เมื่อซาบริน่าเลื่อนตัวออกจากบู๊ทที่นั่งเบย์ก็เข้ามาหยุดอยู่ข้างตัว ส่งไม้เท้าให้และอ้อมแขนของเขาก็โอบลงรอบเอวอีกครั้งพาเดินผ่านบู๊ทและโต๊ะตัวอื่นๆ ออกมาถึงหน้าประตู เธอหยุดรออยู่ตรงนั้นตอนที่เขาจ่ายเงินค่ากาแฟ
เมื่อเดินขึ้นมาถึงบาทวิถี เบย์ก็เอ่ยถามขึ้นว่า
“เมื่อครู่นี้คุณบอกว่าบ้านอยู่ห่างจากที่นี่ไม่กี่่ตึกใช่ไหม?”
“ใช่ค่ะ”
ซาบริน่าหันไปทางเขารอยยิ้มปรากฏขึ้นบนริมฝีปากอีกครั้งอย่างง่ายดาย
“แล้วก็ต้องขึ้นเขาไปด้วยนะคะ”
“มันมีคําพูดปลอบใจอยู่คําหนึ่งสําหรับเนินเขาในซานฟรานซิสโกนี่คือเขาบอกว่าถ้าคุณรู้สึกเหนื่อยที่จะปีนขึ้นไปก็สามารถเอนหลังลงพิงกับมันได้”
และซาบริน่าก็หัวเราะกับคําพูดเชิงขําขันของเขา
“ผมชอบเสียงหัวเราะ ของคุณนะเกือบจะคิดแล้วสิว่าคุณลืมการหัวเราะไปแล้ว แต่ก็ดีใจที่คุณไม่ได้เป็อย่างนั้น”
หัวใจของเธอดูจะระทึกขึ้นชั่วครู่ ซาบริน่าเพิ่งจะค้นพบว่าเธออยากจะเชื่อว่าเขาพูดออกมาด้วยน้ำใสใจจริง ไม่ใช่เป็เพียงการตั้งข้อสังเกตแต่แล้วก็บอกตัวเองว่า ถ้าคิดเช่นนั้นแปลว่าเธอกําลังยืนอยู่บนจุดอันตรายแล้วดังนั้นจึงนิ่งเงียบเสีย
“รถผมจอดอยู่ตรงมุมถนนข้างหน้า”
เบย์กล่าวต่อราวกับไม่หวังที่จะได้ยินคําตอบจากเธอ
“ผมจะไปส่งคุณ ที่บ้าน”
มันเลยเวลาหนึ่งชั่วโมงที่ซาบริน่าบอกกับเป๊กกี้ไว้ดังนั้นเธอจึงยอมรับคําชวนของเขาอย่างเต็มใจเธอบอกที่อยู่ให้กับเขาซึ่งจะต้องขึ้นเนินไปอีกพอสมควรขณะนี้ชั่วโมงเร่งด่วนได้เริ่มขึ้นแล้ว ดังนั้นเขาและเธอจึงไม่ใคร่ได้พูดจากันมากนักเมื่อเบย์ต้องขับรถอย่างระมัดระวังซาบริน่าเองก็ต้องสังเกตเกี่ยวกับเื่ทางแยกอยู่เพื่อที่จะบอกทิศทางกับเขาได้อย่างถูกต้อง
“บ้านของเราเป็สีเหลืองเข้มตัดด้วยสีน้ำตาลกับสีขาวค่ะ”
เธอบอก
“แต่เลขที่อาจจะมองเห็นได้ยากในบางครั้ง”
ครู่ต่อมาเขาก็นํารถเข้ามาจอดตรงหน้าบ้าน ใส่เบรกมือและดับเครื่องยนต์ลงทันทีที่เขาเปิดประตูให้เธอก็ได้ยินเสียงเป๊กกี้ร้องออกมาว่า
“ซาบริน่า เธอไม่ได้เป็อะไรใช่ไหม?”
