ตอนที่ 5 (5)
ถังเฮ่อเห็นคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาคนหนึ่งเข้า รีบเอื้อมมือไปคว้าตัวและถามว่าเกิดอะไรขึ้น
จ้าวเทียนเฉิงกำลังจะเข้าห้องทำงานของตู้เจี้ยนโยวไปปลอบขวัญสักหน่อยอยู่พอดี แต่ไม่รู้จะพูดอย่างไร เพราะเรื่องแบบนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรก เมื่อบริษัทมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ ดูท่าว่าน้ำสกปรกที่จะถูกสาดในอนาคตคงมีมากตาม ให้ไปบอกเพื่อนสนิทของตัวเองว่าแค่ทำตัวให้ชินก็พอแล้วได้ที่ไหน เรื่องฟอนเฟะแบบนี้จะเอาอะไรไปชินลง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เขาเป็นคนที่อยู่ข้างกายอีกฝ่ายมาตลอด จ้าวเทียนเฉิงรู้ดีกว่าใครว่าตู้เจี้ยนโยวเคยผ่านเรื่องยากๆ มามากแค่ไหน ตอนที่เพิ่งเริ่มก่อตั้งใหม่ๆ หันไปทางไหนล้วนพบเจอแต่อุปสรรค ตอนที่ธุรกิจพุ่งทะยานก็มีงานเลี้ยงต้องสังสรรค์ทุกคืน เห็นตู้เจี้ยนโยวดื่มเบียร์ไปสองสามขวดจนอาเจียนหมดไส้หมดพุง มาจนถึงตอนนี้ที่สามารถประคองทุกอย่างได้ อดทนกลับถึงบ้านแล้วค่อยสลบเหมือดไป นี่ต้องใช้แรงใจมากขนาดไหน เขาเห็นตู้เจี้ยนโยวอาเจียนจนหน้าซีดเผือดในห้องน้ำของงานเลี้ยงเข้าสังคมมาหลายครั้งหลายครา จากนั้นกัดฟันกลับไปใหม่ และยังเห็นบรรดาบอสใหญ่ที่มีเจตนาแอบแฝงคะยั้นคะยอให้ดื่มต่ออยู่เรื่อย ตู้เจี้ยนโยวหน้าตางดงาม รูปร่างผอมบาง ดูทั้งกระตือรือร้นและสนุกสนาน เพื่อให้บริษัทเป็นที่ต้องการ ท่าทีเลยต้องอ่อนลงบ้าง เจ้าตัวที่เป็นแบบนี้เหมือนลูกแกะตกอยู่ท่ามกลางฝูงหมาป่า ทำให้บรรดาบอสที่มีความคิดสกปรกคิดว่าเป็นคนที่จะเอาเปรียบได้ง่ายๆ
จ้าวเทียนเฉิงไม่ได้เคยโน้มน้าวตู้เจี้ยนโยวแค่ครั้งเดียวว่าอย่าเสี่ยงแบบนี้ เดี๋ยววันหนึ่งจะเสียเปรียบเข้า ตู้เจี้ยนโยวจะตอบว่าได้ๆๆ เสมอ พอหันกลับไปก็ลืมอีก เขาจึงทำได้เพียงช่วยดูแลให้มากหน่อย อย่างน้อยตอนที่ดื่มจนเมาก็มีคนคอยปกป้อง ยังดีที่เขาคอยระวังในด้านนี้อยู่เสมอเพราะหลายครั้งเกือบเกิดเรื่องใหญ่แล้ว แต่ตู้เจี้ยนโยวไม่รู้เรื่องนี้
โชคดีที่ตอนนี้ธุรกิจของบริษัทกำลังพัฒนาไปอย่างมั่นคง ไม่จำเป็นต้องมีงานเลี้ยงสร้างสรรค์มากเท่าไรแล้ว จ้าวเทียนเฉิงจึงค่อยๆ คลายความกังวลลงบ้าง
