กองทิศตะวันตก
อี้อันเ้าสำนัก ชูเงิน 4 พวงในมือ ยกให้เหล่าลูกศิษย์ทั้ง 200 คนดู “เ้าเห็นเงิน 4 พวงนี้หรือไม่”
“เห็นขอรับ ท่านเ้าสำนัก” เสียงตอบรับอย่างพร้อมเพรียง
“เงินนี้เป็เงินมงคล เมื่อคืนข้าไปทูลขอฝ่าา ทรงพระราชทานเงิน 4 พวงให้เป็รางวัลกับผู้ชนะเลิศการแข่งขันทั้งหมด 4 คน วันนี้เราจะฝึกด้วยกันเป็วันสุดท้ายก่อนที่พวกเ้าจะย้ายไปฝึกกองอื่น ข้ามีวิชาหนึ่งจะสอนเ้าเป็วิชาสุดท้ายของสำนักข้า....
…เป็วิชาที่จะทำให้เ้ามีชีวิตรอดอยู่ต่อไปได้นานที่สุด ชื่อวิชา ”กลยุทธ์หนีศัตรู” เ้าสำนักกล่าวชื่อวิชาอันประหลาด เหล่าลูกศิษย์ต่างหันหน้าหารือกันอื้ออึง เ้าสำนักจะเล่นซุกซนอีกแล้ว
“หนึ่งในกลยุทธ์ของซุนวูกล่าวไว้ “ถอยหนีมิผิด เป็วิสัยแห่งา” ยามใดที่เ้าต่อสู้ศัตรูข้างหน้าเ้าสุดกำลัง ยามที่ใช้สติเข้าวัดใจกันแล้ว ยังไม่อาจสู้ได้เพราะเขามีพวกมากกว่า หรือมีฝีมือเขาสูงส่งกว่า ยามที่เ้าเสียเปรียบ สิ่งที่ต้องทำคือซัดอาวุธชิ้นสุดท้ายแล้วหลบหนีไปก่อน จึงค่อยหาทางกลับมาชิงโอกาสตอบโต้ภายหลัง”
“วิชานี้ไม่มีกระบวนท่าตายตัว เ้าต้องใช้ไหวพริบ พลิกแพลงแก้ไขคิดกระบวนท่าใหม่ในยามนั้น”
“การฝึกนี้แบ่งออกเป็ 2 ฝั่ง ฝั่งหนึ่งมีอาวุธครบทุกชนิด มีด ขวาน ดาบ ทวน แส้ เชือก อีกฝั่งมีแต่มือเปล่ากับอาวุธลับ 1 ชิ้นจงใช้มันในยามจำเป็ ให้เ้าสู้กับผู้มีอาวุธ หากสู้ไม่ได้ เ้าจะวิ่งหนี ะโ มุดดิน ดำน้ำ ปีนป่าย เ้าสามารถทำได้หมดภายในค่ายนี้ หากออกไปนอกค่ายเย็นนี้ไม่ให้กินข้าว”
“ต่อให้ศัตรูจับเ้าได้แล้ว เ้าต้องทำทุกอย่าง สลัดตัวให้หลุดพ้นจากเงื้อมมือเขา เ้าจะกัด ถีบ ตีต่อย ทำได้ทั้งนั้น คนที่จับตัวคู่ฝึกมาให้ข้าได้ 2 คนแรก ได้เงินคนละ 1 พวง และคนที่หนีรอดได้ 2 คนสุดท้ายจะได้คนละ 1 พวง”
“เอาหละ อาวุธกองไว้ข้างหน้าเ้าแล้ว แบ่งออกเป็ 2 กลุ่ม ฝั่งขวาเริ่มก่อน ออกมาหยิบอาวุธที่เ้าถนัดกี่ชิ้นก้อได้ ถ้าเ้าแบกมันแล้วยังวิ่งไล่ตามศัตรูทัน หยิบไปได้เลย”
ทหารฝั่งที่เลือกอาวุธ ทำท่าจะหยิบอาวุธหลายๆ ชิ้น คิดหวังจะจับตัวคู่ฝึกได้ง่ายๆ พลันชะงัก คิดได้ “จริงสิ อาวุธยิ่งมาก ยิ่งหนัก ทำให้วิ่งได้ช้าลง ท้ายสุดพวกเขาจึงทิ้งอาวุธมากมายลง เลือกชิ้นที่เหมาะมือที่สุด ส่วนมู่ไป๋ เลือกใช้เชือก 1 เส้น
แล้วเ้าสำนักยิ้มกว้างขวาง กล่าวต่อไป “พวกเ้าไม่ต้องกังวลไปว่าจะเสียเปรียบ ตอนบ่ายข้าจะให้อีกฝั่งเป็ฝ่ายเลือกอาวุธบ้าง” ครานี้ ฝั่งที่ต้องหนีหันไปมองหน้าฝั่งตรงข้าม แล้วแสยะยิ้ม ยักคิ้วหลิ่วตามีแผนการอยู่ในสมองแล้ว “เอาหละ ข้านับถึง 3 จึงเริ่มได้ ...
.... หนึ่ง .... สอง ...... สาม”
สิ้นเสียงนับ ฝ่ายหนีหันหลังะโหนีสุดฝีก้าว ไม่ใช่หวังศักดิ์ศรีเป็ผู้ชนะการแข่งเท่านั้น แต่ยังจะได้เงินพระราชทานจากฝ่าาด้วย ชาตินี้แค่ได้เฝ้าเบื้องหน้าพระพักตร์ยังไม่มีวาสนา แต่วันนี้ท่านเ้าสำนักเอาเงินจากฝ่าามาประทานให้ ไม่ชนะไม่ได้แล้ว ทหาร 200 นาย มีทั้งวิ่งไล่จับ วิ่งหนีกันเป็ที่โกลาหลเสียงดังเอะอะลั่นกองทิศตะวันตก กองทิศใต้กำลังฝึกทวนหยุดยืนดูกองตะวันตกวิ่งไล่กันอย่างสงสัย “พวกเขาบ้าคลั่ง ไล่ฆ่าฟันกันอยู่ใช่ไหม?”
ท่านเ้าสำนักนั่งที่เก้าอี้ประจำตำแหน่ง ตบมือหัวเราะชอบใจ ะโเสียงดังไล่หลังพวกเขา “พวกเ้าวิ่งไล่กันเหนื่อยแล้วก็กลับมานะ ข้าจะนั่งรอพวกเ้าอยู่ตรงนี้แหละ”
“ท่านเ้าสำนัก ท่านให้พวกเขาเล่นพิสดารอะไรอีกหรือ?” จางเหยา เดินกอดอกก้าวมาช้าๆ เข้ามาถาม สีหน้าดูเอือมระอาจนเห็นได้ชัด อี้อันเงยหน้า ยิ้มกว้างให้พระสหายของพี่ชาย “ข้ากำลังสอนให้พวกเขารู้จักการเอาชีวิตรอด!!”
“แล้วท่านคิดว่าจะได้ผลหรือ”
“ได้สิ เพราะข้ามีรางวัลสำหรับผู้ชนะ” ว่าแล้วนางยกเงิน 8 พวงชูให้เขาดู จางเหยาพยักหน้ารับรู้แล้วยกนิ้วโป้งให้ บ่งบอกว่านางยอดเยี่ยมมาก แล้วเดินกลับกองทิศใต้ บ่นเบาๆ “ดีแล้วที่ท่านเป็น้องขององค์รัชทายาท หากเป็น้องสาวของข้า ข้าไล่ตีท่านแน่ๆ”
ส่วนองค์รัชทายาทยืนมองความโกลาหลอยู่ไกลๆ ได้แต่ส่ายศีรษะ แล้วกลับไปควบคุมการฝึกต่อ เวลาผ่านไป 1 ก้านธูป มู่ไป๋ มัดคู่ฝึกซ้อมด้วยเชือกที่เลือกไป พาเพื่อนคู่ฝึกที่เดินคอตกเข้ามาเป็คู่แรก เวลาผ่านไปอีกครู่ใหญ่ มีอีกคู่ลากคู่ฝึกเข้ามาเป็ลำดับที่สอง จากนั้นเริ่มมีคู่อื่นทยอยเข้ามา แต่ละคู่นั่งคอยที่สนามด้านหน้า จนเหลือ 2 คู่สุดท้าย เวลาผ่านไปกว่า 1 ชั่วยาม คู่ฝึกซ้อมลาก ฮุ่ยชิว เข้ามา ครั้นอีกสักครู่ใหญ่ คู่ฝึกซ้อมลากตัว เฟยฉี ออกจากป่าไผ่เข้ามา ที่สุดนางตบมือให้ผู้ชนะทั้ง 4 แล้วมอบเงิน 4 พวงให้ผู้ชนะไป เพื่อนที่นั่งข้างเฟยฉี กระซิบถาม “คนอย่างเ้าวิ่งเร็วดั่งลิง ถูกจับตัวได้อย่างไร”
“ข้าหิวข้าวแล้ว เห็นอยู่ว่าชนะแล้วจะหนีต่อไปอีกทำไมเล่า”
อ้อ ... เหตุผลของผู้ชนะได้เงินรางวัล เขาเป็เช่นนี้เอง!!
ที่ห้องอาหาร
“ไหนบอกมาซิว่า วันนี้เ้าสอนอะไรให้พวกเขากันแน่” องค์รัชทายาทถามน้องสาวระหว่างกินข้าว นางแหงนหน้ามองพี่ชาย “สอนวิชา “กลยุทธ์หนีศัตรู” เพคะ” สองสหายได้ยินพลันสำลักข้าวกระจาย หัวเราะกับชื่อวิชาประหลาดนี้
“มีเหตุผลไหม” พี่ชายถามสั้นๆ นางยิ้มกว้างส่งให้พี่ชาย “ให้เขาเรียนรู้แก้ไขสถานการณ์ เพื่อเอาชีวิตรอดเพคะ”
“เ้ารู้ไม่ใช่หรือ ในสนามรบ เมื่อไม่มีคำสั่งถอย ทหารต้องสู้จนตัวตายนะ” พี่ชายถาม
“เพคะ เขาถึงต้องเรียนรู้จับศัตรูให้ได้ และเรียนรู้การถอยหนีเพื่อกลับไปสู้ใหม่” น้องสาวยิ้มกว้างให้พี่ชาย แต่อย่างไรก็ตามพี่ชายยังรู้สึกว่าเหตุผลของนางสับสนชอบกล
“แล้วเ้าไปเอาความคิดนี้มาจากไหนกัน” “เสด็จพี่อี้จินเพคะ”
“เล่าให้ฟังได้ไหมว่าเกิดมันอะไรขึ้น” องค์รัชทายาทถาม
น้องสาวเริ่มเล่าด้วยสีหน้าที่มีเปี่ยมล้นด้วยความสุข “เพคะ คือครั้งหนึ่งคาราวานของเรานำสินค้าค้าขายที่รัฐอัสสัม ดินแดนภารตะ เพื่อไปหาซื้อชาเทือกเขาหิมาลัย ขบวนสินค้าของเรามีองครักษ์เพียง 30 คน เวลานั้นผ่านรัฐกะฉิ่น ดินแดนพุกาม มีโจรกว่า 300 คนดักปล้น ล้อมขบวนของเราไว้ทุกด้าน เสด็จพี่อี้จินเห็นแล้วว่าพวกโจรกลุ่มนี้ดุร้ายและแข็งแกร่งมาก องครักษ์ของเราหากฝืนสู้ต่อไปคงตายหมดแน่นอนจึงหลบเลี่ยงการปะทะ เราถือว่าการหลบหนีเป็สุดยอดกลยุทธ์ของการกลับมาต่อสู้ใหม่ ดังที่ปราชญ์กล่าวไว้ “ถอยหนีมิผิด เป็วิสัยแห่งา” พวกเราใช้ทุกวิถีทางเพื่อหลบหนีให้ได้ ปล่อยให้โจรยึดสินค้าทั้งหมดของเราไป จากนั้นเรานัดมารวมตัวกันใหม่แล้วแอบติดตามโจรนั้นถึง 2 วันไปจนถึงหุบเขาหนึ่ง เราใช้หินและไฟล้อมทำลายแหล่งอาศัยของพวกมันสังหารโจรทั้งหมด แล้วปล้นเอาสินค้าของเราคืนมา เอาสมบัติและอาหารพวกมัน ส่งให้กับผู้นำหมู่บ้านเอาไปจัดสรรคืนให้ชาวบ้านละแวกนั้น”
“เ้าไปกับองค์ชายสามอี้จินทุกครั้งเช่นนั้นหรือ” พี่ชายถาม
“เพคะ หม่อมฉันไปค้าขายกับเสด็จพี่อี้จิน เรียนวิธีเลือกสินค้า และหลายครั้งที่เราต้องต่อสู้กับโจรป่า”
“พี่เข้าใจแล้วล่ะ” พี่ชายมองหน้าน้องสาว แล้วกล่าวต่อ “สตรีชาววังทั่วไปเขามีผิวพรรณขาวสวยงดงาม แต่เ้ากลับดำมอมแมมเป็แมวดำ เพราะเช่นนี้เอง” น้องสาวหันขวับมองหน้าพี่ชาย หุบยิ้มทันที สองสหายได้ยินการสนทนาพลันสำลักข้าวเป็ครั้งที่สอง นางวางชามข้าวลงใช้มือตีแขนพี่ชายอย่างแรง โทษฐานที่บอกว่านางตัวดำ
หลังอาหารเที่ยง องค์รัชทายาทนั่งเก้าอี้ด้านล่างจิบชากับพระสหาย ส่วนน้องสาวลงมานั่งตรงขั้นบันได นั่งเอนกายพิงขาพี่ชายราวกับแมวน้อยกำลังประจบเ้าของ และเคี้ยวลูกเหอเถาไปด้วย ท่ามกลางความเงียบ อี้อันกล่าวว่า “เสด็จพี่ ...”
“หือ...?”
“เสด็จพี่คิดว่าการฝึกให้ทหารของเราพลิกแพลงการต่อสู้เป็เื่ดีใช่หรือไม่?” พี่ชายพยักหน้ารับ “อือ... “
“ท่านคิดว่าควรต้องฝึกกับทุกกองใช่หรือไม่”
“พี่เห็นว่าวิธีนี้ก็เข้าทีอยู่บ้าง เช่นนั้นหากทำต่อไปก็ไม่เสียหายอะไร” พี่ชายแบ่งรับแบ่งสู้ “เช่นนั้นฝึกครั้งต่อไป เงินรางวัลหม่อมฉันขอเบิกเสด็จพี่นะเพคะ” ทันทีที่นางพูดจบพี่ชายตวัดขาหนีทันที น้องสาวที่นั่งเอนกายพิงอย่างสบายใจไม่ทันระวัง พลันล้มคะเมนหล่นลงไปกองกับพื้น นางตีขาพี่ชายดังเพี๊ยะ
“เ้าเป็ผู้ดูแลกอง ใช้เงินเ้าเองสิ” พี่ชายตอบอย่างไม่แยแส
“หม่อมฉันไม่มีเงินเพคะ” อี้อันทำเสียงออดอ้อนพี่ชาย
“ที่ศีรษะเ้า เครื่องประดับบนนี้ล้วนมีค่าทั้งนั้น ขายได้เงินไม่น้อยนะ” พี่ชายเอียงคอไปมาชี้ไปที่เครื่องประดับมากมายที่กลัดติดผมของนาง หมายจะเย้าแหย่น้องสาว “ชิ้นนี้ทำจากทองคำประดับมุกทะเล ชิ้นนี้ทำจากทองคำประดับอัญมณีแดง ชิ้นนี้ทำจากลวดเงินบริสุทธิ์ ..อื่อ .... ทั้งหัวเ้าขายได้เกินสองร้อยตำลึงเชียว”
“ไม่ได้เพคะ เครื่องประดับเหล่านี้เสด็จพี่อี้จินประทานให้ หม่อมฉันขายไม่ได้”
“แล้วเบี้ยที่เสด็จแม่ประทานให้เ้าล่ะไปไหนหมด” พี่ชายถาม “แม่นมเฉินเก็บไว้เพคะ” พี่ชายได้ยินถึงกับขมวดคิ้วไม่ถามต่อ อี้อันเห็นว่าพี่ชายเงียบไป นางจึงเงยหน้ามองพี่ชาย พอคาดเดาสายตาคู่นั้นได้ จึงกล่าวต่อ
“แม่นมเก็บให้หม่อมฉันใช้เป็สินเดิมเพคะ” คราวนี้พี่ชายขมวดคิ้วแน่นขึ้นกล่าวออกมา “เมื่อถึงเวลาที่เ้าสมรส เสด็จพ่อ เสด็จแม่ และพี่จะประทานสินเดิมทั้งหมดให้เ้าเอง ไม่ต้องให้เ้าลำบากเช่นนี้”
“ไม่ได้เพคะ ถึงอย่างไรหม่อมฉันควรเก็บไว้ั้แ่ยามนี้ เพราะเสด็จแม่ก็ทรงทำเช่นนี้มาก่อน จนเมื่ออภิเษกกับเสด็จพ่อและมาอยู่ต้าซ่ง หลังอภิเษกไม่นานได้เกิดภัยธรรมชาติ แม่น้ำฮวงโหเอ่อล้นไหลเข้าท่วมเมืองลั่วหยางและเมืองเจิ้งโจว ราษฎรเรือนแสนไร้ที่อยู่อาศัย ไร่นาเสียหายอย่างหนักแล้วยังเกิดโรคท้องร่วงระบาดซ้ำเติมอีก เวลานั้นราชสำนักจัดหาเงินไปบรรเทาทุกข์ได้ล่าช้า เสด็จแม่จึงนำสินเดิมทั้งหมดที่นำมาออกไปแลกซื้อยาและอาหารบรรเทาภัยน้ำท่วมและโรคระบาด ที่สุดภัยพิบัติในครั้งนี้คลี่คลายลง เงินส่วนที่เหลือเสด็จแม่ยกให้นำไปซ่อมแซมบ้านเรือนราษฎรได้อีกด้วย”
นางนั่งอยู่ที่บันไดเล่าไปเรื่อยๆ สามสหายนิ่งอึ้งเงียบงันไป พี่ชาย เอ่ยขึ้นเสียงแ่เบา “ไม่เห็นเสด็จแม่และแม่นมเล่าให้พี่ฟังเลย”
“เสด็จแม่ไม่เล่าหรอกเพคะ เพราะทรงมีน้ำพระทัยเมตตา ไม่ได้หวังคำสรรเสริญใดๆ ที่แม่นมเล่าให้หม่อมฉันฟังเพื่อให้หม่อมฉันดำเนินรอยตามเสด็จแม่” พี่ชายได้ฟังเช่นนี้ได้แต่ยิ้มแล้วลูบศีรษะน้องสาวเบาๆ
“ท่านอาจารย์ซวนหรงเป็ชาวลั่วหยาง ครอบครัวของท่านล้วนยังอยู่ที่เมืองนี้ หรือว่าเพราะเหตุนี้เองท่านจึงเมตตาองค์รัชทายาทเป็พิเศษ” เสวี่ยซิง ทบทวนความทรงจำ
องค์รัชทายาทค่อยๆ นึกทบทวน พยักหน้าช้าๆ เห็นด้วย เพราะบ่อยครั้งที่ องค์ชายใหญ่เหยียนจั๋วและองค์ชายอื่นๆ ที่มักคอยหาเื่พระองค์ จะมีอาจารย์ซวนหรง นี่แหละที่มาช่วยยุติศึกให้พระองค์ทุกครั้ง
… อื่ม.. ข้าเข้าใจแล้ว ความเมตตาของเสด็จแม่ที่มีต่อไพร่ฟ้าราษฎร ทำให้เขาได้รับความเมตตาจากผู้อื่นตอบแทนมา
“เอาหละ เ้าอยากเงินเท่าไหร่” พี่ชายเอียงหน้าถามน้องสาว
“วันนี้ไม่ต้องเพคะ หม่อมฉันทูลขอเสด็จพ่อมา 8 พวงแล้ว บ่ายนี้หม่อมฉันจะไปให้พวกเขาแข่งขันอีกครั้ง” ว่าแล้วนางลุกขึ้น เดินตัวปลิวออกไป ปล่อยให้สามหนุ่มนั่งอึ้งสักครู่ พลางจิบชาในมือของตน แต่กลับพบว่าชาถ้วยเดิมนี้มีรสขมขึ้นมาเสียอย่างนั้น
กองทิศตะวันตก
เ้าสำนักชูเงิน 4 พวงขึ้นต่อหน้าลูกศิษย์ 200 คน “4 คนที่ได้รับเงินรางวัลไปแล้วไม่ต้องลงแข่ง เอาหละจับคู่เดิมเมื่อเช้านี้ คนที่หนีให้เลือกอาวุธที่เ้าชอบได้เลย” น้ำเสียงของเ้าสำนักฉายความลิงโลด คู่ฝึกฝ่ายเลือกอาวุธต่างเลือกอาวุธที่คิดว่าเหมาะมือตนเองมากที่สุดพร้อมกับถูมือไปมา ส่งสายตาพิฆาตไปยังคู่ฝึกพร้อมจะเอาคืนทั้งต้นทั้งดอก
“เอาหละ ข้านับถึงสาม เริ่มทันที เตรียมตัว หนึ่ง.... สอง .... สาม” แล้วความโกลาหลจึงเกิดขึ้นอีกครั้ง ฝ่ายที่่เช้าถูกไล่ล่า บ่ายนี้กลับเป็ผู้ไล่ล่าแทน เมื่อสัญญาณเริ่มขึ้นพวกเขาวิ่งไล่พร้อมส่งเสียงร้องอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “กลับมาให้จับเสียดีๆ” เ้าสำนักหัวเราะชอบใจเหล่าบรรดาศิษย์ยิ่งนัก เสียงเอะอะรอบที่สองของวันทำเอากองทิศเหนือ กองทิศใต้ หยุดยืนดู ภาพทหารกองฝึกทิศตะวันตกกำลังวิ่งไล่จับล้วนมีอาวุธพร้อมมือ ผู้ชมบางคนยืนทำท่าเหมือนน้ำลายไหลที่เห็นพวกเขาวิ่งไล่จับกัน เพราะเมื่อพักกินข้าวกลางวันเขาเห็นกับตาว่า มีคนวิ่งไล่จับชนะได้เงิน 1 พวงของฝ่าาเป็รางวัล หากใครวิ่งหนีได้เร็วและนานที่สุด กับใครที่จับคู่ฝึกได้ก่อนเป็คนแรก ทหารสองคนที่ยืนมองดูกระซิบแก่กันว่า “ถ้าเป็ข้านะ ข้าต้องจับคู่ฝึกซ้อมได้เป็คนแรก ได้เงินรางวัลนั่นแน่นอน”
มู่ไป๋ เฟยฉี ฮุ่ยชิว ติงอวี่ 4 คนที่ได้รับรางวัลไปแล้ว ท่านเ้าสำนักมิได้ให้รอเฉย แต่ให้หยิบอาวุธที่เหลืออยู่จับขึ้นฝึกซ้อมกับนาง นางใช้กระบี่โถมเข้าแทงคู่ฝึกซ้อม พร้อมทั้งให้ข้อแนะนำการโต้ตอบกระบวนท่าที่นางส่งไป เ้าสำนักและลูกศิษย์ ประลองกันบนเวทีราวครึ่งชั่วยาม จึงมีคนจับคู่ฝึกได้แล้วลากแขนเข้ามา พร้อมอาการเหนื่อยหอบทั้งคู่ เมื่อมาถึงนอนแผ่หมดแรง จากนั้นเริ่มมีคู่ที่สอง สาม สี่ เรื่อยๆ
แต่ละคนโถมแรงเต็มที่ เป้าหมายมิใช่เพื่อเงินเท่านั้น ต้องจะเอาคืนที่เมื่อเช้าโดนเพื่อนไล่ตี ไล่ฟัน ต้องวิ่งหนีจนได้แผลเจ็บไปทั้งตัว ผ่านไปราว 1 ชั่วยามค่อยๆ ทยอยลากจูงกันเข้ามา จนคนสุดท้ายที่ถูกลากเข้ามา เป็ ต้าหล่าง บุรุษร่างหนาที่หนีได้อึดทนที่สุด
เ้าสำนักยังยืนอยู่บนเวที กล่าวว่า “ใครที่หายเหนื่อยแล้ว จะลุกขึ้นมาฝึกกับ 4 คนนี้ได้ หรือใครจะฝึกกับข้าย่อมได้” เมื่อได้ยินเช่นนั้น คนที่หายเหนื่อยแล้วจึงจับอาวุธลุกขึ้นไปฝึกต่อกันอย่างแข็งขัน สุดท้ายคนที่นั่งอยู่จึงลุกขึ้นมาฝึกซ้อมต่อ ค่ำนั้นคนที่ได้เงินรางวัลต่างยิ้มแย้ม ส่วนเพื่อนๆ ที่ใกล้ชิดเข้ามารุมขอดูเงินรางวัล แสดงความยินดีที่ผู้ชนะต้องเอาทั้งชีวิตเข้าแลก คนที่ได้รางวัลต่างเล่าประสบการณ์ตอนที่ต้องหนีให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้ถูกจับตัวได้ บางคนถือโอกาสคุยโวว่า เขาออกหมัดต่อสู้อีกทั้งเตะ ต่อย จนอีกฝ่ายที่มีดาบถืออยู่ในมือต้องล่าถอย ครั้นคู่ต่อสู้ตามมาทันต่างสู้กันอีก เป็เช่นนี้จนเหนื่อยทั้งคู่ พอหายเหนื่อยเขาก็หนีต่อ เป้าหมายคือหนีให้ได้นานที่สุดเพื่อเงินรางวัล
ค่ายซานตงในค่ำคืนนั้น ทั้งฝ่ายรุกฝ่ายรับทั้ง 200 คน ต่างหมดแรงนอนหลับเป็ตาย ส่งเสียงกรนอย่างมีความสุข ปล่อยให้เพื่อนทหารอีก 600 คนนอนฟังเสียงกรนของพวกเขาอย่างทุกข์ระทม
ค่ายซานตง
เช้านี้รถม้าองค์หญิงอี้อันเข้ามาในค่าย นางเดินเข้าเรือนบัญชาการตรงมาทิศตะวันตก มี มู่ไป๋ เฟยฉี ฮุ่ยชิว ติดตามมาด้านหลัง เดินมาถึงเวทีพบว่า ทหารทั้ง 200 คนที่ยืนอยู่ล้วนไม่คุ้นหน้าสักคน แม้จะรู้ว่าวันนี้ทุกกองจะหมุนไปฝึกกองอื่น แต่เพราะความไม่คุ้นหน้า จึงถามว่ามาจากกองใดหรือ?”
“ทูลองค์หญิง กระหม่อมมาจากกองทิศใต้ ท่านรองผู้บัญชาการจางเหยาเป็ครูฝึก พ่ะย่ะค่ะ”
“อ้อ ..... แล้วกองทิศตะวันตกเล่าไปกองไหน” นางถามต่อ
“ไปกองทิศเหนือ องค์รัชทายาทเป็ครูฝึกพ่ะย่ะค่ะ” นางพยักหน้ารับรู้ แล้วฉับพลันคิดขึ้นได้ประการหนึ่ง กล่าวว่า “โชคร้ายแล้ว” นางวิ่งไปกองทิศเหนือในฉับพลัน ตั้งใจมาขอร้องพี่ชายให้ผ่อนปรนลูกศิษย์ของนางบ้าง หากเห็นว่าพวกเขาทำอะไรผิดระเบียบไปเล็กน้อย แต่แล้วต้องชะงักค้าง ภาพที่เห็นคือ ลูกศิษย์เกือบ 200 คนมีคันธนูคล้องคอวิ่งรอบสนามฝึกกันอยู่ บางคนหายใจหอบฮั่กฮั่ก พี่ชายหันมาเห็นน้องสาวเข้าพอดี กวักมือเรียก พูดเสียงเข้ม
“เ้ามาแล้วหรือ? ดีเลย ข้าจะบอกว่าลูกศิษย์เ้าทั้งหมด ไร้ระเบียบวินัย อ่อนแอ ไร้มารยาทพูดคุยเสียงดัง เข้าแถวไม่ตรงเลยสักคน ใช้ไม่ได้สักเื่ ส่วนเ้า 3 คนด้านหลังมานี่ ไปหยิบคันธนูแล้วไปวิ่งกับพวกเขา”
เฟยฉี กับ ฮุ่ยชิว เดินตรงไปแท่นตั้งคันธนู พลางเหลียวมองนางใช้สายตาอ้อนวอนขอให้เ้าสำนักช่วยเขา ส่วนมู่ไป๋เดินเข้าไปเงียบๆ นางโบกมือลาให้สามองครักษ์แล้วรีบเดินกลับไปกองทิศตะวันตกอย่างไว ก่อนที่พี่ชายจะเรียกนางไปแขวนคันธนูแล้ววิ่งรอบสนามด้วยอีกคน
กองฝึกทิศตะวันตก
องค์หญิงอี้อันยิ้มกว้างกล่าวกับทหาร 200 คนที่มาใหม่ “พวกเ้าคงได้เห็นเพื่อนๆ ของท่านที่ผ่านการฝึกจากกองนี้ไปแล้วใช่หรือไม่?”
“เห็นพ่ะย่ะค่ะ” พวกเขาตอบอย่างพร้อมเพรียง เสียงดัง ฟังชัด ช่างแตกต่างจากกองของนางที่จากไปเสียจริงๆ
“ถ้าเช่นนั้นเรามาทำข้อตกลงกัน” “น้อมรับคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ” นางพูดจบ ทหารทั้ง 200 นายพูดสวนทันควันจนนางเริ่มเสียความมั่นใจ
อี้อันนิ่งอึดใจแล้วกล่าวต่อ “สิ่งที่เ้าจะเรียนรู้จากกองทิศตะวันตก คือ วิธีการโคจรลมปราณ การใช้ลมปราณและจิตใจก่อเกิดพลังภายในแล้วนำพลังนั้นมาบังคับกายส่วนต่างๆ ให้ะโไปข้างหน้าให้ไกลขึ้นสูงขึ้น …. ใช้พลังภายในซัดอาวุธลับ เพื่อชิงโอกาสได้เปรียบคู่ต่อสู้ และเพื่อเอาชีวิตให้รอดกลับมา”
“พวกเ้าต้องเรียนการซัดอาวุธลับทุกรูปแบบเพื่อสังหารศัตรู… ทหารทั้ง 200 คนที่มาเริ่มเรียนไปจากกองของข้า เขาอาจดูอ่อนแอเพราะเขายังไม่ชำนาญการใช้อาวุธอื่น ต่างจากพวกเ้าที่ฝึกฝนจนเชี่ยวชาญการใช้ทวนกันแล้ว ดังนั้นความชำนาญของเ้าล้วนยังคงอยู่ แต่เ้าสามารถใช้วิชาลมปราณเสริมให้ฝีมือของเ้าแข็งแกร่งขึ้น และได้วิชายุทธ์เพิ่มขึ้น ใช่หรือไม่”
“ใช่พ่ะย่ะค่ะ” ทหารทั้ง 200 คนกล่าวเป็เสียงเดียวกันอย่างหนักแน่น จนเ้าสำนักชักอึดอัด “เช่นนั้นข้าจะบอกข้อตกลงที่พวกเ้าต้องทำตาม ..ไม่ทำ..ไม่ได้.. คือ .... ข้อแรก ขณะฝึกกับกองนี้อย่าเรียกข้าว่าองค์หญิง แต่ให้เรียกว่า “เ้าสำนัก ได้หรือไม่?” ทหาร 200 คนเริ่มหันมองหน้าส่งสายตาถามไถ่กัน
“เอ่อ ... องค์รัชทายาท จะไม่ตำหนิเราหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่แน่นอน เพราะกองฝึกนี้ มีชื่อว่า “สำนักจงเฉิง” ผู้จงรักภักดีต่อต้าซ่ง ส่วน..ข้า..เป็เ้าสำนัก” นางพูดแล้วนิ่ง ยืนมองท่าทีของพวกเขา เห็นว่าพวกหันปรึกษากันไปมาเบาๆ ที่สุดจึงมีข้อสรุป “คารวะท่านเ้าสำนัก” ทหารทั้ง 200 นายประสานมือคำนับเ้าสำนักอย่างเป็ทางการ “ดีมาก” เ้าสำนักยิ้มกว้าง รู้สึกผ่อนคลายลง
“เช่นนั้น เริ่มจากฝึกลมปราณกันได้เลย..............”
ที่ห้องอาหาร
“วันนี้ทหารที่ไปจากกองกระหม่อมเป็อย่างไรบ้าง” จางเหยาถามองค์หญิงอี้อัน “พวกเขามีพื้นฐานร่างกายที่ดี การฝึกโคจรลมปราณจึงทำได้ดีทีเดียว” นางกล่าวชมลูกศิษย์ใหม่ที่เพิ่งรับมา แล้วนางค่อยๆ คีบอาหารใส่ชามข้าวพี่ชาย
“มีอะไรหรือ” พี่ชายหันมาถามน้องสาว นางยิ้มกว้างแล้วถาม “ลูกศิษย์ของข้า มีใครล้มตายไปบ้างแล้วหรือไม่”
“ยังไม่มี แต่พี่สมควรตีเ้า ทหารทุกคนที่มาจากกองของเ้า ต้องเริ่มต้นฝึกระเบียบแถวใหม่ทั้งหมด เช่นนี้กองใหม่ที่มาฝึกกับเ้าจะไม่เสียคนหรอกหรือ?” พี่ชายตอบเสียงเข้ม จางเหยาที่กำลังคีบอาหารเข้าปากชะงักหันขวับไปมองหน้าอี้อันทันที ส่วนนางยิ้มแห้งๆ ก้มหน้ากินข้าวต่อ แต่บ่นออกมาเบาๆ “แหม .. ไม่ถึงขนาดนั้นกระมัง เสด็จพี่” น้องสาวส่งเสียงตัดพ้อพี่ชาย