ข้าเป็นชายาของท่านอ๋องขนปุย (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 38 ความชอบธรรมของชายาชิงผิงอ๋อง

            ชายาของชิงผิงอ๋องบุกเข้าไปในเขตล่าสัตว์กะทันหัน นี่เป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด นางรู้ได้อย่างไรว่ามีมือสังหารลักลอบเข้าไปในเขตล่าสัตว์ และเหตุใดถึงได้เข้าไปขวางธนูแทนองค์ชายสาม

             เหยาเชียนเชียนสัมผัสได้ถึงสายตาของทุกคนที่มองมา นางจึงตีเป่ยเหลียนโม่เบาๆ เป็นสัญญาณให้เขาปล่อย

             ทว่ายามนี้นางอ่อนแอมาก เป่ยเหลียนโม่จึงโอบกอดนางแน่นอยู่ในอ้อมแขน และเดิมทีก็ไม่มีความคิดจะปล่อยนางอยู่แล้ว

             “องค์ชายสามเข้าพระทัยผิดแล้วเพคะ” เหยาเชียนเชียนเอ่ยประโยคแรกออกมาก็ทำให้ผู้คนตกตะลึง “หม่อมฉันมิได้ไม่รักตัวกลัวตายและเข้าไปช่วยพระองค์”

             เป่ยเซวียนเฉิงชะงัก คำที่ยังไม่ได้เอ่ยออกมายังคงค้างอยู่ในลำคอ หัวใจเขาเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย เหยาเชียนเชียนไม่มองเขาแม้แต่น้อย เกรงว่าคำกล่าวต่อไปของนางจะไม่ดีกับเขามากนัก

             “เสด็จพ่อ” เหยาเชียนเชียนมองไปทางฮ่องเต้ แม้ว่าใบหน้าจะซีดขาว ทั้งยังหายใจติดขัดและร่างกายอ่อนแรง ทว่าดวงตาของนางกลับแน่วแน่เหลือเกิน

             “หม่อมฉันบุกเข้าไปในเขตล่าสัตว์เพราะเป็นห่วงท่านอ๋องเพคะ ไม่นานมานี้หม่อมฉันได้ยินท่านอ๋องกล่าวถึงการล่าสัตว์ครั้งนี้โดยบังเอิญ และได้ทราบว่าท่านอ๋องมีอันตราย หม่อมฉันจึงกระวนกระวายไม่น้อย ทำให้บุกเข้าไปในเขตล่าสัตว์ทันทีด้วยความร้อนใจ เป็นความผิดของหม่อมฉันเองเพคะที่ทำให้ฮ่องเต้ทรงตระหนก”

             ในเมื่อกล่าวเช่นนี้ ดูเหมือนว่าชิงผิงอ๋องจะรู้อยู่ก่อนแล้วว่าการล่าสัตว์ครั้งนี้ผิดปกติ ชิงผิงอ๋องได้รับจดหมายฉบับนี้โดยไม่ได้ตั้งใจดังที่เขากล่าวจริงหรือไม่ และช่างพอดีเหลือเกินที่หวังเฟยไปได้ยินเข้า ดังนั้นจึงมีภาพเหตุการณ์เช่นในยามนี้

             “รูปร่างของลูกและน้องสี่แตกต่างกันไม่น้อย เหยาเชียนเชียนจะจำผิดได้จริงหรือ?”

             ดวงตาของเป่ยเซวียนเฉิงหม่นหมอง ราวกับไม่อยากเชื่อในสิ่งที่นางพูด รูปร่างของเขาค่อนข้างผอม และเมื่อเทียบกับเป่ยเหลียนโม่ก็ยังเตี้ยกว่าครึ่งนิ้ว แม้ว่าจะเห็นเพียงข้างหลังก็ไม่น่าจะสับสนระหว่างพวกเขาทั้งคู่

             หากกล่าวว่าจำผิดจึงใช้ตัวเองขวางธนูให้องค์ชายสามก็ค่อนข้างถูไถเกินไป

             “องค์ชายสามเข้าพระทัยผิดแล้วเพคะ” เหยาเชียนเชียนกล่าว “หม่อมฉันไม่ได้เข้าไปช่วยเพราะจำผิดคน หม่อมฉันรู้อยู่ก่อนแล้วว่าเป็นพระองค์ไม่ใช่ท่านอ๋อง แต่ในเวลานั้นสถานการณ์วิกฤต องค์ชายสามจะให้หม่อมฉันเห็นคนตายแล้วไม่ช่วยหรือเพคะ?”

             นางไอเบาๆ สองครั้ง ใบหน้าไร้สีเลือดมากขึ้นเรื่อยๆ จนต้องพิงซบแผ่นอกของเป่ยเหลียนโม่เพื่อประคองสติ จากนั้นจึงกล่าวต่อ

             “ยามนั้นสถานการณ์วิกฤต หม่อมฉันไม่มีเวลาคิดมากนัก องค์ชายสามพระวรกายอ่อนแอมาแต่เดิม ธนูดอกนี้หากยิงถูกร่างกายของพระองค์ ขอพูดอย่างไม่เคารพ เกรงว่าพระองค์จะรอดกลับมายาก แต่หากยิงถูกร่างกายของหม่อมฉัน เช่นนั้นก็ยังพอมีโอกาสรอดชีวิตกลับมาได้เพคะ”

             นางยกยิ้มบางเบา สายตาเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนนอบน้อม

             “พระองค์เป็นพี่ชายของท่านอ๋อง ในแง่ลำดับอาวุโสหม่อมฉันถือเป็นน้องหญิงของพระองค์ เห็นพี่ชายเดือดร้อนน้องหญิงจะไม่ช่วยเหลือได้อย่างไร นอกจากนี้ความสัมพันธ์พี่น้องของท่านอ๋องและพระองค์ลึกซึ้งยิ่งนัก หม่อมฉันไม่อาจทนเห็นท่านอ๋องเป็นทุกข์ได้เพคะ”

             เป่ยเหลียนโม่กดนางลงบนบริเวณเหนือหัวใจแผ่วเบา พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “มีภรรยาคุณธรรมสูงส่งเช่นนี้ ช่างเป็นวาสนาของเปิ่นหวัง”

             ทั้งสองมีความสัมพันธ์พี่น้องที่ลึกซึ้ง คำกล่าวนี้เหยาเชียนเชียนไม่เพียงแต่ลบความสัมพันธ์ของนางและองค์ชายสามจนหมดสิ้น ยิ่งไปกว่านั้นยังขจัดข้อสงสัยในตัวเป่ยเหลียนโม่ออกไปได้ระดับหนึ่ง

             ถึงอย่างไรหากเป่ยเหลียนโม่หมายจะคร่าชีวิตของเป่ยเซวียนเฉิงจริง เขาคงไม่ยอมให้หวังเฟยของตนสละชีวิตช่วยเหลืออย่างเด็ดขาด แผนการเช่นนี้ไม่มีผู้ใดรับประกันได้ว่าจะไร้ข้อผิดพลาด หากระหว่างนั้นเกิดเหตุไม่คาดคิด ชายาชิงผิงอ๋องอาจเสียชีวิตในเหตุการณ์ได้

             เมื่อนางตายไปย่อมไม่มีโอกาสพูดคำเหล่านี้ เช่นนั้นข้อสงสัยในตัวชิงผิงอ๋องก็ไม่อาจลบล้างไปได้จนหมดสิ้น

             “กล่าวเช่นนี้แสดงว่าคนเหล่านี้หมายสังหารองค์ชายสามเป็นความจริง ทว่าถูกพระชายาของชิงผิงอ๋องทำลายแผนเสียก่อน ดังนั้นจึงทำไม่สำเร็จหรือ?”

