“น้องสาว ไม่ว่าอย่างไรเ้าก็ไม่อาจอภัยให้ท่านแม่ได้จริง ๆ หรือ” มู่อวี่ซีไม่คาดคิดว่ามู่อวิ๋นฮวาจะแน่วแน่เช่นนี้ โดยเฉพาะท่าทีไม่สนใจไยดีในยามนี้ ซึ่งแสดงออกชัดเจนว่ากำลังคิดดูแคลนพวกนางอยู่
ไม่อาจให้อภัยหรือ
คำพูดเ่าั้พลันเรียกสติของมู่อวิ๋นฮวาให้กลับมา โทสะที่เดือดพล่านอยู่ภายในจากการตามหาไป๋หลี่จงหัวไม่พบถูกโยนไปให้กับมู่อวี่ซี “ไม่อาจให้อภัยหรือ หึ ถูกต้องแล้ว ข้าไม่สามารถให้อภัยอนุว่าน แล้วเ้าจะทำอย่างไรกับมันได้ บางทีหากนางตายอีกครั้ง ข้าอาจอารมณ์ดีแล้วให้อภัยนางก็เป็ได้กระมัง”
อนุว่านซึ่งหลั่งน้ำตาอยู่เงียบ ๆ ถึงกับผงะเมื่อได้ยินถ้อยคำเกรี้ยวกราด ทว่านางก็สามารถตั้งสติได้โดยเร็วราวกับว่าการหยุดชะงักนั้นเป็เพียงภาพลวงตา
“หากการตายของข้าทำให้ฮวาเอ๋อร์ยอมให้อภัย ข้าก็จะลงมือเดี๋ยวนี้” อนุว่านประกาศพร้อมกับแข็งใจลุกขึ้น ความสลดหดหู่ก่อตัวอย่างรุนแรงคล้ายกับพร้อมจะโขกศีรษะของตนกับกำแพงเพื่อจบสิ้นทุกอย่าง
“ปล่อยให้ข้าตายเถอะ อย่าขวางข้า ข้าผิดเอง...”
“ท่านแม่!”
“ฮูหยิน อย่า!”
ไม่ได้มีเพียงแม่เฒ่ารับใช้ข้างกายของนางเท่านั้นที่ไม่อาจเพิกเฉยเมื่อเห็นนางแสวงหาความตาย มู่หงไห่ก็ไม่สามารถนิ่งดูดาย ยอมให้มีการเสียชีวิตต่อหน้าต่อตาเขา “ทำอะไรของเ้า ไม่มีใครขอให้เ้าตายสักหน่อย สงบสติอารมณ์ลงก่อนเถอะ”
หลังถูกมู่หงไห่ตำหนิ อนุว่านจึงยอมให้แม่เฒ่ารับใช้กับมู่อวี่ซีประคองร่าง แววตาวิงวอนของนางส่งไปถึงมู่อวิ๋นฮวา บ่งบอกว่าพร้อมจะลงมืออีกคราหากนางพูดอีกเพียงคำเดียว
ในสถานการณ์ปกติ มู่อวิ๋นฮวาคงชอบใจอย่างมากที่ได้เห็นอนุว่านทนทุกข์เช่นนี้ แม้ไม่ได้ลงมือฆ่า แต่ก็ยินดีที่ได้ทรมานอีกฝ่ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่าในวันนี้มู่อวิ๋นฮวาไม่คิดจะลากยาวเหตุการณ์นี้ให้ยืดเยื้อออกไป เนื่องจากนางตั้งใจจะตามหาสามีผู้ลึกลับของตน
“พอเสียทีเถอะ อนุว่าน หากเ้าอยากตายนักก็หาที่เงียบ ๆ สักแห่งแล้วก็ไปตายเสีย จะก่อเื่ใหญ่โตที่นี่ไปเพื่ออะไร” มู่อวิ๋นฮวาเผยความร้อนใจของนางอย่างตรงไปตรงมา “ข้าเบื่อหน่ายการเสแสร้งนี้เต็มทนแล้ว หากเ้าจำเป็ต้องแสดงต่อไปก็เชิญ แต่...”
นางจ้องอนุว่านกับมู่อวี่ซีตาเขม็ง “อย่าลืมล่ะว่า 'ข้า' เป็ใคร และ 'น้องสาวของข้า' เป็ใคร จำไว้ให้ดี มันไม่เหมาะสม และเราคงไม่อยากให้ผู้คนครหาได้ว่าตระกูลมู่ขาดความสงบเรียบร้อย... ดูสิ ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ข้าทั้งเหนื่อยทั้งหิว แม่นม ไปกันเถิด! ถึงเวลาไปดูเรือนใหม่ของเราแล้ว!”
