ในขณะที่เหตุการณ์เลวร้ายด้านในกำลังเกิดขึ้น ศิษย์หนุ่มทั้งสองที่เฝ้าอยู่นอกห้องพวกเขาต่างเร่งทำความสะอาดคราบน้ำขาวข้นที่กระจายไปทั่วพื้น ทั้งคู่ไม่รู้ตัวเลยว่าในยามนี้อาจารย์ของพวกเขากำลังตกที่นั่งลำบาก
“เ้าอิน... ข้ากับเ้าเราคือสหายรักกัน เื่ที่พวกเราทำ มัน... ผิดหรือไม่?” เ้าจันทร์กระซิบถามชายหนุ่มด้านข้างด้วยสีหน้าสับสน ในขณะที่สองมือจัดแจงใส่กางเกงของตนให้เข้าที่
แอ๊ด! ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะตอบกลับ จู่ ๆ เสียงประตูไม้ก็ดังขึ้น “หืม!” พวกเขาทั้งคู่ต่างใร่างแข็งค้างได้แต่ยืนมองร่างบางของหญิงสาวที่กำลังก้าวเท้าเดินออกมา จากจุดที่พวกเขาอยู่ห่างจากหน้าประตูไม่ไกลนัก ดีหน่อยที่แสงไฟในมุมมืดนั้นช่วยอำพรางสิ่งต่าง ๆ เอาไว้ได้
“หนุ่มน้อย!” น้ำเสียงหวานหยดย้อยของดรุณดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ สายตาเรียวงามคู่นั้นเพ่งมองมาที่พวกเขา ไม่รู้ว่าหญิงสาวคนนี้สังเกตเห็นอะไรแปลก ๆ หรือไม่ ทว่าพวกเขาทำได้เพียงแค่ยืนนิ่งรอฟังประโยคต่อไปที่นางจะพูดอย่างตั้งใจ “พวกเ้าสองคนอย่าได้เข้าไปรบกวนท่านอาจารย์ของพวกเ้าเลย ยามนี้เขาเหนื่อยผล็อยหลับไปแล้ว อ้อ! ข้าคงต้องไปแล้ว พรุ่งนี้เช้าฝากบอกลาอาจารย์ของพวกเ้าด้วย!” ดรุณส่งยิ้มหวานให้เด็กหนุ่มทั้งสองเล็กน้อย แล้วเร่งฝีเท้าเดินลงเรือนไป...
เมื่อร่างนั้นลับตาหายไปในความมืด ทั้งคู่รีบวิ่งไปที่บานหน้าต่างเพื่อมองหาร่างนั้นอย่างรวดเร็ว
นอกรั้วของสำนักไกลออกไปในความมืด พวกเขาเห็นเพียงเงาตะคุ่มของรถม้าเคลื่อนที่ใกล้เข้ามา จากนั้นร่างเงาของหญิงสาวก็ก้าวขึ้นรถม้าก่อนที่มันจะวิ่งลับไกลออกไป
“เหตุใดถึงกลับเอาตอนดึกดื่นเช่นนี้?” พวกเขาทั้งสองมองหน้ากันไปมา แต่ถึงอย่างไรถ้าฐานฟ้าไม่ขานเรียก พวกเขาคงไม่กล้าเข้าไปอย่างแน่นอน ทั้งคู่จึงทำได้เพียงรอให้ถึงรุ่งเช้าปล่อยให้เป็หน้าที่ของเ้าอินที่ต้องเข้าไปเก็บกวาดด้านในดังเช่นทุกวันที่เคยทำ
...