เสียงถามนั้นดังขึ้นพร้อมกับเสียงเปิดประตูรั้วไม้และเป๊กกี้คอลลินส์ ก็เดินอย่างรีบร้อนตรงเข้ามาหา
“ฉันกําลังจะออกมาดูอยู่พอดีว่าเธอกลับมาถึงบ้านแล้วหรือยังเข้าใจว่ากลับมาแล้วและลืมบอกให้ฉันรู้”
“ฉันออกไปนานกว่าที่บอกไว้สักหน่อยค่ะ”
ซาบริน่าพูดเป็เชิงอธิบาย
“อ๋อ...งั้นก็เข้าใจแล้วละ”
จากน้ำเสียงนั้นบอกให้เธอรู้ว่าเพื่อนบ้านผู้มีอัธยาศัยสังเกตเห็นอยู่ว่าเธอมีผู้ชาย มาส่งและกําลังรอที่จะได้รับการแนะนําให้รู้จักอยู่
“เป๊กกี้คะ นี่คือคุณเบย์ คาเมรอน แล้วนี่คือเป๊กกี้ คอลลินส์เพื่อนบ้านของฉันค่ะ”
เธอรีบกล่าวคําแนะนํา ออกไป
ทั้งสองต่างทักทายกันตามมารยาทก่อนที่เบย์จะหันมาทางซาบริน่าพร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า
“ผมเห็นจะต้องลากลับก่อนนะซาบริน่า”
“ขอบคุณสําหรับการเลี้ยงกาแฟแล้วก็ช่วยขับมาส่งบ้านด้วยค่ะ”
เธอส่งมือให้เขาััเป็การล่ำลา
“ด้วยความยินดีอย่างยิ่ง”
อุ้งมือนั้นอบอุ่นยิ่งนักโดยเฉพาะเมื่อเขาบีบลงเบาๆ
“แล้วค่อยพบกันใหม่นะครับ”
น้ำเสียงของเขาเหมือนจะเป็การให้สัญญาและซาบริน่าก็อยากจะให้มันเป็เช่นนั้นจริงๆขณะนี้เธอลืมความยโสของครั้งแรกที่พบกันไปหมดสิ้นแล้วมันออกจะน่าแปลกอย่างมากที่เธอยินดีจะเปิดเผยเื่ราวส่วนตัวให้เขาได้รับรู้ไว้ เธอครุ่นคิดอยู่ขณะเงี่ยหูฟังเสียงประตูรถที่ถูกเปิดออกและกับเสียงเครื่องยนต์ที่ดังตามมาไม่เคยมีใครนอกจากพ่อที่เธอสามารถพูดคุยได้อย่างเปิดเผยเช่นนี้เลย
“เธอไปพบเขาที่ไหนนะซาบริน่า?”
เป๊กกี้เอ่ยถามขึ้นด้วยความใคร่รู้จริงๆ
“เราพบกันครั้งแรกที่ท่าเรือ ตอนที่เดบอร่าห์กับฉันไปรับพ่อน่ะค่ะ”
เธอเล่าให้เป๊กกี้ฟังเกือบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าตอนนั้นยังมีเป๊กกี้ยืนอยู่ข้างตัวหนึ่ง
“ฉันเดินไปชนเขาเข้าเมื่อตอนบ่ายวันนี้เอง...เอ้อ...แต่ไม่ได้หมายความว่าชนจริงๆ หรอกนะ”
เธอได้ยินเสียงรถที่แล่นออกไปจากที่นั่นแล้วและเงี่ยหูฟังอยู่จนมันลับหายไปแล้วจึงได้หันมาทางสตรีผู้สูงอายุกว่า
“เป๊กกี้คะ ช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหมว่ารูปร่างหน้าตาเขาเป็ยังไง?”
เป๊กกี้ คอลลินส์ยืนนิ่งเงียบไปเป็ครู่ราวกับจะทบทวนความทรงจําของตัวเองอยู่ และในที่สุดก็ตอบว่า
“เขาเป็คนร่างสูงนะ อายุสักประมาณสามสิบเห็นจะได้ผมเป็สีน้ำตาลแกมแดง ดวงตาก็เป็สีน้ำตาลเหมือนกัน แต่ไม่ใช่น้ำตาลเข้มหรอกอ่อนกว่านั้นหน่อย หน้าตาก็ไม่ถึงกับจะหล่ออะไรนักแต่ก็ต้องนับว่าเป็ผู้ชายที่หน้าตาดีมากคนหนึ่งทีเดียว”
หล่อนนึ่งไปอีกเป็ครู่เหมือนไม่ใคร่มั่นใจในคําอธิบายของตัวเอง
“แต่เขาดูเป็ผู้ชายเต็มตัวทีเดียว เธอเข้าใจที่ฉันพูดไหมล่ะ?”