ทว่าคลื่นลูกแรกยังไม่สงบ คลื่นลูกใหม่กลับกระเพื่อมอีกระลอก ข่าวลือที่ไม่เป็นความจริงกระพือไปทั่ว ซ้ำยังมีคนสมองหมาปัญญาควายคิดจะเข้ามาเอาเปรียบเพราะข่าวลือ ไม่แปลกใจเลยจริงๆ ที่ตู้เจี้ยนโยวจะหงุดหงิด ความจริงคือทั้งทีมพากันหงุดหงิดจะตายอยู่แล้ว
จ้าวเทียนเฉิงกำลังเป็นกังวล พอเห็นว่าคนที่คว้ากันไว้คือประธานถังก็เอ่ยราวกับเห็นผู้ช่วยชีวิต “อ้าว! ประธานถัง มาพอดีเลย ผู้กำกับของพวกเราอารมณ์ไม่ดี คุณรีบไปดูเขาหน่อยเถอะ”
“เขาอารมณ์ไม่ดีเหรอ ทำไมไม่เห็นออกมาด่าระบายอารมณ์ล่ะ ดันเงียบขนาดนี้”
“เขาอารมณ์ดีถึงด่าคนน่ะครับ คุณอย่าถามเลย รีบเข้าไปอยู่เป็นเพื่อนเขาเถอะ” จ้าวเทียนเฉิงผลักถังเฮ่อเข้าไปในห้องทำงานและปิดประตู
หลังจากเข้าไป สิ่งที่ถังเฮ่อเห็นคือตู้เจี้ยนโยวที่ขดตัวเป็นก้อนกลม ดูอิดโรยเป็นอย่างยิ่ง
“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย ใครทำให้นายไม่พอใจ บอกพี่มา เดี๋ยวพี่ช่วยทุบมันให้เอง” ถังเฮ่อที่ทำท่าเป็นพี่ชายคนโตนั่งลงข้างตู้เจี้ยนโยวเอื้อมมือโอบไหล่ผอมบาง
ตู้เจี้ยนโยวไม่รู้ว่าตอนนี้ควรพูดอะไรดี เขาไม่อยากให้ถังเฮ่อรู้เรื่องสกปรกพวกนี้ ไม่รู้ว่าหลังจากรู้แล้วจะคิดอย่างไรกับเขา และเขาไม่ได้คาดหวังให้อีกฝ่ายเข้าใจว่าเส้นทางของตนยากลำบากแค่ไหนเช่นกัน ผู้ชายที่แข็งแกร่งอย่างถังเฮ่อไม่เคยผ่านความเศร้าพรรค์นี้อย่างที่เขาเจอแน่นอน
การที่ถังเฮ่อประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน ต้องยกความดีความชอบให้ความฉลาด ความสามารถ ความมีอิทธิพล ฝีมือ การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ความกล้าหาญแน่วแน่ และความเข้าได้กับทุกฝ่ายของเจ้าตัว...
ส่วนความสำเร็จในอาชีพการงานของเขา ท้ายที่สุดแล้วถูกผูกอยู่กับการเป็นคนชนชั้นต่ำที่นอนกับคนอื่น
ความอับอายนี้ต้องอธิบายอย่างไร ตัวเขาที่เหมือนดินโคลนนี้ จะสามารถยิ้มและยืนเคียงบ่าเคียงไหล่อีกฝ่ายที่เหมือนเมฆแบบนั้นได้อย่างไร แสงอาทิตย์อันเจิดจ้าที่สาดส่องบนตัวรุ่นพี่ในวันนั้น จะสามารถสาดส่องลงบนโคลนและเมฆไปพร้อมๆ กันได้หรือเปล่านะ
ขณะนี้ตู้เจี้ยนโยวที่ปฏิญาณอย่างขึงขังว่าจะรักคนคนหนึ่งด้วยรอยยิ้มในตอนนั้นชักจะเริ่มล่าถอยหน่อยๆ แล้ว