             “นี่ท่านยังไม่เข้าใจอีกหรือ มีคนจงใจลอบสังหารองค์ชายสามเพื่อใส่ร้ายชิงผิงอ๋อง ทำให้ชิงผิงอ๋องถูกฝ่าบาทลงโทษคือเป้าหมายสูงสุด”

             “ต้องขอบคุณท่านอ๋องที่มีการเตรียมการไว้ก่อน และโชคดีที่ได้หวังเฟยสละชีวิตช่วยเหลือ มิเช่นนั้นเรื่องนี้คงกล่าวได้ไม่กระจ่าง”

             ทุกคนต่างแสดงความคิดเห็นกันไปต่างๆ นานา ในคำกล่าวทั้งหมดล้วนเชื่ออย่างสนิทใจแล้วว่าเป่ยเหลียนโม่เป็นผู้บริสุทธิ์ที่ถูกใส่ความ หากเขาไม่ได้รู้เรื่องจดหมายนั้นก่อน เช่นนั้นจะโต้แย้งข้อกล่าวหาให้ตัวเองได้อย่างไร

             เรื่องนี้จึงจำเป็นต้องมีชายาชิงผิงอ๋อง หากไม่ใช่เพราะนางสละชีวิตช่วยเหลือ เมื่อยามนั้นหากองค์ชายสามได้รับบาดเจ็บ ทุกคนได้ฟังคำสารภาพของมือสังหารเหล่านั้นล้วนต้องสงสัยชิงผิงอ๋องและคิดว่าเขาเป็นผู้บงการเบื้องหลัง ความสับสนอลหม่านนี้ต้องใช้เวลาหลายวันในการอธิบาย และเมื่อถึงเวลานั้นพยานวัตถุที่ได้รับการรับรองก็คงเลือนลางไปแล้ว

             เพราะฉะนั้นจึงโชคดีที่สวรรค์มีตา ไม่รอให้ชิงผิงอ๋องผู้บริสุทธิ์ได้รับความไม่เป็นธรรม

             “นี่เป็นพรจากฝ่าบาทโดยแท้” ขุนนางอาวุโสท่านหนึ่งคุกเข่าลง “เป็นเพราะบารมีของฝ่าบาทจึงทำให้ท่านอ๋องเปลี่ยนจากร้ายกลายเป็นดี และพ้นจากภัยพิบัตินี้ได้”

             “เป็นพระบารมีของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”

             ทุกคนคุกเข่าลงโดยพร้อมเพรียงกัน เป่ยเหลียนโม่ก็ประคองเหยาเชียนเชียนให้คุกเข่าลงด้วยเช่นกัน วิธีนี้ได้ผลลัพธ์ดีกว่าแผนของเขาอยู่หลายส่วน

             เขารู้ว่าธนูดอกนั้นไม่ได้หมายจะพรากชีวิตเป่ยเซวียนเฉิง ผู้บงการเบื้องหลังที่แท้จริงย่อมต้องดูแลรักษาตัวเองอย่างดี เดิมทีเป่ยเหลียนโม่ต้องการใช้จดหมายเพื่อสืบหาตัวหมากที่เกี่ยวข้องออกมาก่อน

             การตัดมือของเป่ยเซวียนเฉิงออกไปอาจทำให้เขาต้องทนทุกข์ทรมานไปหลายวัน

             ฮ่องเต้ไม่ต้องเชื่อเขาในยามนี้ก็ได้ ไม่เป็นไร แต่ขอเวลาเพียงสองวันเขาก็สามารถขุดไอ้สารเลวพวกนั้นออกมาทีละคนได้แล้ว และจากนั้นหากต้องการให้คนพวกนั้นพูดก็ง่ายดายเหลือเกิน

             ถึงเวลานั้น แม้ไม่สามารถบีบเป่ยเซวียนเฉิงออกมาได้ แต่ก็ยังสามารถทำให้พลังปราณของคนผู้นั้นบาดเจ็บสาหัสได้

             เขาเพียงแค่ถูกใส่ความไม่กี่วัน ไม่ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงอะไร

             ทว่าเมื่อเขาก้มลงมองสตรีในอ้อมแขน ยามนี้เขาไม่ต้องทนยอมถูกใส่ความแม้แต่วันเดียวเสียด้วยซ้ำ ไม่เพียงเท่านั้น สิ่งที่นางพูดต่อหน้าทุกคนในวันนี้ นับตั้งแต่นี้ต่อไปผู้ใดจะยังกล้าหวาดระแวงความสัมพันธ์ของนางกับเป่ยเซวียนเฉิงอีก

             หวังเฟยของเขาเป็นคนที่ยอมเสี่ยงชีวิตตัวเองได้เพื่อเขา

             “ลูกขอบพระทัยท่านพ่อที่คุ้มครอง”

             เป่ยเหลียนโม่กล่าวเสียงดัง “นับจากนี้ต้องเข้มงวดมากขึ้น คุ้มกันความปลอดภัยของนครหลวงและเสด็จพ่อ”

             ฮ่องเต้ถอนใจพลางทอดพระเนตรไปทางเหยาเชียนเชียนซึ่งมีใบหน้าไร้สีเลือดในอ้อมแขนของบุตรชาย เป็นครั้งแรกที่เขาเกิดความปลาบปลื้มใจในตัวสะใภ้ผู้นี้อยู่หลายส่วน

             เดิมทีเขายังคิดว่าบุตรชายทั้งสองจะทะเลาะกันเพราะนาง หากสตรีผู้นี้กล้ายุยงระหว่างพวกเขา เช่นนั้นเขาก็จะประหารนางทันทีโดยไม่ละเว้น

             ทว่ายามนี้ดูเหมือนว่าเขาจะกังวลมากเกินไป เด็กคนนี้เป็นคนที่รู้ว่าสิ่งใดควรและสิ่งใดไม่ควร

             “ลุกขึ้นเถิด” เขาทำท่าประคองขึ้นเล็กน้อย “เจ้าต้องขอบคุณเหยาเชียนเชียน วันนี้นางได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องพักรักษาตัวให้ดี”

             “พ่ะย่ะค่ะ ลูกจะจำให้ขึ้นใจ”

             เมื่อเห็นว่าสถานการณ์กำลังจะคลี่คลาย ขุนนางที่ลุกขึ้นมาในคราแรกก็รีบโขกศีรษะ

             “ฝ่าบาท หากเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับชิงผิงอ๋อง เช่นนั้นมือสังหารในครั้งนี้มาจากที่ใดกัน ยิ่งไปกว่านั้น หวังเฟยและท่านอ๋องเป็นสามีภรรยากัน ย่อมต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน ความจริงเป็นเช่นไรเรายังไม่รู้แน่ชัดทั้งหมดนะพ่ะย่ะค่ะ”

             “ท่านใต้เท้า” เหยาเชียนเชียนหันไปมองเขา “ท่านยังไม่รู้อันใดอีกหรือ มือสังหารมาจากที่ใดย่อมต้องสืบหา และยังไม่ต้องพูดถึงประเด็นสังหารองค์ชายสาม ลำพังเพียงพวกเขาใส่ร้ายท่านอ๋องก็ไม่อาจละเว้นได้แล้ว เมื่อครู่ใต้เท้าหลับอยู่หรือถึงไม่ได้ฟังที่เปิ่นหวังเฟยกล่าวไป หรือว่าท่านมองไม่เห็นบาดแผลบนตัวเปิ่นหวังเฟย เรื่องสำคัญในยามนี้มิใช่มือสังหาร แต่เป็นเรื่องที่ผู้ใดเป็นผู้ยุยงอยู่เบื้องหลังต่างหาก”

             นางสูดลมหายใจเล็กน้อยพลางกล่าวต่อว่า “ข้าและท่านอ๋องเป็นสามีภรรยาที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ทว่าการสังหารพี่น้องอันเป็นเรื่องไร้มโนธรรมเช่นนั้น ใต้เท้าคิดว่าท่านอ๋องลงมือเพียงคนเดียวไม่พอ ต้องพ่วงหวังเฟยของเขาไปด้วยถึงจะเหมาะสมหรือ การแต่งงานนี้ได้รับพระราชทานจากเสด็จพ่อ ใต้เท้าจะสื่อว่าเสด็จพ่อตั้งใจมอบข้าที่เป็นหวังเฟยผู้โหดเหี้ยมแก่ท่านอ๋อง เพื่อช่วยท่านอ๋องกระทำการไม่ดีหรือ?”

