“ห๊าาาาาา”
“ก็เป็เพื่อนกับข้ามั้ยละ” ไป๋ฮวายังคงยืนยันสิ่งที่ตนเองพูดออกไป ยิ่งได้พบเจอใบหน้าของเป่ยจิน ยิ่งถูกใจยิ่งนัก
คุณหนูใหญ่ไป๋ฮวา (ไป๋ฮวา ที่แปลว่าดอกไม้สีขาว) ที่มารดาของนาง้าให้บุตรสาวคนแรกของตระกูลไป๋ของตนเองนั้น งดงามดั่งดอกไม้ อ่อนโยนและบริสุทธิ์ ตระกูลของพ่อค้าของที่ร่ำรวยที่สุดในแคว้นต้าเฉียง มีความเกี่ยวพันกับราชวงศ์ เนื่องจากท่านป้าของนางมีตำแหน่งเป็ถึงกุ้ยเฟย มีนามว่า ไป๋กุ้ยเฟย (ไป๋ฮว๋า ความหมายคือแสงสว่างอันรุ่งโรจน์) ให้แก่ตระกูลไป๋
ตระะกูลไป๋ในแค้วนต้าเฉียง จึงถือได้ว่ามีทั้งกำลังทรัพย์และอำนาจอยู่ในมือ เปรียบดังเสือติดปีกก็มิปาน นอกจากกำลังทรัพย์แล้วยังมีอำนาจจากราชวงศ์คอยหนุนเคียงข้าง หากผู้ใดคิดปรปักษ์ด้วย คงต้องใช้ความคิดมากทีเดียว
เพียงแต่ใช้แค่ความคิดอย่างเดียวคงมิได้ คงต้องมีทั้งความคิดและกำลังทรัพย์ กำลังคนเสียด้วย
“เอ่อ” ทั้งเป่ยจินและหยางคงในตอนนี้นั้น ต่างกำลังนิ่งค้างกับท่าทีและการกระทำของหญิงสาวตรงหน้า
เพียงแต่มิต้องรอให้ผู้ใดถามออกมาคุณหนูใหญ่ไป๋ฮวาก็รีบเอ่ยออกมาทันที ช่างเป็ผู้ที่สังเกตสีหน้าคนอื่นเก่งเสียจริง
“ก็ถ้าเป็เพื่อนกับเ้าข้าก็จะได้นั่งห้องนี้ตอนนี้ด้วยอย่างไรละ” ไป๋ฮวาตอบออกมาด้วยน้ำเสียงไร้ซึ่งความกังวลใจใดๆ ด้วยเพราะคิดว่า การเป็สหายกับตนเองนั้น มีผู้ใดบ้างจะมิสนใจ มิใช่ว่าใครๆ ต่างก็สนใจในเงินตราและอำนาจของตระกูลนางเช่นนั้นหรือ
หยางคงที่ได้สติแล้วนั้น หันไปสะกิดเป่ยจินทันที เป่ยจินถึงทำได้เพียงตอบรับออกไป ด้วยมิรู้ว่าสถานการณ์เช่นนี้ต้องเอ่ยอันใดออกไปกันแน่
อีกทั้งจินหลงที่อยู่ด้านในมิติเองก็กระซิบบอกนางั้แ่ต้นแล้วว่า คุณหนูใหญ่ไป๋ฮวาคือผู้ใด อีกทั้งนิสัยของนางหากได้เป็พันธมิตรก็จะดียิ่ง
“เอ่อ ได้งั้นหรือ” ไป๋ฮวาที่จู่ๆ ได้รับคำตอบ กลับมาก็ให้ชะงักไปเช่นกัน ด้วยมิคิดว่าจะง่ายดายถึงเพียงนี้
มิใช่ว่ารู้จักนางอยู่แล้วใช่หรือไม่
“ได้สิ เป็อันว่าตกลง” เป่ยจินยังคงตอบออกไปอย่างมิใยดีเท่าใดนัก ด้วยเวลานี้ นางและหยางคงเพียง้าลิ้มรสอาหารที่วางอยู่ตรงหน้าเสียที
