ดินทร์ ผมทำงานต่อที่เกาหลีวันเวลามันผ่านไปช้าหรือผมใจร้อนผมก็ไม่แน่ใจผมรีบเร่ง เคลียร์งานให้เสร็จเพื่อที่จะได้กลับประเทศก่อนกำหนด ผมคิดถึงใบหน้าสวยๆรสจูบหวานๆของอ้อมกอดจนไม่เป็อันทำงาน ความรู้สึกนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับผม ผมไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้มาก่อน และเธอคนนี้ก็เข้ามาทำให้ชีวิตของผมนั้นเริ่มที่อยากจะมีใครรออยู่ที่บ้านเวลาทำงานเหนื่อยๆ ผมใช้ชีวิตสามสิบปีหมดไปกับการเรียนและทำงานแค่นี้ผมก็ยุ่งจนไม่ไปคิดเื่อื่น ผมนึกขอบคุณคุณแม่ที่ขอร้องแกมบังคับให้หาลูกสะใภ้ให้ท่านสักที อีกไม่กี่ชั่วโมงเครื่องบินก็จะแตะสนามบินสุวรรณภูมิรอพี่ก่อนนะกอด
เมื่อผมถึงสนามบินผมก็รีบนั่งแท็กซี่กลับบ้านทันที
ดินทร์ : สวัสดีครับคุณแม่
คุณหญิงแก้ว : อ้าวตาดินทร์ มาถึงั้แ่เมื่อไหร่แล้วทำไมไม่โทรมาบอกแม่ แม่จะได้ให้คนขับรถไปรับ
ดินทร์ : ผมมาเองสะดวกกว่าครับ จะไปรบกวนลุงสนทำไม(คนขับรถ) แล้วคุณแม่ทำอะไรอยู่ เห็นจองอยู่หน้าจอโทรศัพท์สักพักแล้ว
คุณหญิงแก้ว : กำลังเลือกว่าที่ลูกสะใภ้ของแม่อยู่นะสิ (คุณหญิงแก้วตอบไปยิ้มไป)
ดินทร์ : โธ่ คุณแม่ครับเมียผม ผมก็ต้องหาเองสิครับ (ดินทร์พูดแล้วเดินไปกอดคุณหญิงแก้วอย่างออดอ้อน)
คุณหญิงแก้ว : ก็เรานะชักช้า ข้ออ้างสาระพัด งานเยอะบ้างล่ะ นู้นนี่นั่นบ้างล่ะ (คุณหญิงค่อนขอดลูกชาย)
ดินทร์ : ก็มันจริงนี่ครับ งานผมยุ่งจริงนี่ครับไม่มีเวลาดูแลใครหรอกครับ ผมอยากแต่งงานกับคนที่เข้าใจผมจริงๆนะครับไม่ใช่แต่งไปงั้นให้จบๆไปผมอยากใช้ชีวิตกับคนที่รักจนแก่จนเฒ่า (ผมพูดตามความรู้สึก)
คุณหญิงแก้ว : แล้วมันเมื่อไหร่ล่ะ ตาดินทร์ แม่แก่แล้วนะ เร่งมือหน่อยไม่ได้รึไง
ดินทร์ : มันเร่งได้ด้วยเหรอครับเื่แบบนี้ คุณหญิงแก้ว ฮ่าา (ผมขำคนเป็แม่ที่อยากจะเป็ยายซะเต็มแก่)
คุณหญิงแก้ว : ชอบขัดใจแม่ซะจริง (ดูเหมือนคุณแม่จะเหนื่อยหน่ายกับลูกชายหัวดื้อแบบผมซะแล้ว)
ดินทร์ : ฮ่าๆๆ ผมว่าผมถูกใจอยู่คนหนึ่งนะครับคุณแม่ แต่ขอเวลาให้ผมหน่อย แล้วจะรีบพาว่าที่ลูกสะใภ้มาพบคุณแม่ครับ (ที่พูดผมหมายถึงอ้อมกอดนั่นแหละครับ แต่ผมก็ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่นัก ว่านี้คือรัก หรือ ความหลงหน้าตาสวยๆของหลอน อีกอย่างผมไม่อยากให้คุณแม่เที่ยวไปทาบทามคุณเพื่อนๆของคุณแม่สักที ลูกเพื่อนของคุณแม่ส่วนใหญ่มีแต่ลูกคุณหนู เอาแต่ใจ ใช้เงินเป็ว่าเล่น ถ้าผมจะมีเมีย เมียผมก็ต้องเป็คนที่ดูแลผมและลูกได้ )
คุณหญิงแก้ว : จริงเหรอตาดินทร์ เป็ใครลูกเต้าเหล่าใคร รีบพามาให้แม่มารู้จักเลยนะ (คุณหญิงแก้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น)
ดินทร์ : ใจเย็นครับแม่ คุณแม่ไม่ต้องรีบขนาดนั้นหรอกครับแม่สัญญาแล้วนี่ว่าจะให้เวลาผมสามเดือน นี่พึ่งผ่านไปไม่ถึงอาทิตย์จะรีบทวงสัญญาไปไหนคร๊าบบบบ
คุณหญิงแก้ว : อย่าลืมสัญญาของเราแล้วกัน
ดินทร์ : ผมไปอาบน้ำดีกว่า กลับมาเหนื่อยๆคุณแม่ก็เร่งอยู่ได้ (ผมรีบตัดบทสนทนากับคุณหญิงแก้วแล้วเดินขึ้นไปยังชั้นสองของบ้านซึ่งห้องนอนอยู่ชั้นสองนั่นเอง)
บทสนทนาระหว่างแม่ลูกจบลงที่ดินทร์เดินหลบขึ้นไปห้องนอนของเค้า
ระหว่างที่ผมชำระร่างกายแช่น้ำอุ่นในอ่างเพื่อบรรเทาความเหนื่อยล้าจาการเดินทาง ผมหลับตาลงอย่างผ่อนคลาย แต่สมองของผมก็ไม่ได้พักอย่างที่ควรจะเป็ ั้แ่อ้อมกอดกลับมาเธอก็ไม่ติดต่อไปหาผมอีกเลย ผมเองก็เช่นกันที่ไม่ได้ติดต่อเธอไปเลยด้วยงานที่มัดรัดตัวจนไม่มีเวลา
ว่าแล้วผมก็จับโทรศัพท์ที่วางอยู่ขอบอ่างอาบน้ำมากดดูรายชื่อผู้ติดต่อ ผมมองรายชื่อนั่นอยู่นานจึงตัดสินใจโทรไปหาเธอ
ตื้ด ตื้ด ตื้ด เสียงสั่นของโทรศัพท์อ้อมกอดว่างอยูบนโต๊ะข้างเตียงนอนของเธอในขณะนี้เธอกำลังฟินอยู่กับซีรีย์เกาหลีที่เธอชอบ เมื่อเธอได้ยินเสียงโทรศัพท์สั่นก็มองไปยังต้นเสียงอย่างหงุดหงิดเธอเธอเอื้อมมือกดรับสายโทรศัพท์แต่ตาก็ยังจดจ่ออยูที่หน้าจอโน๊ตบุ๊คที่เธอเอามาเปิดนอนดูอยู่บนเตียงนอน
อ้อมกอด : มีอะไรยะยัยมินิ นี่ถ้าไม่ใช่เื่สำคัญฉันโกรธเธอจริงๆด้วย ที่ขัดจังหวะฉันกับโอป้า (ฉันกรอกเสียงใส่โทรศัพท์อย่างไม่พอใจ )
ดินทร์ : ฮ่าๆๆ น่าน้อยใจจังไม่เจอกันแค่ไม่กี่วันลืมกันซะแล้ว(เสียงผู้ชายนี่นา ฉันใรีบดูหน้าโทรศัพท์อย่างไว พบว่ามีชื่อที่บันทึกไว้ว่าดินทร์ งงๆที่เค้าโทรมา เพราะเค้าหายไปเลยั้แ่ฉันกลับมาไทย ไม่ติดต่อมาจนฉันก็คิดว่าก็แค่ผู้ชายเ้าชู้ไปเรื่อยไม่ได้จริงจังอะไรกับฉัน ฉันเสียใจเหมือนกันที่ไปหลงเชื่อเค้าและปล่อยให้เค้าจูบั้แ่วันแรกที่เจอ แต่ก็คิดได้ว่าผู้ชายก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ)
อ้อมกอด : อ่าาา คุณโทรมาหาดิฉันมีอะไรเหรอคะคุณดินทร์ ( ฉันเปลี่ยมใช้สรรพนามที่เป็ทางการหน่อยเพราะฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเค้า้าอะไรหลังจากหายไปหลายวัน)
