เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ หนึ่งร้อยสิบหก มิอาจผ่านเคราะห์

     

    บทที่ หนึ่งร้อยสิบหก

     

    ทันทีที่การแข่งขันเริ่มแต่ละกลุ่มก็รุดหน้าเข้าอาณาเขตลงอาคมกลุ่มของซงถานจือก็ไม่ต่างจากกลุ่มอื่น ตรงเข้าไปหาภารกิจทำที่อาจจะเป็นกำราบปีศาจ ฝ่าการตั้งค่ายกล ปลดผนึกคำสาปทุกอย่างต้องอาศัยความรู้ความสามารถของคนในกลุ่มอย่างสามัคคี

    ขณะที่ผ่านไปได้เพียงสองชั่วยามยังไม่ได้ที่พระจันทร์กลมโตจะได้ขึ้นกลางนภา จู่ๆพสุธาก็สั่นรุนแรงพื้นดินเริ่มแยกตัว อ้ายเหม่ยไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดตัวนางแสนโชคร้ายเพราะอยู่ใกล้พื้นที่ที่สั่นรุนแรง และตัวนางไม่อาจหลบหนีได้ทันนางขี่กระบี่อย่างผู้อื่นไม่ราบรื่นจึงร่วงลงไปยังหลุมยุบที่โลกเบื้องล่าง

    ผิวเนียนครูดไปกับเหวลึกไถลเนินดินเร็วขึ้นทุกทีแขนขาเกี่ยวไม้ทีขูดก้อนหินที เนื้อตัวที่มีแต่เลือดไหลซิบนางส่งเสียงร้องดังอย่างหวาดกลัว คนจะตายไม่กลัวได้อย่างไรยิ่งพื้นลึกลงไปเบื้องล่างเหมือนเป็นธารน้ำที่มีน้ำแข็งเกาะอยู่ขอบๆถ้าไม่ตายเพราะแรงกระแทกก็ตายเพราะความหนาวแน่

    ร่างเล็กร่วงอย่างรวดเร็วใกล้มาถึงก้นเหวพื้นน้ำที่ไม่มีแสงจันทร์ส่องไม่รู้ทำไมเป็นสีมรกตจนใกล้จะสัมผัสผิวน้ำอ้ายเหม่ยรีบหลับตาแน่นจนร่างกระแทกพื้นน้ำจนตัวชากอปรกับน้ำที่เย็นใกล้จุดเยือกแข็งทำเอาไม่มีแรงขยับ แค่จะว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำยังไร้เรี่ยวแรงนางเงยหน้าขึ้นพยายามตะเกียกตะกายเท่าที่จะทำได้ยื่นมือเหนือศีรษะก่อนจะหมดสตินางเห็นคนในอาภรณ์ขาวส่องสว่างเป็นสีเงินยวงระยับพุ่งตรงมาที่นางจนแรงเฮือกสุดท้ายเหยียดแขนตึงฝ่ามือก็เริ่มรู้สึกถึงความอุ่นจากอีกฝ่ายร่างบอบบางเปียกโชกถูกพาขึ้นจากน้ำ

    อ้ายเหม่ยสำลักน้ำออกมาสองสามครั้งก่อนใกล้หมดสตินางมองไปที่ผู้มีพระคุณพลางอมยิ้มเพราะความอบอุ่นถึงจิตใจก่อนจะสลบ นางสลบไปไม่น่าจะนานเท่าไรตื่นมาเนื้อตัวยังเปียกอยู่เลย ครั้งนี้ดีที่ได้กองไฟเล็กๆ ช่วยได้เล็กน้อย

    “ตื่นแล้วก็ลุกขึ้นมาผลัดเสื้อผ้า เดี๋ยวจะไม่สบาย” เสียงเรียกดังขึ้นหลังจากหญิงสาวเริ่มขยับตัว

    ‘ซงเก่อเกอ’ เสียงเมื่อครู่เรียกนางให้ได้สติอ้ายเหม่ยชันตัวขึ้นเช่นท่อนไม้ที่กระเด้งตั้งฉาก จำได้ว่าตกลงมาตอนที่แผ่นดินถล่มดวงตากลมใสดุจกวางน้อยจ้องไปที่บุรุษตรงข้าม ซงถานจือเหลือบมองอีกครั้งแล้วส่ายหน้าเบาๆ“ลุกมานี่อ้ายเหม่ย เปลี่ยนชุดซะ”

    “ชุด?” จริงที่ว่าเสื้อผ้าของศิษย์สำนักกู้หลิวของนางอยู่ในสภาพน่าอนาถและนางก็อยากเปลี่ยนจากความชื้นหนาวเย็นแต่จะเอาชุดที่ไหนมาเปลี่ยนสายตาส่อความสงสัยของหญิงสาวนั้นส่งมาถึงอีกฝ่าย เจินเหรินแห่งเขากวงเจิ้งก็ลุกขึ้นยืนปลดเสื้อคลุมตัวนอกส่งให้อีกฝ่ายชุดคลุมที่มีฝุ่นจับเล็กน้อย ไร้รอยข่วน ชายแขนเสื้อเพียงเปียกนิดหน่อย

    “เปลี่ยนซะ เดี๋ยวจะแข็งไปเสียก่อนกองไฟนี้ก็คงอยู่ไม่นาน ที่นี่ชื้นมากไปเศษไม้ก็ไม่เหลือแล้ว” ซงถานจือแจ้งสถานการณ์ปัจจุบันจนหมดแต่หญิงสาวก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี

    “แล้วทำไมเราไม่ออกไปละเจ้าคะซงเก่อเกอ?”

    บุรุษสูงสง่าเงยขึ้นไปเบื้องบนแล้วมองกลับลงมา“เจ้าเห็นแสงภายนอกหรือไม่” นางส่ายหน้า “นั่นเป็นเพราะปากทางถูกปิดแล้วและเวลานี้ไม่มีแสงอาทิตย์ก็ยากจะหาปากทางต้องรอให้รุ่งสางเสียก่อน คืนนี้เจ้าต้องกัดฟันทน”

    หญิงสาวรับเสื้อคลุมมาเปลี่ยนก็รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อยแต่ไม่นานกองไฟก็ดับจริงๆดีที่พื้นน้ำข้างๆ ส่องแสงเรืองมรกตที่นี่จึงไม่มืดเกินไปนักติดแค่ที่พอไม่มีกองไฟแล้วนางก็หนาวจับใจแม้เสื้อคลุมของเจินเหรินจะสูงค่าและทำจากไหมอย่างดีหนากว่าเสื้อคลุมของนางแต่ก็ไม่มากพออ้ายเหม่ยพ่นลมออกมาจนเกิดเป็นควันจางๆ อยู่หลายครั้ง “พวกเราจะรอดถึงเช้าหรือเจ้าคะ?”

    “..ไม่อาจแน่ใจ” แม้เจินเหรินผู้นี้จะสำเร็จขั้นหยวนอิงแต่ก็มิใช่กายาเหล็กเขาย่อมหนาวไม่ต่างจากนางหรือมากกว่าเพราะเสื้อคลุมก็ไม่มี เสื้อตัวในก็บางหนัก

    อ้ายเหม่ยมองบุรุษที่นั่งห่างไปสองช่วงตัวผมดำขลับของซงเก่อเกอหลุดลุ่ยเล็กน้อยอย่างที่ไม่ค่อยจะพบเจอหลังจากรับฐานะผู้นำยอดเขากวงเจิ้งครั้งนี้เขาลงมาช่วยนางแต่กลับกลายเป็นว่าพาเขามาพบทางลำบากและเสี่ยงชีวิตแล้วแท้ๆ “ซงเก่อเกอ ข้าขอโทษ อ้ายเหมยทำให้ท่านลำบากแล้ว” ร่างบอบบางลุกขึ้นยืนแล้วยอบตัวลงเบื้องหน้าบุรุษเพื่อแสดงความรู้สึกผิด

    “มานี่” เขากวักมือเรียกอีกครั้งอ้ายเหม่ยลุกขึ้นไปหาบุรุษที่นั่งตรงหน้าย่อตัวให้เท่าเขาก่อนที่เจินเหรินผู้นี้จะเคาะหน้าผากนางหนึ่งที่ “อย่าคิดมาก มานั่งซะ” เสียงนุ่มกล่าวแล้วตบที่พื้นที่ข้างกายนางจึงนั่งลงอย่างว่าง่าย

    หลังได้นั่งใกล้กันกว่าเมื่อครู่นางก็รู้สึกถึงความอุ่นที่ต้นแขนสัมผัสกันตอนที่นั่งลงอ้ายเหม่ยหันมองบุรุษที่ใครๆ ก็ต่างเลื่อมใสความใกล้ชิดทำให้ใบหน้านางเปลี่ยนเป็นสีแดง จู่ๆก็เริ่มรู้สึกอุ่นร้อนวาบที่หน้าอก จากนั้นความคิดที่ไม่ควรก็เข้ามาอยู่ในหัว

    “เป็นอะไร?” เสียงข้างกายถามนางจึงลนลานโบกมือเป็นพัลวันบอกปัดไม่มีอะไรซ้ำอยู่สองรอบ

    ทุกอย่างก็กลับมานิ่งสงบเช่นเดิมความคิดเดิมกลับมาอีกครั้ง “จริงๆก็มีเจ้าค่ะ”

    อีกฝ่ายเพียงส่งเสียงถามในลำคอว่ามีอะไรก็ให้พูดมาเถอะอ้ายเหม่ยรู้ดีว่าซงเก่อเกอผู้นี้เป็นคนอยู่ในครรลองคลองธรรมยึดหลักตามขนมประเพณีทั้งยังเป็นห่วงนางอย่างจริงใจนับตั้งแต่ไปรับนางจากโรงน้ำชาไม่มีวันไหนเลยที่นางจะไม่คิดตอบแทนบุญคุณเขาหลังสูดลมเข้าเฮือกใหญ่เรียกขวัญกำลังใจอ้ายเหม่ยก็ยกตัวขึ้นโอบร่างที่หนากว่าตัวเองสองเท่าเอาไว้

    ซงถานจือเกิดมาไม่ได้เคยมีโอกาสใกล้ชิดผู้หญิงมาก่อนยิ่งให้จำเพราะเจาะจงคือหญิงสาวก็ยิ่งแล้วใหญ่ “เจ้า..ทำอะไร? อ้ายเหม่ย..” เสียงตะกุกตะกักเอ่ยถามพร้อมพยายามเบี่ยงตัวหลบ

    “ข้าไม่อาจปล่อยซงเก่อเกอลำบากเพราะตัวข้าเสื้อคลุมท่านก็ไม่มี อ้ายเหม่ยขอล่วงเกินแล้ว”

    “อ้ายเหม่ย..” เขาจับมือของหญิงสาวเพื่อจะแกะตัวเองออกมาแต่พอหันไปเห็นใบหน้าของนางกลับต้องชะงักไปดวงตากวางน้อยของนางไม่ใช่เด็กหญิงที่โบกมือส่งเขาที่หน้าโรงไม้เกือบสิบปีก่อนอีกต่อไปเขาเห็นบ้างสิ่งที่ทำให้มือตัวเองสั่นไหว

    เช้าวันต่อมาแสงลอดผ่านช่องเล็กๆสองร่างขึ้นมาจากหลุมยุบ ตลอดราตรีคนทั้งสำนักออกตามหาซงถานจือเจินเหรินก็ไม่มีใครพบเจอพอรุ่งสางเขาก็ปรากฏตัวพร้อมศิษย์ฝีมือด้อยคนหนึ่งที่ไม่มีใครใส่ใจ

    เจ้าสำนักเห็นบุรุษร่างสูงท่วงท่างดงามดั่งเทพเซียนปลายเท้าถีบตัวลงจากกระบี่มายืนที่พื้นดินก็โล่งใจ“เจ้ายอดเขากวงเจิ้งหายไปไหนมาทั้งคืนข้าตระหนกแทบแย่ ไม่คิดว่าเพียงแค่หลุมยุบจะคณนามือท่าน แล้วนั้นใครกัน?”

    “ศิษย์ในสำนักฝีมือนางไม่ดีทั้งพลาดตกลงไปในหลุมข้าจึงลงไปช่วย” เขาเอ่ยตอบเจ้าสำนัก

    เจ้าสำนักมองร่างเล็กที่สลบไสลในอ้อมแขนของบุรุษพร้อมกันนั้นบุคคลอื่นๆในสำนักก็เริ่มซุบซิบกันแม้จะบางเบาแต่บางคำก็ลอยเข้าหูอย่างมิอาจเลี่ยง

    ปีที่ห้าของอ้ายเหม่ยในสำนักยิ่งไม่ราบรื่นไม่รู้เหตุใดทุกคนล้วนมีท่าทางไม่เป็นมิตรกับนาง ยิ่งเป็นเจ้ายอดเขาอวิ้นติงที่นางอาศัยอยู่กล่าวได้ว่าพอนางฝึกวิชาไม่ได้ก็มักจะลงโทษนางต่างๆ นานาทุกวันนี้การฝึกของนางทำได้ชั่วครู่ก็ถูกไล่ให้ออกจากเขาไปทำงานที่โรงเรือนหรือแม้แต่ซงเก่อเกอก็เช่นกัน นางไปขอพบเขาสามครั้งก็ไม่ออกมาพบจนในที่สุดก็รู้มาว่าเจ้ายอดเขากวงเจิ้งซงถานจือเจินเหรินนั้นปิดหุบเขาเร้นกายฝึกวิชาแล้วเตรียมเพื่อบรรลุขั้นถัดไป

    ทางด้านนางก็ได้แต่ถอดหายใจจนใกล้ล่วงเข้าสารทฤดูจู่ๆนางก็ถูกเลือกให้ออกไปทำภารกิจจับปีศาจกับศิษย์พี่ในสำนักสิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะฝีมือกระบี่หรือพลังปราณไม่ค่อยเอาไหนออกไปก็จะเป็นตัวถ่วง ครั้งนี้ได้ออกไปนางก็แปลกใจไม่น้อย

    อ้ายเหม่ยกับเซียวน๋ายเจินเหรินและเฉินปี้เอินศิษย์ในสำนักอีกคนที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันเข้ามาในเขตป่าลึก“อยู่ลึกขนาดนี้ยังออกไปทำร้ายชาวบ้านได้อีกหรือท่านอาจารย์” อ้ายเหม่ยเอ่ยถามอย่างสงสัย

    “เจ้าสงสัยนักก็เข้าไปดูในถ้ำ” ศิษย์พี่เฉินปี้เอินชี้ไปที่ปากถ้ำที่มืดสนิทนี่เป็นการมาทำภารกิจครั้งแรกของนางแล้วให้เข้าไปดูถ้ำที่อาจจะเป็นที่อาศัยของปีศาจคนเดียวนางก็พอจะบอกได้ว่านางหวาดกลัวอยู่ไม่น้อยแต่นี่อาจจะเป็นเพียงครั้งเดียวที่จะทำให้อาจารย์และศิษย์พี่พึงพอใจในตัวนางเช่นกันอ้ายเหม่ยจึงต้องใจกล้าก้าวเข้าไปในถ้ำลำพัง

    แต่เพียงไม่กี่อึดใจต่อมาอ้ายเหม่ยก็เสียใจที่เคยเรียกคนพวกนั้นว่าศิษย์พี่หรือแม้กระทั่งอาจารย์ในถ้ำมืดสนิทร่างหนึ่งนอนแผ่หายใจรวยริน นางไม่เห็นสิ่งรอบตัวได้ยินเพียงเสียงไกลๆของคนร่วมสำนักทั้งสองคนเอ่ยเสียดแทงนางจนกระอักเลือด ‘มีชีวิตอยู่ก็รังแต่ทำให้ซงเจินเหรินเป็นพะวง’

    พวกเขาคิดว่านางคงสิ้นใจแล้วถึงได้จากไปแท้จริงลมหายใจเบาๆ ของนางยังพอให้นางมีแรงฮึดสุดท้ายคลานออกมาหน้าถ้ำนางรู้ว่าคลานต่อไปก็ไม่รอด ที่นี่เป็นกลางป่าลึกทั้งไม่ใช่เส้นทางเดินเขาไม่มีชาวบ้านผ่านไปมาแน่นอนแต่นางไม่อยากถูกฝังในถ้ำที่มืดมิด อ้ายเหม่ยเปิดเปลือกตามองบนท้องฟ้าไม่ถึงชั่วยามที่แล้วนางยังเงยมองดูปรากฏการณ์ตระการตาจากแดนสวรรค์อยู่เลย ลมหายใจเบาบางเปลือกตาค่อยๆปิดลงนางจึงไม่เห็นฝูงดาวตกแสนงดงาม และไม่คาดคิดเศษดาวเสี้ยวเล็กๆเสี้ยวหนึ่งพุ่งมาที่ร่างชุ่มเลือดตกลงบนผิวที่บาดเจ็บสาหัส

    ใครจะรู้ว่าดาวตกนี้มีพลังลึกลับช่วยรักษาชีวิตของอ้ายเหม่ยให้คงอยู่แต่เป็นการอยู่ที่ไม่สู้ตาย ช่วยรักษาชีวิตแต่ไม่สามารถคืนชีวิตนางนอนไร้แรงรู้สึกเจ็บปวดเป็นครั้งคราว ไร้เสียงไร้เรี่ยวแรงขยับผ่านพ้นอีกฤดูกาล ร่างเล็กของหญิงสาวกลายเป็นร่างหนังติดกระดูกผ่ายผอมชนิดที่มองดูอย่างไรก็ไม่คิดว่าคนจะมีชีวิตอยู่ได้ในร่างนี้ได้

    แต่แล้ววันหนึ่งร่างหนังหุ้มกระดูกก็ถูกค้นพบอ้ายเหม่ยถูกพาไปที่แห่งหนึ่ง แรงขยับทำให้นางรู้สึกเลือนรางแต่เป็นที่แห่งใดตัวเองก็ไม่รู้ เพราะนางได้เป็นคนไร้สัมผัสทั้งห้าแล้วรู้สึกแต่ความคิดเล็กๆ ตัวเอง หรือจะเป็น..เขา?

    ท่ามกลางความมืดในความคิดของตัวเองอ้ายเหม่ยอาศัยอยู่ในความคิดตัวเองมานับฤดูกาลจากความมืดมิดบังเกิดสิ่งใหม่ตรงหน้า เป็นสารพันเรื่องราวความเป็นไปได้นานัปการนางเห็นนิมิตสะท้อนรู้อนาคตในเสี้ยวพริบตา ทั้งหมดเป็นผลพลอยได้ที่เกิดจากเศษดาวมันเป็นของวิเศษที่ช่วยนางให้กลับคืนชีวิตอ้ายเหม่ยลืมตาตื่นขึ้นมาเนื้อตัวเป็นปกติมีเรี่ยวแรงไม่เหลือรอยแผลที่ถูกทำร้ายและกลางอกมีสิ่งหนึ่งวางอยู่นางรู้ทันทีว่านี้คือของวิเศษที่นางเห็นให้นิมิต..ครึ่งหนึ่งของเศษดาวที่เซียนนามว่า ‘ลู่อิงหมิง’ ใช้เพื่อช่วยนางเอาไว้

    ถึงแม้จะกลับเป็นปกติแล้วแต่นางไม่อาจจะกลับคืนสถานเดิมอย่างสำนักฝึกตนกู้หลิวอ้ายเหม่ยคว้าของวิเศษแล้วเร้นกายหายไปเพราะถ้านางกลับไปที่สำนักกู้หลิวตอนนี้สิ่งที่พวกเขาพูดจะเป็นจริงมีนางอยู่ซงถานจือจะไม่มีวันตัดขาดสำเร็จ เพราะนางล่วงรู้อนาคตแล้วจากในนิมิตนางเห็นในนิมิตแล้วและก็รู้ว่าความจริงซงถานจือเป็นผู้มีบุญญาธิการเพียงใดมิน่าเขาถึงฝึกฝนสำเร็จก้าวหน้ากว่าใครในสำนักเมื่อซงถานจือฝึกวิชาสำเร็จเขาจะกลับคือแดนสวรรค์ในฐานะ ‘เทพจักรพรรดิ’

    ระหว่างนี้นางจะต้องอยู่ไกลเขาให้มากที่สุดรอจนเขากลับคืนสวรรค์แล้วแม้ใจนางจะอัดแน่นด้วยความแค้นความไม่พอใจต่อเจ้าสำนักที่เป็นผู้ต้นคิดและให้เจ้ายอดเขาอวิ้นติงและศิษย์คนนั้นมาสังหารนางพวกนั้นทำเพื่อกันตนออกจากวิถีบำเพ็ญของซงถานจือเจินเหรินกลับกันหากนางไปตามทวงแค้นตอนนี้ผลกระทบจะมากกว่าที่ควรซงเก่อเกอจะไม่ละตัวตนและอยู่ที่โลกมนุษย์ความงดงามของเขาไม่อาจจะเป็นซงเก่อเกอของนาง โลกใบนี้ต้องการเทพจักรพรรดิ

    หลังจากเร้นกายซ่อนตัว..เจ็ดปีต่อมาเทพจักรพรรดิกลับคืนฐานะจริงๆมากกว่านั้นจากนั้นสงครามระหว่างเทพเซียนและมารก็ระอุทั่วพื้นพิภพ โดยมีเทพจักรพรรดิเป็นผู้นำทัพสวรรค์สังหารเหล่ามารปีศาจในบทนี้มนุษย์เป็นดั่งมดที่รอให้เทพและมารเหยียบย่ำท่ามกลางสงครามเท่านั้น

    แต่อ้ายเหม่ยก็ยังไม่ปรากฏตัวเพราะนางต้องรอเวลาที่เหมาะสมที่สุดจนล่วงเวลาไปอีกกว่าแปดปีศึกสุดท้ายของสามภพก็ใกล้จะมาถึง อ้ายเหม่ยที่อยู่เบื้องหลังรอมาตลอดรอจนแผนการมาถึงปลายทาง บุญคุณที่เคยได้รับถึงเวลาตอบแทน

    นางออกตามหาช่วยเหลือเซียนสาวผู้มีพระคุณที่เคยช่วยนางไว้เซียน ‘ลู่อิงหมิง’ คือคนที่ช่วยนางไว้ตอนรับเคราะห์สาหัสอยู่ก็เหมือนตายหน้าถ้ำครั้งนั้นลู่อิงหมิงช่วยนางโดยไม่ลังเลและสิ่งนั้นแลกมาด้วยชีวิตของเซียนสาวเซียนลู่อิงหมิงถูกทัณฑ์สวรรค์จนถึงชีวิตมาแล้วครั้งหนึ่งเพราะใช้ดาวที่เป็นของวิเศษของสวรรค์โดยพลการ

    แต่ลู่อิงหมิงผู้นี้ก็เป็นฮูหยินของจอมมารที่เป็นศัตรูอันดับหนึ่งของเทพจักรพรรดิเช่นกันและหญิงผู้นี้คงเป็นคนเดียวที่หยุดความบ้าคลั่งของจอมมารได้ในเวลานี้นี่เป็นหนทางเดียวที่จะช่วยโลกและช่วยเขา..ช่วยเทพจักรพรรดิผู้คือซงเก่อเกอของนางถึงเวลาต้องเผชิญแล้ว บุญคุณที่ข้าต้องคืนให้ท่าน

    หลังไปสมทบกับเซียนสาวอ้ายเหม่ยนำพาลู่อิงหมิงมาที่ศึกสุดท้ายของสามภพตามที่เห็นในนิมิตภาพนิมิตที่ผ่านไปกี่ปีก็ไม่อาจลืม สลักแน่นในความทรงจำพอๆกับวันคืนเหล่านั้นที่เจินเหรินของนางขึ้นรับตำแหน่งเจ้ายอดเขากวงเจิ้งภาพวันนั้นเหมือนว่าคนผู้นั้นสำเร็จวิถีสละทางโลกขึ้นเป็นเซียนแล้วเบื้องหลังแสงอาทิตย์ที่ขอบฟ้าฉายอาบกายดูสูงส่งไม่ยุ่งเกี่ยวโลกมนุษย์วันนี้นางกลับมาเจอเขาอีกครั้งหลังผ่านมานานเกินทศวรรษ บุรุษผู้สมตำแหน่งเทพจักรพรรดิเขางดงามกว่าต้อนรับตำแหน่งเจินเหรินเสียอีก มุมปากของนางยกขึ้นจนไม่อาจจะกดลงแต่กระนั้นถึงปากจะยกยิ้มแต่นัยน์ตากลับเศร้าเหลือคณา หยาดน้ำตาไหลผ่านแก้มใส

    เวลามาถึงแล้ว..นางรีบปาดน้ำตาทิ้งแล้วพุ่งตัวรับคมกระบี่ของเทพจักรพรรดิที่พุ่งใส่ชายหญิงซึ่งคือจอมมารและฮูหยินของเขาที่กำลังพร่ำคำรักต่อกัน

    กระบี่ชิงยางของเทพจักรพรรดิใกล้จะปักลงมาที่อกนางพลันแววตาของเทพจักรพรรดิพลันเปลี่ยนไป จากที่แน่วแน่มั่นคงเป็นสั่นไหว คราแรกเขาไม่แน่ใจแต่พริบตาก็รู้ในทันที..หญิงสาวตรงหน้ามิใช่อ้ายเหม่ยหรือ?แต่เขาไม่อาจจะหยุดวิถีกระบี่ทัน ปลายกระบี่ชิงยางของเขาปักที่เหนืออกของหญิงสาวเข้าเต็มๆก่อนที่ร่างบางในความทรงจำจะค่อยๆร่วงลงเขาถึงไปคว้านางมาแนบกายพลางเอ่ยถามอย่างสั่นเครือ “เจ้า..เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”

    ร่างในชุดสีครามตัวเดิมในความทรงจำนางยังดูเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนไปสักนิดไม่อายุมากขึ้นสักปีเดียว แสดงว่านางไม่ได้หนีการฝึกบำเพ็ญของสำนักตามที่เจ้าสำนักบอกงั้นหรือ?ไม่เช่นนั้นนางจะยังอยู่ในร่างเยาว์วัยเช่นนี้ได้อย่างไร?

    ตอนนั้นเขาถูกเจ้าสำนักผลักดันให้ปิดหุบเขาฝึกวิชาจะกล่าวลานางให้นางตั้งใจฝึกรอเขากลับมา แต่ก็ไม่ได้พบหน้า..ได้ยินจากเจ้ายอดเขาอวิ้นติงบอกว่านางกำลังฝึกหนักจึงไม่สะดวกพบทั้งช่วงหลังหญิงสาวก็ไม่มาพบหน้าอีกด้วยไม่ส่งข่าวว่าการฝึกเป็นอย่างไรเขาก็เลยคิดว่านางคงโตแล้วคงไม่อยากเขียนจดหมายบอกเล่าเรื่องราวอีก

    แต่พอหลังออกมาจากหุบเขาที่ตนสู้พากเพียรฝึกก็ถึงรู้จากเจ้าสำนักว่านางหนีออกจากสำนักไปแล้วเพราะทนการฝึกไม่ไหวเขาพลันถอนหายใจ ไม่คิดว่าการพานางมาที่สำนักจะเป็นการบีบคั้นอยู่ฝ่ายเดียวและคิดว่าถึงเวลาควรปล่อยนางไป

    จากนั้นเขาเพียงเดินตามเส้นทางมุ่งมั่นฝึกตนจนในที่สุดก็บำเพ็ญถึงขั้นระลึกรับรู้ว่าตนเองนั้นเป็นเทพจักรพรรดิมาจุติหลังตัดทางโลกไม่มีสิ่งใดให้รั้งอยู่ ซงถานจือสละกายถูกอสนีบาตฟาดร่างกลับคืนฐานะ..เทพจักรพรรดิจากนั้นก้าวเป็นผู้นำเทพเซียนนำทัพสวรรค์อีกครั้ง เกิดสงครามระหว่างแดนสวรรค์กับเผ่าปีศาจจนเขาไม่ได้นึกถึงใครบางคนที่เขาเคยให้ความสำคัญเรื่องราวมากมายน่าจะเกิดขึ้นโดยที่เขาไม่รู้อะไรเลยมีเรื่องอยากถามไถ่เกินนับไหวแต่ปากเขากลับถามว่า “ทำไมเจ้าถึงทำเช่นนี้? ทำไมถึงต้องรับกระบี่แทนจอมมารผู้หนึ่งด้วยข้าเกือบจะสังหารเขาได้แล้ว”