มิได้สนใจเลยว่าสตรีด้านหน้าตนเองจะคิดมากมายไปแล้วหลายตลบ
ไป๋ฮวาที่ได้เห็นว่าอีกฝ่ายเพียงตอบรับส่งๆ กลับมาแล้วใช้สายตามองไปที่อาหารบนโต๊ะ ก็เข้าใจได้ว่าตนเองคงจะมาขวางทางหิวของผู้อื่นเข้าแล้วจริงๆ จึงสงบปากสงบคำลง
“เอ่ออ ตามใจเ้าเถิด” เอ่ยจบไป๋ฮวาก็ยังคงยืนอยู่มิได้นั่งลง เช่นไรระหว่างทานอาหารไปจะพูดคุยเพื่อศึกษานิสัยของกันและกันก็แล้วกัน
รั้งให้หยางคงที่มิอาจเห็นสตรีงามตรงหน้า มัวแต่ยืนมองตนเองทานอาหารได้ ต้องเอ่ยชวนให้นั่งลงด้วยกันและทานอาหารพร้อมกันเสีย มิได้ถามเพิ่มอันใดอีก
“ขอบพระคุณเ้าค่ะคุณชาย” ไป๋ฮวาที่ได้ยินเสียง์จึงรีบนั่งลงโดยไว
“ขอรับเช่นนั้นทานเถิด เื่อื่นๆ ไว้คุยกันหลังทานเสร็จเถิด”
เห็นดังนั้น ไป๋ฮวาจึงได้เรียกเสี่ยวเอ้อร์มาสั่งรายการอาหารเพิ่มอีกสามถึงสี่รายการ และนั่งกินเงียบๆ ของตนเองไป พร้อมๆ กันนั่งมองสองคนด้านกน้าที่ดูจะตื่นเต้นกับรสชาติอาหารเสียเหลือเกิน
“นี่ๆ เ้านะ”
เป่ยจินที่กำลังชิมไปและขมวดคิ้วไป จนทนมิไหว ต้องหันไปสอบถามเพื่อนใหม่ตรงหน้า เพียงแต่คนที่กำลังโดนเรียกนั้นมิได้สนใจ ด้วยมิคิดว่าจะโดนสหายคนใหม่ใช้ตะเกียบที่ทานอาหารไปพลาง สะกิดนางไปพลาง
ด้วยมารดาของนางแม้นจะมิใช่สตรีชั้นสูง เพียงแต่คนในตระกูลกลับเรียนรู้สิ่งที่สตรีชั้นสูงพึงมีเสมอมา จึงค่อนข้างแปลกใจกับกิริยาของสหายใหม่ตรงหน้าเสียเหลือเกิน
“หืม ข้าหรือมีอันใดหรือไม่” เมื่อไป่ฮวาแน่ใจว่าเป็ตนเองที่โดนสะกิดเรียก จึงเงยหน้าขึ้นมา
“เปล่าหรอก ข้าเพียงอยากถามว่า ทำไมรสชาติอาหารที่นี่ ถึงอร่อยแปลกๆ เสียจริง”
แน่นอนว่ารสชาตินั้นมิได้แปลก เพียงแต่วัถตุดิบที่ปรุงต่างหากเล่าที่ล้วนเป็ส่วนผสมที่มีพลังปราณทั้งสิ้น
“อ่า เ้ามิใช่คนแคว้นต้าเฉียงใช่หรือไม่” ไป๋ฮวาที่ได้ที จึงรีบตีเนียนเพื่อเรียกคะแนนความสนิทสนมกับเป่ยจินทันที
“มิใช่”
“เช่นนั้นในฐานะที่เราเป็เพื่อนกันแล้วข้าจะอธิบายให้เ้าฟังเองดีหรือไม่” ไป๋ฮวาที่เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังรับฟังสิ่งที่ตนเองกล่าวออกมาอย่างตั้งใจ ก็ให้มีกำลังใจในการเล่ามากขึ้น
