บทนำ
ครืดด..
เสียงใบพัดของเรือบินดังวิดวืดสวนทางกระเเสลมที่พัดผ่านมา ท้องฟ้า้ามืดครึ้มไร้เเสงตะวัน กลิ่นอายเเห่งความตายเเละกำมะถันเริ่มรุนเเรงขึ้น ผู้คุมนักโทษใส่หน้ากากกรองอากาศที่ถูกสั่งทำขึ้นเป็พิเศษถือดาบเดินตรวจตราความเรียบร้อยอย่างเกียจคร้าน บ้างก็เอาฝักดาบเคาะลูกกรงดูปฏิกิริยาหวาดกลัวจากนักโทษด้านใน
“ได้โปรด.. ได้โปรด.. ปล่อยพวกเราออกไปเถอะ!” เสียงร้องไห้อ้อนวอนดังระงมไปทั่วทั้งกรงขัง
“ฉันไม่อยากไปที่นั้น ได้โปรด!”
“พ.. พวกเรากำลังจะตาย.. พวกเรากำลังจะตายกันหมด..”
เสียงร้องไห้อ้อนวอนเริ่มฟังดูสิ้นหวังขึ้นทุกขณะ ผู้คุมเห็นดังนั้นก็ยิ่งหัวเราะชอบใจ การเดินทางบนเรือบินขนนักโทษเเบบนี้ช่างน่าเบื่อหน่าย สิ่งเดียวที่พอจะทำให้บันเทิงเริงใจก็มีเพียงการกลั่นเเกล้งนักโทษกับพวกขยะไร้ค่าเเบบนี้เท่านั้น
ภายในกรงขังที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ มีคนยี่สิบกว่าคนทุกคนขังอยู่ด้านใน ไม่ว่าจะเด็กหรือเเก่ ผู้หญิงหรือผู้ชาย ล้วนถูกขังอยู่รวมกัน เดินทางมาหลายวันเเล้วกลิ่นเหม็นสาปก็ยิ่งรุนเเรง เเต่พวกผู้คุมกลับชินไปนานเเล้ว เขามองดูคนด้านในอย่างนึกสนุกก่อนสายตาจะไปหยุดลงที่มุมนึงของกรงขัง เด็กหนุ่มที่สวมเสื้อผ้าขาดรุ่ยใบหน้าเปื้อนฝุ่นจนมองเเทบไม่เห็นผิวจริง นั่งหลับตานิ่งพิงกรงขังอยู่ตรงนั้นไม่ขยับมาตั้งเเต่ที่เริ่มออกเดินทางเเล้ว
“หมอนั่นตายหรือยัง” ผู้คุมคนหนึ่งขมวดคิ้วถามเพื่อนที่ยืนเฝ้าอยู่ข้างกันอย่างไม่เเน่ใจ ผมของเด็กหนุ่มคนนั้นเป็สีขาวโพลน หากไม่เพ่งตาดูให้ดีอาจจะเผลอคิดไปว่าเป็คนเเก่คนหนึ่ง
“ต่อให้ตายเเล้วยังไง ไม่ตายตอนนี้ก็ต่อไปก็ต้องตายอยู่ดี” ผู้คุมอีกคนนึงตอบยิ้มๆ ด้วยน้ำเสียงที่ไม่เบาหนัก ยิ่งทำให้พวกคนที่ถูกขังอยู่ในกรงรู้สึกหวาดกลัวเเละสิ้นหวัง
ไม่รู้ว่าเป็เพราะเสียงร้องไห้ดังจนเกินไปหรือไม่ เด็กหนุ่มผมขาวที่นั่งนิ่งมาโดยตลอดเริ่มขยับในที่สุด ขนตาสีขาวโพลนไหวระริก ก่อนที่เปลือกตาจะเริ่มขยับเปิดออก เผยั์ตาสีฟ้าลึกล้ำที่ยากจะอ่านออก บนใบหน้ายังคงถูกปรกคลุมไปด้วยความง่วงงุน
ผู้คุมที่ยืนมองมาตลอดอดตื่นเต้นไม่ได้ อย่างไรเสียหลายวันมานี้เขาก็เเกล้งเเต่คนหน้าเดิมๆจนชักจะเบื่อหน่าย เมื่อเห็นคนที่นอนหลับไม่รู้เื่มาตลอดการเดินทางก็อดนึกอยากเเกล้งด้วยความสะใจไม่ได้
เคร้ง!