“ค่ะ”
ซาบริน่าตอบเสียงเบา
“ค่ะ ฉันคิดว่าฉันพอเข้าใจ”
เธอเดาเอาว่าใบหน้าของเบย์ คาเมรอน คือใบหน้าของผู้ชายคนหนึ่งที่บ่งบอกถึงความเข้มแข็งในจิตใจมีอํานาจพอที่จะสามารถบังคับใครก็ตามให้ทําตามความพอใจ ของเขาได้
“ตายแล้ว”
เป๊กกี้ร้องออกมา
“ฉันลืมเอามันฝรั่งใส่เตาอบ เอาไว้แล้วเราค่อยคุยกันใหม่นะซาบริน่า”
“ค่ะ เป๊กกี้ ขอบใจมาก”
เพื่อนบ้านของเธอรีบรุดกลับเข้าไปในบ้านแล้วกว่าที่ซาบริน่าจะนึกขึ้นมาได้ว่าเธอตอบอะไรออกไปบ้าง
“เธอแน่ใจแล้วหรือว่าจะเดินออกไปจนถึงท่าเรือน่ะ ซาบริน่า?”
เดบอร่าห์ถามอย่างไม่ใคร่พอใจนัก
“อยากไปค่ะ”
เธอตอบไปตามความรู้สึกแท้จริงพร้อมทั้งเชิดหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“นอกเสียจากว่าคุณอยากจะอยู่ตามลําพังกับพ่อเท่านั้น”
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก”
หญิงสาวผมแดงถอนหายใจออกมาอย่างอุ่นเคือง
“แกร้นท์...น่ะเขาเป็ห่วงเธอจะแย่อยู่แล้วแล้วตรงท่านั่นมันก็ไม่มีราวให้เกาะด้วย เขาห่วงเื่ความปลอดภัยของเธอมาก”
“พ่อแม่ทุกคนก็มักจะห่วงลูกทั้งนั้นแหละเดบอร่าห์”
ซาบริน่าพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“คนที่เป็พ่อมักจะมีความรู้สึกว่าตัวเองมีหน้าที่จะต้องห่วงใยเกี่ยวกับความปลอดภัยของลูกมากกว่าใครทั้งหมด ซึ่งทั้งนี้ก็เพราะคิดเอาเองเท่านั้นฉันกําลังคิดอยู่ว่า พ่อคงต้องเป็ห่วงอย่างนี้ชั่วชีวิตนั่นแหละ”
“รับรองได้เลยละว่าถ้าฉันมีหนทางใดที่จะทําให้เขาไม่ต้องเป็ห่วงเธอมากเกินไปนักละก็ฉันจะต้องทำอย่างแน่นอน”
เดบอร่าห์ตอบเสียงขุ่นขณะก้าวลงจากรถยนต์
ซาบริน่าตามลงไปด้วยแต่ว่าช้ากว่ามากเธอเดินอ้อมรถที่จอดอยู่ในที่จอดหน้าอาคารท่าเรือและไปหยุดอยู่ข้างกายคู่หมั้นของพ่อ
“ที่คุณพูดอย่างนี้แปลว่าพ่อกําหนดวันแล้วอย่างนั้นหรือ?”
ซาบริน่าเอ่ยถามขึ้นเมื่อเดินเคียงข้างตรงไปยังประตูรั้วอันเป็ทางเข้าสู่ท่าเรือ
“เปล่าหรอก และฉันก็ยังไม่ได้หยิบยกเื่นั้นขึ้นมาพูดเลย”
เดบอร่าห์เงียบไปเป็ครู่ก่อนจะพูดต่อว่า
“ฉันรู้จักตัวเองอยู่อย่างหนึ่งและก็รู้ว่าตัวเองเป็อย่างนั้นมานานแล้วด้วยคือฉันเป็คนขี้หึง ถ้าเป็เ้าของอะไรแล้วจะต้องเป็เพียงคนเดียวพูดอย่างนี้เธอคงเข้าใจนะซาบริน่า ถ้าฉันแต่งงานกับพ่อของเธอขณะที่เธอยังอยู่ในบ้านฉันเชื่อว่าเราจะต้องมีการขัดแย้งกันอย่างแน่นอน...”
หล่อนเงียบไปอีก และแล้วก็กล่าวต่อว่า
“ถ้าเมื่อใดมันมีความขัดแย้งเกิดขึ้น เธอก็จะช้ำใจเปล่าๆและฉันเองก็ช้ำใจด้วย ฉันรู้ว่าเธอเป็คนรักอิสระ มาก และคงไม่คิดที่จะอยู่เป็ภาระให้กับพ่อไปจนชั่วชีวิตแน่”
“เพราะเหตุนี้สินะคุณถึงคิดจะส่งฉันไปอยู่โรงเรียนเสียให้พ้นหูพ้นตา”
ซาบริน่าสูดลมหายใจลึก เธอรู้ว่าทุกภาพของหญิงสาวผมแดงคนนี้ล้วนเป็ความจริงทั้งสิ้น
“มันอาจจะเป็คําตอบที่ดีสําหรับเราก็ได้นี่ซาบริน่าแต่ฉันก็เพียงแค่คิดเท่านั้นซึ่งถ้าเธอช่วยคิดตามไปด้วยมันก็จะเป็การเริ่มต้นที่ดีสําหรับเราทั้งสองคน”
หล่อนพูดอย่างกระตือรือร้น
“ฉันยัง้าเวลาสําหรับคิดมากกว่านี้”
ซาบริน่าเชิดหน้าขึ้นสู่สายลมรู้สึกเย็นชื่นด้วยััจากลมทะเล
“ฉันเฝ้าแต่หวังอยู่ว่ามันน่าจะมีทางออกที่ดีกว่านี้ก็ไม่รู้หรอกนะคะว่ามันจะเป็อะไร เพียงแต่เชื่อว่ามันจะต้องมี”
“หมายความว่าเธอเคยคิดเื่การไปอยู่โรงเรียนบ้างเหมือนกันใช่ไหม?”
“ฉันก็ลองคิดๆ ดูแล้วเหมือนกัน”
เธอถอนหายใจออกมาเบาๆ
“ไม่ว่าจะชอบความคิดนั่นหรือไม่ก็ตาม”
“ขอบใจมาก”
น้ำเสียงของเดบอร่าห์บอกความคลายใจลงอย่างมากก่อนจะพูดต่อด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่
“ที่จริงฉันเองก็ชอบเธอมากทีเดียวนะซาบริน่า แต่ฉันก็รักพ่อเธอด้วยฉันต้องรอเวลามานานเหลือเกินกว่าจะได้พบกับคนดีๆ อย่างเขาเป็คนที่น่ารักมากทีเดียว เพราะฉะนั้น ฉันอยากจะขอให้เธอเข้าใจด้วยว่าเพราะเหตุใดฉันถึงอยากจะให้เธอไปอยู่ที่อื่นเสีย”
“ฉันก็เข้าใจอยู่แล้วละ”
ขณะนี้เธอเดินมาถึงท่าเรือ ซึ่งพื้นปูด้วยกระดานแล้ว เสียงประตูรั้วปิดตามหลังลง
“ถ้าฉันรักผู้ชายสักคนฉันก็คงกระวนกระวายเหมือนคุณ อยากได้เขามาเป็ของฉันเพียงคนเดียวเช่นกันแต่ฉันจะไปรีบร้อนตัดสินใจหรอก จนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีทางออกที่ดีกว่านี้แล้ว”
มือของเดบอร่าห์เอื้อมมาจับปลายศอกกึ่งจะจูงเดิน
“เลี้ยวซ้ายตรงนี้”
หล่อนออกคําสั่ง