บทที่ 28 ส่งตราประทับร้อยเมืองของพวกเ้ามา
โดยธรรมชาติแล้วสัตว์ป่าย่อมเคลื่อนไหวไปตามสัญชาตญาณของตัวเองเท่านั้นแต่ในหมู่พวกมันยังมีสัตว์อสูรบางตัวที่โชคดีได้รับสมบัติแห่ง์พิภพซึ่งทำให้สามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบ่มเพาะได้
ภายใต้การเคี่ยวกรำของกฎแห่งป่าบางตัวก็กลายพันธุ์จนทำให้ร่างกายของพวกมันทรงพลังมากขึ้นเรื่อยๆ และค่อยๆให้กำเนิดร่องรอยของภูมิปัญญาซึ่งเป็สิ่งที่แตกต่างจากสัญชาตญาณโดยกำเนิด
หลังจากได้รับภูมิปัญญาพวกมันก็ยิ่งฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งจนทำให้สัตว์อสูรบางตัวมีความแข็งแกร่งไม่เป็รองผู้บ่มเพาะเผ่าพันธุ์มนุษย์
ระดับชั้นของสัตว์อสูรนั้นเข้มงวดมากและยากที่จะพัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นไปได้สัตว์อสูรระดับล่างขั้นหนึ่งคือพวกที่อ่อนแอที่สุดพวกมันมีความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าสัตว์อสูรทั่วไปค่อนข้างมากแต่สติปัญญาของพวกมันกลับไม่ได้สูงตามไปด้วย
เฉพาะผู้ที่ก้าวไปสู่ระดับที่สองเท่านั้นที่สามารถเรียกได้ว่าเป็สัตว์อสูรที่แท้จริงและสัตว์อสูรเหล่านี้จะมีพลังิญญาไหลเวียนอยู่ในตัวในขณะเดียวกันสติปัญญาของพวกมันก็แทบจะเทียบกับมนุษย์ได้เลย!
และราชสีห์โลหิตคือสัตว์อสูรในกลุ่มนี้นั่นเอง
มันดุร้ายและโเี้เต็มไปด้วยความก้าวร้าว ขาทั้งสี่ของมันก็เป็อาวุธที่น่าสะพรึงกลัวและพละกำลังของราชสีห์โลหิตก็เปรียบได้กับผู้บ่มเพาะระดับกลางของอาณาจักรชำระิญญาโดยไม่เป็รอง!
หลินอิงหลัวบอกเย่อู๋เชวียและซือหม่าอ๋าวถึงสิ่งที่นางรู้เกี่ยวกับราชสีห์โลหิตอย่างไรก็ตามหลินอิงหลัวค่อนข้างแปลกใจเพราะราชสีห์โลหิตตัวนี้ควรมีความยาวแปดวาไม่ใช่ห้าวาอย่างที่เห็น
“โชคดีจริงๆ แค่เข้ามาในป่าไม่นานสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งก็เดินมาให้พวกเราจัดการด้วยตนเองแล้วปล่อยให้เป็หน้าที่ของข้าเถอะ!”
ซือหม่าอ๋าวก้าวไปข้างหน้าด้วยรอยยิ้มในขณะที่หลินอิงหลัวก็มีสีหน้าเรียบเฉยคล้ายกับไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นท่าทางของพวกเขาหัวใจของเย่อู๋เชวียก็ขยับ ดูเหมือนว่าทั้งซือหม่าอ๋าวและหลินอิงหลัวจะเคยมีประสบการณ์ในการฆ่ามาบ้างแล้วแต่มันก็ไม่ได้น่าแปลกใจแต่อย่างใด ในฐานะอัจฉริยะของสองตระกูลใหญ่ในเมืองหลงกวงพวกเขาย่อมจัดหาโอกาสให้ทายาทที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลได้ขัดเกลาความแข็งแกร่งทางจิตใจอยู่ตลอดเวลา
มีเพียงการเห็นเืเท่านั้นผู้บ่มเพราะจึงจะกลายเป็ยอดฝีมือที่แท้จริงได้เพราะต่อให้พวกเขาแข็งแกร่งแค่ไหน แต่หากไม่เคยฆ่าคนสุดท้ายเมื่อโอกาสมาถึงพวกเขาก็อาจคว้ามันไม่ได้เหตุเพราะจิตใจของพวกเขาไม่เข้มแข็งพอ
เย่อู๋เชวียได้บ่มเพาะต้นกำเนิดกฎศักดิ์สิทธิ์มาเป็เวลาสิบปีและไม่มีประสบการณ์ในการต่อสู้แบบเอาเป็เอาตายสักครั้งเดียวแม้ว่าพลังการต่อสู้ของเขาจะไม่ธรรมดาและผ่านการต่อสู้ที่รุนแรงมานับครั้งไม่ถ้วนแต่สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่เคยสังหารศัตรูจริงๆดังนั้นเขาจึงอดที่จะกังวลไม่ได้ว่าเมื่อเวลานั้นมาถึงเขาอาจจะทำได้ไม่ดีพอ
โลกไป๋เฉียนเป็สมรภูมิโบราณที่อัจฉริยะจากทั้งร้อยเมืองหลักของดินแดนตะวันออกจะต้องมาต่อสู้กันในทุกๆสามปีและในจำนวนเ่าั้ย่อมมีใครบางคนที่สามารถก้าวเข้าสู่จุดสูงสุดแห่งการบ่มเพาะได้
หากพวกเขาไม่ถูกฆ่าตายท้ายที่สุดจิตใจของพวกเขาก็จะถูกขัดเกลาอย่างต่อเนื่องจนมีความแข็งแกร่งและไม่หวั่นไหวต่ออะไรง่ายๆ
หากเย่อู๋เชวีย ซือหม่าอ๋าวและหลินอิงหลัว้าแข่งขันกับคนเหล่านี้พวกเขาจำเป็ต้องทำความคุ้นเคยกับการฆ่าให้เร็วที่สุดไม่เช่นนั้นพวกเขาจะต้องถูกคนอื่นแทะจนเหลือแต่กระดูกอย่างแน่นอน
ในขณะนี้เย่อู๋เชวีย้าขัดเกลาจิตใจของเขาให้ชินชากับความเป็และความตายดังนั้นเขาจึงก้าวไปข้างหน้าแล้วกล่าวว่า
“ให้ข้าเป็คนจัดการราชสีห์โลหิตตัวนี้เอง เ้าสองคนควรใช้โอกาสนี้ทำความคุ้นเคยกับค่ายกลัพิโรธรูปแบบใหม่”
ซือหม่าอ๋าวตะลึงไปชั่วขณะจากนั้นพยักหน้าแต่โดยดีหลินอิงหลัวก็คิดถึงข้อตกลงสี่ปีระหว่างเย่อู๋เชวียกับจวินซานลี่และตระหนักได้ว่าเวลาของเย่อู๋เชวียเหลือน้อยลงไปทุกทีแล้ว!
ใช่ เขาต้องแข็งแกร่งขึ้นโดยเร็วที่สุดแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่องแข็งแกร่งจนเพียงพอที่จะประชันกับจวินซานลี่ผู้น่าสะพรึงกลัวได้!
“ซือหม่าอ๋าวพวกเรามาทำความคุ้นเคยกับค่ายกลัพิโรธรูปแบบใหม่กันดีกว่า!”
เสียงที่เ็าและหนักแน่นของหลินอิงหลัวดังขึ้นจากนั้นนางกับซือหม่าอ๋าวก็เดินไปด้านข้างเพื่อทำความคุ้นเคยกับค่ายกลัพิโรธรูปแบบใหม่อย่างเงียบๆ
“โฮก!”
ราชสีห์โลหิตคำรามขาทั้งสี่ข้างของมันตะกุยพื้น ทำให้เศษหินเศษดินฟุ้งกระจายขึ้นสู่ท้องฟ้าและดวงตาสีแดงดั่งโลหิตคู่นั้นก็จ้องมองเย่อู๋เชวียที่ขัดขวางเส้นทางของมันด้วยความโกรธ
แม้ว่านี่จะเป็ครั้งแรกที่เย่อู๋เชวียได้ััความรู้สึกในการเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรแต่เขาก็ยังรู้สึกว่าราชสีห์โลหิตตัวนี้มีบางอย่างแปลกๆตามนิสัยของสัตว์ร้ายมันควรจะพุ่งเข้ามาโจมตีเขาโดยตรงแทนที่จะส่งเสียงคำรามในระยะไกล
เมื่อเย่อู๋เชวียกำลังสงสัย ราชสีห์โลหิตที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็ดูเหมือนจะอดทนจนถึงขีดสุดแล้วร่างขนาดห้าวาของมันทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าและแสงเย็นเยียบจากอุ้งเท้าหน้าทั้งสองข้างก็กวาดเข้าหาเย่อู๋เชวียอย่างรวดเร็ว!
เสียงลมที่พัดเข้ามาไม่ได้ทำให้เย่อู๋เชวียหวั่นไหวแม้แต่น้อยต้นกำเนิดกฎศักดิ์สิทธิ์ในร่างของเขาเริ่มไหลเวียนเร็วขึ้นในขณะที่ดวงตาของเขาก็เ็ามากขึ้นเรื่อยๆ!
“หมัดพยัคฆ์ถล่มปฐี!”
เสียงคำรามของพยัคฆ์ดังมาจากเื้ัเย่อู๋เชวียเขาเตะเท้าขวาออกไปในแนวเฉียง ปราณศักดิ์สิทธิ์สีทองถูกถ่ายเทมารวมกันที่กำปั้นขวาก่อนที่หมัดนั้นจะกระแทกเข้าหาราชสีห์โลหิตโดยตรง!
“ปัง!”
กรงเล็บขนาดใหญ่ปะทะกับกำปั้นเล็กๆอย่างรุนแรง
ร่างของเย่อู๋เชวียไม่ได้ขยับออกจากที่เดิมแม้แต่น้อยส่วนราชสีห์โลหิตนั้นถูกกระแทกจนล้มคว่ำไปกับพื้นโดยไม่มีแรงลุกขึ้นได้อีก
ด้วยพลังการต่อสู้ในปัจจุบันของเย่อู๋เชวียการจะเอาชนะผู้บ่มเพาะระดับเริ่มต้นของอาณาจักรชำระิญญาย่อมไม่ใช่เื่ยากอะไรราชสีห์โลหิตตัวนี้เป็เพียงสัตว์อสูรระดับต่ำขั้นหนึ่งหรือสอง และความแข็งแกร่งของมันยังห่างไกลจากเย่อู๋เชวียอีกมาก
“สัตว์อสูรตัวนี้อ่อนแอเหลือเกิน ช่างเถอะรีบจบปัญหาที่นี่ดีกว่า”
เมื่อคำนึงถึงสิ่งนี้เย่อู๋เชวียก็ไม่ลังเลอีกต่อไปเขาวิ่งเข้าหาราชสีห์โลหิตก่อนจะเหวี่ยงกำปั้นออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า!
“ปัง ปัง ปัง”
ร่างกายขนาดใหญ่ของราชสีห์โลหิตปลิวกระเด็นไปตามแรงหมัดการโจมตีของเย่อู๋เชวียน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งหลังจากนั้นไม่นานมุมปากของราชสีห์โลหิตก็มีเืไหลทะลักออกมา!
อย่างไรก็ตามในขณะที่เย่อู๋เชวียคิดว่าราชสีห์โลหิตคงหมดเรี่ยวแรงและต้องตายอย่างแน่นอนสัตว์อสูรจอมเ้าเล่ห์กลับกลิ้งไปในทิศทางของแนวป่าก่อนที่มันจะลุกขึ้นและะโหายเข้าไปในพุ่มไม้อย่างรวดเร็ว!
สิ่งนี้ทำให้เย่อู๋เชวียตกตะลึงไปชั่วขณะจากนั้นเขาก็หัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า “นี่ก็ถือเป็บทเรียนเช่นกัน”
เมื่อหลินอิงหลัวเห็นท่าทีของเย่อู๋เชวียนางก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้เช่นกัน
เย่อู๋เชวียส่ายหน้าอย่างอับจนปัญญาและเดินไปหาหลินอิงหลัวกับซือหม่าอ๋าวเพื่อที่จะฝึกฝนค่ายกลัพิโรธให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น!
“โฮก!”
แต่ก่อนที่เขาจะมีโอกาสได้ทำอะไรเสียงคำรามที่น่ายำเกรงและรุนแรงกว่าเดิมถึงสิบเท่าก็ดังขึ้นจากแนวป่าในขณะเดียวกันเย่อู๋เชวียก็ััได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังพุ่งมาในทิศทางนี้อย่างรวดเร็ว!