             คนผู้นั้นตระหนกเสียจนแทบจะโขกศีรษะกับพื้น กล่าวซ้ำไปซ้ำมาว่าตนไม่มีเจตนาเช่นนั้น เพียงแค่คิดว่าเรื่องนี้ยังมีส่วนที่น่าสงสัย ดังนั้นจึงบังอาจเอ่ยถาม ไม่มีความเกี่ยวข้องกับคำกล่าวของชายาชิงผิงอ๋องทั้งสิ้น

             “ฝ่าบาท กระหม่อมจงรักภักดีต่อฝ่าบาท มิกล้าเคลือบแคลงใจในคำตัดสินของฝ่าบาทแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ...”

             “แค่กๆ! แค่ก!”

             เหยาเชียนเชียนไอเล็กน้อย นางส่งสายตาโศกเศร้าไปทางเป่ยเหลียนโม่ หางตาเอ่อล้นไปด้วยหยดน้ำตาราวกับมีถ้อยคำเป็นร้อยเป็นพันอยู่ในนั้น เป็นความรู้สึกเจ็บปวดที่ไม่อาจกล่าวออกมาได้ทั้งหมด

             “ท่านอ๋อง เชียนเชียนไม่ได้รับการยอมรับจากผู้คน ถึงได้ถูกผู้คนสงสัยอย่างถึงที่สุด และยังลำบากถึงพระปรีชาของเสด็จพ่อไปด้วย เป็นความผิดของเชียนเชียนทั้งหมดเพคะ”

             เป่ยเหลียนโม่กอดนางไว้แน่น เขาคุกเข่าลงหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้อย่างเคารพ ชิงผิงอ๋องผู้สุขุมและสง่างาม ในยามนี้กำลังกอดหวังเฟยที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสไว้ ท่าทางวางตัวไม่ถูกอย่างเห็นได้ชัด

             “เสด็จพ่อ ในคราแรกที่ลูกร้องขอสมรสพระราชทานจากเสด็จพ่อ ลูกทำให้นามของเชียนเชียนต้องด่างพร้อยไปด้วย และเป็นเพราะความเอาแต่ใจของลูก ถึงได้ทำให้เสด็จพ่อต้องแบกรับความเดือดร้อนไปกับลูกด้วย หากพระองค์จะทรงตำหนิก็ตำหนิลูกเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

             ความขมขื่นของสามีภรรยาคู่นี้ทำให้ฮ่องเต้รู้สึกไม่สบายพระทัยเป็นอย่างยิ่ง เขาส่งเสียงในลำคอเสียงหนึ่ง และเรียกคนมาลากตัวขุนนางใหญ่ผู้นั้นออกไปในทันที

             ขับไล่ออกจากราชสำนักและปลดออกจากตำแหน่ง พร้อมทั้งยึดทรัพย์และเนรเทศออกจากเมือง เป็นคำขาดของฮ่องเต้แต่เพียงผู้เดียว

             “เป็นถึงชิงผิงอ๋องและพระชายาของชิงผิงอ๋องจะปล่อยให้ผู้คนวิจารณ์ตามใจชอบหรือ?”

             นั่นคือบุตรชายที่เขารักที่สุด บัดนี้ถูกใส่ร้ายก็ทำให้เขาปวดใจมากพอแล้ว และชายาชิงผิงอ๋องยอมสละชีวิตช่วยเหลือ กลับต้องถูกผู้คนวิจารณ์สาดเสียเทเสีย

             “ตลอดทั้งวันในราชสำนักไม่เห็นกล่าวคำสัตย์ บัดนี้บุตรชายของเจิ้นถูกใส่ร้าย สะใภ้บาดเจ็บสาหัส แต่กลับมีคนกระโดดออกมาอย่างเร่งรีบ และปรารถนาเป็นอย่างยิ่งว่าหากกล่าวเสริมอีกสักเล็กน้อยแล้วจะทำให้พวกเขาหกล้มอย่างเจ็บปวดกว่าเดิมและบาดเจ็บรุนแรงกว่าเก่า”

             เขตล่าสัตว์อันกว้างใหญ่พลันเงียบสงัด โอรสสวรรค์พิโรธ ราวกับมีศพนับร้อยนับหมื่นเกลื่อนเต็มพื้น หากมีผู้ใดกล้าเอื้อนเอ่ยมากเกินไป จะต้องมีจุดจบเช่นเดียวกับขุนนางก่อนหน้านี้

