ตอนที่ 27 ท่านถือดีอย่างไร?
หลังจากหนุ่มสาวได้ออกจากอาคารรับภารกิจแล้ว ก็ได้ย้อนกลับมายังโรงประมูลเมืองเหว่ยอีกครั้ง บรรยากาศด้านในนั้นยังคงคึกคักเช่นเดิม และในบัดนี้ก็ได้เวลาที่การประมูลในรอบเย็นจะเริ่มขึ้นแล้ว ทั้งสี่เมื่อรู้เช่นนั้นจึงหาที่ว่างด้านข้างห้องโถงเพื่อรอชม
จากการเข้าออกสถานที่ทั้งสองครั้งที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าเซียวเฉิงเฟยในเวลานี้จะเกิดอาการระแวดระวังในตัวหยุนเสวี่ยเฟิงมากขึ้น
“เ้าอย่าได้ทำอันใดอีก” เซียวเฉิงเฟยกล่าวย้ำ การที่หยุนเสวี่ยเฟิงแผ่กระแสพลังิญญาทั้งสองสถานที่นี้เกือบจะทำให้กลุ่มของมันตกที่นั่งลำบาก
“ข้าจะอยู่นิ่งๆ” หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วมันก็โบกมือคราหนึ่ง เก้าอี้ไม้ขนาดพกพาก็ปรากฏขึ้นมา
“นี่เ้าพกพาเก้าอี้ด้วยหรือ?!” เซียวเฉิงเฟยถลึงตา มันไม่เคยคาดฝันว่าจะมีผู้ใดพกพาเก้าอี้ในมิติเก็บของ
“นั่งพื้นได้ก็นั่ง นั่งพื้นไม่ได้ก็นั่งเก้าอี้” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าว ส่วนหวังซิ่วอิงนั้น นางหัวเราะคิกก่อนจะไปแย่งเก้าอี้หยุนเสวี่ยเฟิงมานั่งแล้วกล่าวว่า
“เป็ชายต้องให้เกียรติสตรี”
“ไม่มีปัญหา” หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วมันก็ปลดปล่อยม้านั่งออกมาจากมิติ มันขยับม้านั่งให้ไปอยู่ด้านข้างเก้าอี้หญิงสาวก่อนแล้วจึงนั่งลงอีกฝั่ง
“ตรงนี้ของข้าสินะ” เซียวเฉิงเฟยเมื่อเห็นว่าที่นั่งระหว่างหยุนเสวี่ยเฟิงและหวังซิ่วอิงยังว่างอยู่ มันก็ไม่รอช้ารีบโผเข้าไปนั่งทันที ทว่าก่อนที่มันจะเข้าถึงตัวม้านั่ง เ้าหยางถัวขนชมพูกลับะโขึ้นมายืนขวางไว้
“แม๊ะห์..” เฝิ่นเฟิงคล้ายจะคำรามเหมือนสุนัขหวงของหลังจากนั้นมันก็นั่งลงบนม้านั่ง
“ข้านั่งพื้นก็ได้!” เซียวเฉิงเฟยหน้านิ่วไม่สบอารมณ์ มันพ่นลมหายใจก่อนจะนั่งลงบนพื้น
หนุ่มสาวนั่งสนทนาสัพเพเหระได้สักพัก ภาพสิ่งของที่พวกมันนำมาประมูลก็ปรากฏขึ้นในลูกแก้วั์กลางห้องโถงพร้อมกันนั้นชายผู้ที่อยู่ด้านข้างลูกแก้วก็กล่าวว่า
“นี่คือคัมภีร์วิชาปราณของอสูรั์หิน ราคาประมูลเริ่มที่ราคา15เหรียญเงิน!”
“สิบหกเหรียญเงิน!” ชายแก่ผู้อยู่ในฝูงชนะโออกมา แต่เพียงชั่วพริบตาก็มีคนะโออกมาอีก
“สิบเจ็ดเหรียญเงิน!”