ท้องฟ้าสลัวมืดครึ้มไปด้วยเมฆฝน มีเพียงแสงริบหรี่ยามเช้าเท่านั้นที่พยายามสอดแทรกช่องว่างของก้อนเมฆลงมา มองดูแล้วเป็บรรยากาศวังเวงแปลก ๆ ชวนให้ผู้คนไม่อยากลุกออกจากที่นอน
ภายในห้องนอนของฐานฟ้า
ยามนี้ร่างเปลือยเปล่าของหมอผีหนุ่มกำลังนอนดิ้นไปมาดุจเดรัจฉานถูกทุบตี ไม่สิ! ต้องบอกว่าเขากำลังดิ้นทุรนทุรายเพื่อเอาชีวิตรอดตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา ความทุกข์ทรมานที่เขาได้รับหากเปลี่ยนเป็คนทั่วไปคงขาดใจตายไปนานแล้ว ไม่รู้เพราะเขายังไม่ ถึงฆาตหรือเพราะอะไรกันแน่จึงทำให้เขายังมีชีวิตรอดมาถึงเวลานี้ได้
อัก! อักกก! หมอผีหนุ่มส่งเสียงสำลักฟังดูแล้วเหมือนคนใกล้จะตาย ใบหน้าของเขาซีดเผือดสีหน้าไม่สู้ดีนัก ในเวลานี้เขาพยายามรวบรวมลมหายใจเฮือกสุดท้ายเพื่อเรียกเรี่ยวแรงทั้งหมดออกมาต่อต้านสิ่งชั่วร้ายบางอย่างที่ยืนจังก้าอยู่ตรงหน้า
ลูกตาเหลือกลอยเล็กน้อยของเขาเพ่งมองไปบนเพดาน เขากำลังจ้องมองร่างเงาสูงใหญ่ทั้งสามร่างที่กำลังประสงค์ร้ายต่อเขา สายตาเยาะเย้ยของพวกมันที่มองลงมาบ่งบอกได้ว่ากำลังดูแคลน ดูท่าพวกมันคงรอเวลานี้มานานแล้ว
“จัดการมันเร็วเข้า” เสียงแหลมแสบแก้วหูดังขึ้นท่ามกลางความวิตกของฐานฟ้า ทันใดนั้นุ์สองตัวแรกก็โผเข้ามาแล้วออกแรงบีบคอเขาแน่นจนใบหน้าของพวกมันบิดเบี้ยวเหยเก ส่วนุ์อีกตัวก็ไม่ยอมอยู่เฉย มันลงน้ำหนักที่เท้าแล้วเหยียบกลางอกของเขาเอาไว้ไม่ให้ดิ้นหลุดไปไหนได้ การกระทำของพวกมันมองดูก็รู้ว่า้าพรากชีวิตน้อย ๆ ของเขาไปให้ไวที่สุด
“ฮี่ ฮี่… ไอ้เวร ตอนนั้นยังปากกล้ากับพวกข้าอยู่เลย!” เงาดำทะมึนตัวหนึ่งส่งเสียงหัวเราะอย่างสะใจ ในขณะเดียวกันก็เอาเท้าเน่าเฟะของมันบดขยี้หน้าอกของมนุษย์ตรงหน้าด้วยความเกลียดชัง เวลานี้ฐานฟ้าไม่อาจปกป้องตัวเองได้ เขาไร้ซึ่งเรี่ยวแรงหมดซึ่งกำลังกายกำลังใจ อีกทั้งอักขระเลขยันต์ภายในตัวที่เคยเป็เกราะคุ้มกันภัย พวกมันกำลังเลือนรางเสื่อมถอยลงไปเรื่อย ๆ ดูแล้วไม่ต่างจากแสงของหิ่งห้อย
เมื่อเป็เช่นนี้แล้วตัวเขาในตอนนี้ก็แทบไม่ต่างจากคนธรรมดาทั่วไป…
‘นังตัวดีนั่น…ใครส่งมากันแน่?’ ฐานฟ้าเดือดดาละโสาปแช่งอยู่ภายในหัว เขารู้แล้วว่าเมื่อคืนตนนั้นได้เผชิญกับศัตรู ตัวฉกาจหญิงเสแสร้งนางนั้นได้ใช้มารยาของหญิงสาวหลอกล่อให้เขาติดกับ และท้ายที่สุดเขาก็หลงเดินเข้าไปในกับดักสวาทอย่างไม่ทันรู้ตัว
‘นางน่าจะใช้กลวิธีบางอย่างเพื่อไม่ให้ระดูหลั่งไหลออกมา?’ ฐานฟ้าพอคาดเดาได้ เป็เพราะผ้าขาวที่นางนุ่งห่มอยู่นั้นไร้ซึ่งโลหิตใด ๆ
ก่อนหน้านั้นเขาได้ตรวจดูแล้วถึงสองครั้งสองหน ครั้งแรกคือผ้าขาวที่นางห่มไร้สิ่งใดเจือปนเขาสะอาดเป็ปกติ ครั้งที่สองคือยามที่เขาใช้สองมือแหวกหว่างขาแล้วแอบพิจารณา เขาแน่ใจแล้วว่าทุกอย่างเป็ปกติ
ด้วยเหตุนี้ฐานฟ้าจึงใจกล้าเอาหน้าซุก เพื่อลิ้มเลียกินน้ำหวานในนั้นจนอิ่มหนำสำราญใจ...
ทว่าเขาคงคาดไม่ถึง หลังจากที่นางอ้อนวอนขอให้เขาดับตะเกียงไฟได้สำเร็จ ยามนั้นเองที่นางได้ทำการดึงบางอย่างออกจากช่องสวาทก่อนที่จะจับแท่ง์ของเขาสอดผ่านเข้าไป จึงเป็เหตุให้ของเหลวที่อยู่ในนั้นไหลซึมออกมาปะปนกับน้ำเมือกหลังเสร็จกิจ
ด้วยเหตุนี้… ฐานฟ้าจึงตกหลุมพรางอย่างไม่ทันรู้ตัว…
เวลาเป็ตายที่เขากำลังเผชิญอยู่ในยามนี้นับว่าเลวร้ายอย่างถึงที่สุดแล้ว ทว่าสิ่งต่าง ๆ ยังร้ายแรงได้อีก ชั่วขณะที่เขากำลังต่อต้านผีร้ายทั้งสาม เรี่ยวแรงของเขากลับหมดเอาเสียดื้อ ๆ เหตุเพราะฤทธิ์ยาสลบที่ยังเหลือค้างมาจากเมื่อคืน
ก่อนหน้านั้นเขาหมดสติไปแล้วก็จริง ทว่าพอฟื้นขึ้นมาก็ไม่มีเวลาให้หยุดพักเขาต้องต่อสู้กับผีร้ายทั้งสามที่กำลังจ้องทำร้ายเขาตาเป็มันด้วยฤทธิ์ยาที่ตกค้างอยู่มันทำให้เรี่ยวแรงหายไปจนแทบยกแขนไม่ขึ้น เหมือนกับปลาติดแหที่รอวันตายไม่สามารถทำอะไรได้
เมื่อถึงจุดจุดหนึ่งความกลัวตายที่มีก็เปลี่ยนเป็ความกล้า เขากลั้นใจกัดปากตนเพื่อเรียกสติให้กลับคืนมา แล้วใช้แรงเฮือกสุดท้ายคว้ามีดด้ามสั้นบนหัวนอนออกมา จากนั้นจึงจ้วงแทงตวัดไปมากลางอากาศ
ขวับ! ขวับ! แขนกำยำแต่ปวกเปียกไร้เรี่ยวแรงกำลังปัดป่ายไปมาเป็พัลวัน ความแหลมคมของมีดเล่มนั้นมันทำใหุ้์ทั้งสามเสียวสันหลังวาบทันทีที่เห็น
มีดในมือของเขาคือมีดหมอลงอาคม มันเคยกำราบผีร้ายในอดีตมานับไม่ถ้วน เมื่ออาวุธไม้ตายของฐานฟ้าถูกดึงออกมาใช้แม้นว่าเขาไม่ได้ร่ายอาคมเพื่อปลุกเสกมัน ทว่าิญญาร้ายทั้งสามก็ไม่อาจยืนนิ่งอยู่ได้พวกมันหวาดกลัวจนตัวสั่นพากันหลบหนีกระเจิดกระเจิง
ดวงไฟสามดวงพุ่งเป็สายออกนอกหน้าต่างไป ไม่นานมันก็หายไปจนลับตา
เมื่อดาวร้ายทั้งสามหายลับไปแล้ว ร่างกำยำของฐานฟ้าจึงผ่อนคลายลง หน้าอกหนาแน่นยุบพองขึ้นลงลมหายใจร้อนผ่าวไหลเข้าออกจมูกเป็สาย ใบหน้าซีดเซียวเขียวคล้ำ สภาพของฐานฟ้าในตอนนี้ไม่ต่างจากคนใกล้ตาย เขาทำได้เพียงนอนนิ่งอยากจะพูดก็พูดไม่ได้
แฮ่ก! แฮ่ก! เสียงเหนื่อยหอบเล็ดลอดออกจากลำคอ เมื่อสติเริ่มคืนมาทำให้เขารู้ตัวแล้วว่าอาคมภายในกายกำลังเสื่อมถอยลงไปทุกขณะ ถ้าเกิดมันหายไปจนไม่เหลือนั่นก็ไม่ต่างอะไรกับคนตาย ถ้าโชคดีหน่อยเขาอาจกลายเป็คนบ้าเสียสติ แต่โชคที่ว่ามันคงไม่ปรากฏกับเขาเป็ครั้งที่สองอย่างแน่นอน
ด้วยประสบการณ์ที่เคยร่ำเรียนมาอย่างตั้งอกตั้งใจ เขาพยายามรวบรวมสมาธิแล้วบริกรรมคาถาซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้นเพื่อชะลอมิให้อาคมในร่างถดถอยไปไวมากกว่านี้ จนกระทั่งพระอาทิตย์เริ่มโผล่พ้น ขอบฟ้า เมฆดำมืดเริ่มจางหาย ในที่สุดความช่วยเหลือที่เขาเฝ้ารอคอยก็มาถึงเสียที
แอ๊ด! ประตูไม้ภายในห้องค่อย ๆ ถูกเปิดออก เสียงของประตูดังพอประมาณ ไม่นานนักก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นมา
ตึก! เป็เ้าอินเองที่ก้าวขาเข้ามาในห้อง เด็กหนุ่มถือไม้กวาดและถังน้ำเข้ามาอย่างระมัดระวัง ทว่ากลิ่นคาวแปลก ๆ ที่ตีกระทบจมูกอย่างฉับพลันมันทำให้เขาถึงกับขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ “หือ! กลิ่นอะไร?”
เ้าอินรีบกวาดสายตามองหาสาเหตุ เขามองไปทางเตียงนอนที่อยู่ด้านในอย่างรวดเร็วและสิ่งที่เขาเห็นมันกลับแตกต่างออกไปจากภาพในหัวอย่างสิ้นเชิง “อาจารย์!” เสียงเ้าอินร้องลั่นห้อง ดวงตาของเขาเบิกกว้างทันใด
สิ่งที่เขาเห็นมันคือภาพสยดสยองหาใช่ชายหนุ่มรูปงามที่กำลังนอนหลับตาพริ้ม ภาพตรงหน้าที่เขาเห็นมันคือร่างเปลือยเปล่าของฐานฟ้าที่กำลังนอนหายใจรวยริน ดวงตาทั้งสองของชายหนุ่มเบิกกว้างและค้างแข็ง ส่วนปากของเขาก็กำลังบริกรรมสวดคาถาบางอย่างราวกับคนไม่ได้สติ
“ช่วย...ช่วย...ข้าด้วย!” เสียงแหบพร่าของฐานฟ้าดังขึ้นทันทีที่เ้าอินเดินเข้ามาใกล้ “อาจารย์ ท่านเป็อะไร เกิดอะไรขึ้น?” เ้าอินร้องโหวกเหวกโวยวายจนสุดเสียง เขาใมากที่เห็นอีกฝ่ายในสภาพแบบนี้ เขารีบทิ้งของที่อยู่ในมือ แล้วปรี่เข้าไปหาอีกฝ่ายด้วยความกังวลและตื่นตระหนก
“เื?” เ้าอินเห็นโลหิตสีแดงคล้ำถูกละเลงไปทั่วใบหน้าของอีกฝ่าย แค่เดินเข้ามาใกล้ก็ได้กลิ่นคาวตีจมูกจนเขาต้องเอามือปิด “ทำไม… ถึงเป็เช่นนี้?” เขายืนมองดูคราบเืที่เปรอะเปื้อนเต็มเตียงนอน อีกทั้งตามตัวของฐานฟ้าก็มีแต่คราบเืเต็มไปหมด
เ้าอินคิดเพียงว่าอาจมีคนคิดลอบทำร้ายในค่ำคืนที่ผ่านมา เขาจึงรีบมองหาาแตามตัวของอีกฝ่ายแต่กลับหาไม่พบ ความคิดของเขาสับสนไปหมดไม่รู้ว่าตนควรจะช่วยอีกฝ่ายอย่างไรดี
“ท่านอาจารย์… ท่านเป็อะไรครับ ฮือ ฮือ...” เด็กหนุ่ม สติแตกน้ำตาหลั่งริน สองมือเร่งเขย่าร่างของชายหนุ่มตรงหน้า เพื่อปลุกให้อีกฝ่ายได้สติขึ้นมา
“ไป! ไปเอาน้ำมนต์ที่หิ้งพระ…” เสียงบางเบาไร้เรี่ยวแรงของ ฐานฟ้าทำให้เ้าอินรีบตั้งสติแล้ววิ่งออกประตูไปอย่างรวดเร็ว
บนชั้นสองของเรือนหลักหลังใหญ่มีลานรับแขกกับโต๊ะหมู่บูชาที่ฐานฟ้าใช้ต้อนรับแขก ถ้าหากเดินลับเข้าไปหลังฉากกั้นไม่ไกลนักก็เป็ห้องนอนของฐานฟ้า
เ้าอินที่รีบวิ่งหน้าตั้งเขาใช้เวลาไม่ถึงห้าลมหายใจในที่สุดก็มาถึงหน้าโต๊ะหมู่บูชา ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็ซีดลงอีกครั้ง ตรงนั้นเคยมีรูปปั้นครูบาอาจารย์ดอกไม้ธูปเทียนตั้งไว้สวยงาม ในยามนี้มันกระจัดกระจายไม่เป็ชิ้นดี
ภาพที่เ้าอินเห็นราวกับว่าโต๊ะหมู่บูชาพวกนี้ผ่านพายุโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง จนทำให้สิ่งของบนนั้นพังถล่มลง
ขวับ! เด็กหนุ่มไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เขารีบคว้าเอาขันน้ำมนต์ที่มีน้ำอยู่ในนั้นพอประมาณ แล้วจึงรีบสาวเท้ากลับไปอย่างระมัดระวัง
“เกิดอะไรขึ้น?” จู่ ๆ ด้านหน้าเขาก็ปรากฏร่างของสหายร่วมสำนัก ทั้งสามรีบวิ่งหน้าตั้งขึ้นมาบนเรือนหลักอย่างตื่นตระหนก ก่อนหน้านี้พวกเขาได้ยินเสียงร้องโวยวายของเ้าอิน จึงได้พากันขึ้นมาเพื่อถามไถ่หาสาเหตุ
“ท่านอาจารย์… ท่านอาจารย์เป็อะไรก็ไม่รู้ ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน!” เ้าอินพูดละล่ำละลักหน้าตาเหลอหลา เขารีบสาวเท้าเดินนำทั้งสามเข้าไปยังห้องที่อยู่ด้านใน “นี่มัน!” เ้าจันทร์เอามือปิดปากแน่น เ้ามั่นกับเ้าคง ก็ทำท่าไม่ต่างกัน พวกเขาทั้งสามกำลังใกับภาพที่เห็น
สิ่งที่พวกเขาได้เห็นในขณะนี้มันช่างสร้างความตื่นตระหนกเกินจะบรรยาย ไม่ว่าจะเป็ร่างซีดเซียวเปลือยเปล่าของผู้เป็อาจารย์ หรือคราบเืที่แปดเปื้อนไปทั่วเตียงนอน ทั้งหมดนี้มันชวนให้เด็กหนุ่มเช่นพวกเขาหวาดผวาความคิดตีกันจนสับสน
“ท่านอาจารย์!” ไม่นานนักศิษย์หนุ่มทั้งสี่ก็รีบกระโจนตัวเข้าไปด้วยความเป็ห่วง เ้ามั่นกับเ้าคงช่วยกันประคอง่บนให้ ฐานฟ้าลุกนั่งตามคำสั่งของเ้าอิน หลังจากนั้นน้ำใส ๆ มีกลิ่นหอมในขันเงินก็ถูกเทกรอกปากไปหลายอึก
อึก! อึก... ฐานฟ้ารีบกลืนน้ำมนต์ในขันเงินลงคออึกใหญ่ ส่วนน้ำที่เหลือ เ้าอินใช้มือของเขาวักมันขึ้นแล้วล้างหน้าล้างตาชายหนุ่มจนสะอาดเอี่ยม “อาจารย์!” เ้าอินะโออกมาอีกครั้งเมื่อเห็นร่างหนาแน่นตรงหน้าเริ่มสั่นเทา พวกเขาทำได้เพียงบีบนวดเนื้อตัวชายหนุ่มอย่างเป็กังวล ไม่นานนักอาการสั่นที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ก็ค่อย ๆ หายไป
ตุบ! เมื่อฐานฟ้าได้น้ำมนต์เข้าไปดูเหมือนสถานการณ์เลวร้ายจะลดลง ไม่นานเขาก็ทิ้งตัวลงนอนอย่างหมดเรี่ยวแรง “เฮ่อ!” เสียงพ่นลมที่อ่อนแรงฟังดูก็รู้ว่าเื่ทุกอย่างกำลังทุเลาลง เขารู้ตัวแล้วว่าได้รอดพ้นจากความตายแล้วแน่แท้ จึงเบาใจนอนพักเอาแรงชั่วครู่
เ้าจันทร์ที่ยืนตัวสั่นอยู่ด้านข้างรีบมองหาผ้าสะอาดแถว ๆ นั้นมาคลุมปิดส่วนล่างของผู้เป็อาจารย์ เพื่อไม่ให้เปลือยเปล่าล่อนจ้อนจนดูอุจาดตา
ในหว่างนี้อีกสามคนก็ทำหน้าที่สำรวจรอบ ๆ ห้อง มองดูคราบเืสีแดงคล้ำอย่างพิศวงสงสัย “ท่านอาจารย์เป็อะไรกันแน่ ข้า...ข้าควรทำเช่นไร?”
พวกเขาแต่ละคนต่างมืดแปดด้านจนปัญญาหาทางแก้ไขคงทำได้เพียงรอให้ฐานฟ้าฟืนขึ้นมาอีกครั้งเท่านั้น…
...
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป
ในที่สุดเ้าสำนักหนุ่มก็เริ่มได้สติกลับคืนมาจนเกือบสมบูรณ์ เขายันกายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นจึงใช้น้ำมนต์ที่เหลือในขันราดลงบนตัวราวกับกำลังอาบน้ำ แล้วจากนั้นก็ราดน้ำในขันที่เหลือใส่คราบเืบนเตียงนอน การกระทำของเขาเหมือนกับว่า้าล้างอะไรบางอย่างให้มันจางหายไป
‘นังบ้านั่น… กล้าดียังไงถึงทำกับข้า? ไม่สิ… มันต้องมีคนส่งมาอย่างแน่นอน!’ ฐานฟ้าสบถด่าสาปแช่งในใจ เขารู้ดีว่าวงการนี้มักจะขัดแข้งขัดขากันอย่างลับ ๆ ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล ที่ผ่านมาเขาพยายามระวังตัวเป็อย่างดี คำสอนของผู้เป็พ่อยังคง ย้ำเตือนในหัวอยู่เสมอไม่เคยลืมเลือน
ทว่าเขาก็พลาดท่าเอาจนได้ ถ้าหากแก้ไขไม่ทันเขาคงได้กลายเป็ศพไปแล้วแน่ ๆ
“พวกเ้าไปตั้งพิธีกลางแจ้ง เตรียมน้ำในอ่างอาบให้พร้อม ข้าจะไปล้างตัวก่อนทำพิธี!” เมื่อเรี่ยวแรงเริ่มกลับคืนมาฐานฟ้าจึงออกคำสั่งทันที เมื่อศิษย์ทั้งสี่แยกย้ายออกไปจนหมด เขาจึงเริ่มสำรวจตัวเองอีกครั้ง
“เมื่อคืนนังสารเลวนั่นให้ข้ากินมันเข้าไปด้วย!” ฐานฟ้านึกขึ้นได้เขาจึงรีบกระดกกินน้ำมนต์ที่เหลือ แล้วล้วงคออาเจียนเอาของเหลวสีแดงคล้ำออกมาจนหมดท้อง
ระดู ของสตรีเพศไม่ใช่ของต่ำแต่อย่างใด แต่มันคือของล้างคาถาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ของทั้งสองสิ่งเป็ปฏิปักษ์ต่อกันอย่างชัดเจน ฐานฟ้าก็มิอาจรู้ถึงสาเหตุความเป็มาอย่างแน่ชัด ทว่าครูบาอาจารย์ในอดีตต่างย้ำเตือนอยู่เสมอให้หลีกเลี่ยงของเหล่านี้
ของที่สามารถล้างคาถาภายในตัวมีอยู่หลายสิ่ง เช่น ระดูของหญิงสาว ผ้าถุงที่นุ่งแล้วของสตรี ห้ามลอดราวผ้า ห้ามกินของเหลือเดน ห้ามกินฟักเขียว ห้ามกินมะเฟือง ห้ามกินปลาไม่มีเกล็ด ฯลฯ
สิ่งแสลงเหล่านี้ถูกสั่งห้ามมาั้แ่โบราณกาล แต่ก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไร ในเมื่อผู้ใช้คาถาเป็คนที่วิเศษกว่าคนอื่น ดังนั้นจึงต้องมีทางแก้เพื่อให้โลกนี้มีความสมดุล
ทุกสิ่งย่อมมีทางแก้ได้เสมอ! ดังนั้นผู้ใช้คาถาจึงได้แต่เก็บตัวไม่สุงสิงกับใครเกินความจำเป็
