“ดูนั่นดิ—กลุ่มผู้รอดชีวิตทั้งนั้นเลยว่ะเฮ้ย!”
แยงกี้กลุ่มหนึ่งกล่าวขึ้นขณะก้าวเข้ามาในห้างสรรพสินค้าหลังจากกลุ่มของเรย์แยกย้ายกันไปได้ไม่นาน
“ฮะฮ้าได้เวลาทำอะไรสนุก ๆ แทนงานตามหาไอ้หมาป่าเฮงซวยนั่น ที่แม่งป่านนี้ก็ไม่รู้ไปหดหัวอยู่ที่ไหนถุ้ย... โคตรน่าเบื่อฉิบเป๋ง”
ชายคนหนึ่งในกลุ่มพูดขึ้นเสียงของเขาดังขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับจะให้คนทั้งห้างได้ยิน
“ดูโน่นดิอาหารโคตรโอชะเลยว่ะ”
ชายอีกคนในกลุ่มกล่าวเขาจ้องไปทางแม่ลูกคู่หนึ่งที่กำลังเดินหาของใช้ สีหน้าของเขาฉายแววเ้าเล่ห์และแฝงไว้ด้วยความชั่วร้าย
“เมืองที่ไร้กฎหมายมันสุดยอดจริงๆ เลย”
“แกนี่ท่าจะอาการหนักกว่าฉันซะอีกนะแต่ก็ช่วยไม่ได้ เรามาหาความสนุกกันเถอะ!”
เสียงปืนดังขึ้นเป็ครั้งคราวพร้อมเสียงกรีดร้องเตือนทุกคนถึงอันตรายที่เริ่มคืบคลาน
ภายในร้านเภสัชเรย์กับชิโฮะที่กำลังบรรจุขวดยาลงกระเป๋าเป้ มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นทันใด เขาเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจก่อนจะตัดสินใจทันที
“ขอฉันไปดูสักหน่อยนะชิโฮะเก็บของต่อไปก่อนได้เลย”
“อือ ระวังตัวด้วย”
เรย์ชะโงกหน้าออกไปสังเกตการณ์เห็นกลุ่มแยงกี้ชายห้าคนใช้ปืนพกไล่สุ่มยิงคนที่วิ่งหนีอย่างสับสนวุ่นวายไม่เจาะจงใครเป็พิเศษสร้างความโกลาหลและความกลัวไปทั่วทั้งห้าง และสองในห้าคนนั้น เรย์ยังจำได้ด้วยว่า พวกมันคือคนที่เคยถูกเขากับเคนจิจับได้เมื่อหลายวันก่อน
เขาเห็นชายคนหนึ่งในกลุ่มหลับตาหนึ่งข้างชี้นิ้วเล็งไปยังกลุ่มคนที่กำลังวิ่งหนี
ชั่วครู่นั้นเกิดม่านพลังทรงลูกบาศก์ขึ้นกลางลำตัวของชายคนที่เป็เป้าหมายพริบตานั้นลูกบาศก์เปล่งแสงขึ้นหายวับไป พร้อมกับลำตัวท่อนบนของชายผู้ตกเป็เป้าก็หายไปเช่นกันราวกับไม่เคยมีอยู่ละอองเืฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณเป็ภาพอันน่าสยดสยองยิ่ง
"ฮ่า ๆ พลังพวกนี้มันสะดวกดีจริง ๆอยากจะทำอะไรก็ทำ ไม่มีใครมาหยุดฉันได้!"
ชายเ้าของความสามารถดังกล่าว พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันและความพึงพอใจในอำนาจของตัวเอง
“นี่แกทำเกินไปหน่อยไหมวะมิชิม่า”
ชายอีกคนในกลุ่มพูดขึ้นสีหน้าและน้ำเสียงเริ่มแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน
“แล้วไง นายมีปัญหารึ”
“มีปัญหาแน่นอนสิวะ รองเท้ารุ่นลิมิเต็ดที่ฉันอุตส่าห์ได้มามีหวังเลอะเืพวกนั้นหมด”
“ก็เื่ของแกสิวะฮ่าฮ่าฮ่า”
เสียงหัวเราะดังขึ้นโดยชายคนดังกล่าวยังคงใช้พลังของตัวเองไล่ฆ่าคนอย่างสนุกสนานราวกับสิ่งที่พวกเขาทำเป็เื่ปกติธรรมดา
เรย์ครุ่นคิดเมื่อไม่รู้วัตถุประสงค์ของฝ่ายตรงข้ามไม่มีทางรู้ได้เลยว่า สถานการณ์จะรุนแรงไปถึงขั้นไหน ที่มักพูดกันว่า ‘เคลื่อนไหวโดยคำนึงถึงสถานการณ์อันเลวร้ายที่สุด’แต่กลับประเมินสถานการณ์เลวร้ายสุดไม่ออก เมื่อไม่รู้ว่า ‘เลวร้ายสุด’ จะอยู่ในรูปแบบไหนก็ไม่มีทางหาวิธีรับมือ
คงต้องสรุปไปก่อนว่าพวกมันไม่ได้มีเจตนาเจาะจงตามหาตัวพวกเขาหลังจากที่ไปก่อเื่เอาไว้ดังนั้นทางที่ดีควรพาทุกคนหนีออกจากที่นี่โดยเร็วที่สุด
แต่ในตัวห้างยังมีผู้คนบริสุทธิ์
ถึงรู้ว่าไม่จำเป็ต้องเข้าไปช่วยเหลือแต่ยังรู้สึกไม่ดีหากทำเพิกเฉยอยู่เช่นนี้โดยไม่ทำอะไร
“ชิโฮะเธอไปรวมตัวกับคนอื่นที่จุดนัดพบก่อนนะ”
เขาหันหน้ากลับมาหาชิโฮะที่กำลังเก็บข้าวของลงกระเป๋าเป้อยู่
“แล้วนายล่ะ... จะไปไหน?”
ชิโฮะถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงความกังวลดวงตาของเธอจับจ้องเขาแน่น
“ฉันจะล่อพวกมันไปอีกทาง เป็แบบนี้ต่อไปคงไม่เป็ผลดี”
“อย่านะเรย์มันอันตรายเกินไป!”
“ถ้าฉันไม่ทำจะมีคนบริสุทธิ์อีกมากมายต้องตายไปอย่างไร้ค่านะ...”
แม้จะรู้ว่ามันเป็การตัดสินใจที่อันตรายแต่เขาก็ไม่อาจเมินเฉยกับสิ่งที่คนพวกนั้นกำลังทำได้
“’งั้นให้ฉันอยู่ช่วยนายด้วย”
ชิโฮะยืนกราน แววตาแสดงความมุ่งมั่น น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความตั้งใจ
“ไม่ได้เด็ดขาด พวกนั้นมีความสามารถแบบไหนบ้างเราไม่รู้เลยเพราะงั้นฉันเคลื่อนไหวคนเดียวคล่องตัวกว่า ข้อร้องล่ะชิโฮะช่วยเข้าใจด้วยเถอะ”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลงหวังว่าชิโฮะจะเข้าใจและยอมทำตามที่ตนร้องขอ
หญิงสาวเม้มปากแน่น รู้ดีว่าตนเป็ตัวถ่วงแต่ก็เข้าใจถึงเจตนาดีของเพื่อนคนนี้เช่นกัน เธอจึงพยักหน้าอย่างจำยอม
“ก็ได้...ฉันจะรอจนกว่านายจะกลับมา อย่าช้าล่ะ”
เรย์ยิ้มมุมปากพึมพำขอบคุณที่เธอเข้าใจเขาหันหลังกลับไปมองกลุ่มเดนมนุษย์อีกครั้ง ก่อนจะสูดลมหายใจลึกแล้วเริ่มเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ
ย้อนกลับไป่เวลาก่อนหน้าเล็กน้อย
“ทานากะนั่นทานากะใช่ไหม”
เคนจิกับโยซึรุหันหน้าพร้อมกันไปยังทิศทางของเสียงเรียกนั้นเขาพบนักเรียนชายคนหนึ่งเดินเข้ามาเอ่ยทักขณะทั้งคู่กำลังแพ็คอาหารสำเร็จรูปลงกระเป๋าหน้าเชลฟ์วางของ
“พวกนาย...”
“บ้าเอ๊ยฉันนึกว่าพวกนายตายไปแล้วเสียอีกั้แ่ตอนที่แยกกันบนดาดฟ้านั่น”
นักเรียนชายคนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงแสดงความประหลาดใจและความยินดี
“พอดีเกิดเื่ขึ้นหลายอย่างน่ะพวกนายก็ด้วย ฉันนึกว่า...”
เคนจิพูดกลับเสียงของเขาเงียบไปเล็กน้อย เมื่อคิดว่าทุกคนได้ตายกันหมดแล้ว
“เกิดเื่ขึ้นหลายอย่างเหมือนพวกนายนั่นแหละคนอื่น ๆ น่ะ...”
เพื่อนนักเรียนคนดังกล่าวเงียบไปในท้ายประโยคราวกับไม่้าพูดถึง
“อ่าวๆ นั่นมันทานากะคุงกับดาราดาวรุ่งสุดสวยไม่ใช่หรือ... เห็นไหมทุกคนอย่างที่ฉันบอกไปน่ะ ท่านจาชินจะมอบพรคุ้มครองให้คนที่มีศรัทธาแรงกล้าเท่านั้น”
ประโยคครึ่งหลังฟุรุคาว่าหันไปกล่าวกับเหล่านักเรียนและผู้คนจำนวนมากที่ติดตามมานักเรียนชายที่กำลังคุยกับเคนจิอยู่นั้นรีบเปิดทางให้พร้อมโค้งตัวทำความเคารพอย่างนอบน้อม ซึ่งทุกคนต่างจ้องมองฟุรุคาว่าด้วยแววตาศรัทธาอย่างลึกซึ้ง
“ครูยังไม่ตายอีกรึไงครับเนี่ยช่างน่าประหลาดใจจริง ๆ”
เคนจิทำเสียงขึ้นจมูกแสดงการดูถูกอย่างไม่อ้อมค้อม กิริยาเผยความเป็ปรปักษ์
“หึหึต่อให้เธอดูิ่ครูแค่ไหน มันไม่ได้ทำให้คำสวดภาวนาอันแรงกล้าต่อท่านจาชินนี้ด้อยค่าลงแต่อย่างใดหรอกนะ”
ฟุรุคาว่ากล่าวด้วยรอยยิ้มไม่ถือสาหาความเขามองเคนจิด้วยสายตาผู้ใหญ่ที่โอบอ้อมอารี เหมือนผู้ใหญ่ที่มีเมตตาต่อเด็กตัวน้อยๆ
“เหอะแต่ดูเหมือนคำวิงวอนของครูคงยังไม่แรงกล้าพอใช่ไหมครับถึงทำให้ทุกคนเหลือรอดกันมาแค่ได้นี้น่ะ”
เคนจิกะด้วยสายตายทำให้เห็นว่านักเรียนคนอื่น ๆ บนดาดฟ้าเมื่อตอนนั้นเวลานี้กลับเหลือจำนวนไม่ถึงครึ่ง ถึงแม้จะมีกลุ่มคนหน้าใหม่มาร่วมด้วยในคณะก็ตาม
“ผิดแล้วแรงศรัทธาของผู้วายชนม์เ่าั้ยิ่งใหญ่กว่าทุกคนในที่นี้มากนักความตายของพวกเขาไม่ใช่จุดจบมันคือการเสียสละที่ช่วยให้เหล่าสาวกก้าวข้ามอุปสรรคที่ท่านจาชินทดสอบเราได้”
“—พวกคำลวงจอมปลอม...ยิ่งใหญ่มาจากไหนกัน ใครหลงเชื่อก็บ้าแล้วพระไตรปิฎกหรือคัมภีร์ไบเบิลไม่ได้ถูกแฟกซ์จาก์ลงมาโลกนะถ้าพระเ้ามีจริงก็หัดบอกให้ช่วยทำงานซะบ้างเซ่!”
เคนจิเอ่ยเสียงเข้ม แฝงการดูิ่ซ่อนอยู่ในน้ำเสียง
สายตาของเหล่านักเรียนคนอื่นๆ เริ่มมองเคนจิอย่างไม่เป็มิตร ใบหน้าส่อเค้าความไม่พอใจขึ้นทันที
“แก! กำลังดูิ่ท่านจาชิน”
“ในนามผู้นำสาส์นพวกเราสมควรสั่งสอนหมอนี่ซะ!”
“เหอะ! พระเ้าเองดูเหมือนจะไม่ได้ลงทัณฑ์อะไรพวกที่แอบอ้างเลยสักนิดงั้นเดียวฉันจะจัดการแทนให้เอง”
เคนจิหักนิ้วดังกร๊อบอย่างเตรียมพร้อมเข้าปะทะกับพวกโง่งม
“ฉันจะอัดให้ตาสว่างเลยว่ามัวแต่สวดอ้อนวอนพระเ้าในจินตนาการไม่ได้ทำให้พวกนายรอดไปจากสถานการณ์บ้า ๆนี่หรอกนะ”
เคนจิมองว่ามนุษย์ต้องยอมรับและเผชิญความจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตหาทางแก้ปัญหานั้นไปเรื่อย ๆ โดยไม่คิดหนี เขาคิดว่าลัทธิสอนให้คนหนีปัญหาและรอคอยให้อำนาจที่เหนือกว่าอย่างพระเ้าเป็ผู้กำหนดชีวิตโดยไม่คิดกำหนดเื่เ่าั้ด้วยตัวเอง
“เคนจิพอได้แล้วขัดแย้งกันไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอกนะ”
โยซึรุเอ่ยเตือนสติ ยิ่งโต้กันไปมายิ่งเข้าทางอีกฝ่าย
“นาคาจิม่าคุงกล่าวได้ถูกต้องแล้วความขัดแย้งไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ต่อให้เคนจิคุงมีบาปหนาเพียงใดท่านจาชินก็ไม่มีทางทอดทิ้งคนที่หลงทางได้ มาเถอะเข้ามาเป็ส่วนหนึ่งกับพวกเราเพื่อไถ่บาปให้เหล่ามวลมนุษย์ด้วยกัน”
ฟุรุคาว่ายื่นมือให้เด็กสาวตรงหน้าเขามองด้วยดวงตาหื่นกระหายซึ่งปิดไม่มิด
“ยังเป็คนน่ารังเกียจไม่เปลี่ยนเลยนะ”
เคนจิกัดฟันกรอดรังเกียจสายตาแทะโลมแฟนสาวของเขานั่น จนอยากจะตั้นหน้าอีกฝ่ายสักหมัด
ในขณะเดียวกันนั้นเองเสียงปืนได้ดังขึ้นทำลายบรรยากาศที่กำลังคุกรุ่น
“เสียงปืน! รีบคุ้มครองท่านฟุรุคาว่า”
“ท่านครับที่นี่ไม่ปลอดภัยแล้วรีบไปกันเถอะครับ”
ผู้ติดตามคนหนึ่งรีบพูดเร่งให้ฟุรุคาวาออกจากที่นี่
ฟุรุคาว่าถอนหายใจที่ต้องยุติบทสนทนาเพียงเท่านี้
“แล้วฉันจะเฝ้ารอวันที่ชะตาให้เราได้มาพบกันอีกครั้งนะ...นาคาจิม่า โยซึรุ”
ตอนนี้ฟุรุคาว่าค้นพบพลังพิเศษของตัวเองแล้วการจะสร้างโลกใบใหม่ที่มีเขาเป็ผู้ปกครองไม่ใช่เื่ยากอีกต่อไปโลกซึ่งมีเขาเป็าาและตอนนี้ตำแหน่งราชินียังว่าง ฟุรุคาว่าจึงมองเด็กสาวที่หมายปองอย่างเสียดายก่อนจะหันหลังจากไปท่ามกลางการคุ้มกันของคณะ
“เสียงปืนดังมาจากชั้นล่างนี่เรย์ ชิโฮะ!”
เคนจิเอ่ยเสียงเครียด เมื่อได้ยินเสียงปืนดังถี่ขึ้น
“โยซึรุตามหลังเ้าพวกนั้นไปน่าจะปลอดภัยกว่า แล้วไปรอฉันอยู่ที่จุดนัดพบก่อนนะ”
เคนจิกล่าวกับโยซึรุพลางมองไปยังกลุ่มที่กำลังคุ้มครองฟุรุคาว่าออกจากห้างแห่งนี้
“เดียวก่อนสิเคนจิ...พวกเขาเอาตัวรอดกันได้อยู่แล้วไม่ต้องเป็ห่วงหรอกป่านนี้คงกำลังหนีไปรวมกันที่จุดนัดพบแล้วก็ได้”
รุ่นพี่สาวรีบรั้งอีกฝ่ายไว้เมื่อเห็นเขากำลังพุ่งตัวออกไป
“ถ้าไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเองว่าพวกเขาปลอดภัยล่ะก็ฉันคง—”
“อะไรนะ? เพื่ออะไรล่ะ?กี่ครั้งแล้วที่เธอออกไปช่วยคนอื่นอย่างไม่ยั้งคิดแล้วทิ้งฉันไว้”
หญิงสาวกล่าวเสียงเข้มขึ้นอย่างเหลืออดเธอจ้องมองเคนจิด้วยแววตาน่ากลัว
“เธอน่ะเป็แฟนของฉันไม่ใช่หรือไงปกป้องแค่ฉันคนเดียวก็พอแล้ว... ใช่ไหมเคนจิคุง ฉันพูดอะไรผิดหรือเปล่า?”
เคนจิตะลึงงันในน้ำเสียงของอีกฝ่ายเขาไม่เคยเห็นด้านนี้ของเธอมาก่อน
“อึก... โยซึรุ ทำไมกัน?”

เรย์เคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังโดยใช้เชลฟ์วางสินค้าและเคาน์เตอร์เป็กำบัง ค่อย ๆเลาะไปตามซอกมุมของห้างสรรพสินค้าแสงไฟจากเพดานที่ถูกเปิดทิ้งไว้ทำให้เห็นภาพรวมของพื้นที่กว้างใหญ่เสาอาคารสูงตระหง่านขึ้นมาอย่างมืดสลัว มีชั้นวางสินค้าเป็จำนวนมากที่เต็มไปด้วยของที่ถูกค้นหาและเก็บกวาดออกไปครึ่งหนึ่ง
เขาไม่รีบร้อนขยับตัวโผล่มาครึ่งหน้ากวาดส่องสังเกตการณ์รายรอบ
“ได้โปรด อย่าทำพวกเราเลยอยากได้เท่าไหร่ก็เอาไป”
ชายกลางคนถูกเอาปืนจ่อหัวกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“คุณคะ...”
เสียงของหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้าง ๆดังขึ้นอย่างอ้อนวอน เธอกอดลูกสาวแน่นสายตาของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง
“เฮ้ย แกดูดิไอ้ลุงนี่พยายามใช้เงินแก้ปัญหาว่ะ ถุ้ย!”
แยงกี้คนหนึ่งที่เอาปืนจ่อหัวอีกฝ่ายถ่มน้ำลายใส่ด้วยกิริยาเหยียดหยาม
“ฮ่าฮ่า เสียใจด้วยนะสำหรับตอนนี้เงินมันเป็เพียงแค่เศษกระดาษไปแล้ว อะไรที่พอแลกเปลี่ยนกับชีวิตลุงได้ล่ะก็...มีอยู่เหมือนกันนะ”
ชายคนดังกล่าวลากเสียงยานคางใน่ท้ายก่อนจะหันไปจ้องเด็กสาวที่กำลังกอดแม่ของตัวเองแน่น
“นี่...เธอยังเด็กอยู่นะ ทำไมพวกคุณถึงได้โหดร้าย ไร้ศีลธรรมกันขนาดนี้!”
“เหอะ! รู้อะไรไหมคุณภรรยา พวกฉันน่ะ... ขอบคุณโลกแห่งนี้จริง ๆจะปล้นฆ่าก็ไม่ได้ผิดอะไรสักนิด ศีลธรรมมันก็แค่ค่านิยมส่วนบุคคลที่ยึดตามกันมาแต่ที่นี่มันไม่ได้มีให้เลือกแค่นั้น เพราะกฎหมายมันใช้ไม่ได้กับประเทศนี้แล้วนี่หว่า”
น้ำเสียงของพวกมันที่กล่าวออกมานั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและอวดดี
“กะ... ก็ได้เอาชีวิตฉันไปเลย แล้วช่วยปล่อยภรรยากับลูกสาวฉันด้วย ข้อร้องล่ะ!”
ชายกลางคนพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทาน้ำตาคลอเบ้าแสดงถึงความรักและความห่วงใยในครอบครัว
“แหม่มๆ ทำเอาน้ำตาฉันแทบไหลเลยรู้ไหม แต่กฎคือชีวิตแลกชีวิตเท่านั้น เอาล่ะจะเลือกใครดีระหว่างคุณภรรยาหรือคุณลูกสาว หืม?”
“ฮึก ๆ อย่าทำพ่อหนูนะ!”
เสียงของเด็กสาวดังขึ้นขณะที่กอดแม่ของเธอแน่น
“มิชิม่าแกเลิกทำเป็เล่นได้แล้ว อยากโดนบอสดุรึไงกัน”
ชายคนหนึ่งในกลุ่มเอ่ยเตือนชายที่ชื่อมิชิม่าจิ๊ปากหงุดหงิดอย่างไม่สบอารมณ์ ที่ถูกขัดจังหวะ
“หา! อยากมีเื่รึไงวะ คนที่สั่งฉันได้น่ะมีเพียง—”
ทว่ายังไม่ทันสุดประโยคดี จู่ ๆได้มีพลุจำนวนหนึ่งถูกปามาทางพวกเขา
“นี่มัน?”
เสียงะเิของพลุหลากหลายอันผสมปนเปจนแยกไม่ออกกลุ่มควันโขมงลอยเต็มพื้นที่
“บัดซบนี่มันอะไรวะเนี่ย!”
เสียงพลุและควันสร้างความสับสนวุ่นวายทั่วบริเวณ
“หน้าไหนมันกล้าเอาของเด็กเล่นแบบนี้ท้าทายพวกฉันโผล่หัวออกมาเดียวนี้นะโว้ย!”
หลังเปิดด้วยการโยนพลุใส่กลุ่มของพวกมันเรย์ลัดเลาะไปตามเคาน์เตอร์สินค้า เสียงปืนดังขึ้นอีกครั้งพวกมันยิงสุ่มอย่างไม่ระบุทิศทางราวกับคนตาบอด
เขาใช้ปืนที่ได้รับมาจากชิโฮะยิงเสยขึ้นเพดานให้อีกฝ่ายสับสนและป้องกันลูกหลงไปโดนครอบครัวที่ถูกจับ
“ฉิบ! เ้านั่นมันมีปืน”
กลุ่มคนร้ายสะดุ้งใรีบะโหลบคนละทิศคนละทาง เปิดโอกาสให้ครอบครัวที่น่าสงสารได้พากันวิ่งหลบหนีออกมา
“เสียงปืนจากทางนั้นหาทางล้อมมันไว้!”
เรย์พยายามหมอบต่ำเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ โดยมีเสียงปืนดังไล่หลังอยู่เป็ระยะ
เขาฟังจากเสียงดูเหมือนว่าพวกมันยังยืนยันต่ำแหน่งที่แน่นอนของเขาไม่ได้เช่นกันด้วยควันจากพลุไฟจำนวนมากบดบังทัศนวิสัย เรย์เปิดเนตรมาร ยิงสกัดชะลออีกฝ่ายไว้ โดยยังโยนพลุไฟที่เหลืออยู่ทิ้งไว้ตามรายทางสร้างความปั่นป่วนอย่างต่อเนื่อง
ทว่าต่อให้ได้เปรียบเื่การมองเห็นเขานั้นรู้ดีว่าทักษะการใช้ปืนของตัวเองนั้นห่วยแตกแค่ไหนจึงยิงออกไปอย่างไม่หวังผล
กลุ่มคนร้ายยังคงพยายามไล่ตามผู้ที่กล้าท้าทายอย่างไม่ลดละ
“เหอะดูเหมือนเสียงปืนจะเงียบไปแล้วนะ ะุหมดแล้วล่ะสิไอ้ลูกหมา!”
“อย่าเพิ่งประมาทมันอยู่แถวนี้แหละ หนีไปไหนได้ไม่ไกลหรอก รีบหาตัวให้เจอ!”
ควันเข้มคละคลุ้งแต่เรย์ก็ไม่คิดอาศัยจังหวะนี้หลบหนี
เขาใช้การเคลื่อนที่แบบย่อเดินมาถึงจุดซ่อนตัวจุดหนึ่งอย่างรวดเร็วอีกฝ่ายพูดถูกแล้ว เขาซ่อนตัวอยู่ไม่ไกลจริง ๆ เรย์ลอบพุ่งใส่ชายคนหนึ่งจากด้านข้างซึ่งเดินแยกตัวออกมาท่ามกลางม่านควันหนาพรางตาระยะห่างระหว่างคนทั้งสองลดสั้นไปกว่าครึ่งภายในเวลาเพียงพริบตา
เขาใช้ดาบเฉือนไปที่ขาของอีกฝ่ายเบา ๆจนทรุดตัวลง
“อ๊าก! แกมันไอ้เด็กเวรนั่น—”
อีกฝ่ายยังไม่ทันพูดจบก็ถูกเขาใช้ด้ามดาบกระแทกหน้าจนสลบเหมือด
“มันอยู่นั่น!”
ตอนที่อีกฝ่ายเห็นตำแหน่งของเขานั้น เป็่เวลาเดียวกับที่ม่านพลังทรงลูกบาศก์ปรากฏขึ้นครอบตัวเรย์ไว้ไม่เสียเวลาฉุกคิดแม้เพียงเสี้ยววิ ราวกับคาดการณ์เขาะโม้วนกลิ้งตัวหลบไปด้านหน้า ก่อนม่านพลังจะเกิดแสงสว่างวาบขึ้น
เรย์ััได้ถึงกระแสอากาศซึ่งเกิดการกระเพื่อมอย่างรุนแรงผ่านควันที่ฟุ้งเบนออกกระจาย
“ไอ้เวรนั่นหลบพลังของฉันได้!”
‘หลังจากปรากฏเป็รูปร่างทรงลูกบาศก์ให้เห็นก็ใช้เวลาประมาณสองจุดเจ็ดวิ... ได้สินะ เงื่อนไขเคลียร์’
ต้องโทษที่อีกฝ่ายใช้พลังนั่นบ่อยเกินไป จนเผยให้เขาเห็นข้อบกพร่องในความสามารถของพลังแปลกๆ นั่น
ปัง! ปัง!
เรย์ผลุบ ๆ โผล่ ๆมุดตัวหลบไปมาตามเคาน์เตอร์สินค้าก่อนเร่งความเร็วเข้าประชิดพวกมันได้อีกหนึ่งคนซึ่งอยู่ถัดออกไปไม่ไกล
“อ๊ากกก!”
นอกจากนั้นหากเป้าหมายไม่อยู่ในขอบเขตของระยะสายตาที่กำหนดอีกฝ่ายก็ไม่อาจใช้ความสามารถนั่นได้
เขาใช้ดาบเฉือนไปตามขาและข้อมือจนร่างคนร้ายสิ้นสภาพล้มลงไปกองและหนีเข้าไปหลบในร้านขายของอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่อีกฟาก
“ล้อมเอาไว้มันอยู่ในนี้นี่แหละ! มิชิม่าแกเฝ้าทางออกไว้”
ชายคนหนึ่งะโสั่งเสียงดังแววตาแข็งกร้าวแฝงด้วยความมุ่งมั่นในการล่า
“เฮ้ ดูนั่น”
ชายอีกคนบุ้ยปากกล่าวเสียงเบา ชี้ให้เห็นร่องรอยหยดเืบนพื้นเป็จุดๆ เป็รอยนำทาง แสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายก็กำลังาเ็เช่นกัน
“หึฉันรู้นะว่าแกหลบอยู่ในนี้น่ะไอ้เด็กเวร โผล่หัวออกมาซะดี ๆ”
ปากก็ะโกล่าวเสียงดังแต่มือนั้นทำสัญญาณให้เพื่อนอีกสองคน ค่อย ๆกระจายตัวล้อมรอบเคาน์เตอร์ยาวเก็บเงินภายในร้าน
ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่แห่งนี้มีชั้นวางสินค้าเรียงรายเป็ระเบียบเรียบร้อยแต่ตอนนี้หลายชั้นถูกเคลื่อนย้ายและมีของกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป มีเสียงเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กำลังทำงานเบาๆ ผสมกับแสงไฟนีออนที่สะท้อนลงบนพื้นกระเบื้องเงาวับ สร้างบรรยากาศที่ดูเยือกเย็นและตึงเครียด
เรย์ซึ่งกำลังหลบอยู่นั้นล้วงขวดหลายใบจากกระเป๋าเป้ออกมาตั้งเรียงกันตรงหน้าก่อนจะลงมือผสมพวกมันเข้าด้วยกัน
ปัง!ปัง! ปัง!
เสียงสาดะุปืนดังระรัวอย่างยาวนานกลุ่มคนร้ายระดมล้อมยิงใส่เคาน์เตอร์ทะลุเป็รูพรุนจนหมดแม็ก กระสุนพุ่งผ่านชั้นวางสินค้าและแตกกระจายใส่เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ด้านหลัง
“เหอะโดนไปขนาดนี้ไม่เหลือซากแล้วล่ะ”
มิชิม่ากล่าวขึ้น ก้าวเข้าไปสำรวจหลังเคาน์เตอร์ก่อนจะพบว่ามันว่างเปล่า พวกมันหลงกลให้กับร่องรอยหยดเืจากพรรคพวกที่ถูกจัดการไปถูกเรย์นำมาใช้ประโยชน์ชี้นำอย่างตั้งใจ
“ไอ้เฮงซวย! เราถูกหลอกแล้ว!”
ทันใดนั้นเอง ไฟฟ้าภายในร้านดับวูบลง ทำให้บรรยากาศภายในร้านมืดสนิทในพริบตาเดียว
เรย์ฉวยโอกาส่เวลาที่ม่านตาของมนุษย์ยังปรับสภาพกับแสงที่มืดลงอย่างกระทันหันไม่ทันเขาเกร็งข้อมือปาขวดแก้วที่เตรียมไว้ใส่ชายสองคนที่อยู่ใกล้ที่สุด
เสียงเพล้งดังขึ้นกลุ่มควันลอยโขมงทันทีที่ขวดแก้วกระทบกับร่างกายของคนร้ายทั้งสองคน
“เวรเอ๊ยนี่มันอะไรวะเนี่ย!”
