บทที่ 40 ข้าอยากเรียนวรยุทธ์
เซียวอวี้เฉินนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างหน้าต่าง พลางเหลียวมองออกไปยังราตรีอันมืดมิดและเงียบสงัด
“เมื่อครู่ข้านึกถึงภาพท่านพ่อฝึกวรยุทธ์ตอนที่ข้ายังเด็กขึ้นมาได้”
ได้ยินเช่นนั้น เซียวอวี้หมิงก็วางถ้วยน้ำลงบนโต๊ะ ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อย่างไร้เรี่ยวแรง “ข้าคิดว่าในหัวของเจ้ามีเพียงหลิวปี้ฉินเท่านั้นเสียอีก”
เซียวอวี้เฉินไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะกล่าวเช่นนั้น เขารีบหันขวับมองเซียวอวี้หมิงด้วยสีหน้าตกใจระคนอับอาย “ข้า… เจ้า…”
ภายใต้สายตาเย้ยหยันของเซียวอวี้หมิง เซียวอวี้เฉินไม่รู้ว่าจะกล่าวสิ่งใด สุดท้ายก็ได้แต่จ้องมองท้องฟ้ายามราตรีอย่างเงียบงัน
ภายในห้องอันเงียบสนิท เงาของสองพี่น้องทอดยาวภายใต้แสงสีเหลืองอ่อน...
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด เซียวอวี้เฉินจึงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ความรู้สึกระหว่างข้ากับนางนั้น เจ้าไม่เข้าใจหรอก”
เซียวอวี้หมิงหัวเราะเยาะ “เรื่องของข้า เจ้าก็ไม่เข้าใจเช่นกัน”
เซียวอวี้เฉินหันไปมองเซียวอวี้หมิงที่นั่งเอนกายอย่างไม่ยี่หระ พลันเริ่มรู้สึว่าตนเองไม่คุ้นเคยกับน้องชายคนนี้เอาเสียเลย หากจะคิดดูอีกที เขาก็แทบไม่คุ้นเคยกับน้องชายจริง ๆ ด้วยซ้ำ เพราะก่อนหน้านี้ จิตใจของเขาจดจ่ออยู่กับการเล่าเรียนและหลิวปี้ฉิน จนแทบไม่มีเวลาใส่ใจน้องทั้งสองเลย
เขาช่างเป็นพี่ชายที่ไม่เอาไหนเสียจริง
“ข้า… ข้าไม่มีสิทธิ์มาสั่งสอนเจ้าหรอก วันนี้ข้ามาเพื่อจะบอกเจ้าว่า…”
เซียวอวี้เฉินเพียงอยากจะบอกน้องชายว่า มารดาต้องคอยค้ำจุนทั้งจวนโหวด้วยความยากลำบาก พวกเขาทั้งสามไม่ควรทำให้นางต้องเป็นกังวลอีกแล้ว ทว่าเมื่อนึกถึงคำพูดของเซียวอวี้หมิงเมื่อครู่ เขาไม่อาจเอื้อนเอ่ยอกมาได้
ท้ายที่สุดจึงได้เพียงแค่กล่าวลา “ไม่มีสิ่งใดหรอก ท่านแม่บอกว่าหากเจ้าไตร่ตรองได้ดีแล้วก็จะปล่อยเจ้าออกมา พักผ่อนให้สบายเสียเถิด ข้าไปก่อน”
กล่าวจบก็ลุกเดินไปยังประตูอย่างร้อนรน เซียวอวี้หมิงยังคงอยู่ที่เดิม ไม่เขยื้อน และไม่เอ่ยปาก
ไม่นานนักบ่าวรับใช้ที่เฝ้าประตูก็เดินเข้ามา เขายืนค้อมตัวอยู่ที่หน้าประตู พลางมองเซียวอวี้หมิงอย่างระมัดระวัง “คุณชายรอง ข้าปิดประตูแล้วนะเจ้าคะ”
เซียวอวี้หมิงนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นราวกับรูปปั้นหิน ไม่ขยับหรือส่งเสียงใด บ่าวรับใช้เห็นเช่นนั้นจึงพยักหน้าให้เขาอีกครั้งก่อนลงกลอนประตู
เซียวอวี้เฉินออกจากห้องหนังสือแล้วเดินไปยังเรือนฉิงเฟิง ภายใต้แสงจันทร์สีเหลืองนวล ลมหนาวพัดผ่าน ความหนาวเหน็บแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายผ่านทางคอเสื้อ ทว่าเขาไม่รู้สึกถึงมันเลย
เมื่อใกล้ถึงเรือนฉิงเฟิง เขาชะงักฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน ก่อนจะมองเข้าไปในความมืดมิดที่เบื้องหน้า แล้วเอ่ยขึ้นเบา ๆ “เจ้าว่าข้าผิดจริง ๆ หรือ?”
ฉางหมิงที่ติดตามมาอย่างเงียบ ๆ ไม่รู้ว่าคำถามนั้นหมายถึงสิ่งใด และไม่รู้ว่าจะตอบเช่นไร แต่ดูเหมือนว่าเซียวอวี้เฉินจะไม่ได้ต้องการคำตอบจากเขา สักพักก็กล่าวอีก “สิ่งใดคือความผิด แล้วสิ่งใดคือความถูก การไม่แยแสทั้งที่เห็นนางถูกเหยียบย่ำ สิ่งใดเรียกว่าถูกต้องหรือ?”
ฉางหมิงไม่รู้ว่าจะตอบคำถามของเขาเช่นไร จึงได้แต่ก้มหน้านิ่ง เมื่อเห็นเขาก้าวขาไปเบื้องหน้า จึงรีบตามไปทันที
เมื่อเข้ามาในเรือนฉิงเฟิง จื่อหลิงก็รีบวิ่งเข้ามาต้อนรับ “คุณชายใหญ่ อากาศหนาวถึงเพียงนี้ เหตุใดถึงไม่สวมเสื้อคลุมเล่าเจ้าคะ?”
เซียวอวี้เฉินไม่ตอบ ทว่าเขากลับเดินตรงเข้าไปด้านใน จื่อหลิงจึงรีบตามเข้าไปรับใช้จนเขาเข้านอน…
...
บ่าย ๆ ของวันรุ่งขึ้น ถังซูอี๋กำลังดูสินสอดทองหมั้นของตนเองในชาติก่อน ซึ่งตอนนี้กลายมาเป็นของนางแล้ว นางกำลังวางแผนที่จะใช้เงินส่วนตัวลงทุนในสมาคม โดยไม่แตะต้องทรัพย์สินของจวน
บัญชีของจวนโหวแยกออกจากกันอย่างชัดเจน เงินกองกลางของจวนมาจากกิจการของนายท่านโหวและเซียวไฮว่ ส่วนสินสอดของแม่เฒ่าโหวและโหวฮูหยินในชาติก่อนเป็นของนางเอง แม้ว่าบัดนี้ถังซูอี๋จะเป็นผู้ดูแลจวนพร้อมด้วยบุตรธิดาทั้งสาม ทว่านางยังคงแยกการจัดการทรัพย์สินของทุกคนออกจากกัน
เพราะยังมีปัญหาใหญ่รอจวนโหวอยู่ในภายภาคหน้า ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการแบ่งครอบครัว การทำบัญชีให้ชัดเจนไว้ก่อนถือเป็นเรื่องที่ดีกว่า
ถังซูอี๋มองดูบัญชีทรัพย์สินส่วนตัวของนาง พลางคิดคำนวณว่าจะต้องใช้เงินจำนวนเท่าใดถึงจะสร้างสมาคมขนาดสามห้องโถงได้ ขณะเดียวกันชุ่นอวิ๋นก็เดินเข้ามาแจ้ง “ฮูหยิน สือโม่ คนสนิทข้างกายของคุณชายรองมาแล้วเจ้าค่ะ”
ถังซูอี๋ละสายตาจากบัญชี “ให้เขาเข้ามา”
สือโม่เข้ามาในห้อง เมื่อเห็นถังซูอี๋ก็รีบคุกเข่าลง “คาราวะฮูหยิน”
ถังซูอี๋กวาดสายตามองเขาแวบหนึ่ง นางคุ้นเคยกับคนสนิทข้างกายทั้งสองของเซียวอวี้หมิงอยู่บ้าง เยี่ยนไถนั้นซื่อสัตย์ ส่วนสือโม่ผู้นี้นั้นเจ้าเล่ห์นัก
“ลุกขึ้นเถิด”
สือโม่ลุกขึ้นแล้วค้อมตัวลงเล็กน้อย “ฮูหยิน คุณชายรองให้ข้ามาแจ้งแก่ท่านว่า เขาคิดตกแล้ว”
ถังซูอี๋เงียบไปครู่หนึ่ง “ได้ ข้าจะไปดู”
กล่าวจบก็ลุกเดินออกไป ชุ่ยจู้และชุ่ยอวิ๋นก็ตามออกไปเช่นกัน เมื่อเห็นชุ่ยอวิ๋นตามไป สือโม่เก็รีบตามออกไปด้วย ยามนี้เขาเดินอยู่ข้าง ๆ ชุ่ยอวิ๋น ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ “พี่ชุ่ยอวิ๋น สองวันมานี้คุณชายรองนั่งอยู่ตรงนั้นทุกวัน ไม่พูดไม่จา ท่าทางเหมือนกำลังใคร่ครวญ คราวนี้เขาต้องคิดตกแล้วแน่ ๆ”
ชุ่ยอวิ๋นมองเขาปราดหนึ่ง ก่อนจะกล่าวขึ้นความความฮึดฮัด “เจ้าช่างมีเล่ห์เหลี่ยมจริง ๆ” เมื่อครู่ที่เขากล่าวให้ฮูหยินฟังนั้น ความหมายชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด เขาบอกว่าคุณชายรองเชื่อฟังฮูหยินมาก และกำลังไตร่ตรองอย่างจริงจัง
สือโม่หัวเราะเบา ๆ
ด้านหน้า ถังซูอี๋ได้ยินบทสนทนาของทั้งสอง มุมปากของนางโค้งขึ้นเล็กน้อย ไม่ว่าบุตรชายทั้งสองของเขาจะมีนิสัยเช่นไร ทว่าคนสนิทข้างกายล้วนแต่จงรักภักดี
ไม่นานก็ถึงห้องหนังสือ ถังซูอี๋สั่งให้คนเปิดประตูห้องหนังสือ เมื่อประตูถูกเปิดออก นางก็เห็นว่าเซียวอวี้หมิงกำลังยืนอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ ดวงตาเป็นประกาย ท่าทางกระตือรือร้น ไม่เหมือนผู้ที่ถูกกักขังอยู่ในห้องมืดเลย เมื่อพบหน้าผู้เป็นมารดา เขายังยิ้มแยกเขี้ยวจนเผยฟันขาวสะอาด “ท่านแม่ เชิญนั่งเถิด”
ถังซูอี๋เดินไปนั่งที่โต๊ะหนังสือ เซียวอวี้หมิงยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยท่าทางเรียบร้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยความมั่นใจ “ท่านแม่ ข้าตรองดีแล้ว ข้าจะเรียนวรยุทธ์”
ถังซูอี๋มองเขาอย่างพินิจ อยากรู้ว่าเขาคิดได้จริง ๆ หรือเพียงตบตาหลอกนาง ทว่าเซียวอวี้หมิงกลับยิ้มจนเห็นฟันขาวราวกับหิมะ จนนางมองไม่เห็นช่องโหว่เลยสักนิด
ทั้งนี้นางยังนึกขึ้นได้อีกว่า บุตรชายคนรองผู้นี้ไม่เพียงแต่ดื้อรั้นเท่านั้น เขายังมีเล่ห์เหลี่ยมอยู่ไม่น้อย ทว่าเรื่องพวกนี้ก็ไม่ได้เป็นปัญหาใด การมีเล่ห์เหลี่ยมย่อมดีกว่าโง่งมจนโดนหลอกได้ง่าย ๆ
“เรียนวรยุทธ์ก็ดี เช่นนั้นข้าจะหาอาจารย์มาสอนวรยุทธ์ให้เจ้า”
“ไม่จำเป็นหรอกท่านแม่ เพียงหนิวหงเลี่ยงก็พอแล้ว”
ถังซูอี๋นึกถึงหนิวหงเลี่ยง เขาเป็นหัวหน้าองครักษ์ของจวนโหว ทั้งยังเคยเป็นทหารภายใต้บังคับบัญชาของเซียวไฮว่ ต่อมาแขนของเขาได้รับบาดเจ็บและไม่อาจยกของหนักได้อีกต่อไป ทำให้เขาหมดโอกาสในการเลื่อนตำแหน่งในกองทัพ เซียวไฮว่จึงให้เขามาเป็นหัวหน้าองครักษ์ของจวนโหว
คนของเซียวไฮว่ย่อมไม่มีปัญหาเรื่องความจงรักภักดี ทว่าการที่เซียวอวี้หมิงเสนอตัวจะเรียนวรยุทธ์กับเขานั้น จะมีเล่ห์เหลี่ยมใดระหว่างนั้นหรือไม่?
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง นางจึงกล่าวขึ้น “ได้ เช่นนั้นข้าจะไปบอกเขา เจ้าเรียนกับเขาไปก่อน หลังจากนี้ข้าจะหาอาจารย์ที่เก่งกว่านี้ให้เจ้า”
เดิมทีถังซูอี๋วางแผนจะให้ท่านแม่ทัพใหญ่ ‘เซียงเกาฉือ’ มาเป็นอาจารย์ของเซียวอวี้หมิง ตั้งแต่ตอนที่นางเสนอให้เขาเรียนวรยุทธ์ แม้การขอให้ท่านแม่ทัพใหญ่มาเป็นอาจารย์นั้นจะไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าเซียวไฮว่ก็เคยมีบุญคุณต่อเขา ถังซูอี๋จึงตั้งใจจะ ‘ใช้บุญคุณแลกกับการตอบแทน’
ทว่ายามนี้เซียวอวี้หมิงเสนอให้หนิวหงเลี่ยงมาเป็นอาจารย์ด้วยตนเอง นางไม่อยากบีบบังคับมากเกินไป มิเช่นนั้นเกรงว่าเขาจะทำเหมือนเหยียนอู่ที่หนีออกจากจวนไป ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย