บทที่ 15 ระหว่าง์และพิภพ เก้าแคว้นแปดทิศ!
ไม่นานหลี่มู่ก็มาถึงสุสานแห่งที่สอง
[สุสานของหม่าเชา]
[หม่าเชา : เกิดในปี 699 เสียชีวิตในปี 820 นักรบระดับสิบห้า]
[เคยนำทัพตระกูลม้าบุกทำลายอาณาจักรปีศาจ ใช้หอกเดียวสังหารจักรพรรดิปีศาจ]
[ถูกฝังร่วมกับอาวุธศักดิ์สิทธิ์ ‘หอกเมฆาไล่จันทร์’ ณ สถานที่แห่งนี้]
ดวงตาของหลี่มู่สว่างวาบขึ้นมาทันที
หนึ่งในห้าทหารเสือ หม่าเชา!
เขาเดินมาที่ข้างสุสาน
สุสานเป็เนื้อเดียวกัน ใสกระจ่างไร้ที่ติ
ไม่เห็นจุดอ่อนเลยแม้แต่น้อย
"นี่..."
หลี่มู่รู้สึกไม่ยอมแพ้
เขาก้าวไปข้างหน้าและลองชกหลายหมัด
นอกจากทำให้มือของตัวเองเ็ปก็ไม่มีผลอะไรเลย
"ช่างเถอะ... ฉันต้องหาสุสานที่มีรอยแยก"
หลี่มู่ถอนหายใจเบา ๆ
หลังเดินไปถึงสุสานที่สาม ก็ปรากฏว่าเป็สุสานของซวีเหรินกุ้ย
"สุสานไม่กี่แห่งด้านหน้านี้ ฉันได้ดูมาหมดแล้ว"
หลี่มู่ถอยหลังไปสองสามก้าว พร้อมมองซ้ายขวาเพื่อสำรวจ
สุสานในเขตแรกน่าจะมีเกือบร้อยแห่ง
หากพูดว่ามากก็ไม่มาก แต่จะพูดว่าน้อยก็ไม่น้อย
และมีสุสานบางแห่งที่ดูเหมือนจะพังทลายไปแล้ว
หลังจากดูสภาพโดยรวมแล้ว หลี่มู่ก็ค้อมตัวคำนับสุสานของซวีเหรินกุ้ยหลายครั้ง แล้วหันหลังเดินกลับ
เขาเดินผ่านสุสานของหม่าเชาและฉินฉยง
ชายหนุ่มมองเห็นสุสานแห่งที่สาม
[สุสานของหลี่ซูเหวิน]
[หลี่ซูเหวิน : เกิดในปี 1390 เสียชีวิตในปี 1589 นักรบระดับสิบห้า]
[เคยชกทูต์สิบปีกซึ่งเป็ผู้พิทักษ์เทพเ้าตายด้วยหมัดเดียว]
[เนื่องจากไม่มีศพสมบูรณ์ จึงใช้อาวุธศักดิ์สิทธิ์ของเขา ‘หอกมหาภูผา’ และผลงานชั่วชีวิตของเขา 'แปดเสาค้ำ์' เป็สุสานเชิงสัญลักษณ์]
"หลี่ซูเหวิน… คือผู้ใช้กระบวนหมัดและผู้ใช้หอกไร้เทียมทานใช่ไหม?"
"แปดทิศ? ... น่าจะใช่นะ"
"ยุคสมัยเก่าแก่กว่าซวีเหรินกุ้ยใช่หรือเปล่า?"
"และ… ทูต์สิบปีกคืออะไร?"
"ทำไมถึงมีสิ่งมีชีวิตจากตะวันตกปะปนมาด้วย หรือว่ามีอยู่แล้วั้แ่ต้น?"
หลี่มู่ไม่อาจห้ามตนเองจากการหรี่ตาลง ดวงตาของเขาเป็ประกายครุ่นคิด
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็ส่ายหน้าและผ่อนคลายลงเล็กน้อย
จากนั้นก็เดินอ้อมป้ายสุสานไปด้านหลัง
ทันใดนั้นสายตาของเขาก็สว่างวาบขึ้น
มีรอยแยกปรากฏอยู่บนสุสานที่ดูเป็เนื้อเดียวกัน!
เมื่อเทียบกันแล้ว รอยแยกนี้เล็กกว่ารอยแยกบนสุสานของซวีเหรินกุ้ยเมื่อคราวก่อนอยู่บ้าง
นั่นหมายความว่าสิ่งที่อยู่ข้างในอาจจะยังอยู่ในสภาพดี!
"ผู้าุโ ขออภัยด้วยครับ"
หลังจากคำนับ หลี่มู่ก็ลงมือทันที
คราวนี้เขาหาก้อนหินมาได้ก้อนหนึ่ง บางทีอาจจะไม่ใช่หินก้อนก็ได้ อีกทั้งมันยังมีลักษณะคล้ายกับวัสดุที่ใช้ทำสุสานมาก หลี่มู่ไม่สามารถแยกแยะได้
ชายหนุ่มยกก้อน ‘ก้อนหิน’ นั้นขึ้นมา แล้วทุบลงไปที่ตำแหน่งของรอยแยกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ตอนนี้หลี่มู่มีพละกำลังเก้าพันแปดร้อยกว่าหน่วย
เมื่อเทียบกับครั้งแรกที่มาที่นี่ ถือว่าแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
หลังจากทุบอย่างสุดแรงหลายครั้ง รอยแยกนั้นก็เริ่มขยายกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
"ดูเหมือนหากสุสานเหล่านี้ไม่มีจุดอ่อน ก็จะยากจะทำลายได้"
"แต่ถ้ามีจุดอ่อน แม้จะเป็จุดอ่อนเล็ก ๆ ก็จะทำให้ง่ายขึ้นมาก"
ดวงตาของหลี่มู่หรี่ลงเล็กน้อย แววตามีประกายตื่นเต้น
ตูม! ตูม!
ท่ามกลางเสียงปะทะอย่างรุนแรงหลายครั้ง
รอยแยกบนสุสานยิ่งปรากฏชัดเจนขึ้น
ไม่ทราบว่าชายหนุ่มยกก้อนหินขึ้นลงกี่ครั้งแล้ว
แม้แต่ร่างกายของหลี่มู่ในตอนนี้ ก็ยังรู้สึกถึงความเมื่อยล้าบ้าง
ตูม!
สุสานที่สร้างด้วยวัสดุพิเศษไม่ทราบชื่อแตกออกอย่างสมบูรณ์
หลี่มู่ไม่มีเวลาดีใจ เขาสะบัดแขนที่รู้สึกเมื่อยล้าเล็กน้อย
ก่อนจะรีบไปข้างหน้าเพื่อนำเศษซากสีทอง ที่แตกละเอียดคล้ายก้อนทองคำออกไป
ไม่นานโลงศพสีดำก็ถูกเปิดออกมา
หลี่มู่ะโลงไปในหลุม
ฝาโลงศพไม่ได้ถูกตอกปิดตาย
บางทีอาจเป็เพราะไม่มีศพอยู่ข้างใน
ขณะผลักฝาโลงศพที่ปิดสนิทออก ชายหนุ่มก็ค่อนข้างรู้สึกผ่อนคลาย
ด้านล่างของโลงศพปูด้วยผ้าสีเทาขาว
บนผ้ามีหอกขนาดใหญ่อันหนึ่งที่มีความยาวเกือบเท่ากับโลงศพ นับว่ายาวราวสองเมตรได้ และมีขนาดเท่ากำปั้นของทารก
ข้าง ๆ หอกยังมีหนังสือโบราณเล่มหนึ่ง ซึ่งเย็บเข้าเล่มด้วยด้ายสีน้ำเงินขาว
หลี่มู่รีบคว้าหอกใหญ่นั้นทันที
แต่ชั่วพริบตาที่ัั
หอกใหญ่ก็สลายไปราวกับฟองสบู่
"นี่มัน..."
หลี่มู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วคว้าหนังสือเล่มนั้นอีกครั้ง
เมื่อััเพียงเล็กน้อย หนังสือก็หายไปทันที
แต่โชคดีที่มันไม่ได้หายไปอย่างสิ้นเชิง
ภายในสมองของหลี่มู่มีหนังสือเพิ่มขึ้นมาหนึ่งเล่ม
ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อน ที่ความทรงจำเกี่ยวกับการฝึกยุทธ์หลอมรวมเข้ากับความคิดของหลี่มู่อย่างสมบูรณ์
หนังสือก็คือหนังสือ มันอยู่ในสมองของหลี่มู่
เขาสามารถอ่านได้ แต่ไม่ได้หลอมรวมกับความทรงจำโดยตรง
ปกของหนังสือโบราณถูกเย็บด้วยด้าย และมีตัวอักษรขนาดใหญ่สี่ตัว
"แปดเสาค้ำ์"
หลี่มู่ควบคุมการพลิกหน้าหนังสือแปดเสาค้ำ์ที่อยู่ในความคิดของเขา
หน้าแรกเป็บรรทัดที่เขียนด้วยลายมืออย่างชัดเจน เป็ตัวอักษรขนาดใหญ่ที่เขียนอย่างทรงพลัง
"ระหว่าง์และพื้นพิภพ เก้าแคว้นแปดทิศ!"
เพียงแค่อักษรไม่กี่ตัว หลี่มู่ก็รู้สึกถึงพลังหมัดอันแข็งแกร่งและรุนแรงที่โถมเข้ามา
ภายในความคลุมเครือ เขาเหมือนเห็นร่างเล็ก ๆ ที่กำลังฝึกวิชาหมัดอยู่ระหว่างสองบรรทัดนั้น
"จิติญญาของวิชาหมัด ได้หลอมรวมเข้ากับตัวอักษรแล้ว"
หลี่มู่หรี่ตาลงโดยไม่รู้ตัว
หลังผ่านไปครู่หนึ่ง หลี่มู่ที่ได้สติกลับมาก็พลิกไปหน้าที่สอง
"นอกจากแปดทิศก็ยังมีแปดขอบฟ้า"
"ทิศตะวันออกเฉียงเหนือคือเทือกเขาอีศาน*[1] ถูกเรียกว่า ประตูแห่งกาฬ"
"ทิศตะวันออกคือเทือกเขาบูรพา ถูกเรียกว่า ประตูแห่งอาสัญ"
"ทิศตะวันออกเฉียงใต้คือเทือกเขาอาคเนย์ ถูกเรียกว่า ประตูแห่งชีวัน"
"ทิศใต้คือเทือกเขาทักษิณ ถูกเรียกว่า ประตูแห่งคิมหันต์"
"ทิศตะวันตกเฉียงใต้คือเทือกเขาหรดี ถูกเรียกว่า ประตูแห่งวิสุทธิ์"
"ทิศตะวันตกคือเทือกเขาประจิม ถูกเรียกว่า ประตูแห่งสุราลัย"
"ทิศตะวันตกเฉียงเหนือคือเทือกเขาพายัพ ถูกเรียกว่า ประตูแห่งนรกานต์"
"ทิศเหนือคือเทือกเขาอุดร ถูกเรียกว่า ประตูแห่งเหมันต์"
เนื้อหาในหน้าที่สองทำให้หลี่มู่รู้สึกงุนงงอยู่บ้าง
นี่…
ดูเหมือนจะไม่ใช่หมัดแปดทิศที่อยู่ในความทรงจำของเขา
และไม่ใช่วิธีฝึกยุทธ์ธรรมดา ๆ ด้วยเนื้อหาภายในหน้าที่สอง ดูเหมือนมันจะเป็วิชาที่ช่วยขุดค้นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในร่างกาย
"ครั้งนี้ได้ผลลัพธ์ดีไม่น้อยเลยทีเดียว!"
หลี่มู่ยังอยากจะพลิกหน้าหนังสือต่อ แต่จู่ ๆ ก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะ
ในชั่วพริบตาต่อมาเขาก็ลืมตาขึ้น
สิ่งที่ปรากฏในสายตาคือเพดานห้องนอนที่คุ้นเคย
แสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณทอดผ่านหน้าต่างเข้ามา
"กลับมาแล้วเหรอ... ถ้าได้เปิดสุสานอีกสักหลายแห่งก็คงจะดี"
"แล้วทำไมถึงเป็เมื่อวานล่ะ?"
"ความง่วงเมื่อคืนเป็สัญญาณเตือนเหรอ?"
หลี่มู่นึกขึ้นได้ในทันที วันนี้คือวันที่สิบหกเดือนเจ็ด!
เมื่อคืนคือคืนวันที่สิบห้าเดือนเจ็ด!
และครั้งสุดท้ายที่ตนเข้าสู่ความฝันนั้น
คือคืนวันที่สิบห้าเดือนหก!
"หรือว่าทุกคืนวันที่สิบห้าของทุกเดือน ฉันจะสามารถเข้าสู่ความฝันนั้นได้?"
ทันใดนั้นดวงตาของหลี่มู่ก็เปล่งประกายแห่งความยินดี
หากเป็เช่นนั้นจริง ทุกเดือนตนก็จะสามารถเข้าสู่ ‘ความฝัน’ นั้นได้อย่างแน่นอน
นั่นหมายความว่าเขาจะได้รับโชคลาภอันยิ่งใหญ่ที่จะคงอยู่ตลอดไป!
"ถ้าเป็แบบนั้น สุสานขนาดใหญ่ราวกับูเาเ่าั้ ฉันก็มีโอกาสที่จะเปิดมันได้ใช่ไหม?"
"เพียงแค่เขตแรกก็เป็นักรบระดับสิบห้า แล้วเขตที่เก้าจะเป็อย่างไรกันแน่?"
ผ่านไปสักพักหลี่มู่จึงสามารถระงับความตื่นเต้นในใจได้
"คงต้องรอจนถึงวันที่สิบห้าของเดือนหน้า ว่าจะเป็เช่นนั้นจริงไหม"
ในความทรงจำของชายหนุ่ม ตำราแปดเสาค้ำ์ยังคงมีอยู่
เพียงแต่หลี่มู่ไม่เข้าใจว่าตนเองไปถึงที่นั่นได้อย่างไร และกลับมาแบบไหน
เขาล้างหน้าแปรงฟันและกินอาหารเล็กน้อย
ก่อนจะจัดการาแอย่างง่าย ๆ
หลี่มู่มาถึงห้องฝึกฝน
พร้อมเปิดตำราแปดเสาค้ำ์ในความคิด
เขาไล่อ่านทีละหน้าอย่างคร่าว ๆ
หลังผ่านไปครู่ใหญ่ หลี่มู่จึงค่อย ๆ ได้สติกลับคืนมาบ้าง
ดูเหมือนจะเป็หนังสือธรรมดาเล่มหนึ่ง แต่เนื้อหาภายในนั้นมากมายจริง ๆ!
ซับซ้อนยิ่งกว่ากลืนกิน์และโลกมาก
ภายในนั้นมีวิชาพื้นฐานและวิชาหมัดมากมายนับไม่ถ้วน
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีวิธีพิเศษในการขุดค้นศักยภาพของตนเอง
รวมถึงตำรายาต่าง ๆ ที่ใช้ประกอบการฝึกฝนอีกไม่น้อย
นี่เป็ตำราที่มีค่ามหาศาลจริง ๆ!
[1] อีศาน ในภาษาสันสกฤต แปลว่า ผู้ปกครอง ซึ่งหมายถึง พระศิวะ เนื่องจากในประโยคมีการบอกทิศไปแล้ว ทางผู้แปลจึงไม่อยากใช้คำว่า อีสาน ซึ่งหมายถึง ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซ้ำอีก ฉะนั้นจึงเลี่ยงมาใช้คำว่าอีศานแทน ซึ่งคล้ายเป็การบอกว่าผู้ปกครองแห่งเทือกเขานี้คือพระศิวะ