หลังจากผ่านเรื่องวุ่นวายที่หวังกั๋วชิ่งก่อไว้ ความอัดอั้นตันใจและไร้เรี่ยวแรงเหลือทนของตู้เจี้ยนโยวที่เกิดจากข่าวลือในช่วงนี้ล้วนลอยพ้นผิวน้ำ ตอนแรกยังคิดว่าสามารถควบคุมตัวเองได้ดีเหมือนแต่ก่อน ทว่าหลังจากได้ยินเสียงของถังเฮ่อ สัมผัสถึงอ้อมกอดที่อบอุ่นและมีพลังของอีกฝ่ายก็ควบคุมไม่อยู่อีกต่อไป เมื่ออยู่ข้างคนที่ตนชื่นชม เขานึกอยากปล่อยตัวปล่อยใจไม่สนอะไรทั้งนั้น แต่เขาทำไม่ได้ ถังเฮ่อไม่ได้เป็นอะไรกับเขา ไม่มีเหตุผลหรือหน้าที่ที่จะต้องมาแบกรับอารมณ์ของเขา
ความอ่อนแอในเวลานี้เป็นของตู้เจี้ยนโยวแต่เพียงผู้เดียว ไม่อาจพึ่งพาใครตามอำเภอใจได้
“แฮ่!” ตู้เจี้ยนโยวตะโกนลั่นจนถังเฮ่อตกใจสะดุ้งโหยงพลางมองเขาแปลกๆ แต่เห็นเพียงตู้เจี้ยนโยวยิ้มตาหยีขณะเอ่ยว่า “พี่ ผมแกล้งหลอกเฉยๆ น่ะ จะดูหน่อยว่าเป็นห่วงผมรึเปล่า”
เมื่อถังเฮ่อเห็นตู้เจี้ยนโยวขอบตาแดงๆ ยกยิ้มฝืดๆ ก็รู้ว่าคงยังไม่ยอมพูดอะไรมากในตอนนี้ เรียกได้ว่ามองออกแต่ไม่เฉลย เล่นไปตามน้ำด้วยการตบหัวตู้เจี้ยนโยวปุๆ แกล้งพูดอย่างโกรธเคืองว่า “รู้อยู่แล้วแหละว่าแกล้งฉัน ยังจะไปดูที่ดินอยู่รึเปล่า”
“ดูๆๆ ไปๆๆ พวกเราไปกันตอนนี้เลย” ตู้เจี้ยนโยวรีบดึงถังเฮ่อ อยากออกไปจากที่นี่ บริษัทนี้เป็นความภาคภูมิใจของเขา อดีตเป็น ปัจจุบันก็เป็น อนาคตก็จะเป็น แต่ตอนนี้ เขาแค่อยากอยู่ให้ห่างจากมันสักหน่อย
เขาเหนื่อยจริงๆ ตู้เจี้ยนโยวทุ่มเทมากเหลือเกิน ตอนนี้จึงต้องการสูดอากาศและพักผ่อนเสียบ้าง จากนั้นค่อยกลับมาดูแลมันต่อ
ตู้เจี้ยนโยวขึ้นรถแล้ว แม้ใบหน้ายังยิ้มแย้มตลอดและบังคับให้ตัวเองร่าเริง แต่คนฉลาดอย่างถังเฮ่อจะมองไม่เห็นอารมณ์หดหู่ของอีกฝ่ายเชียวหรือ เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ เด็กผู้ชายที่เหมือนดวงอาทิตย์สดใสถึงได้หมองหม่นไปทั้งตัว
เขานึกขึ้นได้ว่ารู้จักตู้เจี้ยนโยวมาเกือบครึ่งปี นับแต่ครั้งแรกที่รู้จักกันที่บาร์มูนไลท์ จนถึงตอนนี้ที่ไปมาหาสู่กันอย่างสนิทสนม ภาพลักษณ์ของตู้เจี้ยนโยวคือร่าเริงเฮฮาเสมอ ไม่ว่าจะงอแงวุ่นวาย เหิมเกริมดื้อแพ่ง ปล่อยใจสนุกสนาน เกรี้ยวกราดเล่นใหญ่ ช่วงเวลาไหนบ้างที่ไม่มีชีวิตชีวาเสียงดังอึกทึก ต่อให้ไม่พูด แค่อยู่ท่ามกลางฝูงชนก็รู้สึกถึงบรรยากาศคึกคักรอบๆ ได้ แม้แต่คราวก่อนที่ตู้เจี้ยนโยวเสียใจเพราะเรื่องที่บ้าน ก็ปล่อยให้ตัวเองระบายอารมณ์ออกมาเหมือนเด็กๆ ไม่มีหม่นหมองฝืนยิ้มเหมือนอย่างตอนนี้