มู่อวิ๋นฮวาละสายตาแล้วเดินออกไปพร้อมกับแม่นม ขณะเดินผ่านผู้ดูแลโจวนางก็หยุดและออกคำสั่ง “ผู้ดูแลโจว ให้ห้องครัวส่งอาหารและเครื่องดื่มอย่างดีที่สุดไปที่เรือนของฮูหยินเตี๋ยด้วย ข้ากับแม่นมจะกินให้อิ่มหนำ”
“เ้าค่ะ คุณหนู” อีกฝ่ายขานรับพลางคำนับ “พ่อครัวจะจัดเตรียมทุกอย่างทันที ทุกอย่างจะพร้อมในอีกไม่ช้าเ้าค่ะ” ผู้ดูแลโจวรู้ดีว่าต้องทำอย่างไรโดยไม่ต้องรอคำชี้แนะจากมู่หงไห่
ในจังหวะที่แม่นมเดินผ่านมู่หงไห่ นางโค้งคำนับอย่างนอบน้อมแล้วรีบตามมู่อวิ๋นฮวาออกไป ด้านมู่อวิ๋นฮวาโบกมืออย่างไม่ใส่ใจแล้วกล่าว “ท่านพ่อเองก็คงเหนื่อยมากแล้วจากการเดินทาง ท่านไปพักผ่อนเถิด”
จากนั้นนางก็ออกไปจากลานอวี่ฮว่า ก้าวเดินอย่างฉับไวราวกับจะพัดพาอากาศไปด้วย แม่นมถึงขั้นต้องวิ่งตามพร้อมกับร้องเรียก “คุณหนู เหตุใดถึงเดินเร็วอย่างนี้”
มู่อวิ๋นฮวาตอบอย่างไม่ลังเล “ข้าปวดท้อง ต้องไปจัดการเสียหน่อย ท่านไปที่เรือนฮูหยินเตี๋ยแล้วเริ่มจัดเตรียมก่อน อีกสักครู่ข้าจะตามไป”
“หา คุณหนู! ท่านจะไปไหน” แม่นมตามมู่อวิ๋นฮวาที่ด่วนจากไปไม่ทัน ทำได้เพียงเฝ้าดูด้วยความไม่สบายใจ ให้นางไปที่เรือนฮูหยินเตี๋ย แล้วคุณหนูจะไปที่ไหน
ความจริงแล้วนางไปที่ไหนน่ะหรือ
แน่นอนว่าต้องกลับเรือน! เรือนเล็ก ๆ ที่เงียบสงบหลังนั้น!
สถานที่ซึ่งถูกทิ้งร้าง เป็จุดที่เหมาะสมที่สุดในคฤหาสน์ตระกูลมู่
นางตั้งใจไปที่นั่นเพื่อปิดประตูและเผชิญหน้ากับิญญาในอดีต
“เฮือก” มู่อวิ๋นฮวาถอนหายใจอย่างแรงขณะผลักประตูเปิด ก้าวเข้าไปข้างในแล้วรีบปิดมัน ใช้มือข้างหนึ่งยันประตูไม้ไว้ หลับตาก่อนหายใจเข้าลึก ๆ หลายครั้ง เสียงหอบหายใจของนางค่อย ๆ สงบลง เมื่อลืมตาสีสันฉูดฉาดก็เริ่มปรากฏจากส่วนลึกของั์ตาดำของนาง มันส่องประกายราวกับแสงหิ่งห้อย จุดสีเขียวเสมือนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวพร่างพราวไปทั่วดวงตาของนาง
ทันใดนั้นดวงตาสีดำสนิทของนางก็กลับกลายเป็สีเขียวลึกลับราวกับอัญมณี
ในแต่ละครั้งที่นางกะพริบขนตาที่งอนยาวก็ดูราวกับว่าดวงตาสีเขียวของนางสามารถเปิดเผยความลับทั้งหมดของโลกโดยไม่มีสิ่งใดปิดบังซ่อนเร้นได้
มู่อวิ๋นฮวายกมือบางและไร้ชีวิตชีวาชี้ไปยังท้องฟ้า แสงสีทองวาววับที่ปลายนิ้วของนางยามที่นางโบกมือไปในอากาศก็ทิ้งร่องรอยสีทองเป็แนวยาวไว้
อักขระสีทองที่มีเขี้ยวและกรงเล็บอันน่ากลัวก็ปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุหลังจากนางดึงนิ้วกลับมา เพียงพริบตาอักขระนั้นก็หลอมรวมกับบานประตูทรุดโทรมก่อนสลายหายไป
หากไม่ได้เห็นด้วยตาตนเอง คงไม่มีใครเชื่อว่าสิ่งนี้เพิ่งเกิดขึ้น
