“พวกเรารู้จักกันหรือ?” จู้เจียงเจียงค่อย ๆ เอ่ยปากถามอย่างสงสัย
ในความทรงจำ เหมือนนางจะไม่เคยเห็นคนผู้นี้มาก่อน
“หลายวันก่อน คืนที่แม่นางจากในเมืองกลับบ้าน เคยเจอข้า...”
ชายผู้นั้นทำหน้าเจียมตัว น้ำเสียงเบาลงเรื่อย ๆ ถึงสุดท้ายก็ทำท่าสำนึกผิดออกมา
“หลายวันก่อน...” จู้เจียงเจียงย้อนคิดเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อน เหมือนคิดอะไรได้ จู่ ๆ ก็ตะโกนออกมาเสียงดัง “เจ้าคือโจรคนนั้น!”
“ไม่คิดเลยว่าเจ้ายังกล้ามาปรากฏตัว?” เขาใจกล้าเกินไปกระมัง นี่ท้าทายนาง?
จู้เจียงเจียงโกรธจนจะเรียกคน ผู้ชายคนนั้นกลับรีบยกมือแสดงท่าที “แม่นางอย่าเข้าใจผิด ข้ามาเพื่อขอบคุณท่าน”
“ขอบคุณ?”
“เมื่อครู่ข้าได้ยินแม่นางอยากหาคนทำงาน ถ้าหากท่านไม่รังเกียจ ข้ายอมใช้แรงกายเพื่อชดใช้ความผิดกับแม่นาง” ชายผู้นั้นรีบพูดให้จบ กลัวจู้เจียงเจียงจะเรียกคนมา
ข้อเสนอนี้สามารถแก้ปัญหาเร่งด่วนของจู้เจียงเจียงได้ แต่ว่า…
“บ้านข้ามีงานเยอะ แค่เจ้าคนเดียว?”
“ไม่เพียงแต่ข้า ในวัดที่ข้าอยู่ยังมีพี่น้องอีกแปดคน” ชายร่างสูงพูดพร้อมชี้ไปยังทิศทางนอกเมือง
ผ่านการคิดทบทวนครู่หนึ่ง เหมือนจู้เจียงเจียงก็มีแค่ตัวเลือกนี้ ดังนั้นนางจึงยอมรับข้อเสนอของผู้ชายคนนี้ ให้เขาพาคนไปหมู่บ้านเสี่ยวฮวงวันพรุ่ง
“พวกเจ้ารู้ทางไปหมู่บ้านเสี่ยวฮวงไหม? ถึงหน้าหมู่บ้านเสี่ยวฮวงอยู่บ้านหลังแรก”
“ข้ารู้ คืนวันนั้นข้าตามหลังพวกท่านไปตลอด” ชายร่างสูงก้มหน้าต่ำลงกว่าเดิม
“เจ้า!” จู้เจียงเจียงชี้เขา หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงไม่หยุด
“ช่างเถอะ อย่าลืมพรุ่งนี้มาเช้าหน่อย ห้ามมาสาย!”
วันรุ่งขึ้น
เมื่อตื่นนอน จู่ ๆ จู้เจียงเจียงก็เริ่มเสียใจ เมื่อวานนางเสียสติไปหรือเปล่า คิดไม่ถึงว่าจะกล้าให้คนที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้ามาบ้านนาง?
นางวู่วามเกินไปไหม?
ตอนนี้นางกำลังเสียใจภายหลัง อธิษฐานผู้ชายเมื่อวานคนนั้นพูดจากลับกลอก ไม่ต้องปรากฏตัวออกมา ทว่าเมื่อเปิดประตูออกไปก็เห็นคนสวมชุดมอมแมมกลุ่มหนึ่ง กลับล้างหน้าอย่างสะอาดสะอ้านยืนอยู่หน้าลานบ้านของนาง
ผู้ชายหน้าสุดคนนั้น คือโจรคนเมื่อวานชื่อว่าโจวเหลียง
“ทำไมพวกเจ้ามาเช้าแบบนี้?” จู้เจียงเจียงตกใจมาก
เพราะนางมีเรื่องในใจ วันนี้เลยตื่นเร็ว มองท้องฟ้าตอนนี้ฟ้ายังไม่ทันสาง พวกเขาก็มาถึงแล้ว!
“พวกเจ้าคงไม่ได้ตื่นนอนตั้งแต่หลังเที่ยงคืนใช่ไหม?”
