^^ ลิ่วเข่อซิงยิ้มด้วยความสุขใจ “กวานฮวาสอนลูกได้ดีนัก กลับเมืองหลวงไปคราวนี้มารดาต้องไปขอบคุณท่านแม่บุญธรรมของเจ้าอีกครั้งแล้ว” ไม่คิดเลยว่านางจะมีวันนี้ได้…จากเมื่อสิบปีที่ผันผ่าน นางเกือบจะเดินไม่ได้แล้วตลอดชีวิต เพราะยาพิษได้กัดกร่อนกระดูกของนางไปเกือบหนึ่งส่วน หมอเทวดาหยุนจี้จงและฮูหยินของท่านเป็นผู้ช่วยเหลือด้านยารักษากระดูกและทำการบำบัดร่างกายนางมาหลายปี ‘เคราะห์กรรมของนางคงหมดสิ้นแล้วใช่หรือไม่ จึงทำให้นางมีความสุขในวันนี้ได้’ ผู้มีพระคุณของนางช่างมีมากมายเหลือเกินและทุกคนนั้น สวามีของนางได้ดูแลทั้งเรื่องเบี้ยหวัดพร้อมที่อยู่อาศัยให้เป็นอย่างดี ยังไม่นับรวมเหล่าองครักษ์มากมายที่คอยรับคมหอกคมดาบแทนนางทุกครั้งที่ถูกลอบทำร้ายอีกเล่า ยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้าใจ
“ลูกขอไปด้วยเจ้าค่ะ” ครั้งนี้นางจะไปกราบพวกท่านอีกครั้ง ในฐานะผู้มีพระคุณที่เลี้ยงดูนาง
^^ “ไปกราบในฐานะลูกสะใภ้ด้วยใช่หรือไม่”
ผู้ถูกเย้าหน้าแดงขึ้นอีกครั้ง “ท่านแม่~”
หลงจางเหว่ยยืนยิ้มในหน้าเมื่อเห็นชายารักกับบุตรสาวนั่งสนทนาและกอดกันอยู่เช่นนั้น ความสุขของเขาคงใกล้จะถึงบทสรุปแล้ว จะเหลือก็แค่ปัญหาที่น่าหนักใจคือราชโองการสมรสพระราชทานที่เขาเป็นผู้ลงนาม เอาเถอะ…จนถึงยามนี้คงต้องปล่อยให้ความจริงมันปรากฏและสกุลซือตัดสินใจได้ “เป็นอย่างไรบ้างนายอำเภอคนใหม่เสิ่นซัวหยาง”
เสิ่นซัวหยางค้อมหัวให้น้อยๆ ก่อนจะตอบตามความจริง “หากท่านอ๋องทรงถามถึงเรื่องการปกครองอำเภอตั้งฉ่าง นับว่าเป็นไปในทางที่ดี มิมีปัญหาใด หากพระองค์ทรงถามถึงชีวิตของกระหม่อม คงต้องบอกว่าดีใจที่ได้เย่วซินกลับคืนมา แม้วันข้างหน้าอาจจะมีอุปสรรคเกี่ยวกับเรื่องใบหย่ารออยู่ แต่กระหม่อมมั่นใจว่าจัดการได้พะยะค่ะ”
“อยากเป็นลูกเขยของข้ามากขนาดนั้น?” ชินอ๋องรูปงามเลิกคิ้ว
“เอ่อ” เกาหัว “พะย่ะค่ะ แต่ถึงแม้เย่วซินจะมิได้เป็นบุตรสาวของท่านอ๋อง กระหม่อมก็ตั้งใจอยู่แล้วว่าจะตามหานางให้พบและพานางมาอยู่เคียงคู่กระหม่อมให้ได้พะย่ะค่ะ” ^^ ยิ้มให้กับภาพความสุขของเย่วซินที่ยังกอดเอวมารดาที่แท้จริงของนางพร้อมกับหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน “กระหม่อมรักเย่วซินมาก แม้ต้องสมรสกับสตรีอื่น ก็ยังรักแค่นางพะย่ะค่ะ”