เมื่อแท่นบูชากลางแจ้งถูกเตรียมพร้อม ฐานฟ้ารีบอาบน้ำชำระล้างร่างกายจนสะอาด จากนั้นเขาจึงแต่งชุดขาวเดินเข้าปะรำพิธีที่ตั้งอยู่บนลานจัตุรัสด้านหน้าสำนัก ธูปเทียนบูชาถูกจุดขึ้น หลังจากนั้นเสียงอ่านโองการคาถากราบไหว้ครูบาอาจารย์เทวดาฟ้าดินก็ดังขึ้น คาถาต่าง ๆ ถูกขุดออกมาจากหัวของเขาดุจสายน้ำที่ไหลลงสู่ท้องทะเล
มะกรูด ส้มป่อย ดอกไม้เจ็ดสี ของสามสิ่งถูกโยนลงโอ่งน้ำที่ตั้งรอเอาไว้ จากนั้นเขาจึงปลุกเสกน้ำพวกนั้นตามพิธีกรรมที่เคยได้ร่ำเรียนมา โชคดีที่คาถาภายในตัวของเขายังไม่เสื่อมถอยไปเสียทีเดียว ดังนั้นฐานฟ้ายังคงประกอบพิธีกรรมนี้ได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องวิ่งวุ่นไปหาใครให้ช่วยเหลือ
ถ้าหากถึงขั้นคาถาของเขาไม่หลงเหลือ ถ้าเขาไม่ตาย ก็คงทำได้เพียงต้องพึ่งหมอผีคนอื่นเท่านั้นเป็ผู้ทำพิธีให้
แล้วใครล่ะจะออกแรงช่วยคู่แข่งของตน?
ดังนั้นในครั้งนี้บุญเก่าของเขายังไม่หมดลง ฐานฟ้ายังคงพอช่วยเหลือตัวเองได้โดยไม่ต้องรบกวนคนอื่น
ครืน! จู่ ๆ ท้องฟ้าพลันมืดครึ้มลงกว่าเดิม เมฆฝนที่ตกลงมาใน่เช้ามืดก็เริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง และแล้วพายุลมแรงก็ได้โหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งราวกับว่ามีใครบางคนสั่งการให้พวกมันมาทำลายล้างพิธี...
“พวกเ้าสี่คน...” ฐานฟ้าหันไปมองศิษย์หนุ่มทั้งสี่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ใครที่ยังบริสุทธิ์ยังไม่เคยมีเื่อย่างว่า?” จู่ ๆ ฐานฟ้าก็เอ่ยถามเื่แบบนั้นขึ้น คำถามของเขาทำเอาเด็กหนุ่มทั้งสี่ใบหน้าแดงก่ำไปตาม ๆ กัน
“เอ่อ... ท่านอาจารย์ ข้าไม่เคยกับสตรี แต่ถ้ากับมือตัวเองจะนับด้วยหรือไม่?” เ้ามั่นเอ่ยพูดตะกุกตะกัก ทุกคนต่างพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ดี! ถ้าเช่นนั้นพวกเ้าไปนำตะไคร้มาคนละเก้าต้น แล้วปักกลับหัวเอารากขึ้นฟ้าทั้งสี่มุมของปะรำพิธี ไป! รีบไป!!” ฐานฟ้าออกคำสั่งด้วยเสียงเคร่งขรึม เด็กหนุ่มทั้งสี่เห็นใบหน้าจริงจังของอีกฝ่ายต่างก็รีบวิ่งกุลีกุจอไปด้านหลังของสำนัก จากนั้นไม่นานพวกเขาก็กลับมาพร้อมกับต้นตะไคร้ในมือครบทุกคน
ทั้งสี่รีบปฏิบัติตามคำสั่งของฐานฟ้าอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ตะไคร้ทั้งสามสิบหกต้นกำลังจะถูกปักลงสี่มุมของปะรำพิธี
ตอนนี้เอง...
เปรี้ยง! ยังไม่ทันที่เ้าอินและคนอื่น ๆ จะปักตะไคร้ลงดิน ปะรำพิธีกลางแจ้งที่สูงกว่าสองเมตรกลับถูกฟ้าผ่าจนเกิดความเสียหาย แรงกระทำของสายฟ้าที่ฟาดลงมามันทำให้ข้าวของบนนั้นแตกกระจาย บ้างก็มีไฟลุกไหม้สร้างความใกลัวแก่พวกเขาทั้งหมด
“เหวอ!” เ้าอินและพวกต่างะโร้องเสียงหลง เ้าจันทร์ผงะถอยล้มลุกคลุกคลานจนเนื้อตัวเปื้อนดินโคลน “รีบปักเร็วเข้า!” เสียงของฐานฟ้าดังขึ้นทำให้พวกเขาทั้งสี่ต่างได้สติกลับคืนมา จากนั้นจึงพากันลุกลี้ลุกลนคลานไปจับตะไคร้บนพื้นที่กระจัดกระจายแล้วง้างมือปักลงดินอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
ปึก! เพียงแค่ต้นตะไคร้ถูกปักลงดิน เหตุการณ์เหนือธรรมชาติก็บังเกิดทันตาเห็น ไม่นานนักฝนฟ้าที่เคยคะนองคลั่งก็ค่อย ๆ จางหายไปอย่างไม่น่าเชื่อ
“นี่...” เ้าอินแหงนมองท้องฟ้าพลางมองหน้าอาจารย์ของเขาสลับกันไปมา เขารู้สึกภูมิใจเล็ก ๆ ที่ได้เป็ศิษย์ของอีกฝ่าย แน่นอนว่าที่ผ่านมาฐานฟ้าสร้างความประหลาดใจให้กับเขาอยู่หลายครั้ง และครั้งนี้ก็เป็หนึ่งในนั้น
เมื่อฟ้าฝนเริ่มจางหายไป ฐานฟ้าจึงเร่งรีบบริกรรมคาถาปลุกเสกร่างกายของตน เพียงไม่นานสง่าราศีที่เคยมัวหมองในยามนี้มันค่อย ๆ กลับคืนมาอีกครั้ง ฐานฟ้าในตอนนี้แลดูไม่ต่างจากยามปกติมากนัก เื่ ดี ๆ ที่เกิดขึ้นย่อมสร้างความสบายใจแก่ศิษย์หนุ่มทุกคน
...
สามวันต่อมา
“เฮ้อ! รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด เห็นทีข้าคงขยาดสตรีไปอีกนาน” ฐานฟ้าบ่นพึมพำกับตัวเองหลังจากเก็บตัวบำเพ็ญเพียรถึงสามวันเต็ม เขารู้สึกว่าชีวิตของเขามีแต่ข้อห้ามไร้ซึ่งอิสระ ไม่เหมือนดังเช่นตอนวัยหนุ่มคึกคะนอง ในวัยนั้นเขาสามารถเที่ยวเตร่นอนกับใครก็ได้ตามใจชอบ ไร้ซึ่งข้อห้ามใด ๆ
ทว่านั่นก็เป็แค่อดีตที่พัดผ่านมาแล้วก็จางหายไป เขาตระหนักดีว่าั้แ่ตนตัดสินใจย่างก้าวเข้าสู่โลกใบนี้ก็ไม่มีทางหันกลับได้อีกแล้ว
“เ้าอิน! ประกาศออกไป ข้าจะปิดสำนักสามเดือน!” แววตาของเ้าสำนักหนุ่มเป็ประกายคล้ายกับว่ากำลังคิดทำการบางอย่าง
“ในระหว่างนี้ข้าต้องกางเขตอาคมให้แ่า และคงต้องศึกษาตำราโบราณในตู้คัมภีร์ให้ครบทุกเล่ม” ฐานฟ้าพูดอธิบายให้อีกฝ่ายฟัง พร้อมกับกำชับว่าเื่วันนี้ห้ามแพร่งพรายออกไป ตอนนี้เขายังเป็นักปราบผีหน้าใหม่น้อยประสบการณ์ เขาจะใช้โอกาสนี้ศึกษาร่ำเรียนวิชาความรู้เพิ่มเติม เพื่อที่จะหาทางอยู่รอดในอนาคต...