ดินทร์ : กอดงอลพี่เหรอครับที่พี่ไม่ได้ติดต่อมาหลายวัน ขอโทษนะครับคนดี พี่งานยุ่งมากๆเลยนี้พี่ก็พึ่งถึงบ้านอาบน้ำยังไม่ทันได้ออกจากห้องน้ำก็รีบโทรหาก่อนเลย คิดถึงมากเลยครับ ^^(คนฟังปลายสายเผลอยิ้มอย่างลืมตัว เชอะคิดถึงงั้นเหรอ ฉันพรึ่มพรำขณะที่ฟังเค้าอธิบาย)
ดินทร์ : อ่อ แล้วเมื่อกี้ใช้คำแทนตัวเองว่าไงนะ ทำไมไม่แทนตัวเองว่ากอด และเรียกพี่ว่าพี่ดินทร์เหมือนเดิม
อ้อมกอด : อ่อ ก็หายไปนาน เลยลืมไปแล้วว่าเป็ใคร ( ฉันประชดเค้าอย่างไม่จริงจังนัก)
ดินทร์ : ประชดเก่งจังนะครับ เดี๋ยวเถอะถ้าพี่เจอเราพี่จะจูบเตือนความจำให้ลืมไม่ลงเลยทีเดียว
อ้อมกอด : มาจงมาจูบอะไรล่ะ พี่จะมาจูบคนอื่นไปเรื่อยแบบนั่นไม่ได้นะคะ ยังไม่ได้เป็แฟนซะหน่อย (แล้วทำไมฉันเขินขนาดนี้ด้วยเนี่ย)
ดินทร์ : งั้นเตรียมตัวไว้เลยพี่กลับมาแล้วพร้อมเดินเครื่องเต็มสูบ พี่เอาจริงล่ะนะ (เค้าพูดน้ำเสียงจริงจัง)
อ้อมกอด : พี่จริงจังขนาดนั่นเลยเหรอคะ เรารู้จักกันไม่เท่าไหร่เองนะคะ (ฉันอดที่จะถามเค้าไม่ได้เมื่อเค้าพูดน้ำเสียงจริงจัง)
ดินทร์ : ครับ ก็จริงที่เราพึ่งรู้จักกันพี่แค่ทำไปตามความรู้สึก (ความรู้สึกงั้นเหรอ แล้วฉันล่ะรู้สึกยังไงกับเค้าพร้อมที่เปิดใจให้เค้ารึป่าว ฉันมีคำถามในใจมากมาย)
ดินทร์ : กอดไม่ต้องรีบก็ได้ กอดค่อยๆเรียนรู้ชีวิตพี่ไป เพราะพี่เข้าใจดีว่าเื่นี้มันค่อนข้างสำคัญ พี่ก็จะไม่บังคับให้กอดตอบตกลงเป็แฟนพี่ให้เวลากอดได้คิด ทำความรู้จักกันให้มากขึ้น และถ้ากอดพอได้รู้จักพี่มากขึ้นถ้าเราต่างกันเกินไป และถ้ากอดรู้สึกว่าพี่ไม่ใช่สำหรับกอด กอดก็ออกจากชีวิตพี่ได้เลย พี่จะไม่บังคับกอดให้อยู่กับพี่ต่อหรอกนะ ( อะไรกันเนี่ย นี่เค้ารู้สิ่งที่มันค้างคาใจก่อนหน้านี้ได้ไงเนี่ย)
อ้อมกอด : อ่าา! ขอบคุณคะ พี่ดินทร์ที่ไม่บังคับเอาคำตอบจากกอด กอดจะให้โอกาสเราได้เรียนรู้กันและกันคะ (ฉันพูดไปอย่างอายๆๆ แต่ฉันก็พูดอย่างที่คิดจริงๆ ฉันไม่ได้ปิดกลั้นตัวเองในเื่ความรัก แต่ฉันก็ไม่ได้อยากถูกมองเป็ผู้หญิงใจง่าย เอาว่ะลองดูสักครั้ง ให้โอกาสเค้าลองดู)
ดินทร์ : ขอบคุณครับ ที่ให้โอกาสพี่รับรองว่าเที่ยวบินนี้กอดขึ้นแล้วไม่อยากที่ลงแน่ ฮ่าๆๆ ( อะไรของเค้าจริงจังอยู่ไม่เท่าไหร่ก็พูดกะล่อนใส่ล่ะแล้วจะเชื่อเค้าได้ไหมเนี่ย)
อ้อมกอด : อะไรของพี่เนี่ย!
ตอนหน้าจะเริ่มรุกหนักแล้วนะ ฝากกดติดตามด้วยนะคะ เื่นี้จะได้อ่านกันฟรีเกือบทั้งเื่กันทีเดียว แต่กำลังใจของนักเขียนอยู่ทีผู้อ่านนะคะถ้าชอบกันก็เข้ามาอ่านงานเขียนกันต่อไปด้วยนะคะ ขอบคุณล่วงหน้าคะ^^