หากเป็นผู้อื่น เกรงว่าฝ่าบาทคงไม่กริ้วถึงเพียงนี้
บุรุษชาวบ้านยังมีสามภรรยาสี่อนุได้ หากองค์ชายจะมีสตรีเพิ่มขึ้นอีกสักสองสามคนย่อมไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร ทั้งยังช่วยให้ราชวงศ์แตกกิ่งก้าน สืบทอดสายเลือดต่อไปได้อีกด้วย
แต่บังเอิญที่แม่นางผู้นั้นเป็นบุตรสาวของแม่ทัพใหญ่เสิ่น ผู้กุมอำนาจทหารไว้ในมือ
หากบอกว่าองค์ชายเจ็ดไม่มีความคิดอื่นแอบแฝงอยู่เลย ผู้ใดจะเชื่อ ขันทีเช่นเขาคนหนึ่งแหละที่ไม่เชื่อ
ฮ่องเต้หย่งอันก็ไม่ได้คาดหวังให้กัวอิงตอบอยู่แล้ว พระองค์เดินเข้าไปในท้องพระโรงด้วยสีหน้าเคร่งขรึมอย่างยิ่ง
หลังประทับลงบนบัลลังก์มังกร สายตาอันเปี่ยมบารมีกวาดมองลงไปด้านล่าง ก็เห็นบรรดาโอรสยืนเรียงอยู่แถวหนึ่ง
ผู้ที่ยืนอยู่ท้ายสุดคือเจ้าเจ็ด
ในขณะนั้นเอง ขุนนางเริ่มถวายฎีกา
“ทูลฝ่าบาท อุทกภัยทางใต้นับวันยิ่งร้ายแรง ราษฎรที่นั่นเดือดร้อนจนแทบมิอาจดำรงชีพได้แล้ว บัดนี้มีผู้ประสบภัยจำนวนมากอพยพขึ้นมาทางเหนือแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ครั้นจวินมั่วหานที่ยืนอยู่เบื้องล่างได้ยินประโยคนี้ก็ค่อยๆ ยกยิ้มมุมปาก ในดวงตามีประกายแน่วแน่ของผู้มั่นใจว่าจะคว้าชัยชนะไว้ได้แน่แวบผ่าน
แม้เมื่อครู่ตอนเขาทักทายเสิ่นเจิ้นกวง เจ้าเฒ่าผู้นั้นจะไม่สนใจเขาเลยก็ตาม แต่เจ้าเฒ่าผู้นั้นก็มีท่าทีเช่นนี้มาโดยตลอด จวินมั่วหานจึงไม่ได้ใส่ใจ และด้วยกอดร่างนุ่มหอมกรุ่นทั้งคืน อารมณ์ของจวินมั่วหานจึงดีขึ้นไม่น้อย
หากเรื่องในวันนี้สำเร็จ เขาตัดสินใจแล้วว่าหลังจากแต่งชายาเอก เขาจะทูลขอตำแหน่งชายารองให้ฉินเอ๋อร์
ขณะที่เขากำลังคิดเช่นนั้นในใจ ก็ได้ยินพระสุรเสียงทรงอำนาจของฮ่องเต้หย่งอันดังมาจากเหนือศีรษะ
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ให้จิ้งอ๋องกับยงอ๋อง พร้อมขุนนางรักอีกหลายคนเดินทางลงใต้เพื่อบรรเทาภัยพิบัติเถิด”
“ลูกน้อมรับพระบัญชา!”
“กระหม่อมน้อมรับพระบัญชา!”
องค์ชายคนอื่นๆ ต่างมีสีหน้าซับซ้อน แต่จวินมั่วหานกลับชะงักค้างไปทันที
เหตุใดถึงไม่ใช่เขา
หรือว่านางแพศยาซูฉินนั่นหลอกเขา!
คล้ายสัมผัสได้ถึงบางอย่าง จวินมั่วหานพลันเงยหน้ามอง ก็เห็นฮ่องเต้หย่งอันที่ประทับอยู่เบื้องบนกำลังมองเขาด้วยสายตาเรียบเฉยพอดี
จวินมั่วหานใจกระตุกวูบ เขารีบควบคุมสีหน้าทันที จากนั้นก็ก้มหน้า ทำราวกับตนไร้ตัวตนเช่นทุกครั้ง
ฮ่องเต้หย่งอันกล่าวอย่างเชื่องช้า “ยังมีเรื่องใดอีกหรือไม่ หากไม่มีก็เลิกประชุมได้ เจ้าสี่ เจ้าหก พวกเจ้าตามเรามาที่ตำหนักหลงซิน” พระองค์ลุกขึ้นเดินไปได้ครึ่งทางก็หยุดลงแล้วกล่าวว่า “เจ้าเจ็ดก็มาด้วย”
“ลูกน้อมรับพระบัญชา”
องค์ชายทั้งสามจึงเดินไปยังตำหนักหลงซินพร้อมกัน สีหน้าของจวินมั่วหานไร้อารมณ์ ราวกับไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้นแม้แต่น้อย
แต่ในใจกลับกำลังคิดว่า เสด็จพ่อเรียกเจ้าสี่กับเจ้าหกแล้ว เหตุใดยังเรียกเขาไปด้วย
องค์ชายหกยงอ๋องกล่าวด้วยความหดหู่ “อยู่ดีๆ เหตุใดถึงให้ข้าไปบรรเทาภัยพิบัติด้วยนะ เฮ้อ น้องเจ็ด ข้าละอิจฉาเจ้าจริงๆ”
จวินมั่วหานพลันมุมปากกระตุก
ในเมื่อท่านอิจฉาข้าถึงเพียงนี้ เช่นนั้นมอบภารกิจนี้ให้ข้าดีหรือไม่!
กลับเป็นองค์ชายสี่จิ้งอ๋องที่กล่าวอย่างอ่อนโยน “น้องหก นี่เป็นการจัดการของเสด็จพ่อ พวกเราเพียงรับบัญชาแล้วปฏิบัติตามก็พอ”
“เฮ้อ พี่สี่ ถึงตอนนั้นท่านต้องดูแลข้าให้ดีนะ ข้าว่ายน้ำไม่เป็น”
จิ้งอ๋องได้ยินเช่นนั้นก็มุมปากกระตุกเล็กน้อย
น้องหก เกรงว่าเจ้าคงเข้าใจเรื่องบรรเทาภัยพิบัติผิดไปกระมัง
พอยงอ๋องพูดจบ เขาก็หันไปมองจวินมั่วหานที่เดินอยู่ด้านข้างแล้วเอ่ยว่า “จริงสิ เสด็จพ่อเรียกพวกเราสองคนแล้ว เหตุใดยังเรียกน้องเจ็ดมาด้วยเล่า นี่น้องเจ็ด เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดเสด็จพ่อถึงเรียกเจ้ามาด้วย”
จวินมั่วหานกล่าวด้วยท่าทีสงบนิ่ง “ข้าก็ไม่ทราบเช่นกันขอรับ”
จิ้งอ๋องมองน้องเจ็ดผู้นี้อย่างเรียบเฉยแวบหนึ่ง จากนั้นจึงเบนสายตาออกไปแล้วกล่าวเสียงเรียบ “พวกเรารีบเดินเถิด อย่าให้เสด็จพ่อรอนาน”
“อืม”
เพียงครู่เดียว องค์ชายทั้งสามก็เดินมาถึงตำหนักหลงซิน หลังเข้าไปตามลำดับแล้วก็ถวายพระพรฮ่องเต้หย่งอัน
ฮ่องเต้หย่งอันวางฎีกาลงแล้วกล่าวกับจิ้งอ๋องและยงอ๋องว่า “ที่เราให้พวกเจ้าตามไปบรรเทาภัยพิบัติในครั้งนี้ก็เพื่อให้พวกเจ้าได้เรียนรู้ ต้องถ่อมตนให้มาก ห้ามวางท่าถือดีแบบอ๋องให้ผู้ใดเห็น เข้าใจหรือไม่”
“ลูกเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
บทที่ 68 อย่าทะเยอทะยานเกินไปนัก
ฮ่องเต้หย่งอันทรงสั่งสอนโอรสทั้งสองอยู่ถึงหนึ่งก้านธูป[1] จากนั้นจึงโบกมือให้องค์ชายทั้งสองถอยออกไป
จวินมั่วหานยืนอยู่ด้านหลังพี่ชายทั้งสองมาโดยตลอด เขามองทุกอย่างอย่างละเอียด ในใจรู้ดีว่าองค์ชายหกไม่ได้อยากรับหน้าที่นี้เลย
หากเขาไปบรรเทาภัยพิบัติแทนพี่หกได้ก็คงดี...
ยามนี้ ภายในตำหนักหลงซินจึงเหลือเพียงองค์ชายเจ็ด
ฮ่องเต้หย่งอันยกถ้วยชาขึ้นจิบหนึ่งอึกก่อนจะวางลง พระองค์กล่าวกับจวินมั่วหานที่ยืนอยู่เบื้องหน้าว่า “เจ้าเจ็ด รู้หรือไม่ว่าเหตุใดเราถึงเรียกเจ้ามา”
แน่นอนว่าจวินมั่วหานไม่รู้ ทว่าเขาเข้าใจดี อย่างไรเสียคงเป็นเพราะตนทำอะไรให้เสด็จพ่อไม่พอพระทัยเข้าแน่ ไม่เช่นนั้นพระองค์คงไม่ให้เขายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่แรก
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมอบภารกิจที่เดิมควรเป็นของเขาให้พี่หก!
จวินมั่วหานทบทวนเรื่องราวทั้งหมดในหัวอย่างรวดเร็ว เขาระมัดระวังตัวมาโดยตลอด ไม่ว่าทำสิ่งใดล้วนคิดหน้าคิดหลัง อีกทั้งในหมู่พี่น้องหลายคนเขาก็วางตัวต่ำต้อยยิ่ง
ไม่มีเรื่องใดล้ำเส้นถึงขั้นทำให้เสด็จพ่อกริ้วได้เลย
ไม่สิ!
จวินมั่วหานพลันใจหนักอึ้ง
หากจะพูดถึงเรื่องล้ำเส้น เมื่อวานนี้กลับมีอยู่เรื่องหนึ่งจริงๆ
เรื่องตกน้ำ...
หรือว่าเสด็จพ่อทรงรู้เรื่องเขากับฉินเอ๋อร์แล้ว?
แต่ก็ไม่ถูก
ก็แค่สตรีนางหนึ่งเท่านั้น เสด็จพ่อคงไม่ทรงว่างถึงขั้นเข้ามายุ่งเช่นนี้กระมัง
อีกอย่างในจวนของพี่น้องเหล่านั้นมีอนุกับสาวใช้ห้องข้าง[2]มากเสียจนจำชื่อแทบไม่ครบ ส่วนของเขาหากนับรวมฉินเอ๋อร์แล้ว เขาก็มีสตรีเพียงสามคนเท่านั้น
ถ้าเช่นนั้นเรื่องใดกันที่ทำให้เสด็จพ่อกริ้วถึงเพียงนี้
จู่ๆ จวินมั่วหานก็นึกถึงใบหน้าแก่ชราของเสิ่นเจิ้นกวงเมื่อครู่ขึ้นมา ใจพลันกระตุกวูบ
หรือว่าเสิ่นม่านซูเล่าเรื่องที่เขาทำกับนางในทะเลสาบให้เสิ่นเจิ้นกวงฟัง แล้วเสิ่นเจิ้นกวงจึงนำเรื่องมาฟ้องเสด็จพ่อ?
ก่อนหน้านี้เสิ่นม่านซูหลงรักเขาจนโงหัวไม่ขึ้นเกินไป เขาจึงไม่เคยคิดเช่นนั้นเลย!
อาจเพราะจวินมั่วหานเงียบนานเกินไป ฮ่องเต้หย่งอันจึงกริ้วขึ้นมาในทันที พระองค์คว้าถ้วยชาข้างมือก่อนจะขว้างออกไปอย่างแรง
“ลูกสารเลว! เจ้าทำเรื่องอะไรไว้ ยังต้องให้เราพูดออกมาเองอีกหรือ!”
จวินมั่วหานอยากหลบตามสัญชาตญาณ แต่ในช่วงคับขัน เขากลับฝืนข่มตนเองไว้ได้อย่างหวุดหวิด
ถ้วยชากระแทกเข้าที่ไหล่ทำให้อาภรณ์ช่วงนั้นของเขาเปียกไปทั่ว
จวินมั่วหานรีบคุกเข่าก้มหน้ากล่าวทันที “เสด็จพ่อ ลูกไม่ทราบว่าตนทำผิดเรื่องใด ขอเสด็จพ่อโปรดชี้แนะให้ชัดเจนด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
“สารเลว! ตนเองทำผิดเรื่องใดยังไม่รู้ แล้วเจ้ายังรู้อะไรอีก!”
จวินมั่วหาน “...”
ฮ่องเต้หย่งอันทรงตำหนิองค์ชายเจ็ดอย่างรุนแรง ก่อนมีรับสั่งให้เขากลับจวนไปปิดประตูสำนึกผิดหนึ่งเดือน และปรับเบี้ยหวัดหนึ่งปี ทั้งยังไม่อนุญาตให้ไปยั่วยุคุณหนูสามเสิ่นอีกเป็นอันขาด สุดท้ายฮ่องเต้หย่งอันยังกล่าวเสียงเรียบ “เจ้าเจ็ด อย่าทะเยอทะยานให้มากเกินไปนัก”
จวินมั่วหานคุกเข่าก้มหน้าแนบศีรษะอยู่บนพื้น ความเย็นเยียบแผ่ซ่านไปทั่วร่าง เขาเอ่ยเสียงต่ำ “ลูกจะจดจำคำสั่งสอนของเสด็จพ่อไว้พ่ะย่ะค่ะ”
“อืม ไปเถิด”
จวินมั่วหานเดินออกจากตำหนักหลงซิน ครั้นเงยหน้าก็พลันรู้สึกว่าแสงแดดวันนี้ช่างแสบตาเหลือเกิน
เขาก้มหน้าไม่มองดวงอาทิตย์อันเจิดจ้านั้นอีก ทว่ามือกลับค่อยๆ กำแน่นขึ้นเรื่อยๆ ...
ขณะเดียวกัน เสิ่นม่านซูก็หิ้วมาการองที่ทำเสร็จแล้วออกจากจวนไป
ในเมื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ นางคิดว่าอย่างไรก็ควรมาด้วยตนเอง เช่นนั้นถึงจะนับว่าจริงใจ
เสิ่นม่านซูที่แต่งกายเป็นสาวใช้พาเจ๋อหลันขึ้นรถม้า โดยมีจินหลิงทำหน้าที่เป็นสารถี ก่อนไปยังสั่งให้ป้านเซี่ยพาสาวใช้นำขนมอบที่เพิ่งทำเสร็จส่วนหนึ่งไปส่งยังเรือนว่านโซ่ว เต้าฮวยถั่วแดงไปส่งยังเรือนของเสิ่นหลิงหลง
เสิ่นหลิงหลงมองของตรงหน้าด้วยความสงสัย “อะไรหรือ”
ป้านเซี่ยยิ้มตาหยีก่อนตอบว่า “เรียนคุณหนูรอง คุณหนูของบ่าวบอกว่านี่คือของคำนับอาจารย์เจ้าค่ะ”
“ของคำนับอาจารย์หรือ”
แววตาเสิ่นหลิงหลงพลันเป็นประกาย
[1] หนึ่งก้านธูป หมายถึง ช่วงเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง
[2] สาวใช้ห้องข้าง เป็นคำเรียกภรรยาบ่าวที่ไม่ได้รับการยกย่อง โดยมากรับไว้ก่อนรับอนุหรือแต่งภรรยาเอก พักอยู่ในห้องด้านข้างที่ทะลุกับห้องนอนหลักของเจ้านายเพื่อความสะดวกในการปรนนิบัติ จึงเป็นที่มาของชื่อดังกล่าว