“ไป....เร็วๆ วิ่งหน่อย วิ่งหน่อย”
วันนี้หานอี้นำขบวนสร้างความแปลกใจให้ทุกคนในบ้าน
ปกติจะอยู่ท้ายตลอด และยังพาแม่มาด้วยเพื่อมาช่วยเก็บกิ่งไม้สดที่มีน้ำหนัก
เที่ยงวันบนเขาพวกเขาก็เก็บฝืนเสร็จกันแล้ว
ครอบครัวนี้มีพละกำลังเหลือล้น ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ข้อดีตรงนี้ ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้หานอี้ได้เยอะเวลาที่เหลือก็ใช้ไปกับล่าสัตว์
่บ่ายกลับมาถึงบ้านก็นำกิ่งไม้สดไปตากแดด
“ทำเวลาได้ดีกว่าที่คิด ขยายที่เก็บฝืนอีกนิดดีกว่า”
ในสามวันไม้ฝืนแห้งก็เต็มบ้านไม่มีที่เก็บแล้ว
ไม้สดที่ตากแดดก็ใกล้จะถึงเวลาทำถ่านแล้วเช่นกัน
หลังทานอาหารเย็นเสร็จ
“พรุ่งนี้แล้วนะทุกคน จากนี้ไปครอบครัวเราจะเป็ผู้นำนวัตกรรมใหม่ๆ ฮ่าฮ่า”
หานอี้ได้พูดถึงแผนการวันพรุ่งนี้และวันถัดไป
ทุกคนก็รับฟังแม้จะไม่เข้าใจและไม่เชื่อสักเท่าไร
ณ ตลาดเมืองปักเป๋ง
หลังจากนำไม้ฝืน ไปให้โรงเตี๊ยมขาประจำแล้ว ก็เดินทางมาซื้ออ้อย
เ้าของร้านจำสองแม่ลูกได้จึงไม่ได้สนใจมากนัก
คิดว่าน่าจะแค่ผ่านทางแวะดูของเหมือนเดิม
“เถ้าแก่อ้อยขายยังไง” เสียงหานอี้
“ท่อนละสองอีแปะ ครึ่งท่อนหนึ่งอีแปะ” เริ่มยิ้มให้หานอี้ (1ท่อนคือ1ต้น)
หานอี้มีเงินอยู่10 อีแปะจากการขายไม้ฝืนห้ากองรอบนี้ฝืนเยอะกว่ารอบก่อนเท่าตัว
“เถ้าแก่ ข้า้าสิบท่อน”
คนในครอบครัวใ ทำไมซื้อเยอะ
แม่เดินเข้าไปจับมือเพื่อหยุดหานอี้
“เยอะเกินไปแล้วลูกแม่ว่าเหลือเงินไปซื้อข้าวเปลือกบ้าง..ดีกว่านะ”
หานถงเข้าไปจับมือหานอี้อีกข้าง
“พี่ข้าก็อยากกิน ซาลาเปาใส่ผักนะเหลือเงินให้ข้าบาง”
“นั้นซิเอาไปสองท่อนก็พอแล้ว” เสียงแม่
เ้าของร้านรีบหยิบอ้อยและยื่นให้หานอี้กลัวมันจะเอาสองท่อนตามแม่
“เถ้าแก่...ท่านแถมครึ่งท่อนที่วางอยู่นั้นให้ข้าเถอะนะ”
เ้าของร้านมองหน้า หานอี้ยิ้ม
“ข้า..ขอรับรองทุกๆสามวันข้าจะมาซื้ออ้อยท่านอีก”
“ก็ได้เห็นแกเ้า มาตามที่พูดแล้วกัน”
จ่ายเงินไป 10 อีแปะ รับอ้อยแล้วเดินกลับ
“อ้าวววว...”
มีแค่พ่อกับพี่ที่เดินตามมาแม่กับน้องยังอยู่หน้าร้านขายอ้อย
เหมือนจะช็อคกับการใช้เงินของหานอี้
“ท่านพ่อท่านช่วยไปประคองแม่เดินกลับบ้านหน่อย”
หานอู๋เดินไป
“ท่านพี่ท่านช่วยจัดการเ้าอ้วนด้วย” หานซีเดินเข้าไปเตะ
“ตุ๋บ” (เสียงดังฟังชัด)
โดนเต็มก้นเ้าอ้วนจากนั้นมันก็เดินได้ปกติ
ระหว่างเดินทางไปประตูเมือง เห็นโจวจินกับลูกน้องอยู่ในร้านอาหาร
“ต้องเจอทุกครั้งที่เข้าเมืองมั้ยเนี่ย...”
หานอี้มีลางสังหรณ์ว่า โจวจินจะเป็หนึ่งในตัวปัญหาของเขาในอนาคต
เร่งฝีเท้ารีบเดินออกจากเมือง
เดินออกจากเมืองได้สักพัก เขตทุ่งหญ้ากว้าง
สูดลมหายใจเข้าลึกๆ
“อากาศวันนี้สดชื่นกว่าทุกวันแฮะ”
มันดีจริงเลยที่มีคนเชื่อใจในตัวเราบนโลกเก่าเราโดดเดี่ยว
ไม่ค่อยเป็ที่ยอมรับของคนรอบข้างเป็เด็กที่เข้ากับคนอื่นได้ยาก
เื่ภายในครอบครัวยิ่งแล้วใหญ่เหมือนพร้อมจะมีเื่ให้ทะเลาะอยู่เสมอ….
เวลาคุยกัน….
“นี้เรา...คิดอะไรอยู่”
“ฟิ้ววว” เสียงลม
ท่านพ่อกับท่านพี่ ทำไมพวกท่านถึงเชื่อมั่นในตัวข้า”
“อะไร” เสียงหานซี
“ก็พวกท่านไม่ได้ห้ามข้าตอนซื้ออ้อย”
“ก็แม่เ้าห้ามแล้วนิ ข้า...หมดคำพูด”
“ข้าก็กินผักกินหนอไม้...เหมือนอย่างเคย” เสียงหานซี
“นี้!!!...ไม่มีใครเชื่อข้าเลย...ที่ประชุม วางแผนการเป็ขั้น เป็ตอน…”
“ปั๊ดโธ่เอ๊ย...ชีวิตตู...”
คิดเอง เออเอง อยู่คนเดียว หานอี้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอยากร้องแต่ก็ร้องไม่ออก
อยากะโแหกปากดังๆกลางป่า อยากระบาย อยากประชดชีวิต
“ช่างมัน ช่างมัน ตูไม่สนใครละเว้ยยย... ฮ่ะฮ่าฮ่าฮ่า ตูคนบ้าฮ่ะฮ่าฮ่า”
หานอู๋หานซี มองหน้ากันและกันส่งสายตาแปลก
หานอู๋คิดในใจ เอาแล้วไงเื่เล่าของพ่อ สมัยท่านปู่วีรกรรมแก่เยอะ
สร้างความวุ่นวายป่วนชาวบ้านไปทั่ว
แต่ก็ไม่มีใครโกรธแค้นอะไร เพราะใครๆก็ว่าแก่เป็บ้า
สุดท้ายเชื้อบ้ามาตกที่ หานอี้
“โถ...อี้เอ๋อร์...ลูกพ่อ...ไม่น่าเลย...” พ่อเศร้า
หานซีได้แต่สายหน้า แม่กับน้องยังอยู่ในอาการช็อคไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น
ฮ่ะฮ่าฮ่า เราคนบ้าเราไม่สนใจใคร ฮ่ะฮ่าฮ่า”