เรย์พุ่งออกมาจากจุดซ่อนตัวอย่างเร็วที่สุดไม่เสียเวลามองดูว่าสิ่งที่ใช้ไปได้ผลแค่ไหน และการตัดสินใจนั้นถูกต้อง เขาสะบัดดาบใส่ชายที่อยู่ใกล้ที่สุดสองคนอย่างรวดเร็วโดยที่อีกฝ่ายยังไม่ทันได้รับการมองเห็นกลับคืน
ดูเหมือนควันที่เกิดจากโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนตและไฮโดรเจนเปอร์ออกไซต์ที่เรย์ใช้หลักวิทยาศาสตร์ง่าย ๆ โดยให้กรดทั้งสองต่างทำปฏิกิริยากันจนเกิดควันจำนวนมากจะได้ผลดีเกินคาด
โชคดีที่ตัดสินใจนำมันติดมือมาด้วยหลังจากเข้าไปในร้านขายยาก่อนหน้านั่น
ระหว่างที่ลงมืออยู่นั้นม่านพลังทรงลูกบาศก์ปรากฏขึ้น โดยไม่สนใจพวกของตนที่อยู่ใกล้ว่าจะโดนลูกหลงไปด้วย
“มิชิม่า! ทำบ้าอะไรของ—”
เรย์ะโกลิ้งใส่ชั้นวางเครื่องใช้ไฟฟ้าที่อยู่ด้านข้างจนเครื่องชงกาแฟหลายตัวล้มระเนระนาดเพื่อให้หลุดจากระยะของมันอย่างทุลักทุเล
ทว่าอีกสองคนที่โชคร้ายหลบไม่ทันถูกม่านพลังกลืนกินจนแทบไม่เหลือเค้าโครงมนุษย์
เรย์สามารถบอกกับตัวเองได้เต็มปากเลยว่าแผนการจู่โจมของตนนั้นมีอัตราพลาดต่ำ เขารู้ดีอยู่แล้วว่าชายคนนั้นมีความสามารถอะไรจึงพยายามเข้าประชิดพรรคพวกของอีกฝ่ายไว้
ทว่าสิ่งที่เหนือความคาดหมายของเขาคือการที่หมอนั่นกล้าใช้ความสามารถนี้กับพรรคพวกของตนเองได้อย่างหน้าตาเฉยไม่มีลังเลเลยสักนิด
“หนวกหูเป็บ้าดันเกะกะเองนี่นาช่วยไม่ได้”
ชายที่ชื่อมิชิม่าหัวเราะเบาๆ มองดูสภาพพรรคพวกของตนตายอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“อายุมากกว่าไม่กี่ปีฝีมือก็อ่อนแอแต่มาทำเป็สั่งฉันอยู่นั่นแหละไอ้พวกโง่”

‘พลังที่ได้มาเปลี่ยนจิตใจคนให้บิดเบี้ยวได้ขนาดนี้เลยงั้นหรือเ้าบ้านั่นทำราวกับว่าไม่ได้อยู่ในโลกความเป็จริงแล้วนี่ไม่ใช่การทำเพื่อเอาตัวรอด แต่ทำเพราะความสนุกส่วนตัวล้วน ๆ’
เรย์ในสภาพสะบักสะบอมเล็กน้อยหันกลับมาสำรวจตัวเองพบว่ากระเป๋าเป้ของตนอยู่ในสภาพแหว่งครึ่งซีก เขามั่นใจเลยว่าหากเมื่อครู่ตนตัดสินใจช้าไปแม้เพียงสักนิดสภาพคงไม่ต่างจากกระเป๋าใบนี้เป็แน่แท้
ปัง!
เสียงปืนดังขึ้นเหนือหัวหนึ่งนัด
“ฉันรู้ว่าแกอยู่ตรงนั้น!เลิกเล่นซ่อนหาได้แล้ว”
ปัง! ปัง! ปัง! แกร๊ก—
“ชิ! ะุดันหมดอะไรตอนนี้วะ”
ทันใดนั้นเรย์พุ่งตัวออกจากที่กำบัง เขาก้มหัวหลบปืนกระบอกเปล่าที่ถูกอีกฝ่ายปาเข้าใส่อย่างร้อนรน
คมดาบถูกชักออกจากฝัก เขาฟันใส่ชายที่ชื่อมิชิม่าอย่างรวดเร็วในแนวขวาง
ทว่า...
“..!..”
ชายที่ชื่อมิชิม่าเผยรอยยิ้มชั่วร้ายเอี้ยวตัวเก้าสิบองศาขนานกับพื้นไปด้านหลัง โดยใช้มือข้างหนึ่งยันไว้กับพื้นมีดคอมแบทซึ่งไม่รู้ว่าอยู่ในมือั้แ่เมื่อไหร่ ถูกฟันแฉลบใส่เข้าบริเวณกลางหลัง
ตัวเรย์ซึ่งพยายามกลิ้งหลบจึงเซถลาไปกับพื้นพุ่งกระแทกเข้าชั้นวางของด้านหน้า
“ไม่ได้มีแต่แกเท่านั้นหรอกนะที่ใช้กลอุบายเป็น่ะ!”