“เอาล่ะๆ” ชินอ๋องหลงจางเหว่ยยกมือห้าม คล้ายกับไม่อยากฟังเรื่องเก่า “เรื่องนั้นมันจบไปแล้ว ส่วนเรื่องหย่าก็ไม่ยาก แต่เจ้าแน่ใจรึไม่ ว่าเจ้ามิเคยมีสัมพันธ์กับซือหลิวเยี่ยน” แสร้งถามทั้งๆ ที่รู้ดีอยู่แล้ว
“ยิ่งกว่าแน่ใจพะย่ะค่ะ” เสิ่นซัวหยางตอบอย่างมั่นใจเพราะความจริงคือแม้แต่การ ‘โอบกอดซือหลิวเยี่ยนรึ เขาก็ยังมิเคยกระทำมันสักครั้ง’ นอกจากเส้าปี บุรุษหนึ่งเดียวที่เขารู้ว่าอีกฝ่ายมีความสัมพันธ์กับซือหลิวเยี่ยนแน่ๆ ^^ ซ้ำเส้าปีเป็นองครักษ์ของท่านอ๋อง เรื่องที่เขามิเคยแตะต้องซือหลิวเยี่ยนเลย ท่านอ๋องย่อมทรงรู้
“ก็ดีที่มั่นใจ เช่นนั้นข้าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกสกุลด้วยตนเอง” เขาลงนามในราชโองการ ย่อมต้องจัดการเองอยู่แล้ว ‘กลับเมืองหลวงไปคราวนี้ เขาเชื่อว่าเลขาซือคงไปรอรับหน้าเขา ก่อนผู้ใดเป็นแน่’
“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ” ‘ท่านพ่อตา’ คำหลังนั้นเขาคงมีโอกาสได้พูดมันเมื่อเย่วซินได้แต่งงานกับเขา…และเขาจะพานางกลับมาอยู่ที่อำเภอตั้วฉ่างกับเขาในฐานะฮูหยินของท่านนายอำเภอ
&&&&
ขณะเดียวกัน ณ.เมืองหลวงแคว้นโจวเหิง
“อ๊าย!! ทำไมเรื่องมันถึงเป็นเช่นนี้ไปได้!!” ซือหลิวเยี่ยนทำลายข้าวของเครื่องใช้ในเรือนนอนของตนเองจนพื้นเปรอะเปื้อน เศษแก้วแตกกระจายเต็มพื้น ผ้าบนที่นอนถูกฉีกกระชากเพื่อระบายความโกรธ ‘จากน้องสาวบุญธรรมมิมีหัวนอนปลายเท้าอย่างเย่วซิน สตรีที่นางสั่งให้เข้าหอแทนในครั้งนั้น กลับกลายเป็นบุตรีของท่านอ๋อง!!’ “บ้าที่สุด ข้าจะทำอย่างไรดี ฮือๆๆ”
“คุณหนู” อาลี่มองคุณหนูของตนอย่างไม่รู้จะปลอบอย่างไร นับตั้งแต่วันที่กลับมาจากอำเภอตั้วฉ่่าง คุณหนูของนางทำลายข้าวของทุกวันจนนายท่านซือไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว ซ้ำเรื่องราวอัปยศของคุณหนูพร้อมกับใบหย่าถูกส่งตามมาในภายหลัง ทำให้ท่านเลขาถึงกับเป็นลมหมดสติไปกับข้อความนั้น ณ.เวลานี้ในจวนสกุลซือบ่าวชายที่เคยเข้าเรือนคุณหนูถูกขับไล่ออกไปจากจวนจนหมดสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงบุรุษสูงวัย แก่ชราและเหล่าสาวใช้ในจวน จะกล่าวว่าแก้ที่ปลายเหตุก็คงไม่ผิดนัก
“มิต้องเอ่ยราวกับสงสารข้า ทั้งหมดมันเป็นเพราะเจ้า หากเจ้าไม่ห้ามปรามและดูแลข้าอย่างใกล้ชิดในยามเยาว์ ข้ารึจะกลายเป็นสตรีเช่นนี้!!” เฟี้ยว! (ขว้างกระจกบานใหญ่ไปทางสาวใช้) เพล้ง!
“ว๊าย!!” อาลี่กุมต้นแขนตนเองเอาไว้เศษกระจกบาดลึกจนชุดที่สวมใส่ถูกปาดจนเห็นผิวกายและหยดเลือด ช่วงหลังมานี้ อาลี่สังเกตว่านับตั้งแต่คุณหนูกลับลงมาจากหมู่บ้านปินเหอ คุณหนูของนางมีนิสัยดุร้าย จากไม่เคยทุบตีนาง กลับกลายเป็นทุบตี ลงมือ ‘หรือจะเป็นดังที่คุณหนูว่า ผิดที่นางไม่ดูแลคุณหนูให้ดี’ จำได้ว่าในอดีตนั้น ยามที่คุณหนูกลับมาเล่าเรื่องราวของบ่าวชายกำลังร่วมรักกับสาวใช้ ยามนั้นนางกำลังซักชุดเสื้อผ้าให้กับคุณหนูอยู่ตรงท้ายจวน นางกล่าวว่าให้คุณหนูทำเป็นไม่เห็นและอย่าได้ไปที่นั่นอีก แต่คำเตือนนั้น มีหรือที่คุณหนูของนางจะเชื่อฟัง จนเรื่องดีงามได้เกิดขึ้น สาวใช้อย่างนางถูกสั่งห้ามมิให้ปริปากบอกผู้ใด...และนางก็มิเคยบอกผู้ใดจริงๆ จวบจนวันนี้ วันที่นายท่านซือก็รู้แล้ว
ซือหลิวเยี่ยนด่าซ้ำ “สมน้ำหน้ายิ่งนัก ท่านพ่ออยู่ที่ใด!!”
อาลี่กุมต้นแขนคล้ายกับพยายามห้ามเลือด นางยืนตรงปากประตูพร้อมกับส่ายหน้า “บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ” และถึงจะทราบว่านายท่านซือกำลังนั่งสวดมนต์อยู่ในห้องบรรพชน นางก็จะไม่ปริปากพูดเพราะกลัวว่าคุณหนูจะเข้าไปต่อว่าบิดาของตนเอง ‘บิดาผู้ตามใจบุตรสาว ตามใจทุกเรื่องจนกลายเป็นบิดาที่น่าสงสาร’ บุตรของอนุคนอื่นๆ มิมีคนใดเป็นแบบคุณหนูสักคน หรือเป็นเพราะฮูหยินเอกผู้เป็นท่านแม่ของคุณหนูที่ยามนี้กลับไปอยู่สกุลเดิมและฝักใฝ่แต่เรื่องพระธรรมละทิ้งบุตรสาวเอาไว้กับสามี จนคุณหนูกลายเป็นสตรีโมโหร้าย
“คอยดูเถิดข้าจะบอกท่านพ่อให้กราบทูล...” ซือหลิวเยี่ยนหยุดคำที่จะพูดต่อไป เมื่อระลึกได้ว่าเย่วซินกลายเป็นท่านหญิงผู้เป็นบุตรีของท่านอ๋องหลงจางเหว่ยไปแล้ว ไหนจะเรื่องของพระชายารองผู้เป็นมารดาที่เริ่มมาปรากฏตัวอีกเล่า ‘ทำอย่างไรดีนะ?’ ชั่วจังหวะที่ได้ครุ่นคิดขึ้นมา คล้ายกับว่ายังมีอีกหนึ่งหนทางที่นางจะไม่อับอายไปกว่าเดิม “เตรียมเกี้ยวให้ข้า ข้าจะไปจวนสกุลเสิ่น” บิดามารดาทางฝั่งของสามีที่อยากจะได้นางมาเป็นสะใภ้นักหนาต้องช่วยนางได้สิ!!
&&&&
จวนสกุลเสิ่น
“นายท่านขอรับ ซือฮูหยินมาขอเข้าพบขอรับ” พ่อบ้านชราเดินเข้าไปแจ้งกับเจ้าของจวนที่ยามนี้กำลังนั่งอ่านรายงานอยู่ในห้องหนังสือ
เสิ่นซูฉีละสายตาจากงานในมือพร้อมกับทำหน้าสงสัย จำได้ว่าลูกสะใภ้ผู้นี้ติดตามบุตรชายออกไปราชการที่ต่างอำเภอ แล้วใยจึงกลับมาก่อน ‘หรือว่าจะมีเรื่อง?’ สองขาบุรุษวัยกลางคนเดินตามพ่อบ้านของตนเองออกไปยังห้องโถง ยามนี้ท่านอ๋องกำลังเดินทางไปยังหมู่บ้านอะไรสักอย่างที่เป็นบ้านเกิดของเสี่ยวเม่า สถานที่แห่งนั้นมีท่านหญิงเย่วซินอยู่ที่นั่น ‘เฮ้อ’ จะมีเรื่องอันใดให้ต้องหนักใจอีกนอกจากเรื่องที่ซือหลิวเยี่ยนแอบนอกกายบุตรชายของเขา ไหนจะเรื่องที่บุตรชายมิยอมนอนห้องเดียวกับซือหลิวเยี่ยนนั่นอีก เหตุใดท่านอ๋องจึงไม่จัดการเรื่องราวให้จบก่อนเล่า “เจ้ากลับมาได้อย่างไรลูกสะใภ้”