    หากแต่นางไม่เอ่ยตอบความจริงที่นางเห็นในนิมิตเขาจะไม่มีวันสังหารจอมมารได้ หากเขาพุ่งกระบี่ไปจนสุดจะเป็นลู่อิงหมิงที่เป็นฮูหยินของจอมมารจะรับกระบี่แทน และจอมมารจะยิ่งคลุ้มคลั่งปลดปล่อยความมืดแห่งอนธการมากลืนกินทั้งสามโลก แม้แต่แดนสวรรค์หรือฐานะเทพจักรพรรดิก็จะไม่หลงเหลือ

    อ้ายเหม่ยเพียงมองสบตาเขาความรู้สึกของนางทั้งชื่นชมหลงใหลภูมิใจแม้แต่คับแค้นก็เป็นหนึ่งในนั้นความรู้สึกนานาอัดแน่นมอบให้เขาที่นางเลือกเส้นทางนี้เพราะนอกจากจะไม่อยากให้ทุกสิ่งจะถูกทำลายแล้วยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง..จากนี้ถ้าตัวนางได้กลับไปอยู่ในความรู้สึกเขาเขาจะคิดถึงนางไม่รู้ลืมจริงหรือไม่

    “ชีวิตนี้ข้าขอคืน..ให้เจินเหริน” หญิงสาวเอ่ยออกมาพร้อมกับสำลักเลือด

    นางพูดอะไรกัน? เทพจักรพรรดิไม่เข้าใจสิ่งที่นางเอ่ยเจ้ากลับมา..แต่กลับไปช่วยจอมมารผู้นั้น? ทั้งยังมาตายด้วยกระบี่ของข้าแบบนี้นับว่าชีวิตเจ้าเป็นของข้าได้อย่างไรความสั่นไหวที่ห่างหายได้นานกลับมาอีกครั้งเขารู้ทันทีที่ตนฝึกสำเร็จกลับคืนฐานะเทพจักรพรรดิได้นั้นเพราะการหายตัวของอ้ายเหม่ยต่างหากหรือว่าที่หายไปเพราะนางรู้..ถ้าตัวนางยังคงอยู่เขาจะฝึกไม่สำเร็จเพราะวิถีเซียนไม่อาจจะมีรัก

    “..อ้ายเหม่ย..เจ้าอยู่” เขาโอบร่างนางแน่นยิ่งขึ้นคล้ายว่าถ้าโอบนางเอาไว้วิญญาณนางจะไม่หลุดลอยจากไป“เจ้าอยู่กับข้า..”

    “คืนให้..แล้ว..” ทุกคำของนางเอ่ยช้าลงแทบเป็นเสียงกระซิบทั้งยังเบาจนมีแต่ลม สายตาของหญิงสาวทอดมองเขาในแววตานั้นมีหลากหลายอารมณ์จนกลายเป็นหม่นมัวจนกระทั่งว่างเปล่าเลื่อนลอย..นางจากไป..แล้ว

    เทพจักรพรรดิแนบกายนางมากอดกับบอก‘ทำไมร่างในอ้อมแขนของเขาช่างเบาเช่นนี้..’ ความคิดเกิดขึ้นขณะที่ซุกใบหน้าที่กลุ่มผมของหญิงสาวเวลานี้ไม่อยากให้นางจากไปจนหวนคิดได้ว่าตนไม่รู้เลยว่าตลอดมาปล่อยให้นางหายไปได้อย่างไร

    ถ้าจอมมารก็มีหัวใจรักแท้มั่นคงต่อฮูหยินหนึ่งเดียวฉันใดเทพจักรพรรดิก็มิอาจเลี่ยงการทดสอบของด่านรักฉันนั้นระลอกคลื่นแห่งพรหมลิขิตกระจายตัวออกไปอีกครั้งด้วยที่ทั้งสองไม่อาจรู้ด้ายแดงยังคงผูกแน่นไม่ได้ถูกตัดขาดอย่างที่คิด..

     

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน

    จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.13M 4052
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    971K 2377
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    เจ้าสำราญจอมป่วน [จบ]

    เจ้าสำราญจอมป่วน [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    195K 399
    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    3.06M 3586