สายลมพัดอ่อนๆยามดึกดื่น ผมกับเรนนอนพักที่ต้นไม้ซึ่งห่างจากจุดกางกระโจมประมาณสี่กิโลเมตรก็แบบว่าต้นนี้มันใหญ่ดีอ่ะนะและกิ่งที่แยกออกมามันทำให้นอนสบายนะสิครับ ส่วนเรนมันก็หาต้นที่ถูกใจมันนั่นแหละไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนหรอกครับ ขี้เกียจตรวจดู ถามว่าเป็นห่วงพวกมาเรียไหมตอบเลยว่าไม่จำเป็นครับเพราะตอนที่พวกนั้นเข้านอนเรนมันแอบไปกางข่ายเวทย์ป้องกันไว้แล้วมันเป็นห่วงมาเรียยิ่งกว่าผมเสียอีก แล้วเวทย์ที่มันกางก็ระดับโคตรสูง ถ้าสัตว์อสูรไม่โหดเกินไปก็ทนได้สบายๆ
ด้านของทอรัส
“อามอน หาพวกมันเจอยัง มันไปอยู่ไหนของมันวะ” ทอรัสสบถ
“ไม่เจอครับนายท่าน คิดว่าน่าจะอยู่ใกล้ๆนี่แหละครับหาอีกสักหน่อยเดี๋ยวก็เจอเองครับ” อามอนตอบและค้นหาต่อไป
และแล้วเวลาก็ผ่านไปเรื่อยๆ จนถึงตีสองพวกทอรัสก็ยังหาพวกผมไม่เจอ จึงถอดใจกลับไปนอน อันความจริงแล้วทอรัสมันจะเข้าไปลักหลับพวกมาเรียแต่ติดข่ายเวทย์ของเรนมันตั้งใจพังข่ายเวทย์อยู่พักใหญ่แต่ทำไม่ได้ จึงกลับไปนอนกระโจมตัวเองด้วยความหงุดหงิด
"ถ้าหากข้าจัดการมันไม่ได้พอตอนเรากลับออกไปค่อยไปหาตัวช่วย ตอนนี้ข้าพึ่งนึกออกถึงข่าวลือว่ามีเด็กนักเรียนคู่หนึ่งได้ฆ่าอาจารย์ของที่นี่ไปหนึ่งคนแถมยังมีข่าวลือมาอีกว่ามันทั้งสองสามารถสยบมังกรได้ไว้ข้าจะตามหาแล้วว่าจ้างทีหลัง ทีนี้แหละไอ้ออฟนั่นมันได้ตายสมใจข้าแน่" ทอรัสพูดด้วยความหงุดหงิดกับอามอนพร้อมกับเเสยะยิ้มออกมาเมื่อกล่าวถึงคู่หูที่เป็นข่าวลือทั่วโรงเรียน
"ด้วยอำนาจของท่าทอรัสไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้หรอกขอรับ" อามอนประจบประแจง
"มันต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วอามอน หึ" ทอรัสแค่นเสียงหัวเราะ
.................................................
ตอนเช้ากับบรรยากาศอันสดใส เสียงนกน้อยส่งเสียงเปรียบดั่งนาฬิกาปลุกผมกับเรนก็เตรียมอาหารเสร็จแล้ว รอแค่ทุกคนออกมาทานพร้อมกัน วัตถุดิบที่ใช้ ก็ล่าเอาตอนที่เดินทางกลับมา ที่ผมล่าได้ก็มี กวางสองสี หมีขาว หมีน้ำตาล ไก่ป่าที่ตัวใหญ่กว่าไก่ปรกติประมาณสี่เท่า กระต่ายมีเขาอีกจำนวนหนึ่งรวมๆกันก็ประมาณ สี่สิบหกตัว และเก็บสมุนไพรอีกเล็กน้อยเรนมันก็ล่ามาเหมือนกัน แต่ล่ามาเยอะกว่าผมสี่เท่า แถมยังบอกให้ผมทำอาหารเยอะๆอีก ผมเลยจัดไปสี่หม้อใหญ่โดยผมกับไอ้เรนกะจะเหมาสามหม้อ ส่วนอีกหม้อก็ให้พวกคุณมาเรียจัดการไป
และแล้ว เวลาอาหารเช้าก็มาถึงทุกคนอยู่กันพร้อมหน้ายกเว้นทอรัสกับอามอน การทานอาหารเป็นไปอย่างราบรื่น คุณมาเรียกับคุณมิ้นทานแค่สองจานที่เหลือจึงเป็นของผมกับเรน เพียงแต่เรนมันสวาปามเร็วเกินปรายเลยจริงๆซัดไปคนเดียวสามหม้อ อีกหม้อหนึ่งผมเป็นคนจัดการเองหุหุ
การเดินทางวันนี้ก็เหมือนๆปกติ ทอรัสกับอามอนก็วิ่งเข้าหาสัตว์อสูรตลอดทาง จนไปถึงเขตกั้นระหว่างป่าอาถรรพ์เขตนอกและเขตใน ทอรัสกับอามอนก็เดินผ่านเข้าไปเฉยๆ แถมยังไม่ยอมกลับมาอีก
“ถ้าหากพวกนายไม่เข้ามา แสดงว่าปอดแหก อีกอย่าง แค่ป่าเขตในฉันคนเดียวก็จัดการได้สบายอยู่แล้ว กลับไปรอที่โรงเรียนเลยก็ได้นะ” ทอรัสเป็นคนพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
ส่วนผมกับไอ้เรนนะเหรอ ก็หันหลังกลับโดยไม่สนใจนะสิถึงแม้ทอรัสจะตะโกนด่าสารพัด ก็ไม่สนใจ แต่ทว่าสุดท้ายก็ต้องเข้าไปจนได้เพราะคุณมาเรียกับคุณมิ้นเข้าไปตามทอรัสกลับมานะสิส่วนทอรัสตัวดีก็เล่นตัวไม่ยอมกลับ แถมยังโชว์จัดการสัตว์อสูรในนั้นอย่างง่ายดาย
“เห็นไหม สัตว์อสูรพวกนี้มันกระจอก” ทอรัสพูดแล้วก็เดินลึกเข้าไปเรื่อยๆโชวพาวเวอร์ของตัวเองโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้างและยิ่งเห็นสีหน้าไม่ค่อยพอใจของผมก็ยิ่งได้ใจใหญ่
แม้คุณมาเรียกับคุณมิ้นพยายามชวนกลับ แต่ก็ไร้ผล
“เฮ้อ คนอวดเก่งก็อย่างนี้แหละ มันรู้ไหมนั่นว่ามีตัวโหดๆรออยู่” เรนพูดด้วยน้ำเสียงหน่ายๆ
“ช่างเรื่องของทอรัสมันเถอะพวกเราแค่ตามไปดูแลคุณมาเรียกับคุณมิ้นก็พอ” ผมพูดและก้าวเท้าข้ามเขตแดนไป ส่วนเรนก็ตามผมมาติดๆ
เมื่อผมกับเรนก้าวผ่านเข้าสู่เขตป่าอาถรรพ์ พลังเวทย์ของเรนที่ควบคุมตลอดเวลาก็รั่วออกมาชั่ววินาทีหนึ่งผมอยู่ใกล้เลยสัมผัสได้แต่ก็ไม่อยากเซ้าซี้ถามความ จึงเดินต่อไปเรื่อยๆ
แต่ถึงแม้ว่าพลังเวทย์ของเรนจะรั่วออกมาแค่เสี้ยววิกลับมีสิ่งหนึ่งที่สัมผัสพลังนี้ได้ ซึ่งตัวตนของสิ่งนี้ยังเป็นปริศนาอยู่
“พลังเวทย์นี่มัน หึหึ อยู่ที่นี่เองรึ” เสียงปริศนาเอ่ยออกมา
“มีเหตุอันไดรึท่านจ้าว” ตัวประกอบพูด
“เจ้าจงไปเรียกองครักษ์ทั้งสิบของเรามา” เสียงปริศนาพูดสั่ง
ผ่านไปแค่ครู่เดียว องครักษ์ทั้งสิบก็คุกเข่าตรงหน้าเขาอย่างพร้อมเพรียง
“พวกเจ้าทั้งสิบ จงดึงตราทองออกรับคำสั่ง” สิ้นคำพูดทั้งสิบก็ดึงตราที่ติดอยู่ตรงอกออกแล้วหันด้านหน้าของตราเข้าหาเสียงปริศนานั้น ตราทั้งสิบก็เรืองแสงเป็นสีทองทันที
“บัดนี้เราเจอตัวราชันย์มังกรผู้สืบทอดตำแหน่งใหม่ที่ป่าอาถรรพ์เขตในของเราถึงเวลาที่พวกท่านทั้งหลายจะได้ยกทัพมาเพื่อผนึกราชันย์มังกรสู่สถานที่อันมืดมิดจงยกทัพมาทั้งหมดเพื่อที่จะได้ครอบครองพิภพนี้โดยไม่มีอำนาจของราชันย์มังกรมาทัดทานพวกเรา ข้าราชันย์แห่งอสูร โกลด์ดาร์ก เป็นผู้ยืนยัน” เสียงปริศนาพูดจบ องครักษ์ทั้งสิบก็หายตัวไปอย่างรวดเร็ว
“หึ ถึงเวลาที่พวกข้าจะต้องครองโลกแล้ว ราชันย์น้อยตัวเจ้าเพียงคนเดียวมิอาจเอาชนะพวกเราทั้งกองทัพได้หรอก” อีกอย่างตรานั่นมันเป็นเหมือนเครื่องบันทึกเสียงและภาพไว้ด้วยไฮเทคๆ
พวกทอรัส ได้ล่าสังหารสัตว์อสูรจนเข้ามาในเขตที่มีเส้นกั้นเป็นสีดำที่มาถึงตรงนี้เร็วเพราะไม่ค่อยมีสัตว์อสูรให้สังหารเลย จนถึงตอนนี้ก็ปาไปสี่โมงแล้วหลังจากทานข้าวเที่ยงทอรัสก็มุ่งหน้าเข้าไปในป่าลึกเรื่อยๆ อีกอย่างสัตว์อสูรที่ทอรัสสังหารนั้น เหมือนมันจะไม่ค่อยตอบโต้ แถมยังเชื่องช้าและตายง่ายอีกด้วย หรือเป็นเพราะพวกทอรัสมีฝีมือที่เก่งกาจมั้ง
“นี่ออฟ นายว่ามันแปลกๆไหม” เรนเปิดประเด็นถาม
“อืม แปลกสิ แปลกมาก พวกแกร่งๆไม่ยอมออกมาแถมยังถอยเข้าไปด้านในเรื่อยๆ” ผมพูดเสริม
“ใช่ อีกอย่างนึง ฉันสัมผัสด้านในไม่ได้เลยอสูรด้านในนั้นต้องแข็งแกร่งแน่ๆจะทำยังไงต่อดีถ้ามันโหดเกินก็รับมือไม่ไหวเหมือนกันนะ” เรนพูด
“เราต้องเตรียมตัวไว้ก่อน เผื่อเจอเหตุไม่คาดฝัน” ผมจ้องตากับเรน แล้วเราก็พยักหน้าพร้อมกัน
“อืม” เรื่องนี้รู้กันแค่สองคนนะ
............................................
“คุณทอรัสคะ ฉันว่าเราหยุดกันแค่นี้เถอะค่ะ” มาเรียพูดเป็นรอบที่เท่าไรไม่รู้
“อย่ากังวลเลยน่า ไม่เห็นที่ผมจัดการไปเหรอไงครับ แค่เขตสีดำมันกระจอกน่า” ทอรัสพูดด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
“แต่ว่าด้านในนี้อาจมีสิ่งอันตรายมากๆอยู่ก็ได้นะคะ” มาเรียยังไม่ละความพยายาม
“มันจะสักเท่าไรกันเชียว ไปกันเถอะอามอน”
“คุณทอรัสคะ” มาเรียได้แต่ตะโกนตามหลัง สุดท้ายเธอก็ยอมเดินตามทอรัสไป เพราะเขาคือเพื่อนร่วมทีมจึงไม่อยากทิ้งไปต่อหน้าส่วนเจ้าทอรัสก็ได้ใจนึกว่ามาเรียสนใจเขาก็เลยจะเล่นตัวอีกสักหน่อยหารู้ไม่ว่าการทำแบบนี้มันนำอันตรายอย่างมหันต์มาสู่พวกพ้องและตัวมันเอง
เมื่อพวกเราก้าวข้ามเขตสีดำไป เส้นแบ่งเขตที่เป็นสีดำก็ส่องแสงพร้อมกับมีอักขระมากมายหมุนวนเป็นม่านกั้นสูงขึ้นไปและล้อมเป็นครึ่งวงกลมขนาดใหญ่ในเวลาเพียงไม่กี่วิแต่ทว่ายังไม่จบแค่นี้
ตู้ม!! อั๊คคคค
เพียงแค่พริบตาทอรัสก็โดนสิ่งปริศนาโจมตีเกราะที่ทอรัสสวมใส่พังเป็นเศษเล็กๆ
“อึก กะ...เกิดอะไรขึ้น” ทอรัสยัง งง กับสิ่งที่เกิดขึ้นเขากระอักเลือดออกมากองโต กระดูกซี่โครงหักอกยุบ แขนหัก ขาหัก สภาพดูไม่ได้ สิ่งปริศนาที่โจมตีทอรัสสำเร็จแล้วก็พุ่งไปยังมาเรียอย่างรวดเร็ว มาเรียตาเบิกกว้าง กับพลังสีดำที่แผ่กระจายออกมาจากสิ่งปริศนาตรงหน้าแต่ว่าความเร็วระดับนี้มัน
กึง!!
ก่อนที่การโจมตีนั้นจะถึงตัวมาเรีย ก็ถูกผมหยุดไว้ในพริบตา ในเสี้ยววิผมก็ปล่อยหมัดออกไปอย่างรวดเร็ว
ตูม!! โครม!!
สิ่งปริศนานั้นถูกต่อยอย่างจัง และปลิวกระแทกกับต้นไม้ล้มเป็นทางยาวเมื่อควันที่ฟุ้งกระจายเบาบางลง ควันสีดำที่แผ่รอบสิ่งปริศนาเมื่อกี้ก็จางลง เผยให้เห็นมนุษย์ที่สวมผ้าคลุมสีดำปกปิดหน้าตา
“เจ้าเป็นใครกัน ทำไมถึงรับการโจมตีของข้าได้” คนสวมผ้าคลุมจ้องหน้าผมแล้วถามด้วยเสียงอันแหบแห้งแต่ดังจนน่าขนลุก
“ท่านนะแหละเป็นใคร” ผมไม่ตอบแต่ย้อนถามแทน
“หึ” คนสวมผ้าคลุมเค่นเสียงแค่นั้นก็หายวับ
ใช้ความเร็วสูงพุ่งมาด้านหน้าและใช้ปลายนิ้วแทงมาที่อกผมอยางรวดเร็ว(สำหรับพวกมาเรียอ่ะนะ) ผมใช้มือซ้ายปัดย่อตัวแล้วพุ่งฝ่ามือขวากระแทกอกเขาอย่างแรง
อั๊กก!! เขากระอักเลือดออกมา ปลิวไปหกเมตรแต่ก็ยังทรงตัวได้ แล้วพุ่งมาหาผมต่อ คราวนี้ปลายนิ้วเขากลายเป็นสีดำแผ่ไอสีดำมาตรงอกผมอีกครั้งผมเอี้ยวตัวหลบในพริบตา แล้วมือซ้ายจับข้อมือของเขาส่วนมือขวาตวัดจากล่างขึ้นบนไปยังต้นแขนเขา
ฝ่ามือครุฑดำ เสี้ยวลมสะบัดภูผา
ฉั๊วะ โครม!! ฝ่ามือผมผ่านต้นแขนของเขา พร้อมกับมือซ้ายที่จับข้อมือของเขาถูกปล่อยแล้วหันไปกระแทกกลางลำตัวของคนสวมผ้าคลุมนั่นกระเด็นไปกระแทกกับต้นไม้
“มันตัดแขนเราตั้งแต่เมื่อไหร่กัน พลังเวทย์ของหมอนั่นไม่ใช่พลังของราชันย์มังกรแต่ทำไมถึง.....แข็งแกร่ง” คนสวมผ้าคลุมสีดำพูดกับตัวเองแล้วก็แสยะยิ้มออกมา
“หึหึ ฮ่าๆๆ เจ้ามันแข็งแกร่งจริงๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ราชันย์มังกรก็เถอะ แต่พลังแค่นั้นมันยังน้อยไป ส่วนชายผมขาวนั่นก็คือราชันย์มังกรสินะ เอาละๆ วันนี้เป็นวันสุดท้ายของเจ้าแล้วราชันย์มังกร วันสุดท้ายที่จะได้เห็นแสงสว่าง ฮ่าๆๆ” คนสวมชุดคลุมหัวเราะด้วยเสียงอันแหบแห้งเรื่องนี้มันเกิดขึ้นรวดเร็วจนผมตามไม่ทัน เเข็งแกร่งแล้วอีกเรื่องคือราชันย์มังกร มันพูดเเล้วมองไปที่เรนอย่าบอกนะว่าเจ้าเรนคือราชันย์มังกร แล้วมันสัมผัสถึงการมีตัวตนของเจ้าเรนได้ยังไงตั้งเเต่เจอกันเหมือนจะมีแค่เสี้ยววิเท่านั้นที่พลังเวทย์ของมันกระจายออกมาแต่นั่นคงไม่สามารถที่จะทำให้เจ้านี่สัมผัสได้หรอก มันควรจะเป็นอย่างนั้น
ครืน ครืน ครืน
เสียงอันกังวานที่ดังกึกก้อง และแรงสั่นสะเทือนอันรุนแรงของผืนดิน เสียงนั้นมาจากท้องฟ้า มันคือเสียงเดินทัพของมนุษย์ที่มีปีกสีดำ สองปีก สี่ปีก และหกปีกที่มีเพียงตัวเดียว
ผืนแผ่นดินที่สั่นสะเทือนมาจากการเดินทัพของมนุษย์ตัวใหญ่รูปร่างประหลาด มีเขางอกบนหัวบ้าง บนตัว บน ไหล่และรูปร่างต่างๆ คล้ายมนุษย์รวมกับสัตว์ต่างๆ
“บ้าน่า พวกเทพตกสวรรค์เยอะขนาดนี้ เป็นไปได้ยังไง” เรนที่อยู่ห่างจากผมพูดออกมา
“อะไร พวกตกสวรรค์อะไร” ผมหันไปถาม
“พวกนั้น เป็นเผ่าเทพที่ต้องการโค่นบัลลังก์ของซุส” เรนมันพูดสั้นมาก
“ห๊ะ ไม่เข้าใจ” ผมพูด
“เรื่องอื่นไว้ก่อน ตอนนี้เราต้องหนีไปจากพวกนี้ให้ได้พวกมันแข็งแกร่งมาก” เรนพูดแล้วมองผมด้วยสายตาที่ต่างออกไปจากเดิม เป็นสายตาที่เศร้าและกล่าวคำขอโทษความเสียใจ และการจากลาอยู่ในนั้น
“ออฟ นายพาทุกคนออกไปจากที่นี่ให้ไวที่สุดฉันจะถ่วงเวลาให้เอง” เรนพูดด้วยแววตาที่ผมไม่เคยเห็น มันดูเศร้าเหมือนจะไปตายยังงั้นแหละ แต่เมื่อนี่เป็นคำขอผมก็ไม่ปฏิเสธ
“อืม ไว้ใจฉันได้เลย เอาตัวรอดให้ได้ล่ะ” ผมพูดแค่นั้นก็ใช้ความเร็วสูงคว้าทั้งสี่คน แล้วตรงไปยังม่านที่กางกั้นแต่มันขวางไม่ให้ัสิ่งไดหลุดออกไปจนผมกระแทกอย่างจังแต่ก็ตั้งหลักอย่างรวดเร็ว
เทวหปฐวี ยักษาทลายโลกา
เพล้ง!! เสียงม่านกั้นแตกกระจายเป็นรูขนาดใหญ่เมื่อโดนเท้าผมกระแทก ผมไม่รอช้าพาทั้งสี่พุ่งไปด้วยความเร็วสูงทันที ไม่ถึงนาที ผมก็พาทั้งสี่มาถึงเขตสีเขียว และวางทั้งสี่ไว้ สภาพทั้งสี่ตอนนี้มีเพียงมาเรียที่ยังประคองสติได้ ส่วนอีกสามคนสลบไปแล้ว
“คุณมาเรียครับ รีบออกไปตามคนมาช่วยสามคนนี่ที ผมจะกลับไปช่วยเรน” ผมกุมมือเธอแล้วพูดด้วยความเป็นห่วง
“แต่ว่าพวกนั้นมัน...”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมแค่ไปช่วยเพื่อนผมแค่นั้น” พูดจบผมก็หายวับไปทิ้งไว้เพียงลมกรรโชกเป็นเส้นทางที่ผมพุ่งไป
ด้านของเรน
ตอนนี้เรนอยู่ในสภาพที่ ตามตัวมีเกร็ดเล็กๆสีดำออกตามผิว และบริเวณแก้ม มือที่มีกรงเล็บสีดำยาวออกมาไอพลังสีดำม่วงที่แผ่ออกมาจากตัวเรนนั้นแสดงถึงพลังที่เกินจินตนาการ แต่ทว่า ถึงแม้จะมีพลังมาก มีความเร็วเทียบแสง ก็ไม่สามารถรับมือกองทัพนับล้านนี้ได้ แถมยังเจอตัวที่เป็นราชันย์ถึงสอง คือราชันย์อสูรโกลด์ดาร์กกับราชันย์มารเทพ ออโตดิกส์ สภาพของเรนตอนนี้จึงมีแต่แผลเหวอะหวะมากมาย
“หึหึ ราชันย์มังกรน้อย พลังของเจ้ายังด้อยนัก ยอมโดนผนึกเสียโดยดีเถอะ” ราชันย์อสูรโกลด์ดาร์กเอ่ย สาเหตุที่ต้องผนึกก็เพราะเมื่อผู้เป็นราชันย์ถูกฆ่าพลังแห่งราชันย์ที่ได้รับสืบทอดมาก็จะกลับไปยังเขตแดนที่มันเคยอยู่และหาผู้เหมาะสมที่จะสืบทอดใหม่ทันที ถึงแม้ว่าจะไร้ผู้สืบทอดแต่พลังแห่งราชันย์ก็ยังคงลดทอนพลังมาร พลังอสูร และฝ่ายดำไปหนึ่งส่วนสี่อยู่ดีดังนั้นการผนึกจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด อีกอย่างตอนนี้เรนไม่สามารถจะใช้พลังราชันย์ได้อย่างเต็มที่เพราะร่างกายยังปรับสมดุลไม่ได้ พลังของสองราชันย์ที่อยู่ตรงหน้าก็ลดทอนพลังของเขามากกว่าครึ่ง ที่ยังไม่เดี้ยงก็เพราะการเบี่ยงเบนพลังทั้งนั้นถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปมีหวังคงต้องโดนผนึกแน่
“จะทำยังไงดี ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปทุกอย่างคงจบสิ้น” ขณะที่เรนกำลังพึมพำกับตัวเองอยู่นั้น
ครืน!! ตูม!!