“โฮก!”
สัตว์อสูรที่มีร่างกายใหญ่โตกว่าสิบวาเริ่มหักโค่นต้นไม้อย่างบ้าคลั่งและพุ่งเข้าหาเย่อู๋เชวียทันที
“นี่คือ…”
“ปัง!”
ก่อนที่เย่อู๋เชวียจะมีโอกาสได้พูดอะไรกรงเล็บอันใหญ่โตมโหฬารของสัตว์อสูรตัวนั้นก็ตะปบเข้าหาศีรษะของเขาอย่างรวดเร็ว!
“แข็งแกร่งจริงๆ!”
จิตใจของเย่อู๋เชวียเย็นะเืเขากลิ้งตัวไปบนพื้นเพื่อหลบหลีกจากท่าสังหารของสัตว์อสูรขนาดั์เมื่อะโขึ้นจากพื้นเย่อู๋เชวียก็รู้สึกตกตะลึงกับลักษณะของสัตว์อสูรตัวนั้นเล็กน้อย!
“ราชสีห์โลหิต? ทำไมมันถึงมีขนาดใหญ่กว่าตัวเมื่อครู่ถึงสองเท่ามิหนำซ้ำมันยังดูทรงพลังมากกว่าอีกด้วย!”
ราชสีห์โลหิตมีร่างกายใหญ่โตราวกับเนินเขาเล็กๆสายตาที่มันจ้องมองเย่อู๋เชวียเต็มไปด้วยความโกรธแค้นอย่างถึงที่สุด!
“เย่อู๋เชวียระวังตัวด้วย!นี่คือราชสีห์โลหิตกลายพันธุ์ มันมีความแข็งแกร่งยิ่งกว่าราชสีห์โลหิตตัวเดิมหลายเท่า!”
ทันทีที่ราชสีห์โลหิตตัวนี้ปรากฏขึ้น หลินอิงหลัวก็เข้าใจได้ทันทีว่าเหตุใดราชสีห์โลหิตตัวเมื่อครู่นี้จึงมีความสูงเพียงห้าวาเท่านั้นแท้ที่จริงแล้วราชสีห์โลหิตตัวใหญ่คือแม่ของมันนั่นเอง!
เมื่อได้ยินคำเตือนของหลินอิงหลัวเย่อู๋เชวียก็ตระหนักถึงเื่นี้เช่นกัน
“ดูเหมือนราชสีห์โลหิตเมื่อครู่นี้จะเป็ลูกของมันเข้ามาเถอะ แสดงให้ข้าเห็นหน่อยว่าเ้าแข็งแกร่งมากแค่ไหน!”
ดวงตาเย่อู๋เชวียปะทุขึ้นด้วยไฟแห่งจิติญญาการต่อสู้นี่คือราชสีห์โลหิตที่โตเต็มวัยทั้งยังเป็สัตว์อสูรกลายพันธุ์อีกด้วย บางทีความแข็งแกร่งของมันอาจเทียบได้กับผู้บ่มเพาะอาณาจักรชำระิญญาระดับกลางเลยทีเดียว!
“โฮก!”
ดวงตาสีแดงก่ำจับจ้องไปยังเย่อู๋เชวียอย่างโกรธแค้นราชสีห์โลหิตขนาดสิบวาส่งเสียงคำรามและกระโจนเข้าหาเย่อู๋เชวียอีกครั้ง!
“หมัดพยัคฆ์ถล่มปฐี!”
เย่อู๋เชวียะโพร้อมกับกระแทกหมัดพยัคฆ์ไปข้างหน้าในขณะนั้นภาพธรรมของพยัคฆ์สีทองที่มีร่างกายสูงกว่าสามวาก็กระโจนออกมาจากความว่างเปล่าและพุ่งเข้าหาราชสีห์โลหิตโดยปราศจากความเกรงกลัว!
“ปัง!”
เย่อู๋เชวียหลบหลีกกรงเล็บของราชสีห์โลหิตและกระแทกกำปั้นไปยังบริเวณท้องของมันอย่างรุนแรง!
“โฮก!”