เสียงฝักดาบดังกระทบลูกกรงเหล็กจนก้องกังวาล พาให้คนด้านในสะดุ้งกันไปเป็เเถบ ยกเว้นก็เเต่หนุ่มผมขาวที่ยังคงนั่งหน้ามึนคล้ายยังอยู่ในความฝัน ผู้คุมเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกเสียศักดิ์ศรีจึงจงใจเคาะลูกกรงเหล็กเเรงๆอีกหลายครั้ง แต่เด็กหนุ่มกลับยังไม่สะดุ้งะเื
“หึ เ้าหนุ่ม นายเป็คนไร้ค่าหรือนักโทษที่ถูกจับมาล่ะ” ผู้คุมเปลี่ยนวิธี เขานั่งย่องลงถามพลางจับสังเกตุสีหน้าของชายหนุ่ม “นายรู้ไหมว่าพวกฉันกำลังพาพวกนายไปที่ไหน”
“..ที่ไหนล่ะ” เสียงเเหบเเห้งคล้ายกระดาษทรายไร้ซึ่งความกลัวดังตอบกลับมา เด็กหนุ่มตั้งท่าเหมือนจะยกมือขึ้นมาขยี้ตา เเต่พอเห็นมือสกปรกของตัวเองเเล้วก็เปลี่ยนใจ เพียงเช็ดฝ่ามือกับชายเสื้ออย่างลวกๆ
“พวกเราก็จะพานายไปทิ้งที่เมืองคนบาปน่ะสิ” เดิมทีผู้คุมคิดว่าเด็กหนุ่มได้ยินเช่นนี้เเล้วจะรู้สึกหวาดหวั่น แต่เด็กหนุ่มกลับทำเเค่เพียงเลิกคิ้วขึ้นมาเล็กน้อยเท่านั้น ผู้คุมจึงเดาว่าเด็กหนุ่มคงไม่รู้ว่าเมืองคนบาปคือสถานที่เเบบไหน “นายคงไม่รู้จักเมืองคนบาปสินะ เมืองคนบาปน่ะก็คือเศษซากจากความเสื่อมโสมของโลกใบนี้ อากาศเป็พิษ ต้นไม้ไม่งอกเงย แหล่งน้ำเต็มไปด้วยสิ่งสกปรกโสมม เป็สถานที่ที่เต็มไปด้วยกองขยะที่ถูกทิ้ง พวกที่อยู่ในนั้นไม่ตายด้วยโรคก็ต้องกินกันเองประทังชีวิต..”
น้ำเสียงขู่ขวัญของผู้คุมทำให้คนอื่นๆต่างก็หดตัวด้วยความกลัว เเต่เด็กหนุ่มกลับยังคงนิ่งเฉย คล้ายกำลังฟังนิทาน ผู้คุมจึงยิ่งรู้สึกโกรธ ทุบกรงเหล็กเเรงๆหลายที
“ที่แกไม่กลัวก็คงเพราะคิดว่าจะสามารถหนีอกไปจากเมืองคนบาปได้สินะ เเต่ว่าเสียใจด้วย! เมืองคนบาปลอบล้อมด้วยป่าลวงตา ยกเว้นเสียเเต่ว่าจะมีป้ายอาญาสิทธิ์ที่ลงนามด้วยชื่อของผู้นำนครต่างๆ หากไม่มีมัน เเกก็จะไม่มีวันออกมาได้! แม้แต่ิญญาของเเกก็ยังต้องหลงวนเวียนอยู่ในกองขยะพวกนั้นนั่นเเหละ!”
ผู้คุมอ้าปากพูดจนน้ำลายกระเซ็น เเต่เ้าหนุ่มกลับยังคงไร้ปฏิกิริยา เขาโกรธจนเเทบคลั่ง ขณะจะใช้ฝักดาบทุบตี เรือบินก็สั่นจนผู้คุมยืนโอนเอนเกือบจะล้ม
“ถึงเเล้ว” ผู้คุมอีกคนหนึ่งเดินเข้ามา “เตรียมปล่อยพวกมันลงได้”
“ไม่! ช่วยด้วย!”
“ฉันไม่อยากตาย! ช่วยด้วย!”
“ให้ฉันทำอะไรก็ได้ปล่อยฉันไปเถอะ.. ฮือ.. ปล่อยฉันไป”
เสียงของคนที่ถูกขังพลันดังลั่นขึ้นมาทันใด เนื้อตัวของพวกเขาต่างก็สั่นเทา สถานที่อย่างเมืองคนบาปพวกเขาทุกคนเคยได้ยินถึงความน่ากลัวของมันมาก่อน คนที่ถูกทิ้งเอาไว้ในนั้นไม่เคยมีผู้ใดกลับออกมาได้ เป็สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
“หึ!” ผู้คุมที่พยายามขู่ให้เด็กหนุ่มผมขาวกลัวเค้นเสียงเยาะ ก่อนจะถอยออกห่างจากลูกกรง ทำเป็ทองไม่รู้ร้อนไปเถอะ ผู้คุมเเสยะยิ้ม เตรียมมองดูใบหน้าที่บิดเบี้ยวไปด้วยความกลัวของเด็กหนุ่ม
เหล่าผู้คุมไม่สนใจเสียงร้องไห้ที่ดังระงม คล้ายว่าพวกเขาจะชินชาเเล้ว พวกเขาคนหนึ่งเดินไปที่ด้านข้างประตู ก่อนจะดึงชื่อที่ห้อยลงมา พลันพื้นใต้กรงก็เปิดออก รอบลูกรงมีสัญลักษณ์วงเวทย์สว่างวาบขึ้นมา ก่อนลูกกรงจะตกลงไปตามเเรงโน้มถ่วงของโลก พร้อมกับเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวของผู้คนด้านใน
“ไม่!” เสียงร้องโหยหวนของคนเ่าั้ยังคงดังก้องทะลุฟ้าเเม้ว่าตัวลูกรงจะตกลงไปนานเเล้ว เมื่อผู้คุมดึงเชือกขึ้น พื้นเรือก็กลับมาปิดสนิทตามเดิม ขณะที่ผู้คุมทุกคนจะเดินกลับไปพักผ่อน ก็เห็นผู้คุมที่ชอบรังเเกนักโทษยืนนิ่งขึง หัวคิ้วขมวดเข้าหากันนิ่ง เขาจึงเอ่ยถาม
“เป็อะไรไป”
“เมื่อกี้..” เหตุใดเ้าเด็กผมขาวคนนั้นถึงไม่เเสดงท่าทีหวาดกลัวเลยเล่า.. ชั่วพริบตาที่เด็กหนุ่มคนนั้นกำลังตกลงไป ั์ตาสีฟ้าอ่อนเพียงเหลือบมองมาที่เขาเล็กน้อยจากนั้นก็หายวับไปจากสายตา นี้มัน.. แปลกเกินไปแล้ว เ้าเด็กนั่นเป็ใครกันเเน่!
ลูกกรงที่ถูกล้อมด้วยเวทมนตร์ตกลงมาบนกองเหล็กสูงเทียบฟ้าก่อนจะหยุดนิ่งไป ทันทีที่ลูกกรงเเตะพื้น กรงก็เปิดออกทั้งสี่ด้าน เผยให้เห็นทัศนวิสัยที่เต็มไปด้วยหมอกควัน กลิ่นอายเน่าเหม็นคละคลุ้งรุนเเรง อากาศร้อนเเละเเห้งเเล้งจนหายใจลำบาก พวกคนที่อยู่ในกรงรีบยกมือปิดจมูกด้วยความกลัว..
กลัวว่าจะสูดพิษเข้าไป!
ขณะที่พวกเขาเเทบจะกอดคอร้องไห้กันด้วยความสิ้นหวัง เด็กหนุ่มผมขาวกลับเหลือบตาขึ้นมอง เงาร่างเล็กเงาหนึ่งที่กำลังเคลื่อนตัวฝ่าหมอกพิษเข้ามา ยิ่งใกล้ เงาก็ยิ่งเล็กลง ก่อนที่เส้นผมสีเเดงจะโผล่เข้ามาในระยะสายตา
เด็กสาวอายุราว 14 - 15 ปี เสื้อผ้าสกปรกมอมแมม ใบหน้าเลอะฝุ่นผงจนเต็มเเก้ม เเละดวงตาสีเเดงเพลิงสุกใส ริมฝีปากเเย้มยิ้มกว้างราวกับดวงอาทิตย์ที่ลอยพ้นหมู่เมฆ
“ยินดีต้อนรับสู่มหานครคนบาป!”