ส่วนเป่ยจินนั้นแม้จะสนใจในประวัติความเป็มาก็จริง เพียงแต่กองทัพต้องเดินด้วยท้อง จึงทำเพียงพยักหน้าและก้มหน้าทานต่อไป เรียกให้หยางคงที่ทนเห็นคุณหนูของตนเองแสดงกิริยาเกินงาม ต้องหันมาหยุดทานและตั้งใจฟังคนที่กำลังจะอธิบายเสียก่อน
“อืม ดีๆ”
“ขอบคุณขอรับคุณหนู เกือบลืมไปเสีย ข้าน้อยมีนามว่าหยางคงและด้านข้างข้าคือน้องสาวของข้าเองของรับ เป่ยจิน มิทราบว่าคุณหนู…”
เป่ยจินที่ได้ตกลงกับหยางคงแล้วจึงได้แต่นั่งยิ้มและพยักหน้าตอบอีกฝ่ายไป
“ข้ามีนามว่าไป๋ฮวาเ้าค่ะ คุณชายหยางคง ยินดีที่เราได้เป็เพื่อนกันนะเป่ยจิน เช่นนั้นจะให้ข้าเรียกเ้าว่าอันใดดี อืม เอาเป็จินเออร์ดีหรือไม่ เช่นนั้นก็เรียกคุณชายหยางคงว่าพี่หยางก็แล้วกันดีหรือไม่เ้าคะ”
“เช่นนั้นก็แล้วแต่คุณหนูเถอะขอรับ”
“เช่นนั้นพวกท่านเรียกข้าว่าฮวาเออร์สิเ้าคะ”
“อืมๆ เล่าเสียทีฮวาเออร์ ข้าจะกินอาหารหมดจานแล้ว เดี๋ยวเ้าจะมิมีต้นเหตุที่จะเล่า”
“หึหึ จินเออร์เ้านี่…”
จากนั้นมินาน ไป๋ฮวาก็เริ่มต้นด้วยการเล่าในเื่พื้นฐานของแคว้นต้าเฉียงที่คิดว่าเป่ยจินและหยางคงพอจะรับรู้มาบ้างแล้วในเื่ของพลังปราณ
เพียงแต่มิคาดคิดว่า แม้พลังปราณจะหาง่ายเพียงใด แต่การที่มีการปรุงอาหารที่มีพลังปราณขึ้นโต๊ะอาหารนั้นจะมีโดยทั่วไปเช่นกัน เรียกได้ว่าเหนือกว่าที่คิดไปมากมาย
อย่างเช่น จานเนื้อปลาที่เห็นทำมาจาก ปลามรกต์นึ่งสมุนไพร แน่นอนว่าปลามรกต์คือสัตว์ที่มีพลังปราณ ส่วนสมุนไพรที่ใช้นั้น เป็เพียงตัวที่ดึงรสชาติของปลามรกตออกมา เนื้อปลาที่มีความนุ่ม ละมุน และหวานที่มาจากพลังปราณที่แทรกมาตามเนื้อปลาแต่ละส่วนนั้น ก็มากพอแล้วที่จะให้รสชาติและพลังปราณสำหรับผู้ที่้าฟื้นฟูและบำรุงร่างกาย
“เอ๋ หากจากนั้นเป็เนื้อปลา แล้วจานด้านหน้าข้าเล่า”
“อืม เ้าสั่งเสี่ยวเอ้อร์ว่าอันใดกัน”
“แรกๆ ข้าก็สั่งอาหารที่ขึ้นชื่อ แต่หยางคงก็บอกให้เอาจานที่เด็ดสุดมาทุกจาน มีอันใดหรือ”
“ฮ่าๆ มิมีอันใดหรอก จานนั้นนะหรือ เฮ่ยเสอสามเซียน อร่อยหรือไม่”
“อืม รสชาติแปลกๆ ดี”
“อืมใช่มั้ยเล่า หึหึ”
“ว่าแต่ เฮ่ยเสอสามเสียนนี่คือเนื้ออันใดหรือหยางคง ข้าคุ้นๆ นะ”