“ข้ายังไม่เห็นวี่แววที่มันจะได้หนึ่งร้อยเงิน” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าว จากที่มันได้ตรวจสอบคัมภีร์นี้แล้ว มันพบว่าเป็คัมภีร์ปราณระดับต่ำเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นมันก็มิใช่ผู้ที่รู้ค่าราคาของสิ่งใด
“อย่าได้กังขาคำกล่าวของบิดาเ้า” เซียวเฉิงเฟยยิ้มกล่าว ขณะนี้ราคาประมูลได้เพิ่มมาเป็ยี่สิบห้าเหรียญเงินแล้ว
“ยี่สิบห้าเหรียญเงินครั้งที่หนึ่ง!”
“สามสิบเหรียญเงิน!” เสียงของบุรุษวัยกลางคนะโออกมา ผู้คนต่างหันมามองมันเป็ตาเดียว ชายผู้นี้ภายนอกช่างดูเหมือนขอทานไม่มีผิด
“พี่ชาย.. เ้าอย่าได้รบกวนการประมูล ดูจากสารรูปของท่านแล้วมิสมควรจะอยู่ในนี้เสียด้วยซ้ำ” ชายคนหนึ่งกล่าวขึ้นศีรษะล้านเลี่ยนของมันกระทบแสงสะท้อนเข้านัยตาหยุนเสวี่ยเฟิงคราหนึ่ง มันมองบุรุษอาภรณ์เก่าขาดด้วยสีหน้าเหยียดหยาม
“เ้าใช่ผู้ที่ประมูล25เงินเมื่อครู่ใช่หรือไม่?” ชายในชุดเก่ากล่าวขึ้น พร้อมกันนั้นมันได้ล้วงใต้แขนเสื้อก่อนจะหยิบเหรียญทองจำนวนสิบเหรียญออกมา มันโยนลงบนพื้นหนึ่งเหรียญให้กลิ้งไปยังชายผู้เหยียดหยามมัน
“เก็บเงินนี้แล้วออกไปซะ!” ชายในชุดเก่ากล่าว
โยนเหรียญเพื่อให้ก้มหัวเก็บ.. การกระทำของชายวัยกลางคนผู้นี้หากเป็ผู้ใดพบเจอย่อมต้องมีโทสะเป็แน่แท้ เหล่าผู้คนมากมายที่ห้อมล้อมต่างเริ่มถอยออกห่างคล้ายจะรู้ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้น
“เ้าหยามข้า!” ชายศีรษะล้านเลี่ยนเมื่อถูกหยามเช่นนี้มีหรือที่มันจะยอมทน พลังปราณธาตุดินพลันถูกเร่งเร้าให้ะเิออกมาครอบคลุมร่างของตน
“วันนี้ข้าจะสั่งสอนเ้า!” ว่าแล้วมันก็พุ่งทะยานง้างหมัดเข้าหาบุรุษในชุดเก่า ทว่าในขณะชั่วพริบตาก่อนที่ชายศีรษะล้านจะเข้าถึงตัว ชายวัยกลางคนในชุดเก่าพลันกางฝ่ามือออกไปเบื้องหน้า พร้อมกับเอ่ยกล่าวบางอย่างขึ้นมา
“สามัญจมดิน!”
สิ้นเสียงของชายวัยกลางคน ผู้ที่ง้างมัดเข้าหามันพลันหยุดชะงัก คล้ายว่าร่างกายของมันจะหมดแล้วซึ่งเรี่ยวแรง เข่าทั้งสองข้างของชายหัวล้านได้ทรุดลงก่อนจะล้มลงไปนอนกับพื้น ปากของมันคล้ายจะกล่าวพะงาบไม่รู้ความ
“พี่ชายผู้นี้คล้ายจะง่วงนอน ผู้ใดเป็สหายของมันเชิญพาตัวมันกลับ” บุรุษในชุดขอทานยิ้ม แต่ว่าผู้คนรอบบริเวณกลับตกอยู่ในความเงียบงัน เมื่อครู่เกิดปรากฏการณ์อันใดขึ้นกัน?
เหตุการณ์เมื่อครู่นั้น นอกจากจะอยู่ในสายตาหยุนเสวี่ยเฟิงแล้ว ในความรู้สึกของมันคล้ายจะรับรู้ถึงบางสิ่งบางอย่างบางอย่างที่มันรู้สึกคุ้นเคยอยู่เพียงผู้เดียวในโถงโรงประมูลนี้
‘ความรู้สึกนี้.. ห้วงกวีหรือ?’ หยุนเสวี่ยเฟิงใบหน้าฉงน มันจ้องมองไปยังบุรุษในชุดขอทานไม่กระพริบ แต่ในขณะนั้นเอง คล้ายว่าชายคนดังกล่าวจะเหลือบมองมาหามันวาบหนึ่งก่อนจะหันไปกล่าวกับผู้ดูแลงานประมูลว่า
“ข้าขอปิดประมูลสิ่งนี้ที่ราคาสิบเหรียญทอง!”
พลันนั้นภายในโรงประมูลก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้นมา ชายในชุดขอทานนี้ถ้าไม่โงง่มก็บ้าไปแล้ว หากว่าพินิจคัมภีร์ปราณให้ดีแล้ว จะพบว่ามันเป็เพียงคัมภีร์ระดับต่ำเท่านั้น ราคาสูงสุดที่เป็ไปได้ คงหนีไม่พ้น่หนึ่งเหรียญทองบวกลบหรือสูงสุดไม่เกิน120เหรียญเงินเป็อย่างมาก แต่ชายผู้นี้กลับให้ค่าราคามันถึงสิบเท่า!
“สะ.. สิบเหรียญทอง จะ..จบการประมูลคัมภีร์ปราณเล่มนี้!” ผู้ดูแลงานประมูลกล่าวตะกุกตะกัก
“หึ!” ชายวัยกลางคนแค่นเสียงคราหนึ่งในขณะที่ก้มเก็บเหรียญที่มันโยนไปเมื่อครู่ มันเหลือบมองหยุนเสวี่ยเฟิงอีกครั้งก่อนจะนำเงินไปจ่ายเพื่อรับสินประมูล
“ฮ่าๆ เรารวยแล้ว!” เซียวเฉิงเฟยลิงโลดเป็คนแรก มันรีบบอกกล่าวให้หวังซิ่วอิงไปรับเงินจากการประมูลทันที
“ชายคนนั้น.. เ้าทั้งสองคิดว่าเขาใช้วิชายุทธแบบใด?” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวถามอย่างเลื่อนลอย ชายวัยกลางคนผู้นั้นมิคล้ายจะใช้ออกซึ่งพลังิญญาแม้แต่น้อย กลับสามารถล้มผู้ที่มีพลังิญญาระดับ20ลงอย่างง่ายดาย
“คงเป็เคล็ดวิชาที่ใช้พลังเพียงเสี้ยวเดียวกระมัง.. ข้าจะไปขึ้นเงินเสียก่อน พวกเ้ารอที่นี่” หวังซิ่วอิงว่าแล้วก็ลุกออกไป ส่วนเซียวเฉิงเฟยนั้นมันได้ใจลอยไปกับการวางแผนใช้เงินเสียแล้ว ดูเหมือนในตอนนี้เหตุการณ์เมื่อครู่มิได้อยู่ในความสนใจของผู้คนเสียแล้ว
‘เขามิได้ใช้พลังิญญาแม้แต่น้อย ข้ามั่นใจ’ หยุนเสวี่ยเฟิงคิด มันมองตามหลังชายวัยกลางคนที่กำลังเดินออกไปจากโถงประมูล
ครั้นเมื่อหวังซิ่วอิงไปรับเงินจากการประมูลมาแล้ว ทั้งสี่ก็ได้ออกมาจากโรงประมูล ดูเหมือนทั้งหวังซิ่วอิงและเซียวเฉิงเฟยจะมิชมชอบอยู่ในที่คนแออัดสักเท่าใดนัก หวังซิ่วอิงนั้นพอจะเข้าใจได้ว่านางไม่อยากอยู่ในสถานที่มีชายแปลกหน้ามากหน้าหลายตา แต่กับเซียวเฉิงเฟยนั้น มันเพียงกลัวว่าหยุนเสวี่ยเฟิงจะกระทำสิ่งใดพาให้มันต้องก้มหัวขอโทษขอโพยผู้คน
ทั้งสามเดินมาหยุดบริเวณประตูเมืองทางด้านทิศตะวันออก จากนั้นหวังซิ่วอิงจึงแจกจ่ายส่วนแบ่งออกเป็ห้าส่วน ให้แต่ละคนแยกย้ายไปซื้อข้าวของเครื่องใช้และอาหาร
“คัมภีร์ปราณที่เราประมูลนั้นได้ถูกหักค่าธรรมเนียมหนึ่งส่วน ดังนั้นจึงเหลือเพียง9เหรียญทอง พวกเราจะแบ่งกันคนละหนึ่งเหรียญ และเก็บไว้เป็กองกลางห้าเหรียญ ตกลงไหม?” หวังซิ่วอิงว่าแล้วก็แบ่งเงินให้กับชายทั้งสองและเฝิ่นเฟิงหลังจากนั้นทั้งสี่จึงแยกย้ายกันก่อนจะนัดรวมตัวกันอีกทีที่ถ้ำของเ้าหยางถัวขนชมพู
ครั้นเมื่อแยกกันแล้ว หยุนเสวี่ยเฟิงที่ไม่รู้ว่าตัวมันควรทำสิ่งใด มันจึงเดินเอื่อยโดยไม่มีเป้าหมาย หากว่ามีสิ่งใดน่ากินน่าสนใจ มันก็จะหยุดแวะดูชั่วครู่
“ข้าได้อยู่คนเดียวอีกแล้ว.. ว่าแต่ข้าต้องซื้ออะไรบ้างนะ?” หยุนเสวี่ยเฟิงเดินทอดน่องคนเดียวไปตามถนนเมืองเหว่ยส่วนเ้าอัลปาก้าในตอนนี้นั้นได้ติดตามหญิงสาวไป
ตลอดสองสามวันนี้คล้ายว่าจะทำให้มันลืมเลือนความรู้สึกโดดเดี่ยวไปชั่วขณะ ครั้นเมื่อต้องเดินคนเดียวเช่นนี้ แม้ว่ารอบด้านจะมีผู้คนมากมาย แต่มันกลับรู้สึกโหวงเหวงอย่างบอกไม่ถูก
“ท่านแม่ข้าอยากกินบะหมี่” เสียงเด็กน้อยกระทบโสทประสาทหยุนเสวี่ยเฟิง มันจึงหันกลับไปมองทางต้นเสียง
“พี่เสี่ยวซีหรือ?” หยุนเสวี่ยเฟิงหรี่ตาพินิจไปยังหญิงสาวที่กำลังจูงมือเด็กชาย แม้ว่ามันจะเห็นเพียงด้านหลังของทั้งสอง แต่มันก็ยังคงจำได้ไม่ผิดเพี้ยน
‘เข้าไปทักทายเสียหน่อย’ ชายหนุ่มยิ้มก่อนจะเดินไปหาหญิงสาวและเด็กชาย ทว่าในขณะที่มันใกล้จะถึงทั้งสองกลับมีบุรุษผู้หนึ่งเดินเข้ามาหามัน
“พ่อหนุ่ม.. เ้าพอจะมีเงินไหม?” ขายวัยกลางคนกล่าวพร้อมกับตบบ่าของมัน ด้วยความใหยุนเสวี่ยเฟิงก็พลันปลดปล่อยพลังิญญาออกมา
“ช้าก่อนพ่อหนุ่ม ข้ามาขอทาน.. เอ้ย! มาดี” ชายวัยกลางคนคล้ายจะใเล็กน้อยเช่นกัน มันรีบรั้งมือกลับทันที หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อได้หันไปสบตากับชายผู้นี้ ดวงตาของมันก็เบิกกว้าง
“เป็ท่าน!” หยุนเสวี่ยเฟิงอุทาน มันรีบถอยออกห่างไปสองก้าวทันที
“ข้าบอกแล้วว่าข้ามาดี” ชายวัยกลางคนยิ้มพร้อมกับกางมือตบลงบนชุดคลุมเก่าขาดหลายครา ทั้งฝุ่นและกลิ่นกายคล้ายคนไม่ได้อาบน้ำคละคลุ้งไปทั่ว ก่อนจะรวบผมดำสลับขาวให้พาดไปด้านหลัง เสื้อผ้าของมันผู้นี้ยังดูสกปรกมอมแมม หยุนเสวี่ยเฟิงที่เห็นดังนั้นมันก็กล่าวว่า
“ให้ข้าช่วยหรือไม่?” ปากไม่ได้ว่าเปล่า ชายหนุ่มยื่นฝ่ามือออกไปยังชายวัยกลางคน กระแสพลังิญญาพลันปะทุออกมาเข้าโอบล้อมบุรุษโสโครกผู้นี้
อึดใจต่อมาพลังิญญาที่หยุนเสวี่ยเฟิงแผ่ออกมาก็ได้ขจัดสิ่งสกปรกบนตัวชายวัยกลางคนออกอย่างหมดจด แต่ถึงกระนั้น หน้าตาผมเผ้าและอาภรณ์ก็ยังคล้ายว่ามันยังสกปรกอยู่ดี
“ขอบใจพ่อหนุ่ม” ชายวัยกลางคนกล่าว มันสำรวจตัวเองคล้ายว่าไม่เคยพบพานความสะอาดเช่นนี้มานาน
“เมื่อครู่ในโรงประมูล ท่านใช้เงินสิบเหรียญทองราวกับเป็ก้อนหิน เหตุใดท่านจึงไม่นำเงินไปใช้.. เอ่อ..ดูแลตนเอง” หยุนเสวี่ยเฟิงตัดสินใจถามตามตรง แต่มันกลับไม่รู้ว่าต้องใช้คำใดให้เหมาะสม
“ข้านั้นเป็ผู้เพนจร เงินทองนั้นมิใช่สิ่งที่ข้า้า แต่ตอนนี้ข้า้าอาหารประทังชีวิต ซึ่งมันต้องใช้เงินแลกมา” ชายวัยกลางคนนี้คล้ายจะกล่าวย้อนแย้ง
“ในตอนนี้ข้ามีเพียงหนึ่งเหรียญทองนี้เท่านั้น สหายของข้าบอกว่ามูลค่าจริงของคัมภีร์ปราณนั้นมิได้มีค่าถึงสิบทอง.. ท่านเอาส่วนของข้าที่เหลือคืนไปเถอะ” หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วก็ควักเงิน90เหรียญเงินให้แก่ชายวัยกลางคน ก่อนหน้านี้มันได้ใช้เพียงสิบเหรียญเงินเพื่อซื้อขนมถังหูลู่ไปเท่านั้น
“ขอบคุณพ่อหนุ่ม” ชายวัยกลางคนไม่ลังเลแม้แต่น้อย มันเอื้อมคว้าเงินในมือของหยุนเสวี่ยเฟิงก่อนจะกล่าวว่า
“เห็นแก่พ่อหนุ่มที่เป็คนซื่อตรง ข้ารู้ว่าเ้าสงสัยบางอย่างในตัวข้า.. เช่นนั้นก็ลองถาม”
ได้ยินเช่นนั้นหยุนเสวี่ยเฟิงก็เบิกตากว้าง เื่ที่มันได้สงสัยเกี่ยวกับชายผู้นี้นั้นมีเพียงเื่เดียว ทว่าสิ่งที่มันกังวลหาใช่เื่ที่มันสงสัย หากแต่เป็คำถามว่าชายผู้นี้รู้ว่ามันฉงนใจได้อย่างไร
“ในตอนนั้น... ท่านจงใจให้ข้าได้พินิจ?” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวเสียงเรียบ
“ผู้อัญเชิญกวีย่อมััได้ถึงกลิ่นอายของผู้อัญเชิญกวีด้วยกัน” ชายวัยกลางคนยิ้มเย็นะเื หยุนเสวี่ยเฟิงที่ได้ฟังดังนั้นก็ได้ตกตะลึง มันมิได้ใช้ซึ่งห้วงกวีแม้แต่น้อย แต่ชายผู้นี้กลับล่วงรู้ได้อย่างไร
“ท่าน้าสิ่งใด? จงกล่าวมาตามตรง!” คำถามเรียบง่ายที่สุดแต่กลับครอบคลุมทั้งหมด หยุนเสวี่ยเฟิงมันมิได้กล่าวอ้อมค้อมแม้น้อย ชายวัยกลางคนได้ยินดังนั้นมันก็แค่นเสียงคราหนึ่งแล้วกล่าวว่า
“โดยทั่วไปยามเย็นเริ่มจากยามบ่าย
แล้วรุ่งอรุณใช่มาเริ่มจากค่ำคืนหรือไม่?
หากว่ารากเหง้าย่อมเติบโตจากผืนดิน
เช่นนั้นแล้วศิษย์ย่อมต้องเติบโตจากอาจารย์..”
“เ้าคิดเช่นนั้นหรือไม่?” สิ้นบทกล่าวของชายวัยกลางคน ดวงแสงห้วงกวีจำนวนสี่ดวงพลันปรากฏแก่สายตาทั้งสองหยุนเสวี่ยเฟิงตาเบิกกว้างตกตะลึง ชายคนนี้คือผู้อัญเชิญห้วงกวีอย่างที่มันคาดไว้!
“ท่านอยากให้ข้าคำนับท่านเป็อาจารย์? ท่านถือดีอย่างไร?” หยุนเสวี่ยเฟิงมันมิได้เย่อหยิ่งอันใด เพียงแต่ในตอนนี้มันได้นึกถึงเจี้ยนเหล่ยและเหว่ยซานซึ่งเป็ทั้งครอบครัวและอาจารย์ของมัน
บุคคลตรงหน้านี้ถือดีอย่างไรจะมายกตนเป็อาจารย์ของมัน อย่าว่าแต่บุญคุณหาใช่ว่ามีต่อมัน แล้วมันจะเลื่อมใสนับเป็ผู้สั่งสอนมันได้อย่างไร ครั้นเมื่อคิดดังนั้นกระแสพลังิญญาในร่างกายก็พลันปะทุออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ใจร่มๆก่อนพ่อหนุ่ม เอาอย่างนี้..ข้าชื่อกังหยง เ้าคงจะชื่อหยุนเสวี่ยเฟิงใช่หรือไม่? ข้านั้นยืนไมตรีให้แก่เ้าเพียงเพราะวาสนาของข้าเท่านั้น”
“วาสนา?” ได้ยินดังนั้นหยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายจะมีท่าทีโอนอ่อนลง จะว่าไปแล้วเหว่ยซานที่ชุบเลี้ยงมันมานั้น ส่วนหนึ่งก็เป็เพราะวาสนาของนางที่ได้ไขว่คว้าเอาไว้
“ใช่แล้วพ่อหนุ่ม วาสนาของข้าคือเ้าไม่ผิดแน่ ศิษย์และอาจารย์..” กังหยงกอดอก แต่หยุนเสวี่ยเฟิงกลับนึกบางอย่างขึ้นได้ ใช่ว่าผู้คนจะเปิดเผยคำใบ้วาสนาของตนต่อผู้ที่มันไม่รู้จักในคราแรก
‘ชายผู้นี้ดูไม่น่าไว้วางใจ’ หยุนเสวี่ยเฟิงไม่มีความคิดที่จะรั้งรออีก การสนทนากับชายผู้นี้ยิ่งรั้งรอยิ่งดูเลอะเลือนไม่สมเหตุสมผล ไม่รู้ว่าขณะนี้จะเป็จุดเริ่มต้นของอันตรายใดๆหรือไม่ มันจึงตัดสินใจหันหลังเดินจากไปทันที
“อ้าว.. รอเดี๋ยวก่อนพ่อหนุ่ม!” เมื่อเห็นว่าหยุนเสวี่ยเฟิงไม่กล่าวอันใดและยังเดินจากไปอีก ชายวัยกลางคนจึงรีบสาวเท้าตามไป
‘คนแบบนี้มีอยู่ทุกที่หรือไร?’ ครั้นเมื่อหยุนเสวี่ยเฟิงเห็นว่ากังหยงยังตามมาไม่ลดละ มันจึงถอดถอนหายใจคราหนึ่งก่อนจะเร่งเร้าพลังิญญาผนึกเป็พลังปราณธาตุลมแล้วะโขึ้นบนหลังคาบ้านในระแวกนั้น
“พ่อหนุ่ม! เ้าไม่สนใจจะเรียนรู้การใช้ห้วงกวีหรือ?!” เสียงะโตามไล่หลังหยุนเสวี่ยเฟิง แต่มันกลับไม่แยแสแม้แต่น้อย ชายหนุ่มะโทะยานไปตามหลังคาบ้านเรือนอย่างคล่องแคล่ว เพียงไม่กี่อึดใจมันก็ได้หายไปจากระยะสายตาของกังหยง
“ข้านั้นได้เปิดเผยอย่างจริงใจแล้ว เ้าจะเชื่อถือหรือไม่ ที่เหลือขึ้นอยู่กับเ้า หรือถ้าไม่อย่างนั้น.. หึหึ!” ชายวัยกลางคนยิ้มอย่างมีเลศนัย มันมิได้สนใจว่าตัวมันได้หลงลืมข้อเท็จจริงบางอย่างไป การที่มันเลือกเปิดเผยตนในคราแรกกลับเป็การสร้างความน่าสงสัยให้แก่หยุนเสวี่ยเฟิง
เ้าหนุ่มจากป่าเขาหยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อไม่มีความคิดที่จะอยู่ในเมืองอีก มันก็มุ่งหน้ากลับไปยังถ้ำของเ้าหยางถัวสีชมพูทันที เวลานี้เป็ยามสนธยาแล้ว หากแต่ว่าท้องฟ้ากลับยังคงสว่างคล้าย่บ่าย ฤดูอากาศในโลกใบนี้คล้ายนึกจะผันแปรตามใจตนเสียร่ำไป
‘ยังไม่กลับมากันอีกหรือ?’ ครั้นเมื่อกลับมาถึงถ้ำน้อย หยุนเสวี่ยเฟิงกลับพบแต่ความว่างเปล่า มันจึงเอนกายใต้ต้นไม้เพื่อทบทวนเื่ราวตลอดสามวันที่ได้เกิดขึ้น
ตลอด่เวลาที่ผ่านมานั้น หยุนเสวี่ยเฟิงมิได้มีเวลากลั่นกรองความคิดให้ถี่ถ้วน เหตุการณ์ต่างๆที่เข้ามาส่วนใหญ่แล้วมันคล้ายจะมีท่าที’ตามน้ำ’เสียร่ำไป
‘ข้าคงยังไม่คุ้นชินกับการต้องสทนาพบปะผู้คน’ หากจะว่าไปแล้ว หนุ่มน้อยหยุนเสวี่ยเฟิงผู้ออกจากป่าเขา มันยังไม่ทันตั้งตัวใดๆเมื่อต้องพบพานสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจและสนทนาผู้คน การที่มันอยู่กับเหว่ยซานนั้น ทำให้มันกล่าวตรงไปตรงมาเสียจนชิน ว่าด้วยเื่ของการสนทนาหรือตัดสินใจใดๆแล้ว ควรจะมีชั้นเชิงให้มากขึ้น เพื่อให้บรรลุผลที่มากกว่า
หยุนเสวี่ยเฟิงตกอยู่ในภวังค์ความคิดอยู่เนิ่นนาน สมาชิกกลุ่มจรจัดกลับไม่มีวี่แววที่จะกลับมาแม้แต่น้อย ยิ่งมายิ่งค่ำมืด ชายหนุ่มเริ่มมีท่าทีร้อนใจมากขึ้น จากที่ทั้งสี่นัดแนะกันไว้ สมควรพบกันในเวลาหัวค่ำเป็อย่างช้า
‘เกิดเื่ผิดปกติ!’ หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อนึกได้เล่นนั้นมันก็ลุกขึ้น พลังปราณธาตุลมอ่อนๆถูกผนึกไว้ใต้ฝ่าเท้าก่อนที่มันจะะโขึ้นทะยานร่างไปตามยอดต้นไม้
ครั้นเมื่อออกตามหาสหายทั้งสามในเมืองเหว่ยจนถึงกลางคืนแล้ว หยุนเสวี่ยเฟิงกลับไม่พบวี่แววแม้แต่น้อย ตัวเมืองเหว่ยนั้นใช่ว่าจะใหญ่โตเสียจนไม่อาจตรวจตราให้ทั่วถึง
‘หรือพวกเราจะสวนทางกัน?’
หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อนึกขึ้นได้ก็หวนกลับไปที่ถ้ำน้อยอีกครั้งหนึ่ง แต่ครานี้มันได้วิ่งไปตามพื้นใต้ต้นไม้แทน มันแผ่กระแสพลังิญญาออกสำรวจตลอดระยะทางที่มันวิ่งกลับ แต่สองข้างทางกลับไม่มีวี่แววของทั้งสาม จนกระทั่งเมื่อมันได้มาถึงถ้ำน้อย จึงได้พบว่าสหายทั้งสามของมันกำลังนอนหมดสติอยู่!
“พวกเ้า!” หยุนเสวี่ยเฟิงร้อนใจ มันรีบทะยานเข้าหาทั้งสามโดยพลัน ไม่รู้เหตุใดผู้แรกที่มันจับต้องนั้นเป็หวังซิ่วอิง
“ซิ่วอิง!” หยุนเสวี่ยเฟิงเรียกขณะที่มันพยุงร่างหญิงสาวขึ้นมา เมื่อเห็นว่าหญิงสาวยังมีลมหายใจอยู่ และเซียวเฉิงเฟยกับเฝิ่นเฟิ่งยังมิได้แน่นิ่ง แผ่นอกของทั้งสองยังคงพองและยุบเป็จังหวะ มันก็ถอนหายใจโล่งอก
‘ตามเนื้อตัวของทั้งสามจะมิได้มีาแอันใด แต่เหตุใดทั้งสามจึงได้หมดสติเช่นนี้?’ หยุนเสวี่ยเฟิงเริ่มนึกสงสัยความเป็ไปได้เดียวเท่านั้นผุดขึ้นมาในหัวของมัน ‘นี่คือกับดัก เป้าหมายคือข้า?’
หยุนเสวี่ยเฟิงรีบแผ่พลังิญญาออกสำรวจรอบตัว แต่แล้วมันกลับไม่พบสิ่งใดผิดปกติ มันวางร่างหญิงสาวลงก่อนจะลุกขึ้นทอดสายตามองไปรอบๆ โสทประสาทถูกเปิดออกเพื่อดักฟังซุ่มเสียงจากธรรมชาติที่อาจจะมีสิ่งผิดปกติ และแล้วมันก็พบเจอสิ่งที่มันตามหาทันที!
สวบ สวบ!
หยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายจะได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านหลัง พลันนั้นมันก็เริ่มเร่งเร้าพลังิญญาออกมาพร้อมกับหันกายไปยังทิศทางที่เสียงฝีเท้าปรากฏ พัดกระบี่หยุนเฟิงถูกเรียกใช้งานทันที ผู้ที่เดินออกมาจากป่าด้านข้างนั้นกลับเป็ผู้ที่มันได้พบพานก่อนหน้า
“ข้าต้องบอกก่อนว่าข้ามาดี..” กังหยงกล่าวเสียงเรียบ แต่หยุนเสวี่ยเฟิงกลับมิได้สนใจ ดวงตาทอแสงสีแดงเจิดจ้าพลังิญญาถูกเร่งเร้าให้ถึงขีดสุด
“เ้าทำร้ายสหายข้า!” หยุนเสวี่ยเฟิงกู่ร้องะเิโทสะ พร้อมกับพุ่งทะยานเข้าหาบุคคลตรงหน้า หมายจะเข้าเชือดเฉือนมันไม่ให้เหลือแม้แต่เศษซาก!
จบตอน.
ใกล้จบจบเนื้อหาของเมืองเหว่ยแล้วเด้อ ต่อไปจะพากลุ่มจรจัดออกเที่ยวแล้ว!