             เป่ยเซวียนเฉิงคุกเข่าอยู่ข้างๆ พร้อมกับทุกคน เส้นผมที่ลู่ลงช่วยปกปิดดวงตาที่กักเก็บความขุ่นเคืองและความผิดหวังที่เก็บซ่อนไว้ไม่มิดของเขา

             เหยาเชียนเชียน นางไม่เหลือเยื่อใยให้เขาโดยสมบูรณ์ คราแรกเขาเป็นฝ่ายโน้มน้าวให้นางแต่งเข้าจวนชิงผิงอ๋องเอง แต่กลับกลายเป็นเขาได้มอบผู้ช่วยที่เป็นประโยชน์ให้แก่ชิงผิงอ๋องไปแทนเสียแล้ว

             ยามนี้เป่ยเซวียนเฉิงรู้สึกถึงรสคาวปนหวานในโพรงปากเพียงเท่านั้น เขาหลับตาลงพยายามสะกดกลั้นไฟแค้นที่ปะทุไปทั้งร่าง ดียิ่ง หลายปีมานี้คอยพร่ำบอกว่ารักเขา แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้แก่ระยะเวลาสั้นๆ ในจวนชิงผิงอ๋อง

             “เรื่องนี้ต้องสืบสวนให้ชัดเจน โม่เอ๋อร์ เจ้าไปสืบหาตัวคนเบื้องหลังทั้งหมดมาให้เจิ้น เจิ้นอยากจะเห็นนักว่าผู้ใดที่สามารถใช้บุตรชายทั้งสองของเจิ้นเป็นเครื่องมือได้อีก”

             หลังจากนั้นฮ่องเต้ก็ทรงม้ากลับวังหลวง การล่าสัตว์ครั้งนี้ไม่มีผู้ใดเป็นผู้ชนะ ทว่ายามนี้ผู้ใดจะยังสนใจเรื่องนั้นอยู่อีก เหตุการณ์ในวันนี้น่าสนใจกว่าการเป็นผู้ชนะการล่าสัตว์และได้รับรางวัลอยู่มากโข

             “พี่สาม เปิ่นหวังขอพาตัวเชียนเชียนกลับไปก่อน” เป่ยเหลียนโม่เดินไปข้างกายเขา มองเป่ยเซวียนเฉิงที่ยังคุกเข่าอยู่บนพื้นปราดหนึ่ง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา

             “พี่สามก็อย่าได้ซาบซึ้งมากเกินไปเล่า ถึงอย่างไรเชียนเชียนก็ทำเพื่อช่วยเปิ่นหวัง ความสัมพันธ์นี้ทำให้เปิ่นหวังซาบซึ้งเหลือเกิน พี่สามเป็นฝั่งเป็นฝาเมื่อใดก็จะเข้าใจความรู้สึกของเปิ่นหวังในยามนี้เอง”

             เหยาเชียนเชียนแอบเบ้ปาก เขาอวดเก่งพอหรือยัง ทำตัวเป็นเด็กไปได้

             นางมองเป่ยเซวียนเฉิงไม่สะดวก แต่ได้ยินเสียงติดแหบแห้งของเขา

             “เช่นนั้นน้องสี่ก็เฝ้ารักษาความสัมพันธ์นี้ให้ดี หากวันหน้าไม่ระวัง อาจทำให้พี่สามขบขันเอาได้”

             “เชียนเชียน” เป่ยเหลียนโม่เรียกนางเบาๆ เหยาเชียนเชียนเงยหน้าขึ้นก็พลันรู้สึกเย็นเล็กน้อยตรงหว่างคิ้ว นางเพิ่งรู้ตัวได้ทีหลังว่านั่นคือจูบจากเป่ยเหลียนโม่

             “ทูลลาพี่สาม และเปิ่นหวังอยากแจ้งต่อพี่สามว่าหากชอบเจ็บตัวนัก วันหน้าก็เตรียมตัวให้มากหน่อย เรื่องเช่นนี้เปิ่นหวังจะไม่ยอมให้เชียนเชียนทำอีกเป็นครั้งที่สอง”

    คล้ายกับเรื่องข้าเป็นชายาของท่านอ๋องขนปุย (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน