ศาลไท่อีในเมืองฉางซานมีเสียงระฆังดังขึ้นอย่างต่อเนื่องบรรยากาศยิ่งใหญ่
พิธีขัดเกลาอาทิตย์อุทัยที่จัดขึ้นปีละหนึ่งครั้งก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการ!
อาณาจักรต้าเซี่ยเคารพบูชาดวงอาทิตย์พวกเขาเชื่อว่ามีเพียงผู้ที่ผ่านพิธีขัดเกลาอาทิตย์อุทัยเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ดังนั้นแต่ละตระกูลจึงต่างจัดพิธีขัดเกลาอาทิตย์อุทัยขึ้นปีละหนึ่งครั้งโดยจะใช้ยาศักดิ์สิทธิ์ชนิดต่างๆ ในการสร้างบรรยากาศของพิธีขัดเกลาอาทิตย์อุทัยเพื่อให้ทายาทที่โดดเด่นได้ขัดเกลาร่างกาย ซึ่งยิ่งได้อันดับสูงเท่าใดก็ยิ่งเป็ตัวกำหนดสถานะในครอบครัวของผู้เข้าร่วม
ดังนั้นพิธีขัดเกลาอาทิตย์อุทัยจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
เมื่อฟ่านเสวี่ยหลีเดินเข้าไปในศาลไท่อีก็สังเกตเห็นฟ่านอินเหวินที่กำลังยืนอย่างหยิ่งทะนงอยู่ตรงด้านหน้าซ้ายมืออย่างรวดเร็วสายตาของเขาที่จ้องมองฟ่านเสวี่ยหลีเ็าราวกับจะกินคน และปากยังพึมพำว่า “สวะ!” เห็นได้ชัดว่าเขาจงใจยั่วโมโหฟ่านเสวี่ยหลี
หลังจากทะเลาะวิวาทเมื่อครู่นี้ ฟ่านอินเหวินยิ่งคิดก็ยิ่งโมโหดังนั้นตอนนี้เขาจึงจงใจแสดงความเย้ยหยันเสียดสี
แต่ฟ่านเสวี่ยหลีเพียงเดินผ่านอีกฝ่ายอย่างเฉยเมยและพูดด้วยน้ำเสียงที่แ่เบาดุจสายลมอ่อน“ปัญญาอ่อน”
ตอนนี้เป็พิธีขัดเกลาอาทิตย์อุทัยของตระกูลฟ่านส่วนตระกูลฟ่านก็มีกฎระเบียบที่เข้มงวดหากกระทำความผิดต้องรับผิดชอบร่วมกันทั้งคู่การที่ฟ่านอินเหวินยั่วโมโหเขาเพียงเพราะความปรารถนาส่วนตัวถือเป็เื่ที่โง่เขลาสิ้นดี
เมื่อฟ่านอินเหวินได้ยินเช่นนี้ก็โมโหจนแทบตัวะเิเขารู้สึกเหมือนถูกตบหน้าจนแทบสูญเสียสติเขาคิดว่าตัวเองจะเป็ผู้ชนะในพิธีขัดเกลาอาทิตย์อุทัยครั้งนี้คาดไม่ถึงว่าจะถูกคนต้อยต่ำดุจมดตัวหนึ่งทำให้อับอาย เขาแทบจะทนความโกรธนี้ไม่ไหว!
แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงห้ามเบาๆ ดังขึ้นมาด้านหลังของเขา!
เสียงนั้นทำให้ฟ่านอินเหวินเย็นเยือกไปทั้งตัว และพูดอย่างสติหลุดว่า“ท่านาุโฟ่าน” จากนั้นเขาก็ก้มหัวลง ไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีก
ชัดเจนว่าชายชราเครายาวที่อยู่ตรงหน้าคือผู้าุโฟ่านปั๋วช่านแห่งศาลบังคับใช้กฎของตระกูลฟ่านในตระกูลฟ่านเขามีฉายาว่าหน้าเหล็กไร้ใจ ผู้ใดก็ตามที่ละเมิดกฎเขาก็จะใช้กฎลงโทษอย่างไร้ความปรานี
ฟ่านปั๋วช่านเผยสายตาเยือกเย็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ล้วนอยู่ในสายตาของเขา หากฟ่านอินเหวินยังไม่สำนึกเขาก็จะตัดสิทธิ์ฟ่านอินเหวินออกจากงานพิธีครั้งนี้อย่างไม่เกรงใจ
เมื่อเขามองไปที่แผ่นหลังของฟ่านเสวี่ยหลีก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยไม่ว่าจะเป็บุคลิก ท่าทางและตบะของฟ่านเสวี่ยหลีราวกับเปลี่ยนแปลงไปไม่สามารถตัดสินได้จากภายนอกจริงๆ
ฟ่านเสวี่ยหลีเดินไปที่กลางศาลไท่อินโดยลำพังเมื่อกวาดสายตามองขึ้นไปก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยเนื่องจากเขาพบว่าครั้งนี้ท่านพ่อไม่ได้อยู่บนเวที
ท่านแม่บอกให้เขาระวังท่านพ่อให้ดี เพราะอะไรกันแน่
ตอนนี้มีชายชราในชุดเกราะทองแดงคนหนึ่งบนเวทียืนขึ้น
แม้ว่าชุดเกราะของเขาจะเป็ทองแดงแต่บนตัวของเขามีกลิ่นอายอันเคร่งขรึมน่ายำเกรง ทำให้ผู้คนไม่กล้าสบตาโดยตรงทำได้เพียงก้มหน้า
บรรยากาศเงียบงันลงกว่าปกติ
เขาคือผู้าุโของตระกูลฟ่าน ซ่งเิเฉวียน
ในตระกูลฟ่าน แม้ว่าเขาจะเป็เพียงระดับเนื้อกายขั้นห้าบ่มเพาะอวัยวะภายในแต่เขามีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับฮูหยินใหญ่ กระทั่งยังเป็ปากเสียงของฮูหยินใหญ่
ฟ่านเสวี่ยหลีสายตาจดจ้องด้วยสายตาของเขาย่อมมองออกถึงจุดบกพร่องในวิชาบ่มเพาะของผู้อื่นได้อย่างไม่ยากจุดชี่ไห่[1]และขาที่สามเป็จุดบกพร่องของอีกฝ่ายเพียงใช้ตราหมื่นอัคคีโจมตีเข้าใส่สองจุดนี้ก็จะทำให้อีกฝ่ายาเ็สาหัส
แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง เขากลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายมีจิตสังหารอันเยือกเย็นเก็บซ่อนไว้ในจุดลับของร่างกายจนทำให้เขาตัวสั่นขึ้นมา
บุคคลผู้นี้ไม่ธรรมดาอย่างที่เห็นแน่นอน!
ตอนนี้ซ่งเิเฉวียนกวาดสายตาไปทั่วบริเวณแล้วพูดอย่างเคร่งขรึม“ใต้หล้าปั่นป่วนโกลาหล ปีศาจจิ้งจอกถือกำเนิดแต่เมืองฉางซานได้รับการปกป้องจากผู้นำตระกูลฟ่านจึงไม่มีปีศาจจิ้งจอกตัวไหนกล้าเข้ามาป่วนเมือง! แต่อนาคตต้องขึ้นอยู่กับพวกเ้าเชื่อว่าอนาคตพวกเ้าจะสามารถบรรลุเนื้อกายขั้นแปด กลายเป็เทพวรยุทธ์และปกครองใต้หล้า!”
เมื่อบรรลุระดับบ่มเพาะลมปราณของเนื้อกายขั้นแปดจะสามารถควบคุมสิ่งต่างๆด้วยลมปราณ ซึ่งเป็ระดับที่ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างปรารถนาเมื่อบ่มเพาะถึงระดับนี้จะมีสิทธิ์ใช้อำนาจไปทั่วหล้า และถูกขนานนามเป็เทพวรยุทธ์จึงไม่แปลกที่ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างฝันใฝ่
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทุกคนก็เืเดือดพล่านขึ้นแม้แต่ฟ่านเสวี่ยหลียังรู้สึกใจเต้น
ซ่งเิเฉวียนพูดต่อ “ข้าขอประกาศสิบอันดับแรกจะได้รับโอสถขัดเกลาร่างกายส่วนอันดับหนึ่งไม่เพียงจะได้รับโอสถขัดเกลาร่างกายทางตระกูลฟ่านยังมอบสมุนไพรเหอโส่วอูพันปีให้เป็รางวัล”
เมื่อผู้คนได้ยินสิ่งนี้ก็ถึงกับส่งเสียงฮือฮาถึงแม้ทุกคนต่างปรารถนาในโอสถขัดเกลาร่างแต่สมุนไพรเหอโส่วอูพันปีเป็สิ่งล้ำค่าที่หายากมากและเป็ถึงสมุนไพรระดับสูงมันมีสรรพคุณการรักษาที่ยิ่งใหญ่ เกรงว่าสมบัติแบบนี้ต้องใช้เงินหลายหมื่นตำลึง! แต่ถึงมีเงินก็ใช่จะซื้อได้!
เมื่อฟ่านเสวี่ยหลีได้ยินเช่นนี้ก็ใจเต้นแรง!
สมุนไพรเหอโส่วอูพันปี!
แม้เทียบสิ่งนี้กับบัวหิมะพันปีแล้วเหมือนจะมีมูลค่าที่ใกล้เคียงกันแต่มันมีประโยชน์อย่างสูงต่อการฟื้นฟูพลังจิติญญา ปัจจุบันหลังจากที่เขาใช้พลังของตราหมื่นอัคคีออกมาห้าส่วนก็จะทำให้ร่างกายอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรงแต่ถ้ามีสมุนไพรเหอโส่วอูพันปีก็จะสามารถชดเชยพลังงานที่ถูกเผาผลาญซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในยามคับขัน
ข้าต้องเอาของสิ่งนี้มาให้ได้!
“ดี พิธีขัดเกลาอาทิตย์อุทัยครั้งนี้เริ่มขึ้น ณ บัดนี้!” เมื่อซ่งเิเฉวียนพูดจบเสียงระฆังก็ดังขึ้นอีกครั้ง จากนั้นประตูศาลไท่อีที่อยู่ตรงหน้าก็เปิดออก
แต่ด้วยเหตุผลบางย่างฟ่านเสวี่ยหลีกลับรู้สึกว่าซ่งเิเฉวียนชำเลืองมองมาที่ตนด้วยสายตาอันเย็นเยือกในขณะที่พูด
แต่ฟ่านเสวี่ยหลีกลับหันไปสบตาอีกฝ่ายอย่างไม่ลังเลดวงตาของเขาเปล่งประกายเพลิงทมิฬ ปราศจากความอ่อนแอ
แม้ว่าอีกฝ่ายจะแข็งแกร่งเพียงใดแต่จะขวางกั้นการเดินหน้าของตนได้อย่างไร
เมื่อเห็นว่าสายตาของฟ่านเสวียหลีมีจิตสังหารอันเยือกเย็นซ่งเิเฉวียนก็ตกตะลึงเล็กน้อยแล้วรู้สึกโกรธเขาได้รับคำสั่งจากฮูหยินใหญ่ให้จงใจใช้วิธีนี้เพื่อสั่นคลอนจิตใจของฟ่านเสวี่ยหลีแต่ไม่คาดคิดว่าฟ่านเสวี่ยหลีจะจิตใจแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าและส่งสายตาดูถูกตนเล็กน้อย
เขาจึงรู้สึกโกรธจนข่มไม่ไหวและกำลังจะปะทุ
แต่พลันมีเสียงห้ามอันแ่เบาดังขึ้นจากด้านหลังของเขาแม้เสียงจะไม่ดัง แต่มันกลับสั่นคลอนจิติญญาของเขา
ซึ่งมาจากผู้าุโศาลบังคับใช้กฎฟ่านปั๋วช่านเขายืนขวางหน้าซ่งเิเฉวียนเอาไว้ใน่เวลาสำคัญและชำเลืองมองไปที่ฟ่านเสวี่ยหลีด้วยความหวังดี
ฟ่านเสวี่ยหลีรู้สึกอุ่นใจเล็กน้อยแม้ไม่รู้สาเหตุที่ฟ่านปั๋วช่านช่วยเหลือตนแต่เขาก็ทำความเคารพฟ่านปั๋วช่านเล็กน้อยแล้วหันหลังเดินเข้าไปในศาลไท่อี
ด้านในศาลไท่อีมีม้วนคัมภีร์มากมายวางเต็มกำแพงทั้งสี่ด้านและยังมีภาพเขียนบทกวีอยู่มากมาย ให้บรรยากาศที่เปี่ยมด้วยความรู้
ส่วนโดยรอบมีลูกหลานตระกูลฟ่านจำนวนสองถึงสามร้อยคนกำลังยืนอยู่ตรงหน้า“ศาลเหวินชาง” ที่อยู่ใจกลางของศาลไท่อี
เนื้อหาบททดสอบในแต่ละครั้งของพิธีขัดเกลาอาทิตย์อุทัยจะมีการเปลี่ยนแปลงปราศจากความแน่นอนจนทำให้ผู้คนคาดเดาไม่ถูกแต่สถานที่จัดพิธีขัดเกลาจำเป็ต้องจัดขึ้นที่ศาลเหวินชาง
ตอนนี้ทุกคนสังเกตเห็นว่าในศาลเหวินชางมีเบาะนั่งโบราณหนึ่งร้อยกว่าอันด้านหน้าเบาะแต่ละอันมีโต๊ะตั้งธูปที่ทำจากไม้จันทร์ และจุดธูปบูชาหนังสือ“คัมภีร์เหวินฉวี่ซิง” แบบเดียวกันทุกโต๊ะ
โดยรอบมีกลิ่นโอสถกำลังถูกเผามันก่อกำเนิดเป็แสงแห่งอาทิตย์อุทัยนับไม่ถ้วนส่องลงบนเบาะเ่าั้ แสงสว่างดูเจิดจรัส
ผู้คนจ้องมองจนตาร้อน แต่ทันทีที่พวกเขาจะก้าวไปข้างหน้าก็พบว่าประตูใหญ่ของศาลเหวินชางมีตัวอักษรนับไม่ถ้วนก่อตัวเป็วงแสงขนาดใหญ่และปฏิเสธทุกสิ่งที่อยู่โดยรอบ
ฟ่านเสวี่ยหลีใจเต้นเล็กน้อย ดูเหมือนว่านี่จะเป็บททดสอบด่านแรก
หาก้าเข้าไปในศาลเหวินชางจำเป็ต้องมีคุณสมบัติในการเข้าไปเพราะที่นั่งด้านในมีจำนวนจำกัด โดยมีที่นั่งเพียงหนึ่งร้อยกว่าที่เท่านั้นแต่ผู้เข้าแข่งขันในครั้งนี้กลับมีจำนวนสองสามร้อยคน
เขาจ้องมองไปที่ตัวอักษรเ่าั้อย่างตั้งใจ แต่เขากลับพบว่าตัวอักษรเ่าั้คลุมเครือจนอ่านไม่ค่อยออก
เขายืนนิ่งและแววตาเปล่งประกาย เขาต้องตั้งใช้หน่อยแล้ว
ตอนนี้มีใครบางคนยิ้มอย่างได้ใจแล้วก้าวไปข้างหน้า คำนับต่อศาลเหวินชาง
ทันใดนั้นตัวอักษรนับไม่ถ้วนที่ลอยอยู่กลางอากาศในศาลเหวินชางก็เปล่งประกายแสงสีทองออกมาแล้วดึงเขาเข้าไป
เมื่ออยู่ท่ามกลางตัวอักษรนับไม่ถ้วนเขาเดินไปข้างหน้าอย่างเคร่งขรึมราวกับผ่านการต่อสู้อันแสนเ็ปเพียงเดินไปไม่กี่ก้าวก็กระอักเืออกมา ในที่สุดก็เข้าไปในศาลได้เขาฝืนเดินหน้าไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ลมปราณสั่นคลอนจึงทำได้เพียงเลือกนั่งลงบนเบาะที่อยู่ด้านหลัง
เบาะที่ยิ่งอยู่หน้า แสงทองอาทิตย์อุทัยที่ดูดซับก็จะยิ่งมาก
เมื่อเลือกเบาะแล้วก็จะเปลี่ยนที่ไม่ได้อีก
มีคนกระซิบว่า “ผู้นั้นคือคนที่ได้อยู่ในสิบอันดับแรกของพิธีขัดเกลาอาทิตย์อุทัยเมื่อปีก่อนความรู้ความสามารถเป็เลิศ คาดไม่ถึงว่าบททดสอบปีนี้จะยากถึงเพียงนี้หลังจากผ่านบททดสอบแรก เขากลับทำได้เพียงนั่งลงบนตำแหน่งแถวหลัง”
เมื่อครู่ฟ่านเสวี่ยหลีมองดูอย่างตั้งใจและพบว่าตัวอักษรเ่าั้ไม่มีจิตสังหาร มีเพียงพลังแห่งการพันธนาการ
หรือว่านี่จะเป็บททดสอบจิตใจ
[1] จุดชี่ไห่ อยู่ใต้สะดือ