หนึ่งเดือนผ่านไป
บริษัท วิเชียรเลิศคุณ จำกัด
“หนูอายงานนี้พี่ขอก่อนเลิกงานได้ไหมคะ บรีฟรายละเอียดไม่เยอะเท่าไรน่าจะทันอยู่เนอะ” ฉันนั่งมองแผ่นกระดาษเอสี่ที่มีรายละเอียดบรีฟตามที่พี่คนนี้พูดไว้
ใช่มันไม่เยอะ...แต่เรียกว่าน้อยเกินไปเลยมากกว่า
“ได้ค่ะ เดี๋ยวอายจัดการให้นะคะ” ฉันรับแผ่นกระดาษดังกล่าวมาแล้วนำมันไปวางรวมกับบรีฟอื่นที่เหลือ
“ขอบคุณจ้ะ” เธอพูดจบก็เดินฮัมเพลงออกไปหน้าตาชื่นบาน มีแค่ฉันคนเดียวที่นั่งเบ้ปากใส่ลับหลัง
เป็เวลาไม่กี่สัปดาห์แล้วที่ฉันย้ายมาทำงานที่นี่ในตำแหน่งกราฟิกดิไซน์ดูแลพวกรูปโพรโมตและสื่อการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ของบริษัท ซึ่งดีลตรงกับสำนักงานของโรงแรมที่กำลังใกล้เปิดสาขาใหม่
หน้าที่หลัก ๆ คือการทำงานร่วมกับพวกพี่การตลาดหรือไม่ก็พี่เซลล์ อย่างเช่นคนเมื่อกี้เป็พนักงานจากทีมการตลาดที่ฉันไม่ชอบเท่าไรและเธอเองก็ไม่ชอบฉันเช่นกัน
ฉันเพิ่งย้ายมาทำงานก็จริง แต่ดันมีศัตรูรอบตัวเพียงเพราะเหตุการณ์ในวันนั้นที่โรงอาหาร พวกเธอคิดว่าฉันอ่อยเฮียพรามจนได้เข้ามาทำงานที่นี่ทั้งที่ผลงานสะสมก็ไม่ได้เด่นอะไร
การที่พวกเธอมาล่วงรู้ถึงพอร์ตโฟลิโอที่ฉันใช้ยื่นแสดงว่าต้องมีคนในเป็สายข่าวให้ด้วย
เฮ้อ~ พอย้ายมาทำบริษัทใหญ่เื่น่าปวดหัวก็ใหญ่ตามไปด้วยสินะ เอาเถอะถือว่าได้เห็นอีกสังคมละกัน
“วันนี้ก็ไม่เจออีกแล้ว” ฉันนั่งเท้าคางมองพนักงานด้านนอกด้วยสายตาละห้อย เพราะั้แ่ทำงานมาคนที่อยากเจอมากที่สุดกลับไม่ค่อยโผล่มาให้เห็น แต่ก็พอเข้าใจว่าผู้บริหารคงไม่ลงมาชั้นนี้ถ้าไม่จำเป็ แต่ก็อดคิดไม่ได้เพราะวันที่เราเจอกันล่าสุดในโรงอาหารมันก็ผ่านมาสักพักแล้ว
ฉันเคยแอบไปแกล้งทำเดินวนตรงลิฟต์บอร์ดบริหารที่อยู่ตรงข้ามกับลิฟต์พนักงานแต่สุดท้ายก็ไม่เจอเขา อีกทั้งยังเคยแกล้งทำเป็ยืนหน้าทางเข้าบริษัทอยู่สักพักก็ยังไม่เห็น
“วาสนาเราสองคนมีแค่นี้หรือไงกัน” มือนุ่มกดนวดข้างขมับ อุตส่าห์คิดไว้ว่าจะอ่อยผู้ชายคนนั้นเต็มเหนี่ยว ทว่าเขากลับไม่อยู่ให้ทำ แล้วแบบนี้แผนการหาลูกเขยเข้าบ้านมันจะไปสำเร็จได้ยังไงกันเล่า
ติ๊ง~
แจ้งเตือนประกาศบางอย่างเด้งขึ้นมาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์คู่ใจ เมื่อกดอ่านดูรอยยิ้มสวยก็สะท้อนให้เห็นผ่านหน้าจอที่กำลังดับลง
“พรุ่งนี้เขาจะมาตรวจงาน กรี๊ด!” ฉันกระทุ้งศอกไปมาพลางปิดปากที่กำลังฉีกกว้างน่าเกลียด
“รีบเคลียร์งานให้เสร็จก่อนดีกว่าเรา” กระชุ่มกระชวยได้ไม่นานก็เปลี่ยนมาขมวดคิ้วหลังเห็นกองเอกสารที่ยังทำไม่เสร็จ
วันต่อมา
บริษัท วิเชียรเลิศคุณ จำกัด
10:45 a.m.
หญิงสาวหน้าคมสวยชั้นตาชัดฉบับลูกครึ่งฝรั่งเดินตรงมาหน้าทางเข้าบริษัทอย่างมาดมั่น ต่างจากวันแรกที่เคยประหม่าจนทำตัวไม่ถูกหลังเธอทำงานที่นี่มาได้หนึ่งเดือนแล้ว
“สวัสดีครับคุณอ๊ะอาย” เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยค้อมตัวทักทายสาวตรงหน้าด้วยรอยยิ้มอบอุ่นที่มักชอบทำเป็ประจำ
“สวัสดีค่ะคุณลุง” ฉันตอบรับคำทักทายของคนอายุมากกว่าอย่างนอบน้อมก่อนรีบเดินเข้าไปในตัวอาคารและพุ่งตรงไปที่ลิฟต์ต่อด้วยความตื่นเต้น
วันนี้ฉันมีแรงทำงานมากกว่าวันอื่นที่ผ่านมา อีกทั้งยังตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นแม้เมื่อคืนจะนอนไปแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ตาม
“ทีแบบนี้แต่งหน้ามาทำงานนะยะ” ระหว่างที่ฉันกำลังยืนรอลิฟต์ เสียงพูดคุยจากเพื่อนร่วมงานแผนกอื่นก็ดังให้ได้ยินใกล้ ๆ แม้ไม่ได้หันไปมอง แต่บทสนทนาที่ได้ยินทำให้ฉันเริ่มขมวดคิ้วและยู่หน้าเล็กน้อย
“จะให้ฉันหน้าโทรมมาทำงานได้ไง วันนี้ผู้บริหารสูงสุดมาดูงานเชียวนะ ก็ต้องดูดีกันหน่อยสิ” ฉันมองภาพสะท้อนจากแป้นปุ่มกดเรียกลิฟต์จนเห็นเ้าของคำพูดเมื่อกี้กำลังหยิบแป้งตลับขึ้นมาซับหน้า
ติ๊ง~
กระทั่งเสียงลิฟต์ดังขึ้น ฉันจึงละความสนใจจากคู่เพื่อนสาวด้านหลังแล้วรีบเดินเข้ามาในลิฟต์แทน
‘คนเยอะจริง’ ฉันมองฝูงคนที่เดินกรูเข้ามาจนทำให้จากที่เคยยืนอยู่ตรงกลางลิฟต์ก็ต้องไปยืนชิดมุมลิฟต์แทน
แผนกการตลาด
ห้องทำงานส่วนตัวของอ๊ะอาย
‘เขาจะมากี่โมงนะ’ ฉันนั่งคิดในใจระหว่างรอคอมพิวเตอร์รันระบบ จากนั้นก็เริ่มจัดแจงเอกสารที่วางรอไว้ก่อนหน้า ซึ่งก็คืองานที่ฉันต้องทำงานในวันนี้นั่นเอง
ใช้เวลาไม่นานคอมพิวเตอร์สเปกสูงราคาแพงก็รันระบบเสร็จในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที พร้อมภาพหน้าจอที่หากดูให้ดีจะเห็นภาพชายหน้าอ่อนหวานยืนยิ้มโชว์ลักยิ้มด้านเดียวอยู่มุมจอ
“อายเดี๋ยวอีกห้านาทีออกมาเตรียมรอรับท่านได้เลยนะ” ผู้จัดการแผนกเดินเข้ามาหาฉันด้วยใบหน้านิ่ง เธอมองฉันที่สะดุ้งตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก่อนเดินออกไปทันทีที่พูดจบ
“ไร้มารยาทชะมัด” เมื่อเห็นแผ่นหลังของผู้จัดการเดินไกลออกไปฉันก็นั่งส่ายหน้าอยู่สักพัก ก่อนไล่อารมณ์ขุ่นมัวหลังรู้ว่าคนที่ทำให้ฉันใจสั่นกำลังมาที่แผนกนี้แล้ว
ไม่กี่นาทีผ่านไป
“ผมอยากให้โพรเจกต์นี้ออกมาดีที่สุด ใน่แรกทุกคนอาจจะเหนื่อยหน่อยแต่ถ้างานจบแล้วผลตอบรับออกมาดี โบนัสที่ทุกคนเฝ้ารอผมรับปากเลยว่าจะไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอนครับ” น้ำเสียงนุ่มอ่อนโยนเหมือนกำลังฟังพอดแคสต์เอ่ยพูดกับพนักงานใต้โอวาทอย่างเป็กันเอง พร้อมั์ตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องมองพนักงานแต่ละคนที่ยืนฟังเขาอย่างตั้งใจ
“หล่อเนอะ” ระหว่างนั้นเพื่อนร่วมงานข้างฉันก็พูดคุยกันถึงใบหน้าที่แม้แต่ฉันก็ไม่อาจเห็นต่างได้เมื่อชายที่ว่าเป็อย่างที่เธอคนนั้นเอ่ยชมจริง
“พี่นกครับใครเป็คนรับผิดชอบเื่ทำรูปโพรโมตบ้างครับ?” ฉันยืนใจเต้นตุบตับหลังได้ยินคำถามเมื่อกี้ ส่วนเพื่อนร่วมงานอื่นก็ต่างมองมาที่ฉันด้วยสายตาไม่พอใจเมื่อเห็นสีหน้าออกอาการเด่นชัดเกินควร
“ทีมนี้เลยค่ะคุณพราม” สิ้นเสียงผู้จัดการ คนที่เดินออกไปหาชายตรงหน้าก่อนใครเพื่อนก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็ฉันนั่นเอง เพราะอยากสร้างภาพจำให้คนตรงหน้าไม่ลืม เลยต้องรีบหาแสงให้ตัวเองมากเท่าที่จะทำได้
“ผมฝากพวกคุณด้วยนะครับ” เสียงอ่อนโยนทำเอาส่วนท้องของฉันปั่นป่วนเมื่อลมหายใจและกลิ่นน้ำหอมแสนคุ้นที่ให้ความรู้สึกเย็นสบายลอยมาแตะจมูกฉันที่ยืนผ่อนคลายอยู่ใกล้เขามากกว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่น
“หนูจะตั้งใจทำออกมาให้ดีที่สุดค่ะคุณพราม” ยังไม่ทันได้มีใครพูดอะไรแต่ฉันกลับไม่รอช้า รีบแสร้งทำเป็กุมมือเขาแล้วส่งยิ้มหวานให้ แม้ระหว่างนั้นจะมีสายตาไม่พอใจส่งมาจากทางด้านหลังก็ตาม
คนอื่นอาจได้แค่ชอบหรือปลื้มแต่ฉันคนนี้จะไม่เป็แบบนั้น เพราะชายตรงหน้าถือว่าตรงสเปกมากที่สุดั้แ่เจอเพศตรงข้ามมา แล้วแบบนี้จะปล่อยหลุดมือไปง่าย ๆ ได้ยังไง
ต่อให้เขาอยู่สูงเกินเอื้อมฉันก็ไม่หวั่นดีกว่าไม่ลองแล้วมาเสียใจทีหลัง เพราะยังไงความทรงจำแรกที่เราเจอกันอาจเป็จุดเชื่อมให้เื่ราวมันต่อติดได้ง่ายกว่าเดิมก็ได้
หน้าประตูหนีไฟ
“หายไปไหนแล้วนะ” ฉันเดินตามคุณพรามจนมาถึงตรงนี้แต่กลับพบว่าอีกฝ่ายหายไปอย่างกับผี แต่สับสนได้ไม่นานเสียงเดินที่อยู่หลังประตูตรงหน้าก็ดังให้ได้ยินเบา ๆ
“เดี๋ยวค่ะคุณพราม!” ฉันรีบเรียกคนตรงหน้าที่กำลังเดินลงไปชั้นล่างซึ่งเชื่อมไปโซนด้านนอกที่เอาไว้ให้พนักงานได้ออกไปยืนสูบบุหรี่
“...” ถ้าตาไม่ฝาด เห็นว่าคุณพรามมองฉันแล้วยิ้มมุมปาก แต่มันไม่ใช่เื่สำคัญเมื่อฉันมีความตั้งใจบางอย่างที่ต้องพูดคุยกับเขาให้ได้
“เอ๊ะ” ดูเหมือนคุณพรามไม่ยอมทำตามที่ฉันร้องขอเมื่อสุดท้ายเขาก็ผลักประตูออกไปด้านนอกทำให้ต้องรีบวิ่งตามออกไปอย่างไว
‘แผ่นหลังกว้างจัง’ เมื่อเดินตามไปถึงตัวการก็พบชายคนเดิมยืนหันหลังสูบบุหรี่เหม่อมองวิวตึกสูงอยู่ทำให้ฉันมีเวลาสูดลมหายใจเข้าปอดก่อนเดินเข้าไปหาเป้าหมาย
“ดูออกใช่ไหมคะว่าหนูกำลังรู้สึกอะไรอยู่” ฉันเปิดประเด็นด้วยคำถามที่คาดว่าอีกฝ่ายเองก็มองออก
“รู้สึกอะไรล่ะ” แต่เขากลับแกล้งด้วยการย้อนถาม ทำให้ฉันเงียบและก้มหน้ามองพื้นแทน
ฉันเม้มปากแน่นและชั่งใจอยู่สักพัก
แม้ใครหลายคนมองว่าฉันเป็คนมั่นเป็คนแรง แต่พอเป็เื่ความรู้สึกทีไรมักมีบางสิ่งทำให้รู้สึกไม่ปกติทุกครั้ง
“ถ้าเอาแต่เงียบแบบนี้ใครเขาจะไปรู้ล่ะคะว่าหนูคิดอะไรอยู่” น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยเร่งทำให้ฉันถอนหายใจทิ้งอีกครั้ง
เขารู้ทั้งรู้ว่าฉันแพ้เวลาโดนเขาพูดอ่อนโยนใส่แต่ก็ยังชอบแกล้งไม่เปลี่ยน
“หนูชอบเฮียค่ะ” สุดท้ายเมื่อทนไม่ไหวก็ตัดสินใจพูดมันออกไป
“หึ ๆ” ไม่นานเสียงหัวเราะชอบใจก็ดังให้ได้ยิน จากที่ก้มหน้าก็ค่อย ๆ เงยขึ้นมองอีกฝ่ายที่กำลังยกมุมปากขึ้นสูงจนทำให้ลักยิ้มที่เป็เสน่ห์ของเขาปรากฏออกมาเด่นชัด
“เฮียไม่ชอบคบเด็กค่ะ” เขาทิ้งก้นบุหรี่ลงบนพื้นก่อนจะใช้รองเท้าหนังราคาแพงบดขยี้มันจนแหลกเป็ผุยผง จากนั้นก็หันมามองที่ฉันด้วยสายตาอ่อนโยน
“ยิ่งเด็กที่ทำอะไรช้าด้วยแล้วเฮียยิ่งไม่ชอบ” ใบหน้าหล่อขยับต่ำลงจนใบหน้าของคนสองคนอยู่ใกล้กันเกินกว่าที่ฉันจะกล้าสบสายตาต่อไหว จึงเลือกเบนไปมองทางด้านหลังของเขาแทนพร้อมหัวใจที่กระสับกระส่าย
ฉันอยากเอาเล็บไปข่วนหน้าผู้จัดการใจจะขาดเพราะพี่นกคงเอาเื่ที่ฉันมักทำอะไรชักช้าไปฟ้องคนตรงหน้าแล้วสินะ ทว่ามันกลับเป็เื่จริงทั้งหมดเมื่อฉันเป็คนตัดสินใจช้าและคิดเยอะจนบางทีงานส่งไม่ตามกำหนดก็มี
ส่วนเื่สารภาพรักเมื่อกี้ ฉันไม่ได้หวังว่าเขาจะตอบรับั้แ่แรกอยู่แล้วเลยเตรียมใจมาก่อน แต่ใช่ว่ามันจะไม่มีหนทางเลยในเมื่อฉันยังสามารถทำให้เขาหันมามองได้ดั่งคำที่ว่าน้ำหยดลงหินทุกวันหินยังกร่อน นับประสาอะไรกับฉันและเขาเพราะถ้าขยันหยอดและอ่อยไปเรื่อย ๆ ไม่แน่เขาอาจเปลี่ยนความคิดที่ว่าไม่ชอบเด็กกลับมาชอบเด็กก็ได้
“แต่ถ้าอยากมาเป็เด็กเฮียอันนี้ยังพอมีหวังนะคะ” มือนุ่มแตะลงบนหัวทุยของฉันจนััได้ถึงความอบอุ่นรองจากผู้เป็พ่อ
‘เด็ก’ ที่คุณพรามพูดไม่ได้หมายถึงอายุ แต่เป็เชิงกามารมณ์เพราะมันไม่ใช่สถานะแฟน คนรัก หรืออะไรที่สำคัญ แต่เป็เหมือน ‘ของเล่น’ แก้เบื่อมากกว่า
“เฮียจะเลี้ยงดูหนูอย่างดีเลยค่ะ” ปลายคางสวยถูกมือนิ่มช้อนขึ้นจนริมฝีปากเกือบแตะเข้าหาฝ่ายตรงข้าม สมองที่ใช้ประมวลผลของฉันเริ่มพังลงช้า ๆ เมื่อตอนนี้ฉันได้ยินแต่เสียงเต้นของหัวใจดังไม่หยุด และกว่าจะรู้สึกตัว อีกฝ่ายก็เดินไกลออกไปซะแล้ว
‘บ้าที่สุด’ ฉันยืนเอามือลูบหน้าตัวเองพลางมองไปที่ประตูด้วยใจสั่นกระตุก พลางรู้สึกเสียดายที่ปล่อยให้โอกาสเมื่อกี้หลุดลอยไปอย่างไร้ความหมาย แต่ฉันก็ไม่อยาก ‘ฉวยโอกาส’ ถ้าเ้าตัวไม่สมยอม
พักเที่ยง
“เด็กเฮียพราม” ฉันนั่งพึมพำอยู่คนเดียวพลางมองข้าวขาหมูในจานก่อนใช้ส้อมสเตนเลสจิ้มลงไปที่หนังหมูอย่างมันเขี้ยว
“เฮ้อ~ ยากแล้วสิ” จากนั้นก็เริ่มพ่นลมหายใจเฮือกใหญ่ออกมาหลังรับรู้ความจริงที่ว่าเฮียพรามแกไม่ชอบเด็ก
ก็อยากเข้าใจนะเพราะนักธุรกิจส่วนใหญ่ก็ต้องคู่กับผู้หญิงที่เพียบพร้อมทั้งวุฒิภาวะ หัวทางด้านการบริหาร และความเป็ไปได้ของนิสัยที่เข้ากันจากอายุที่ไล่เลี่ย แต่ฉันก็ไม่ได้เด็กแล้วไง อายุยี่สิบสี่เด็กตรงไหนกัน ส่วนเื่อื่นมันก็ปรับกันได้ไหมเล่า -*-
แต่ไม่ว่ายังไงอุปสรรคพวกนั้นก็ไม่ได้ใหญ่โตขนาดทำให้ฉันรู้สึกอยากล้มเลิก มันเป็เหมือนแรงผลักดันให้ต้องฮึดสู้และไม่ยอมแพ้มากกว่า
ในเมื่อเขาบอกไม่ชอบเด็กเป็เพราะเขารู้แค่อายุแต่ยังไม่รู้นิสัยและความคิดของฉัน และฉันเองก็ดันไปสารภาพรักเร็วเกินไปด้วยทุกอย่างเลยออกมาไม่เป็ใจเท่าไร เพราะงั้นหลังจากนี้ฉันต้องค่อย ๆ เข้าหาเขาให้บ่อยขึ้นก็พอ
ครืด~
มือถือที่วางไว้ข้างจานสั่นเล็กน้อยพอดึงสติให้กลับมายังปัจจุบันพร้อมข้อความบางอย่างที่ได้มาจากเลขาฯ ของเฮียพราม
“ตัดสินใจถูกจริง ๆ ที่ไปตีสนิทกับพี่เบล” ตารางงานคร่าว ๆ ของเฮียพรามถูกส่งมาให้ฉัน ถึงแม้ไม่ได้ละเอียดแต่ก็พอเป็ข้อมูลให้รู้ว่าเฮียเขาต้องไปทำอะไรที่ไหนบ้างในแต่ละวัน
✉ : ขอบคุณนะคะพี่เบลคนสวย
ฉันตอบกลับข้อความอย่างอารมณ์ดีแล้วรีบเซฟรูปดังกล่าวหลังนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายเคยบอกว่าจะกดยกเลิกข้อความที่ส่งให้ภายในหนึ่งนาที
อันที่จริงฉันไม่ต้องมาลำบากทำอย่างนี้ก็ได้ แค่ตอบรับว่าจะเป็เด็กเฮียพรามก็จบแล้ว แต่ฉันไม่ได้้าความสัมพันธ์เชิงนั้น เพราะมันไม่ใช่ความรักในความคิดของฉัน
ทางเลือกเดียวจึงเป็การเอาชนะใจเฮียพรามให้ได้ไม่ว่าด้วยวิธีไหนก็ตาม และมันต้องสื่อไปทางความรู้สึกรักไม่ใช่ลุ่มหลงหรือกามารมณ์
เลยต้องมาจบลงด้วยการไปทีละขั้นอย่างเชื่องช้าแทน
03:39 p.m.
ชั้นทำงานของผู้บริหาร
“ผมว่าเอาตามที่คุณแนะนำก็ดีนะครับเข้าคอนเซปต์ที่้าพอดี” ฉันยืนมองแผ่นหลังกว้างของคนตัวสูงกำลังยืนเท้าขอบหน้าต่างคุยงานตรงสุดทางเดิน
ตอนแรกกลัวมาแล้วแห้ว แต่ก็เป็อย่างที่พี่เบลบอกเลยว่าเฮียพรามมักจะออกมาสูบบุหรี่เวลานี้เสมอ
อันที่จริงพนักงานธรรมดาจะขึ้นมาบนนี้ไม่ได้หรอก แต่เพราะได้รับการช่วยเหลือก็เลยรู้ทางลับที่เบนสายตาพี่คนดูแลได้
“เมื่อไหร่จะคุยเสร็จนะ” ฉันมองเอกสารในมือที่พี่เบลนำมาให้เป็ข้ออ้างในการพบกับเฮียพราม ส่วนเื่งานของฉันไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการออกมาจากหน้าที่เพราะบริษัทนี้มีข้อกำหนดที่เป็อิสระอยู่หนึ่งข้อ
คือถ้าคุณทำงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จ เวลาที่เหลือก็เอาไปพักผ่อนรองานต่อไปได้ ซึ่งส่วนใหญ่เวลามีงานเพิ่มก็จะแจ้งมาทางเว็บไซต์ของพนักงานที่แต่ละคนมีนั่นแหละ
ส่วนบรีฟเขาจะเน้นส่งผ่านมือเอาเมื่อมันง่ายกว่าการถ่ายรูปลงเว็บไซต์แล้วอัปโหลด เนื่องด้วยพนักงานมีหลากหลายอายุบางคนก็ทำผ่านคอมพิวเตอร์ได้บางคนก็ไม่ถนัด
✉ : เป็ไงบ้าง ราบรื่นดีหรือเปล่า?
ฉันมองข้อความที่ปรากฏเป็พ็อปอัปขึ้นมากลางจอ
✉ : ยังไม่ได้เข้าไปหาตัวการเลยค่ะ ดูเหมือนยังคุยงานไม่เสร็จ
ตอบกลับพี่เบลได้ไม่นานทางนั้นก็ส่งสติกเกอร์ ‘สู้ ๆ’ มาให้เป็กำลังใจ
“ครับผม ขอบคุณมากครับ” พอจังหวะมาถึงฉันก็รีบเก็บมือถือเข้ากระเป๋าและจัดแจงเสื้อผ้าให้มันดูผ่อนคลายขึ้นกว่าเดิม ก่อนเดินยิ้มเข้าไปหาชายด้านหน้าที่กำลังหมุนตัวหันกลับมาพอดี
เที่ยงคืนนี้ลงขาย E-BOOK แล้วนะคะ และั้แ่บทที่ 8 เป็ต้นไปหยกจะติดเหรียญแล้วน้า
ราคาโพรโมชัน 90฿ ที่ MEB ค่ะ รีบสอยเลยน้าไว้เดี๋ยวหยกมาแปะลิงค์ให้ตอนเที่ยงคืนนี้จ้า
ส่วนพวกรายละเอียดเพิ่มเติมรออ่าน่เที่ยงคืนนี้นะคะ
—————— ༻・ॐ・༺ ——————
ปล.หากอ่านแล้วชอบหยกรบกวนนักอ่านที่น่ารักช่วย กดถูกใจ กดเพิ่มเข้าชั้น และพิมพ์คอมเมนต์ ส่งเข้ามาเป็กำลังให้หยกหน่อยนะคะ
————— ꧁༻・ॐ・༺꧂ —————
ฝากกดติดตามกันด้วยน้า : เพจ Sunisayok - นักเขียนนิยาย
(https://www.facebook.com/SunisayokWriter)
—————— ༻・ॐ・༺ ——————