ราชสีห์โลหิตคำรามด้วยความเ็ป ดวงตาของมันเบิกโพลงอย่างโกรธเกรี้ยวร่างที่ใหญ่โตของมันเริ่มสั่นกระตุกเบาๆพร้อมกับปลดปล่อยหมอกสีแดงเข้มให้ครอบคลุมพื้นที่กว่าสามสิบวาอย่างรวดเร็ว!
“ปราณอสูรของราชสีห์ตัวนี้ทรงพลังจริงๆ!”
ราชสีห์โลหิตสูงสิบวาส่งเสียงคำรามและกระโจนเข้าเย่อู๋เชวียด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด!
ดูเหมือนราชสีห์โลหิตจะตระหนักได้เช่นกันว่ามนุษย์ที่อยู่ข้างหน้านั้นไม่ง่ายที่จะรับมือและมันจำเป็ต้องทุ่มเทเรี่ยวแรงอย่างถึงที่สุดเท่านั้นถึงจะมีโอกาสฉีกร่างฝ่ายตรงข้ามออกเป็ชิ้นๆ!
“หมัดพยัคฆ์ถล่มปฐี!”
กำปั้นสีทองของเย่อู๋เชวียกระแทกไปข้างหน้าโดยปราศจากความลังเลพร้อมกันนั้นเมื่อภาพธรรมของพยัคฆ์ตัวใหญ่ได้รับการเสริมพลังจากจิติญญาการต่อสู้แห่งกฎศักดิ์สิทธิ์ร่างกายของมันก็ดูเหมือนจะขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อย!
“โฮก!”
สำหรับการโจมตีอย่างสุดกำลังของเย่อู๋เชวียราชสีห์โลหิตตัวใหญ่ไม่คิดจะหลบเลี่ยงแม้แต่น้อย มันยังคงส่งเสียงคำรามและกระโจนเข้าหาเขาคล้ายกับ้าพิสูจน์ผลแพ้ชนะในครั้งเดียว!
“ปัง”
หมัดของเย่อู๋เชวียชนเข้ากับร่างของราชสีห์โลหิตและเขาก็ััได้ถึงพลังอันแข็งแกร่งที่สะท้อนกลับมาจากการปะทะพร้อมกันนั้นปราณอสูรของราชสีห์โลหิตก็พยายามบุกรุกเข้าสู่ร่างกายของเย่อู๋เชวียอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตามด้วยการดำรงอยู่ของต้นกำเนิดกฎศักดิ์สิทธิ์ไม่ว่าพลังที่มาจากภายนอกจะแข็งแกร่งแค่ไหนสุดท้ายพวกมันก็จะถูกทำลายไปอย่างง่ายดายโดยไม่สามารถส่งผลกระทบอะไรได้!
มีร่องรอยของความใปรากฏขึ้นบนใบหน้าของราชสีห์โลหิตตัวใหญ่มันไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามนุษย์ตัวเล็กๆคนนี้จะสามารถปิดกั้นการโจมตีอย่างสุดกำลังของมันได้!
ด้วยสายตาที่แน่วแน่เย่อู๋เชวียปลุกจิติญญาการต่อสู้แห่งกฎศักดิ์สิทธิ์ให้พลุ่งพล่านไปทั่วร่างกายจากนั้นพลังทั้งหมดก็ถูกถ่ายเทไปยังกำปั้นขวาอีกครั้ง!
“จบกันแค่นี้เถอะ หมัดพยัคฆ์ถล่มปฐี!”
เย่อู๋เชวียะโเสียงดังภาพธรรมของพยัคฆ์สีทองก็ส่งเสียงคำรามและกระโจนเข้าหาราชสีห์โลหิตด้วยความแข็งแกร่งอย่างหาที่เปรียบไม่ได้!
“ปัง!”
“โฮก!”
เสียงคำรามที่เต็มไปด้วยความเ็ปดังขึ้นร่างกายของราชสีห์โลหิตสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เห็นได้ชัดว่าการโจมตีของเย่อู๋เชวียได้สร้างความหวาดกลัวให้กับมันแล้ว!
“เ้าคิดจะไปไหน หมัดพยัคฆ์ถล่มปฐี!”
กำปั้นของเย่อู๋เชวียไล่ตามราชสีห์โลหิตโดยไม่เปิดโอกาสให้มันสามารถตั้งหลักได้ร่างกายของเขาและภาพธรรมของพยัคฆ์สีทองหลอมรวมเป็หนึ่งเดียวดวงตาของเย่อู๋เชวียลุกโชนราวกับสายฟ้าในขณะที่กำปั้นของเขาได้กระแทกออกไปอีกครั้ง!
“ปัง!”
หมัดนี้กระแทกเข้าที่ลำคอของราชสีห์โลหิตโดยตรงในลมหายใจต่อมา ร่างกายอันใหญ่โตของราชสีห์โลหิตก็ล้มลงบนพื้น ศีรษะของมันบิดเบี้ยวผิดรูปจากการโจมตีที่น่าสะพรึงกลัวของเย่อู๋เชวียหลังจากดิ้นรนสองสามครั้งในที่สุดร่างของมันก็หยุดเคลื่อนไหว!
หลังจากลงมือสังหารสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งได้สำเร็จเย่อู๋เชวียก็ระบายลมหายใจออกมาเบาๆ ฉากการต่อสู้ยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดของเขาอย่างต่อเนื่อง
“ควับ!”
เย่อู๋เชวียยืนอยู่เหนือร่างของราชสีห์โลหิตและสังเกตอย่างระมัดระวังจากนั้นแสงสีขาวก็สว่างวาบขึ้นที่มือขวาของเขาเย่อู๋เชวียพิจารณาเล็กน้อยก่อนจะวางตราประทับร้อยเมืองของเขาไว้ที่บริเวณหน้าผากของราชสีห์โลหิต!
“ฮั่ม”
ทันใดนั้นตราประทับร้อยเมืองก็สั่นะเืเบาๆพร้อมกับแสงสีแดงที่ถูกดึงออกมาจากศีรษะของราชสีห์โลหิตอย่างรวดเร็ว
หลินอิงหลัวและซือหม่าอ๋าวเฝ้าสังเกตเย่อู๋เชวียจากทางด้านหลังและเห็นว่าตราประทับของเขามีสีเข้มขึ้นเล็กน้อยจริงๆ
“พวกเ้าก็มาลองดู”
หลินอิงหลัวและซือหม่าอ๋าวรีบพยักหน้าตอบรับพวกเขาหยิบตราประทับร้อยเมืองของตัวเองออกมาจากแหวนเก็บของก่อนจะเริ่มดูดกลืนพลังิญญาของราชสีห์โลหิตโดยปราศจากความลังเล
“แม้ว่าตราประทับจะมีสีเข้มขึ้นเล็กน้อยแต่เห็นได้ชัดว่ามันยังห่างไกลจากการเปลี่ยนเป็สีม่วง”
เมื่อได้ยินคำพูดของเย่อู๋เชวีย หลินอิงหลัวและซือหม่าอ๋าวก็พยักหน้าเห็นด้วยทันที
“แค่เดินเข้ามาในป่าไม่นานเราก็พบกับสัตว์อสูรกลายพันธุ์แล้วหลังจากนี้เราทุกคนต้องระวังตัวให้มาก”
หลินอิงหลัวและซือหม่าอ๋าวก็พยักหน้าอีกครั้งสมรภูมิร้อยเมืองเต็มไปด้วยความลึกลับและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าที่พวกเขาคาดคำนวณไว้
ในขณะที่ทั้งสามคนกำลังจะเดินทางต่อไปสีหน้าเย่อู๋เชวียก็เปลี่ยนไปเล็กน้อยเขาหันไปมองบริเวณป่ารกทึบที่อยู่ห่างประมาณสิบวาและกล่าวว่า
“ในเมื่อมาแล้วเหตุใดไม่ออกมาสนทนากันสักหน่อย!”
“ฮ่าๆๆสองผู้บ่มเพาะอาณาจักรหลอมรวมิญญาและขยะจากอาณาจักรวีรชนอีกคนแม้ว่าพวกเ้าทั้งสามจะโชคดีสามารถเอาชนะราชสีห์โลหิตที่ค่อนข้างแข็งแกร่งได้แต่มันเป็เื่โชคร้ายอย่างยิ่งที่พวกเ้าดันบังเอิญมาพบกับเราส่งตราประทับร้อยเมืองของพวกเ้ามาเดี๋ยวนี้!”
เมื่อสิ้นเสียงชายหนุ่มสามคนก็เดินออกมาจากป่าด้วยรอยยิ้ม