ตอนที่แปดสิบสอง การมองที่ต่างกัน
บางครั้งคนเราไม่ใช่คนโง่แค่เรามีเป้าหมายที่ต่างกันและการพิจารณาความเสี่ยงที่ต่างกัน
หากเราทำงานสุจริตทั้งปียังไม่มีทางรวยเด็ดขาดแต่ขายโคเคนแค่หนึ่งวันจะทำให้เรามีรายได้เท่ากับที่ทำงานสุจริตทั้งเดือนเลยนะ
ใช้เวลาการทำงานน้อยกว่าได้ค่าตอบแทนสูงกว่าหลายเท่า
ทำไมคนเราต้องโง่ไปทำงานสุจริตอาบเหงื่อต่างน้ำให้เจ้านายด่าและโขกสับด้วย?
ความคิดอาชญากรไม่ใช่เพราะเขาโง่กว่าคนสุจริตแต่เพราะเขาพิจารณาด้วยปัจจัยที่ต่างไปจากคนสุจริตต่างหาก
เวลาเราพิจารณาปัญหา เราพิจารณาว่าฝ่ายตรงข้ามนั้นฉลาดไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเราโดยค่าเฉลี่ย
แค่มีสมการและแนวคิดบางอย่างที่ทำให้เขาตัดสินใจต่างไปจากเรา
เม่ยกั๋ว เอ๊ย อเมริกาเวลาประเมินทางการทหารเลยประเมินไปโดยที่คิดว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นคนฉลาดและสามารถอ่านตำรามาและวางแผนได้ไม่แพ้เรา..ซึ่งนั่นล่ะครับท่านผุ้ชมพลาดกันบ่อยๆ
เพราะการประเมินตามค่าเฉลี่ยแปลว่ามันต้องมีคนที่โง่กว่า
การประเมินที่สูงเกินไปจะก่อให้เกิดความผิดพลาดในการจัดสรรทรัพยากร
การประเมินที่ต่ำเกินไปจะก่อให้เกิดหายนะ
ดังนั้นอเมริกาจึงประเมินสูงไว้ก่อนแม้จะเปลืองทรัพยากร แต่ก็ดีกว่าหายนะ และคนมันรวยทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด
อเมริกาเลยมีมุมมองว่าการแก้ปัญหาในโลกนี้เป็นแค่เรื่องของการจัดสรรทรัพยากรให้มากพอเท่านั้น
และเรื่องของความต่างมุมมองอาจจะมองได้ในเงื่อนไขต่างกัน
อเมริกาอาจจะมองว่า เอาคนไปตายมหาศาลในสงครามนั้นไม่คุ้มค่าเอามาปั๊มเศรษฐกิจให้รวยเงินดีกว่า
อีกฝ่ายอาจจะมองต่างกันว่าตายไปเท่าไรก็ช่าง ขอเพียงเรามีอำนาจก็พอ
นั่นคือการมองในเงื่อนไขที่ต่างกัน
ความผิดพลาดและเข้าใจผิดเกิดขึ้นและก่อให้เกิดการประเมินที่ผิดพลาดเพราะเราคิดว่า อีกฝ่ายจะมีเงื่อนไข แนวคิด ค่านิยม แบบเดียวกับเราเอง
เราจะทำความเข้าใจคนที่มีมาตรฐานศีลธรรมและแนวคิดต่างกับเราได้อย่างไรกัน?
คำตอบคือผมไม่รู้
ผมรู้อย่างเดียวว่าหากใครมาบูชายัญอัญเชิญเทพปีศาจใกล้บ้านผมผมจะเผาบ้านคนคนนั้นซะ
และรู้สึกว่าค่า Humanity ความเป็นมนุษย์นั้นคือค่าสถานะที่โกงมากที่สุดค่าหนึ่งในโลกของคนเสียสติอย่างนี้
“ฟังแล้วอาจจะมองเป็นเรื่องเหลือเชื่อเหมือนพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกผู้ชายเราเมื่อเห็นคนที่เรารักไปกับผู้ชายอื่น พวกเราจะมีความรู้สึกอยากให้เธอได้สิ่งที่ดีที่สุดและเคารพการตัดสินใจของพวกเธอและมองว่าพวกเธอนั้นเลือกคนอื่นไปแล้ว การไปแย่งหรืออะไรนั้นคือเรื่องต้องห้ามในหมู่ผู้ชายการที่ไปควงผู้ชายคนอื่นโดยที่ไม่รักและหวังจะให้ผู้ชายคนที่ราชอบเกิดความหึงหวงนั้นจะได้ผลตรงกันข้าม”
ผมโบกมือไปมาแบบเจไดและชี้ไปที่ทางเจ้าบิฟ
“หากผมไปจีบแฟนเจ้าบิฟเจ้าบิฟจะจับผมลงถังขยะ ผู้ชายเราไม่สามารถอ่านใจได้ว่าผู้หญิงต้องการไปคบกับผู้ชายคนอื่นจริงๆหรือแค่ต้องการทดสอบจิตใจเราให้ไล่ตามไปทำให้เราเลือกทางที่จะปลอดภัยไว้ก่อน เพราะหากไปจีบกันหรือพยายามแย่งมานอกจากจะเป็นเรื่องผิดศีลธรรมแล้ว และเรายังไม่รู้ว่าผู้หญิงจะรักเราจริงหรือไม่เจ้าบิฟก็พร้อมที่จะโยนผู้ชายทุกคนที่ทำอย่างนั้นลงถังขยะ”
อันที่จริงผมก็ไม่ตรงประเด็นนักแอนนามีพลังอ่านใจได้หากพลังของสเลเยอร์ตื่นขึ้นมา
แต่มาพร้อมกับข้อเสียที่อาจจะเสียสติเพราะได้ยินเสียงจากจิตใจของทุกคนรอบข้าง
หากเป็นนารุโตะ
เราคงมองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ได้เข้าใจคนรอบข้าง
อนิจจานี่คืออเมริกันไฮท์สคูลที่รักความเป็นปัจเจคบุคคลสูงมาก
จึงเลือกที่จะปิดกั้นพลังนี้ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตแบบปรกติได้อีกครั้ง
และแทนที่จะได้บทเรียนว่าสามารถเข้าใจคนรอบข้างมากขึ้นและปฎิบัติตัวดีต่อคนรอบข้างมากขึ้นแอนนาก็กลับไปเหมือนเดิมและการอ่านใจได้แสดงแต่ผลที่ทำให้เกิดความตึงเครียดในกลุ่มเพื่อนฝูงเท่านั้น
สมกับเป็นแนวอเมริกันไฮท์สคูลที่รักความเป็นปัจเจคบุคคลมากว่านารุโตะ
แสดงออกมาว่า การอ่านใจได้จะทำให้คนขัดแย้งกันมากกว่าเดิมมากกว่าที่จะรักกันมากขึ้น
“ถ้าหากเธอรักพวกเราจริงเธอก็ต้องรู้สิ”
“ใช่ ผู้ชายก็ต้องเข้ามาแย่งกันสิไม่ทำแสดงว่าไม่รักเราจริง”
เหล่าเชียร์ลีดเดอร์ตอกผมกลับอย่างโมโห
เออ เวรกรรม
ผมถอนหายใจกับคำตอบของเหล่าเชียร์ลีดเดอร์
ว่าพวกเธอมีคุณค่าและมุมมองที่ต่างไปจากเรานั่นเอง