ไม่มีกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ใดๆ
คาอูลได้แต่เหลือบมองหญิงสาวที่ยังคงนิ่งเงียบเอาแต่ถอนหายใจอยู่หลายเฮือกแล้ว ฟีออนไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องที่เข้าเฝ้าฝ่าบาทตามลำพังให้เขาได้ยินสักคำ แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ถ้าหากนั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่ควรรู้ ว่าที่ร่างอักษรฯ ของฝ่าบาทอย่างนางก็ไม่ควรจะบอกให้เขารู้ด้วยเช่นกัน
“ข้าเสียใจ” อยู่ๆ หญิงสาวก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอยพร้อมกับน้ำตาที่ไหลหยดลงมา
ในใจของฟีออนกำลังรู้สึกแบบเดียวกับที่เปรยขึ้นอย่างรุนแรง นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนเห็นถึงความสำคัญ เห็นถึงความสามารถ เห็นถึงตัวตนข้างในของนางมากยิ่งกว่ารูปลักษณ์ภายนอกถึงเพียงนี้ แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ หญิงสาวกลับไม่รู้สึกดีใจขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย
ฝ่าบาททำให้นางรู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนเหล่านางในของพระองค์ มิใช่จากรูปร่างหน้าตาหรือที่มาเหล่านั้น ฝ่าบาททรงต้องการนาง แต่เป็นในอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นความสามารถที่อยู่ภายใน ไม่ว่านางจะเป็นใคร แม้จะไม่ได้ชื่อฟีออน จะเป็นใครก็ได้ทั้งนั้นขอแค่ดีพอจะทำให้ทรงพอพระทัยได้ ก็จะทรงเก็บคนเหล่านั้นไว้เป็นของพระองค์เอง
แต่จะว่าไปแล้วโลกนี้ก็เป็นแบบนี้ไม่ใช่หรือ ไม่ว่าตัวตนของเราจะเป็นอย่างไร จะชื่ออะไรก็ตาม ขอเพียงแค่มีความสามารถทำให้เป็นที่ต้องการ เราก็จะสามารถยืนอยู่ในจุดนั้นได้ อย่างพวกท่านคาอูลกับเหล่าทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ กองทหารพิเศษที่ขึ้นตรงกับฝ่าบาทโดยตรง และขึ้นชื่อว่าเป็นผู้มีฝีมือในการต่อสู้ที่สุดถึงจะเข้ามาสังกัดหน่วยนี้ได้ แม้จะเป็นลูกคนใหญ่คนโตอย่างท่านคาอูล หากไม่มีความสามารถดีพอ ก็คงจะไม่สามารถอยู่ในจุดนี้ได้ตราบใดที่องค์กษัตริย์ยังคงเป็นอย่างองค์แดริส
แต่ถึงจะเข้าใจก็ตาม ทำไมกันนะ ทำไมนางถึงได้รู้สึกเศร้าใจเช่นนี้ ฟีออนคงโตมากับอุดมคติแห่งความรักตามที่พ่อของนางเคยบอกจริงๆ หากจะมีคนรัก หากจะแต่งงานกับใครสักคน นางอยากมีใครสักคนที่รักนาง รักตัวตนของนาง รักชื่อของนาง ปกป้องดูแลนาง ไม่ว่านางจะมีรูปลักษณ์แบบไหน จะโง่หรือจะฉลาดอย่างไร เพราะทั้งหมดนั่นล้วนแล้วแต่เป็นตัวตนของนางทั้งสิ้น คนที่ต้องการนางที่มีเพียงแค่หนึ่งเดียวเท่านั้น
แต่ว่า...รักทั้งหมดงั้นหรือ ช่างโง่เขลาอะไรอย่างนี้ อยู่ๆ หญิงสาวก็สมเพชตัวเองขึ้นมาอย่างประหลาด แค่คิดหญิงสาวก็นึกอยากหัวเราะเยาะตัวเองขึ้นมา จะมีใครอีกหรือที่มองผ่านรูปอัปลักษณ์นี้ไปได้ ชาตินี้คงหาใครแบบนั้นไม่พบอีกแล้ว
“ฟีออนเจ้าเป็นอะไรรึเปล่า ยังคิดมากเรื่องนั้นอยู่อีกเหรอ” คาอูลตื่นตกใจไม่น้อยเมื่ออยู่ๆ หญิงสาวก็น้ำตาไหลออกมาอีก แม้จะไม่เข้าใจนักว่าเป็นเพราะอะไร แต่ชายหนุ่มก็คาดว่านางคงยังคิดมากเรื่องโอลลีฆ่าตัวตาย และคิดว่าเป็นความผิดของตัวเอง
“ข้าคงเพลียมากค่ะ ข้า...เหนื่อยมากเลย” ฟีออนยกชายแขนเสื้อขึ้นแล้วรีบปาดน้ำตาของตัวเองออกไป
“กลับไปพักผ่อนไหม พรุ่งนี้เจ้าจะได้มาเป็นร่างอักษรแล้วใช่รึเปล่า เมื่อครู่ฝ่าบาทเรียกเจ้าด้วยตำแหน่งนั้นนี่”
“ข้ายังไม่แน่ใจชีวิตพรุ่งนี้ของตัวเองนักหรอกค่ะ ตอนนี้แค่อยากสูดอากาศข้างนอกอีกสักนิด หากท่านมีงานต้องไปทำหรืออยากไปพักผ่อนแล้วก็ไปเถอะค่ะ ข้าไม่กล้ารบกวนมากกว่านี้ ทหารเยอะแยะแบบนี้ก็คงไม่เป็นอะไร ข้าพอจำทางไปห้องของคุณบลูเบลล่าได้ค่ะ”
“เจ้านี่ขี้ลืมอีกแล้ว ลืมไปแล้วหรือ ฝ่าบาทเพิ่งสั่งว่าให้ข้าดูแลส่งเจ้าจนถึงที่พักให้ปลอดภัย จนกว่าเจ้าจะกลับเข้าไป หน้าที่ของข้าในตอนนี้ก็คือการดูแลเจ้านะ”
ได้ยินสิ่งที่นายทหารหนุ่มพูดมา หญิงสาวก็อดไม่ได้ที่จะอมยิ้มแล้วเอ่ยแซวเล่น
“บางครั้ง...ข้าก็แอบคิดเข้าข้างตัวเองอยู่บ้างนะคะ ว่าบางทีท่านคาอูลดูเหมือนกำลังพูดจาจีบข้าอยู่ แต่ข้าคงหลงตัวเองไปจริงๆ ค่ะ ท่านคงจะหมายความตามหน้าที่ที่พูดต่างหาก น่าอายจริงๆ เลย ฮะฮะฮะ”
คาอูลไม่ขำตามหญิงสาวที่หัวเราะปิดท้าย ชายหนุ่มแทบพูดไม่ออกเมื่อได้ยินดังนั้น ที่ผ่านมาเขาแก้ตัวและยืนยันปฏิเสธหนักแน่นทุกครั้ง ทว่าตอนนี้เขานึกอยากจะกลับลำพลิกคำพูดของตัวเองเหลือเกิน แต่ถ้าทำแบบนั้นเข้าจริงๆ เขาคงกลายเป็นพวกกะล่อนในสายตาของนางแน่
“แล้ว...เจ้าอยากให้ข้าทำแบบนั้นหรือเปล่าล่ะ”
ฟีออนยังคงหัวเราะแล้วส่ายหน้าไปมา
“ปลอบใจข้าบ่อยๆ เข้าเดี๋ยวข้าจะหลงคารมท่านเข้าสักวันนะคะ ไม่เอาละ ให้ข้าเป็นที่ปรึกษาความรักของท่านก็ดีอยู่แล้วค่ะ”
ใบหน้าหญิงสาวแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ และนั่นก็ทำเอาชายหนุ่มชะงักไป ก่อนจะเกิดอาการแปลบวาบในอกอย่างประหลาดขึ้นมาอีกแล้ว...
“ขะ ข้าว่า...เอาไว้ข้าจะได้ปรึกษาเจ้าเร็วๆ นี้แน่เลยล่ะ”
“ท่านเจอคนที่ชอบแล้วหรือ”
“ก็ยังไม่แน่ใจนักหรอก ยังต้องดูกันไป แล้วข้าจะเล่าเรื่องนางให้ฟัง”
“นางเป็นคนแบบไหนหรือคะ”
“อืม...เรายังไม่สนิทกันถึงขั้นดูกันออกถึงเพียงนั้น แต่สำหรับข้าแล้วนางงดงามมาก นางมีความงดงามที่ไม่เหมือนใครในรูปแบบของนางเอง”
“ฟังแล้วคงสวยน่าดูเชียว เอาไว้ท่านต้องแนะนำนางให้ข้ารู้จักนะ”
“แน่นอน สักวันเจ้าจะต้องรู้แน่นอน ฟีออน”
ห้องว่าราชการหลวงในวันนี้เต็มแน่นไปด้วยขุนนางทุกอัตราที่นั่ง และในการดำเนินงาน หากเป็นหัวข้อที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก องค์เหนือหัวก็ตัดจบโดยการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดปุบปับรวดเร็วอย่างผิดปกติ โดยแทบจะไม่ฟังข้อเสนอแนะจากเหล่าขุนนางอื่นเลย แต่นั่นก็นับว่าประหยัดเวลาไปได้มากโขทีเดียว เมื่อจบหัวข้อทั่วไปเรื่องสุดท้าย กษัตริย์หนุ่มก็สังเกตได้ถึงปฏิกิริยาของทุกคน ที่เฝ้ารอคอยจะกล่าวอะไรบางอย่างต่อจากนี้ไปต่างหาก
“ทูลฝ่าบาท สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวานนี้...”
“พอเถอะท่านอำมาตย์หลวง ข้ารู้ว่าท่านจะพูดเรื่องอะไร” องค์แดริสตัดบทของท่านอำมาตย์หลวงขึ้นแบบห้วนๆ และไม่เกรงใจกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัดเจน
“แต่ฝ่าบาท...”
“ฟังข้าพูดให้จบ หากมีอะไรจะขัดแย้ง ข้าจะฟังหลังจากนั้น”
เมื่อรับสั่งมาถึงเพียงนี้แล้ว ทั่วทั้งห้องว่าราชการหลวงก็เกิดความเงียบขึ้นในพริบตา บ่งบอกได้ชัดเจนว่าพร้อมรับฟังอย่างเต็มที่แล้ว
“ต่อจากนี้ไปให้ยกเลิกระบบนางในพิเศษ จะไม่มีการคัดเลือกนางในพิเศษเพิ่มเข้ามาอีกต่อไป”
ทุกคนเงยขึ้นมองพระพักตร์อย่างตกตะลึงไปตามๆ กัน
“และนางในพิเศษทั้งหมดที่มีอยู่ในตอนนี้ ข้าจะคัดเลือกเหลือไว้ให้เป็นพระสนมสามคน ที่เหลือจะต้องออกจากวังกลับบ้านและได้รับบำเหน็จก้อนใหญ่ตามระยะเวลาที่เข้าวังมาเพื่อเป็นรางวัลตอบแทน และสุดท้าย...”
เหล่าขุนนางแทบรอไม่ไหวทีเดียวกับคำพยางค์ท้ายที่อยู่ๆ ก็ทรงหยุดรับสั่งไปชั่วครู่
“ในวันคล้ายวันเกิดปีนี้ ข้าจะจัดงานเลี้ยงเต้นรำ”
ความตกตะลึงที่รุนแรงยิ่งขึ้นฉาดฉายอยู่ในสีหน้าของขุนนางแทบทุกชีวิต งานเลี้ยง คำๆ นี้ไม่เคยเกิดขึ้นในวังหลวงมาร่วมสิบกว่าปีแล้ว หรือที่ถูกก็คือนับตั้งแต่พระเจ้าแดริสทรงขึ้นครองราชย์ พระราชวังจีโอเนสก็ไม่เคยจัดงานเลี้ยง หรือพิธีการรื่นเริงไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ขึ้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว วันคล้ายวันเสด็จพระราชสมภพนั้นอยู่ห่างไปไม่มากแล้ว ดูท่ากรมพิธีการคงได้กรีดร้องกันถ้วนหน้าเป็นแน่ เพราะอีกไม่นานจากนั้นยังมีงานใหญ่ยักษ์ที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือ
“และในอีกสี่เดือนข้างหน้าที่จะมีการประชุมสามัญประจำทวีป ซึ่งจีโอเนสของเราเป็นเจ้าภาพจัดงานในรอบนี้ นอกจากเตรียมการต้อนรับแขกจากทั่วทั้งทวีปแล้ว ในเมื่อแขกเหรื่อก็มาอยู่กันพร้อมหน้า ข้าก็จะจัดพิธีอภิเษกสมรสไปด้วยเลยทีเดียว ดังนั้น...ในงานเลี้ยงเต้นรำที่จะถึงนี้ พวกท่านอยากเชิญลูกท่านหลานเธอเจ้าหญิงจากเมืองไหน หรือจะเป็นเครือญาติทั้งหลายของตัวเองคนใดก็เชิญมาให้หมด ข้าจะให้โอกาสทุกคนอย่างเท่าเทียมกันเพื่อทำความรู้จัก และหาใครสักคนมาอภิเษกสมรสเป็นราชินีให้กับจีโอเนสเสียที...”