เรย์รู้ทันทีว่าตนประเมินอีกฝ่ายต่ำเกินไปไม่คาดคิดว่าชายตรงหน้าชำนาญการต่อสู้ระยะประชิดขนาดนี้แตกต่างจากพรรคพวกของมันคนอื่น ๆ อย่างสิ้นเชิง
‘จำไว้นะเรย์ การดูแคลนศัตรูไม่ว่าในสถานการณ์ไหนนับเป็ความผิดมหันต์มีราคาที่ต้องจ่ายต่อให้นั่นเป็ภาพลักษณ์ที่อีกฝ่ายจงใจสร้างขึ้นลูกก็ไม่อาจนำมาเป็ข้ออ้างได้เมื่อถึงเวลาต้องเดิมพันด้วยชีวิต’
เสียงของพ่อปรากฏขึ้นย้อนภาพความจำในวันวานหลังจากที่ตนหลงกลจู่โจมใส่ช่องว่างที่ริเสะจงใจสร้างขึ้น
‘ผมกำลังสู้กับดีกรีแชมป์ระดับประเทศอยู่นะนี่พ่อจริงจังเกินไปไหม—’
เรย์หลับตานอนแผ่บนพื้นของโรงฝึกอย่างหมดแรงดาบไม้หลุดจากมือไถลไปไม่ไกล
‘คุณพ่อพูดถูกพี่ต่างหากที่เหลาะแหละเกินไปแล้ว! เอ้าจับดาบแล้วรีบลุกขึ้นมาเดียวนี้!’
เรย์พยายามลุกขึ้นอีกครั้งในขณะที่มิชิม่าไม่คิดมอบโอกาสนั้นให้
“หึจับได้เสียทีนะไอ้หนูสกปรก เอาแต่ร้องจิ๊ด ๆ วิ่งซ่อนไปมาตรงนั้นตรงนี้มันทำให้ฉันหงุดหงิดมากนะรู้ไหม”
มิชิม่ากล่าวด้วยใบหน้ากึ่งยิ้มกึ่งหัวเราะดวงตาแฝงแววบ้าคลั่ง แต่พยายามแสดงออกให้เหมือนคนปกติ
“เป็คนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความบ้าบิ่นและความน่ารำคาญเลยนะต้องขอชื่นชม”
ดวงตาข้างขวาของหมอนั่นเปลงแสงแปลกประหลาด
เรย์จึงเข้าใจในที่สุดแท้จริงแล้วความสามารถของหมอนี่ก็คือเนตรมารประเภทหนึ่งคล้ายของเขานั่นเอง
‘นั่นสินะ ฉันอ่อนหัดเกินไปจริงๆ ...บ้าเอ๊ยชาไปหมด ขยับตัวไม่ทันแล้ว’
“มัวแต่มองไปทางไหนน่ะไอ้งั่ง!”
“—!?”
กว่ามิชิม่าจะทันได้รู้สึกตัวหันไปก็เห็นกำปั้นลอยประชิดอยู่เบื้องหน้า
หมัดตรงส่งกำลังมาจากทั่วทั้งร่างก่อนตัวมิชิม่าจะทันได้มีปฏิกิริยาตอบโต้ใด ๆ ใบหน้าก็บิดเบี้ยวจากแรงปะทะเสียแล้ว
แรงต่อยส่งผลปลิวกระเด็นกระแทกใส่ข้าวของเครื่องใช้ไฟฟ้าจนล้มระเนระนาด
“นึกว่าหัวเ้านั่นจะหลุดติดมือซะอีกฉันหนักมือไปหน่อยไหมเนี่ย”
เคนจิมองดูผลงานตัวเองเห็นศัตรูสลบเหมือดไปอย่างสิ้นสภาพ
“ไม่เป็ไร...ก็บ้าแล้วสินะ ขยับตัวไหวไหม”
เคนจิถามพร้อมกับผายมือให้เขาที่กำลังนั่งในท่าเอนหงาย
“—โดนอัดซะยับเลยนี่หว่า เป็ภาพที่หายากน่าดูเลยแฮะ”
“มาช้าชะมัด”
เขาพึมพำอย่างไม่จริงจัง
“ชิ...คำตอบเฉยเมยนั่นมันอะไรกันหา”
เคนจิยิ้มมุมปากเลิกคิ้วข้างหนึ่ง
“มันแน่นอนอยู่แล้วถ้าไม่ได้นายฉันตายแน่แล้วคนอื่น ๆ ล่ะ”
เรย์ถอนหายใจ ถึงปากจะพูดไปอย่างนั้นแต่ก็รู้สึกขอบคุณอีกฝ่ายจากใจจริง
รอยยิ้มของทั้งสองสลายบรรยากาศอันตึงเครียดออกไปได้เกือบสมบูรณ์
“ชิโฮะเล่าให้ฟังหมดแล้วล่ะฉันเลยสั่งเธอให้ไปรอที่จุดนัดพบ แล้วรีบออกตามหานายนี่แหละ… เดียวนะ นายาเ็งั้นเหรอ?”
เคนจิชี้ให้เห็นรอยเืที่ซึมออกมาจากด้านหลังเสื้อ
“แค่ถากๆ น่ะไม่ต้องเป็ห่วง… รีบไปรวมกลุ่มกันก่อนเถอะ ไม่รู้ว่าคนพวกนี้ยังมีพรรคพวกอีกมากแค่ไหน”