จู่ ๆ จู้เจียงเจียงก็รู้สึกกดดัน ได้แต่มองพวกเขาใหม่อีกครั้ง
พวกเขารับปากว่าจะมาทำงานตอบแทนบุญคุณก็ทำให้นางรู้สึกตกใจมากแล้ว ตอนนี้เพื่อไม่ให้มาสาย ฟ้ายังไม่สว่างก็รีบมา นี่ทำให้นางซาบซึ้งใจมาก
และทำให้นางรู้สึกสบายใจ อย่างน้อยก็บ่งบอกว่าเนื้อแท้ของพวกเขาดีและบริสุทธิ์
“แม่นางมีงานอะไร ท่านสั่งได้เลย พวกเราจะไปทำเดี๋ยวนี้” โจวเหลียงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวก็หยุดลง
เขากลัวทำบ้านที่นางสร้างใหม่เปื้อน
จู้เจียงเจียงขยี้ตา ถึงเห็นคนยืนอยู่หน้าลานบ้านของนางอย่างชัดเจน
คนกลุ่มนี้ดูแล้วหนึ่งคนผอมบางกว่าอีกคน ไม่มีใครสักคนที่อายุเกินยี่สิบ
ยังมีเด็กตัวเล็กสูงพอ ๆ กับเผยเสี่ยวอวี๋หลบอยู่ด้านหลังโจวเหลียง ยื่นหน้าออกมามองนางอย่างตื่นกลัวระคนระวังตัว
ดูแบบนี้แล้ว โจวเหลียงเหมือนเป็นหัวหน้าในหมู่พวกเขา
“งานไม่รีบ พวกเจ้ายังไม่ได้กินข้าวเช้าใช่หรือไม่?” มาเช้าขนาดนี้ พวกเขาคงยังไม่ได้กินแน่ ๆ “ข้าไปล้างหน้าแล้วจะทำกับข้าว พวกเจ้าไปนั่งในบ้านสักพักก่อนเถอะ”
จู้เจียงเจียงเปิดประตูกว้างสุด ให้พวกเขาเข้ามาแต่พวกเขาไม่มีใครขยับ
“ทำกับข้าว?”
ขอทานกลุ่มนั้นมองหน้ากัน กระซิบคุยกัน สุดท้ายสายตาทั้งหมดล้วนมองไปที่โจวเหลียง เหมือนกำลังถามเขาว่าควรทำอย่างไรดี?
โจวเหลียงก็ไม่รู้ควรทำอย่างไร ทำได้แค่พาพวกเขายืนรออยู่ในลานบ้านต่อไป
จู้เจียงเจียงเปิดประตูก็เข้าไปในห้องครัว หลังตักน้ำล้างหน้าเสร็จ ก็เริ่มก่อไฟต้มโจ๊กในครัว ยังมีกับข้าวที่กินไม่หมดเมื่อวาน เพิ่มของใหม่ ผัดใหม่อีกหนึ่งจาน
นางไม่ทันสังเกตข้างนอก สุดท้ายเป็นเผยเสี่ยวอวี๋ที่ตกใจวิ่งเข้ามา นางถึงรู้ว่าพวกโจวเหลียงยังยืนอยู่ที่เดิม
“พี่สะใภ้ ข้างนอกมีคนมาเยอะแยะเลย”
จู้เจียงเจียงไม่แม้แต่จะเงยหน้าผัดผักต่อ “ข้ารู้ พวกเขาคือคนที่พี่สะใภ้หามาทำงาน ไม่ต้องกลัว”
“งั้นทำไมพวกเขาไม่เข้าบ้านล่ะ?” เผยเสี่ยวอวี๋ไม่มีปฏิกิริยายาอะไรกับการสวมใส่ของกลุ่มคนข้างนอก เพราะหลายเดือนก่อน นางก็สวมใส่แบบนั้น
นางแค่สงสัย ในเมื่อเป็นคนที่พี่สะใภ้นางหามา ทำไมไม่เข้าบ้าน?
“พวกเขาไม่ได้เข้าบ้านหรือ?” จู้เจียงเจียงได้ยินเช่นนั้นก็ถือตะหลิววิ่งออกไป
เห็นพวกโจวเหลียงยังคงยืนอยู่อย่างที่คิด จึงพูดแบบไม่พอใจ “โจวเหลียง ข้าให้เจ้าพาพวกเขาเข้าบ้านไม่ใช่หรือ? ทำไมยังยืนอยู่!”
ทุกคนในหมู่บ้านเริ่มตื่นนอนและออกจากบ้านกันแล้ว หากให้พวกเขาเห็นเข้า ก็ไม่รู้จะนึกว่านางไปสร้างปัญหายุ่งยากอะไรมา ถูกคนตามทวงหนี้ถึงบ้าน
“รีบเข้ามา!”
ผักที่ต้มอยู่ในหม้อกำลังรออยู่ จู้เจียงเจียงไม่มีเวลาไปพูดมากกับพวกเขา พูดเร่งเสร็จก็หมุนตัวกลับเข้าห้องครัวไป
เพียงไม่นาน โจ๊กในหม้อก็เดือดเป็นฟองปุด ๆ ปิดฝาอบต่ออีกหน่อยก็ใช้ได้แล้ว
ยกกับข้าวพร้อมเผยเสี่ยวอวี๋ออกมาจากห้องครัว เห็นพวกโจวเหลียงนั่งอยู่กระดานหน้าระเบียง เห็นนางมาถึง พวกเขายังลุกขึ้นมาต้อนรับนาง
จู้เจียงเจียงยอมแพ้กับพวกเขาจริง ๆ “ข้าถาม พวกเจ้าจะให้ข้าเชิญกี่ครั้งกันแน่ถึงจะยอมเข้าบ้าน?”
“มะ ไม่ใช่” โจวเหลียงเรียกจู้เจียงเจียงที่กำลังยกเท้าเข้าบ้านไว้ “แม่นาง ตัวพวกเราสกปรกดังนั้นจึงไม่ควรเข้าบ้าน แค่ท่านบอกมาว่าพวกเราควรทำอะไรก็พอ”
ท่าทางดูถูกตัวเอง และระมัดระวังของพวกเขา ทำให้จู้เจียงเจียงรู้สึกอึดอัดใจแปลก ๆ
นางดูออก นิสัยของโจวเหลียงไม่ใช่แบบนี้ อย่างน้อยภาพจำที่เคารพ มีมารยาท ไม่แข็งกร้าวจนดูเย่อหยิ่ง เมื่อวานที่เขามอบให้นาง ถ้าหากไม่ใช่เพื่ออาหาร เพื่อคนที่อายุน้อยกว่าเขาด้านหลังกลุ่มนั้น เขาจะไม่แสดงออกมาต่ำต้อยแบบนี้
“เสี่ยวอวี๋ไปยกถ้วยตะเกียบมาสิบเอ็ดชุด” จู้เจียงเจียงก้มหน้าบอกกับเผยเสี่ยวอวี๋
พูดจบ นางยิ้มให้พวกเขา “งั้นก็กินข้าวข้างนอกกันเถอะ”
จู้เจียงเจียงไม่อยากสร้างความกดดันให้พวกเขา ย้ายโต๊ะไปหน้าระเบียง แล้วยกเก้าอี้เล็กใหญ่ในบ้านออกมาด้วย
สุดท้าย ตักโจ๊กใส่ถ้วยกระเบื้องใหญ่วางบนโต๊ะ เผยเสี่ยวอวี๋ก็วางถ้วยตะเกียบเสร็จแล้ว
ภายใต้สายตาไม่เข้าใจของพวกโจวเหลียง จู้เจียงเจียงตักโจ๊กร้อน ๆ หนึ่งถ้วยให้ทีละคน
“งานวันนี้คือทำรั้วล้อมลานบ้าน อีกเดี๋ยวกินข้าวเช้าเสร็จ โจวเหลียงเจ้าพาเด็กผู้ชายที่มีแรงสองสามคนขึ้นภูเขาไปตัดไม้ไผ่กับข้า เด็กผู้หญิงสองคนนั้นก็อยู่ที่บ้าน เสี่ยวอวี๋จะดูแลพวกเขาให้”
นางไม่ให้โอกาสโจวเหลียงได้พูดเลย พูดต่อในฐานะเจ้าของบ้าน “ส่วนอาหาร ทำงานให้ข้าหนึ่งวันรวมอาหารสามมื้อ ไม่มีค่าแรง เจ้ามีความคิดเห็นไหม?”
โจวเหลียงตกใจกับลักษณะท่าทางของนางจนไม่กล้าพูด ดูนางอ่อนแอแบบนั้น การทำงานกลับเด็ดขาดได้ขนาดนี้?
แต่เหมือนเขาลืมไป ตอนครั้งก่อนที่เขาไปปล้นข้าวของของนาง ตัวเองถูกตีไปกี่ไม้
นี่ราวกับกำลังฝัน พวกเขากลายเป็นคนใช้แรงงานแลกข้าวกินจริง ๆ ไม่ใช่ขอทานขอกินตามตลาดอีกต่อไปแล้วใช่หรือไม่?