เพียงสายลมแห่งทิศบูรพาพัดผ่าน สองเราไม่มีวันหวนคืน

    เนรเทศไปชายแดน

    ทุกๆวันเป็นเวลากว่าสามเดือนแล้วที่เด็กหนุ่มสองคนจะวิ่งมาที่กำแพงเมืองหลวงเพื่อดูประกาศใหม่ๆบางวันยังมานั่งเฉื่อยชาอยู่ละแวกตลาดรอบประตูเมืองตั้งแต่ประตูเปิดจวบจนตะวันตรงหัวพวกเขาจึงจะเดินจากไปทำเช่นนี้จนกลายเป็นที่คุ้นตาของคนค้าขายละแวกนั้น

                      “ เจ้ามาทำไมอีกวันนี้ก็มาแล้วรอบนึงไม่ใช่หรือ “  หญิงร่างท้วมหน้าขาวยืนขายแป้งทอดให้กับคนที่กำลังจะเข้าเมือง ตั้งแผงขายมาตั้งแต่เช้าก็เห็นเจ้าหนูคู่นี้พลันตกบ่ายก่อนตั้งใจจะเก็บแผงกลับบ้านก็ยังเห็นทั้งสองคนวิ่งมาที่เดิมอีกรอบ

                      “ วันนี้มีข่าวว่าจะเนรเทศครอบครัวนักโทษไปชายแดนไงสงสัยมาเปิดหูเปิดตาละมั้ง  “ ชาวบ้านที่กำลังซื้อแป้งทอดรีบเอ่ยขึ้นก่อนแสดงตัวเป็นผู้นำข่าวสารรอบวัน

    ก่อนที่แม้ค้าคนเดิมจะรีบโบกมือไปมา“ เจ้าจะไปเข้าใจอะไร ประตูนี้มีนักโทษเดินเข้าออกทุกวัน ถ้าอยากสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้านเด็กพวกนั้นก็คงเห็นจนชินตาแล้ว ไหนเลยจะมาเฝ้าทุกวันเยี่ยงนี้  ข้าว่าพวกเขาต้องมาดักรอญาติมากกว่าไม่แน่ว่าอาจจะถูกทิ้งเฮ้อ.. ช่างน่าสงสารจริงๆ “

    “ มันก็ไม่แน่ “ ชายหนุ่มที่เดินเตร่อยู่แถวนั้นเอ่ยผสมโรงขึ้นอีกคน “ อาจเป็นเด็กกำพร้าจากภัยสงครามเร่ร่อนมาจนแถวนี้ หรือบางทีอาจเป็นเด็กที่ถูกพ่อแม่ทอดทิ้งไม่มีเอกสารยืนยันก็เข้าเมืองไม่ได้ ถึงต้องมานั่งรอแถวนี้อย่างไรเล่า “

    “ ข้าว่าลูกสตรีนอกจวนมาดักรอบิดามากว่า ดูจากผิวพรรณนั่น ถึงใบหน้าจะมอมแมมก็ยไม่น่าเป็นคนที่อพยพหนีสงครามมาจนถึงที่นี่นา“

    ปากต่อปากซุบซิบเรื่องราวได้โลดโผนผสานจินตนาการพิลึกกันยิ่งนักพูดจาสนุกสนานครื้นเครงให้พอฆ่าเวลาแก้เบื่อไปในแต่ละวัน เฝิงหลานที่เดินมาได้ยินก็ส่ายหัวเงียบๆในใจปากก็ยิ้มทักทายแม่ค้าแป้งทอด “ ข้าซื้อห้าชิ้น ห่อเลย “

    “ โถๆๆ เด็กน้อยของข้า มา มาทางนี้ ข้าให้เจ้าฟรีชิ้นหนึ่ง เป็นผู้ชายต้องกินข้าวคำโตกินเนื้อคำใหญ่จะได้โตเร็วๆ “ พูดพลางหยิบยื่นขนมชิ้นหนึ่งไปข้างหน้าจนแทบจะทิ่มเข้าไปที่ตาของชายหนุ่มหน้าอ่อนเบื้องหน้า

    “ มีอะไรก็ค่อยๆคิด “    สตรีอีกคนเดินมาหาเฝิงหลานกล่าวขึ้นอย่างผู้ที่มีประสบการชีวิตโชกโชน

    เฝิงหลานได้แต่เอ่ยขอบคุณอย่างหงุดหงิดในใจก่อนผละจากมา ไม่รอให้ผู้หวังดีเข้ามาแสดงความเห็นอกเห็นใจที่ไม่มีอยู่จริงเพิ่มอีก

    “ ช่างเถอะ…ไม่เจ็บไม่ปวดเสียหน่อย แถมข้าว่าตลกดีด้วยฮ่า.ฮ่า..ฮ่า… ”กู้เซียนเซียนหัวเราะร่าจนตาหยี มือก็ลูบหัวแมวสีขาวไปด้วยไม่หยุด

    “ คุณชาย นี่มันใช่เรื่องน่าหัวเราะไหม “ เฝิงหลานแม้จะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทอดถอนใจแต่ก็อดหัวเราเบาๆคลอไปด้วยไม่ได้

                      คนสองคนเดินกลับไปบริเวณด้านข้างประตูเมืองอีกรอบก่อนหามุมใต้ต้นไม้ที่ลับสายตาผู้คนละแวกนั้น นั่งกินแป้งทอดกันเงียบๆ สายตาก็สลับกันจับจ้องไปที่ประตูเมืองไปด้วย

            วันนี้เป็นอีกวันที่จะมีการเนรเทศนักโทษไปชายแดนแม้ไม่รู้ว่าพี่ใหญ่กับพี่สาวจะโดนตัดสินโทษอย่างไร และไม่รู้กระทั่งกำหนดระยะเวลาของการตัดสินคดีแต่กู้เซียนเซียนก็ยังคงยินดีที่จะรออยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ บางทีอาจทำให้นางรู้ข่าวคราวของครอบครัวคนอื่นๆจากปากต่อปากของกลุ่มคนที่อยู่บริเวณนี้และกลุ่มที่เดินทางเข้าออกเมืองก็เป็นได้ ใครให้นางไม่มีเส้นสายหรือกระทั่งสหายในเมืองหลวงกันเล่า

            คิดถึงสหาย .. ตอนนี้นอกจากเฝิงหลานที่เป็นทั้งสหายและบ่าวของนางแล้ว อีกคนที่นับว่าใช่ คือพี่ชายหนานคนที่ไม่ได้พบหน้ากันนานหลายปีคนนั้น หากได้เจอกันอีกหนนางก็ไม่แน่ใจว่าหน้าตาของเขาจะเปลี่ยนไปแค่ไหนแล้วนางจะยังจำเขาได้ไหมทั้งนางและเขาตอนที่เจอกันต่างก็ยังเด็ก กู้เซียนเซียนค่อยๆนึกทบทวนใบหน้าเยาว์วัยในวันวานของหนานข่ายหลี่ที่เริ่มลางเลือนไปจากความทรงจำ  ยกเว้นความสูงและลักษณะท่าทางขี้เล่นของเขาเท่านั้นที่นางไม่เคยลืม  แค่คิดถึงคนๆหนึ่ง แม้ไม่ได้เจอกันมานานและไม่รู้ว่ากระทั่งบัดนี้เขาจะยังคงมีสักเสี้ยวที่รำลึกถึงนางบ้างไหมหรือบางทีเขาอาจลืมนางไปแล้ว  แต่กระแสความอบอุ่นเมื่อครั้งนึกถึงเรื่องในอดีตก็ไหลวนอยู่ภายในใจของกู้เซียนเซียนแล้ว

            นางเก็บรวบรวมก้อนกรวดรอบๆตัวนำมาวางเรียงกันเป็นรูปแมวอ้วนหนอนขดตัวขี้เกียจที่ด้านล่างตัวแมว นางยังเอาเศษใบไหม้มารองไว้ประหนึ่งที่นอนของมันอีกที เหมือนกำลังจะสื่อผ่านความคิดของเด็กสาว‘ พี่ชายหนานคนดี ข้าขอให้ท่านกินอิ่มหลับอุ่น ไร้ทุกข์ไร้กังวลเยี่ยงแมวตัวนี้‘

                      เพราะว่ามีเสียงเอะอะโวยวายเกิดขึ้นแถวประตูเมืองกู้เซียนเซียนจึงละมือและสายตาออกจากแมวก้อนหินเบื้องหน้าก่อนมองตรงไปที่ต้นเสียงนั้น ที่นั่นนางเห็นกลุ่มนักโทษที่อยู่ในรถคุมขังแบบเปิดโล่งกำลังถูกลากด้วยม้าลำเลียงกันออกมาจากประตูเมืองต่อกันเป็นแถวยาวห้อมล้อมด้วยทหารกว่าร้อยนายเดินขนาบหน้าหลังไปด้วย

    กู้เซียนเซียนและเฝิงหลานกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปแอบยืนอยู่ด้านหลังฝูงคนประหนึ่งคนที่สนใจดูความครื้นเครงเฉกเช่นคนอื่นๆที่เริ่มมามุงดูก่อนหน้านี้เฝิงหลานใช้สายตากวาดไปมาบนรถไม้ที่คุมขังนักโทษที่กำลังทยอยผ่านหน้านางไปช้าๆแม้จะอยู่ห่างกันไกลแต่นางก็สังเกตเห็นคุณชายใหญ่ตระกูลกู้ทันที  แม้เขาจะมีใบหน้าสกปรก ผมเผ้ายุ่งเหยิง นั่งหันหลังพิงผนังรถนักโทษในทิศทางตรงข้ามกับที่ม้ากำลังก้าวเดินไปแต่ท่าทางของเขาก็โดดเด่นสะดุดตาต่างจากนักโทษคนอื่นอยู่มาก อาจเพราะกลิ่นอายของอดีตลูกพ่อค้าใหญ่หรือเพราะเขาไม่เพียงนั่งไม่ปิดบังใบหน้า แต่กลับมองตรงไปข้างหน้าด้วยท่าทีผึ่งผายทรนงไม่หลบเลี่ยงสายตาผู้คนแม้แต่น้อย  ใบหน้าสงบนิ่งประกายตาประหนึ่งจะประทับร่องรอยความทรงจำของเส้นทางออกจากเมืองหลวงในวันนี้ไว้ผ่านสายตาเพื่อเก็บเอาไว้ภายในใจของเขาให้ได้มากที่สุด

            ตอนที่ขบวนรถนักโทษค่อยๆผ่านหน้ากลุ่มคนที่ชุมนุมกันอยู่ที่ตลาดย่อมๆด้านนอกเมืองเสียงวิจารย์ก็เริ่มตามมา เพราะบุคคลที่นั่งอยู่ในรถนักโทษวันนี้ ล้วนเป็นคนที่ไม่ใช่ชาวบ้านสามัญเช่นพวกเขาการได้เห็นคนที่เคยมั่งมีกลับมาตกต่ำเช่นนี้ ก็ถือเป็นสิ่งปลอบประโลมใจพวกเขาที่หาเช้ากินค่ำอยู่ทุกวัน  “ นั่นไงคุณชายกู้ เจ้าว่าใช่ไหม “ คนหนึ่งเอ่ยขึ้นพลางชี้มือไปที่ “ กรง ” ตรงกลางขบวน ก่อนที่คนอื่นๆจะชะเง้อมองตาม

    “  โถ่ๆๆๆ ใครว่าจะไม่ใช่เล่าช่างน่าสงสารจริงๆจากคุณชายตระกูลใหญ่บัดนี้ทรัพย์สมบัติถูกยึด ตัวเองก็ถูกเนรเทศไปใช้แรงงานที่ชายแดน

    รูปร่างแบบบางเช่นนี้พวกเจ้าว่าจะไปถึงชายแดนได้หรือ ที่นั่นใช้เวลาเดินทางเกือบสองเดือนเลยนะ “

    “ ข้าก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกัน “

    “ แล้วครอบครัวอื่นๆของเขาล่ะ หายไปไหนกันหมด “

     “ออ เจ้าคงไม่ได้ยินข่าวลือสินะ “

    “เขาลือกันว่าอะไรเจ้ารีบเล่ามาเลย “

    “บิดาและน้องสาวของเขาได้ยินว่าถูกตัวแทนองค์รัชทายาทสังหารหมดแล้ว “

    “ตัวแทนรัชทายาท ที่ว่าใช่คู่หมั้นของคุณหนูตระกูลกั๋วกงหรือไม่ “

    “ก็คนนั้นแหละ “

    “เจ้าหน้าอ่อนผู้นั้นน่ะหรือ จะฆ่าใครได้ “

    “ เขาก็ไม่ได้ฆ่าเองนี่ ได้ยินว่าเอาคนไปดักจับแล้วล้อมฆ่าในวัดร้าง ตายหมดยกบ้าน“

    ชายชราผู้หนึ่งซึ่งนั่งฟังกลุ่มคนซุบซิบนินทาร้องรับกันนานแล้วก็รีบแทรกขึ้น

    “คุณชายเซียวหลง แห่งเซียวหนาน ใช่ไหมที่พวกเจ้าพูดถึง  การเนรเทศครั้งนี้ก็เป็นเขาที่ประกาศคำตัดสินนี่นะ “

    ตอนที่เฝิงหลานได้ยินชื่อนี้นางรีบหันกลับไปดูหน้ากู้เซียนเซียนทันที ‘ ขอให้นางไม่ได้ยินเรื่องนี้ด้วยเถอะ ’

            กู้เซียนเซียนไม้ได้ยินเรื่องที่ชาวบ้านซุบซิบนินทากันอยู่จริงๆนางอยู่ค่อนข้างไกลจากกลุ่มนั้นอีกทั้งสมาธิทั้งหมดก็จับจ้องไปที่รถนักโทษตรงกลางสองคันจากหลายๆคันนั้น  ตรงนั้นมีพี่ชายและพี่สาวของนางนั่งอยู่จริงๆเพียงแต่พี่ชายนั่งโดดเดี่ยวอยู่คนเดียวในขณะที่พี่สาวของนางนั่งรวมกลุ่มอยู่กับคนที่คาดว่าจะเคยเป็นบ่าวหญิงในตระกูลกู้มาก่อน

            ตอนที่นางกำลังขยับขาก้าวออกไปหาทางติดต่อคนทั้งสอง เฝิงหลานก็รีบเข้ามาจับตัวของนางไว้แน่น

            “ คุณชายช้าก่อน ขอท่านโปรดอย่าใจร้อน ท่านไปปรากฏตัวตอนนี้ก็ช่วยอะไรพวกเขาไม่ได้อยู่ดี มิสู้พวกเราเก็บแรงไว้หาวิธีการช่วยเขาในอนาคตจะดีกว่าตอนนี้อย่างน้อยๆพวกเขาก็ไม่ได้ถูกตัดสินประหารชีวิตขอท่านได้โปรดเชื่อข้าสักครั้ง“

            กู้เซียนเซียนหันมามองเฝิงหลานก่อนเอ่ยเสียงค่อย “ ข้าไม่ได้จะวิ่งไปหาพวกเขาที่รถนักโทษ “ นางเพียงต้องการให้พี่ใหญ่กับพี่รองเห็นนางเท่านั้นแค่อยากให้พวกเขารู้ว่านางจะไม่ทอดทิ้งพวกเขา  หากนางยังอยู่จะต้องหาทางช่วยพวกเขากลับบ้านให้ได้

            แต่เฝิงหลานไม่ได้ล่วงรู้จิตใจของกู้เซียนเซียน ยังคงพูดขึ้นต่อด้วยความกังวล“ คุณชายบางทีการที่เขาถูกทหารจับกุมตัวส่งไปยังชายแดนวิธีการนี้อาจจะปลอดภัยมากกว่า พวกเราไม่รู้รายละเอียดของปัญหาหากทางการคิดจะฆ่าพวกเขาจริงๆคงไม่ปล่อยเอาไว้ถึงตอนนี้หรอก ท่านอย่าเพิ่งร้อนใจไป“

    “ อืม ข้าฟังเจ้าแต่ถึงอย่างไร ข้าก็อยากให้พวกเขา .. .“  ก่อนที่กู้เซียนเซียนจะพูดจบก็มีกลุ่มชายผู้คุมนักโทษสองสามคนพูดคุยกันขณะที่กำลังเดินผ่านพวกนางไป

    “  ไม่ไหวเลย ไม่ไหวเลย ต้องเดินทางไปไกลถึงชายแดนตะวันออกที่นั่นแม้แต่นกยังไม่บินไปขี้ แถมยังมีสงครามอยู่อีก “ คนหนึ่งรับอีกคนพลันร้องขึ้นมาบ้าง“ แล้วข้าจะได้กลับเมืองหลวงมาเมื่อไหร่กันล่ะเนี่ยข้ายังอยากแต่งงานอยู่นะ “

    “  เอาเถอะก็แค่ไปส่งไม่ใช่หรือไปส่งเสร็จก็กลับมาเท่านั้น หากเจ้าคิดถึงคู้หมั้น เจ้าก็ดูแม่นางน้อยที่นั่งอยู่นั่นไปก่อนสิงดงามกว่าคู่หมั้นเจ้าตั้งกี่สวน ”  หนึ่งในนั้นพูดพลางชี้ไปที่กูเหยาซึ่งนั่งชันเข่านิ่งอยู่ในกรง

    “ เจ้าจะพูดไปไย พวกเราก็ได้แค่ดู หัวหน้าสั่งว่าให้ดูแลนักโทษเด็ดขาดกลุ่มนี้ให้ดี ไม่ให้เกิดเรื่องร้ายแรงใดๆขึ้น ไม่เช่นนั้นหัวพวกเราจะหลุดจากบ่าเสียเองนี่ถือเป็นการปฏิบัติต่อนักโทษอย่างนั้นหรือ ช่างไม่สมเหตุสมผลสิ้นดี“

    กู้เซียนเซียนค่อยๆเดินตามกลุ่มคนกลุ่มนี้ไปเรื่อยๆจนกระทั่งพวกเขาเปลี่ยนเรื่องพูดคุย นางจึงรีบเดินขนานรถนักโทษอย่างห่างๆไปเรื่อยๆเพื่อหวังว่าพี่ชายและพี่สาวจะมองเห็นนาง โดยมีเฝิงหลานก้าวเท้ายาวๆตามมาทางด้านหลัง

    “ สวรรค์ ขอให้พี่ชายกับพี่สาวเห็นข้าด้วยเถอะ“  กู้เซียนเซียนได้แต่ภาวนาให้พวกเขาหันมองมาที่นางเสียที

            ผิดจากเฝิงหลาน นางกลับอยากให้ทั้งสองคนมองไม่เห็นกู้เซียนเซียนเพราะเกรงว่าหากถูกสองคนนั้นมองเห็นพวกเขาอาจตะโกนเรียกหรือแสดงพิรุธใดๆ ทำให้นายหญิงตัวเล็กๆคนนี้ต้องลำบากไปด้วย

    แต่สวรรค์อาจไม่ได้อยู่ข้างเฝิงหลาน   เพราะตอนที่กู้เซียนเซียนกำลังกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปนั้นเจ้าแมวขนสีขาวก็กระโดดหนีออกจากอ้อมแขนของกู้เซียนเซียนก่อนวิ่งอย่างรวดเร็วไปที่รถคุมขังนักโทษของกู้หยุนทันที

            เซียนเซียนได้แต่ตะโกนเรียกเซียวเหม่าเสียงหลง แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว พริบตาเดียวเจ้าแมวดื้อด้านก็วิ่งฉิวออกไปแล้ว

            ตอนที่กู้หยุนได้ยินคำว่าเซียวเหม่าแว่วมาแต่ไกล ใบหน้าที่เคยสงบนิ่งกลับปรากฏร่องรอยประหลาดใจเพียงชั่วขณะแต่ไม่นานก็เปลี่ยนกลับมาเป็นสีหน้าราบเรียบไร้อารมณ์เช่นเดิม ก่อนจะหันไปมองตามเสียงอย่างไม่ใส่ใจพลันสายตาก็ปรากฏภาพเด็กผู้ชายหน้าตามอมแมม ดวงตากลมโตใสสดใส กำลังมองสบตามาที่เขาพอดีก่อนกู้หยุนจะละสายตาออกจากน้องสี่ เขาเพียงส่งยิ้มบางๆให้นางพร้อมกับพยักหน้าให้เพื่อบอกเป็นนัยว่า ไม่ต้องเป็นห่วงเขา พวกเขาดูแลตัวเองได้   ทั้งสองคนสบตากันเงียบๆก่อนที่กู้หยุนจะเสสายตามองไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว

            เจ้าแมวเซียวเหม่ากระโดดแทรกตัวเข้าไปอยู่ในกรงขังบนรถของกู้หยุนตอนนี้ยังขึ้นไปนอนบนตักของเขา เอาหัวถูไถไปที่แขนและหน้าท้องของกู้หยุนไปมา  ชายหนุ่มค่อยๆลูบศีรษะมันช้าๆ สีหน้าอ่อนโยนประดับรอยยิ้มจางๆก่อนยกมันขึ้นมาคลอเคลียที่ใบหน้าของเขา แล้วกระซิบเสียงแผ่วเบาเนิบช้ากับแมวตัวหนึ่งเพื่อไม่ให้ทหารที่เดินอยู่ด้านหน้าและด้านหลังของเขาได้ยิน

            “ เซียวเหม่าฝากไปบอกนางให้ดูแลตัวเองด้วย พี่ชายจะกลับมาหาอย่างแน่นอน“

            หยดน้ำหยดหนึ่ง ร่วงเผาะไปบนหัวของแมว ก่อนจะค่อยๆซึมหายไปบนขนหนาฟูสีขาวเขาระบายลมหายใจออกมาช้าๆ สะกดความรู้สึกบางอย่างไว้ภายใน มือผอมบางข้างหนึ่งยังคงลูบหัวแมวไปมาอย่างเอ็นดู‘ จะดีแค่ไหนนะ ถ้านี่เป็นหัวของน้องสาวเขา’   เขาฝืนยิ้มให้กับตนเอง นำแมวที่เป็นตัวแทนของน้องสาวเข้ามากอดแนบอกอีกครั้ง

    “ ดูแลตัวเองด้วย เจ้าแมวน้อย “  ประโยคนี้เขาเอ่ยออกมาอย่างแหบพร่า ก่อนค่อยๆดันตัวแมวออกจากกรงที่ขังอิสรภาพของเขาไว้แต่เขาคืนมันให้กับแมว

    เซียวเหม่าเองก็เหมือนรู้งานหลังกระโดดออกมาจากกรงมันเพียงยืนเอี้ยวหลังกลับไปมองอีกครั้ง ก่อนวิ่งจ้ำอ้าวแทรกฝูงชนหายไปอย่างรวดเร็ว

            กู้เหยาเองก็มองเห็นกู้เซียนเซียนเช่นกัน แต่นางเพียงเชยตามองผ่านๆเพียงหวังว่าจะไม่มีใครสังเกตเห็นน้องสาวคนสุดท้องของบ้าน  ก่อนรีบทำทีไม่สนใจอะไรอีก สองมือกลับกำแน่นซ่อนไว้บริเวณต้นขาที่งอขึ้นแม้ที่ผ่านมานางจะไม่ได้รักและผูกพันกับน้องสี่เฉกเช่นที่ผูกพันกับพี่ใหญ่หรือน้องสามของนางแต่ถึงอย่างไรตอนนี้ พวกเขาก็เหลือกันอยู่แค่สามคนพี่น้อง หากยังมีโอกาสรอดชีวิตกลับมานางก็หวังเช่นกันว่า วันนั้นนางจะได้เจอกับน้องสาวอีกครั้งหนึ่ง

            ขบวนรถนักโทษ ค่อยๆเคลื่อนผ่านไป กู้เซียนเซียนที่เดินตามรถนักโทษก็ถูกเฝิงหลานดึงตัวเอาไว้อีกรอบ

                      “ คุณชาย ข้าเกรงว่าท่านไม่ควรไปต่อแล้ว ตอนนี้เรากำลังเดินออกจากพื้นที่ตลาดมันจะทำให้ท่านเป็นจุดเด่นเกินไป ท่านก็เห็นแล้วพี่ชายพี่สาวของท่านล้วนคาดหวังว่าท่านจะปลอดภัยท่านคิดว่าการที่ท่านจะเดินตามไปส่งพวกเขาจนถึงชายแดน คนสองคนที่ยอมถูกจับกุมแล้วปล่อยให้ท่านรอดพวกเขายังจะสบายใจหรือไม่ มิสู้พวกเรารู้อยู่แล้วว่าพวกเขาจะไปไหนกัน เราเพียงแยกย้ายกันเดินทางแล้วไปหาพวกเขาที่นู่นจะดีกว่า “ เฝิงหรานเอ่ยเสียงเบามือข้างหนึ่งของนางยังคงยึดกุมต้นแขนของกู้เซียนเซียนไว้

    กู้เซียนเซียนหยุดเดินและหันมามองเฝิงหลานก่อนพยักหน้าสั้นๆหลายรอบ เป็นเชิงว่านางเข้าใจ  ขาสั้นๆก็ไม่ได้รั้นจะเดินต่อไปอีก แต่เพราะไม่อาจมองส่งขบวนนักโทษจนลับสายตาได้นางจึงเพียงใช้ใจที่หดหู่ส่งพวกเขาแทน

    แม้กลุ่มของพวกนางจะมั่นใจว่าไม่มีใครสังเกตเห็นก็ตาม  แต่เรื่องราวทั้งหมดกลับตกอยู่ในสายตาของคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งยืนปะปนอยู่กับชาวบ้านทั่วไปก่อนที่พวกเขาจะพยักหน้าให้กันและเดินหายไปทางทิศนอกเมือง

    --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    “ฉินหก เจ้ามิใช่อยู่นอกเมือง? “ ฉินสี่องครักกษ์ติดดาบเดนตายหนึ่งในสองคนใกล้ชิดของเซียวหลงเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นฉินหกเดินเข้ามาในจวนตระกูลเซียว

    “ ฝากเจ้าบอกคุณชายด้วยว่า ตอนอยู่นอกเมืองข้าเห็นคนกลุ่มหนึ่งจับตามองนักโทษและข้าคิดว่าพวกเขาอาจระแคะระคายตัวตนคุณหนูสี่เช่นกัน “  ฉินหกเอ่ยปากรายงานเพื่อนร่วมสายงานก่อนจะผินกายทำท่าจะจากไป

    “ ไม่จำเป็น เจ้าเพียงไปเฝ้าคนตามที่ได้รับมอบหมายสำหรับเรื่องนี้มิใช่เราควรไปบอกรัชทายาทแทนหรอกหรือ “ ฉินสี่เสนอขึ้นมา

    ฉินหกพลันขมวดคิ้วหนา“ ทำไม “

    คู่สนทนาพลันเดินมาหยุดที่ด้านข้างฉินหกก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งครึมจริงจัง “ เพราะเราจะมามัวเสียเวลากับเรื่องเล็กๆเหล่านี้ไม่ได้แล้ว“