ประตูยังคงผุพังเช่นเดิม ไร้ร่องรอยของอักขระสีทอง
“หึ” มู่อวิ๋นฮวาถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อย้อนนึกถึงอักขระนี้ อักขระ 'กับดักอสูร' ถูกสร้างมาเพื่อดักจับสิ่งมีชีวิต หากแต่มิใช่สิ่งมีชีวิตในโลกมนุษย์ ทว่าเป็อสูริญญาโบราณ
แม้นางจะไม่เคยพบอสูริญญาและไม่สามารถยืนยันการมีอยู่ของพวกมันได้ แต่ก็เคยมีโอกาสได้ใช้อักขระนี้มาก่อน นางไม่อาจรับรองได้ว่ามันจะใช้ได้ผลกับอสูริญญา แต่สำหรับิญญา แม้แต่พวกที่เก่งกาจก็ยังพ่ายแพ้ต่ออักขระนี้อย่างราบคาบ ไม่ว่าจะแบบตัวต่อตัวหรือมากันเป็โขยง
“เ้ามาข้าไม่กลัว กลัวแต่เ้าจะไม่มา” มู่อวิ๋นฮวากล่าวเยาะเย้ย หากไป๋หลี่จงหัวกล้าปรากฏตัว นางไม่มีทางปล่อยเขารอดไปได้เด็ดขาด นี่ยังไม่รวมถึงการจับเขามาทรมานเพื่อระบายความคับแค้นฝังหุ่นในใจของนาง!
นางตั้งใจจะทำลายิญญาของเขาให้สิ้นซาก เพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะไม่มีวันพบความสงบสุขในปรโลก
ตราบใดที่ิญญาของเขายังอยู่ หัวใจของมู่อวิ๋นฮวาไม่อาจพ้นไปจากความทรมานได้
อย่าว่าแต่ทิ้งรอยเฉือนนับพันเอาไว้ให้อีกฝ่าย การไม่ทำอะไรเลยและปล่อยให้ไป๋หลี่จงหัวรอดไปได้โดยไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนสักแห่งเดียวก็นับว่าเมตตาเกินไป ทว่ามู่อวิ๋นฮวาหาใช่คนโง่ พลังหยางบริสุทธิ์ของนางควรคุ้มกันให้ไป๋หลี่จงหัวอยู่ห่าง ๆ แต่เขากลับสามารถเข้ามาใกล้นางได้ นั่นเป็เครื่องพิสูจน์ให้เห็นถึงตัวตนอันพิเศษของเขาที่เหนือกว่าิญญาทั่วไป
มู่อวิ๋นฮวาไม่เคยประมาทิญญาที่แข็งแกร่งเช่นนี้ การต่อสู้ที่รวดเร็วและเด็ดขาดเป็สิ่งจำเป็ ชัยชนะที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียวคือ ฆ่าเขาซะ!
หลังจากพักเอาแรงครู่หนึ่ง มู่อวิ๋นฮวาก็บรรจงจารึกอักขระซ้ำลงไปบนผนังทั้งสี่ หน้าต่างที่เหลือ หลังคา หรือแม้แต่พื้น พลังของนางหมดลงในจังหวะที่วาดอักขระสุดท้ายเสร็จสิ้น นางทรุดลงกับพื้นด้วยความเหนื่อยล้าเต็มที ราวกับว่าพลังทุกหยาดหยดในร่างถูกดูดออกไป ดวงตาสีเขียวของนางค่อย ๆ จางลงและกลับมาเป็สีดำสนิท
มือที่วาดอักขระสั่นอย่างไม่อาจควบคุมได้ เหงื่อไหลจากหน้าผากของนางลงมาที่คาง ผิวของนางซีดเผือดและศีรษะโงนเงนด้วยความวิงเวียน
“ข้าอ่อนแอเกินไป...” มู่อวิ๋นฮวาพึมพำขณะประคองศีรษะตนเองและต่อสู้กับอาการคลื่นไส้ที่ตีตื้นขึ้นมาจากภายใน นางลืมไปเสียสนิทว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ร่างที่ได้รับการบำรุงด้วยโอสถิญญาของอาจารย์
การใช้ร่างกายอ่อนแอเช่นนี้เรียกอักขระระดับสูงออกมา และยังวาดเป็จำนวนมากในคราวเดียว มันไม่ต่างอะไรกับการเอาชีวิตมาเสี่ยง!