เหล่าเทพตกสวรรค์ถูกสายคมดาบตัดตายตกไปหนึ่งส่วนห้า และบาดเจ็บอีกนับพัน
“จะมัวคิดเล็กคิดน้อยไปทำไมเล่า ไอ้เรนทุ่มเทกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ดีกว่าเหรอ” ผมที่โผล่มาอีกฟากหนึ่งตะโกนบอกเรน
“ออฟ นายกลับมาทำไมแล้วเมื่อกี้มัน...เกิดอะไรขึ้น” เรนที่ตั้งตัวได้ก็ตกใจกับสิ่งที่คู่หูทำเพราะพลังที่ถึงขนาดจัดการกับเทพตกสวรรค์นับหมื่นในทีเดียวนี่มันไม่ใช่ของธรรมดา
“อะไร ก็มาช่วยคู่หูของตัวเองไง ไอ้สองคนนั่นใช่ไหม ที่เป็นหัวหน้า” พูดแค่นั้นผมก็หายวับไปปรากฏตรงหน้าแล้วฟาดดาบทันทีแต่ราชันย์มารเทพก็ใช่ย่อยใช้ดาบสีดำอันใหญ่โตรับอย่างทันท่วงที แต่ว่าหมัดดุ้นๆของผมก็กระแทกกับชุดเกราะอย่างจัง ทำให้ออโตปลิวไปหลายเมตร
“บ้าน่า แค่หมัดเดียวก็ทำให้เกราะของฉันร้าวได้ แกเป็นใคร” ออโตตั้งท่าเพื่อจะสวนกลับถามออกมา
“คู่หู ของคนที่พวกคุณเรียกว่าราชันย์มังกรไง” ผมพูดแค่นั้นก็พุ่งไปต่อออโตก็รับท่าแรกได้แต่ก็ไม่ว่ายโดนกระบวนท่าต่อๆไปของผมจนกระเด็นไปหลายครั้งตอนที่กระเด็นนั้น ออโต้สามารถใช้เวทย์ชั้นสูงตรวจสอบแฟลกผมได้ก็เบิกตากว้างทันที
“อึก เป็นไปไม่ได้เจ้ามีพลังแค่สองล้านกว่า แต่กลับสามารถตอบโต้ระดับราชันย์ที่มีพลังมากกว่าพันล้านอย่างพวกข้าได้เนี่ยนะแถมยังนามสกุลนั่น เจ้าเกี่ยวข้องกับโครนอสงั้นเหรอ” ออโต้พูดด้วยความตกใจ
“ปลดปล่อยพลังระดับราชันย์” ออโตท่องมนต์เปิดผนึก แรงกดดันเพิ่มขึ้นจากเดิมมากว่าเดิมหลายสิบเท่า ทำให้ม่านพลังแตกกระจายทันที พลังมารของเทพคนนี้ทำให้พวกซุสรับรู้ถึงตำแหน่งได้ จึงเร่งรีบสั่งการระดมทัพระดับสูงสุดอย่างเร่งด่วนและตัวซุสก็พุ่งมาพร้อมกับเทพส่วนหนึ่งโดยไม่รีรอทหารองครักษ์ที่เหลือสั่งเกณทัพสวรรค์เพื่อมาปราบทันที
“เจ้าทำอะไรลงไปออโตนิกส์” โกลด์ดาร์กตกใจ
“เจ้านี่มันเกี่ยวข้องกับโครนอส เราต้องจัดการมันไม่งั้นอาจเกิดปัญหาใหญ่” ออโตพูด
“แค่พลังปรกติก็จัดการได้ไม่ใช่เรอะ จะปลดปล่อยพลังราชันย์ทำไม” โกลด์ดาร์กพูด
“เจ้านี่แกร่งกว่าฉัน” พูดแค่นี้ออโตก็หายวับมาโผล่ด้านหลังผมแล้วฟาดดาบขนาดใหญ่มาอย่างรวดเร็วแต่ผมก็รับได้ และออโตก็เปลี่ยนทิศทางรวมไปถึงปรับท่าร่างทุกครั้งที่โจมตีทำให้ผมรับมือยากขึ้น แต่ว่า
ตูม!! อั๊ค ออโตถูกเท้าผมกระแทกอย่างแรง กระอักเลือดออกมา
“เจ้า ทำไมถึงยังตอบโต้ข้าได้ หรือว่า เจ้ามีพลังราชันย์” ออโตตกใจที่ผมสามารรับและตอบโต้ได้แถมยังหนักหน่วงกว่าเดิม
จะว่าไงดีล่ะครับผมก็เป็นราชันย์อสูรนะแหละแต่ของโกลด์ดาร์กกับผมมันไม่เหมือนกันนะ ถึงแม้พลังผมมีแค่สองล้านก็เถอะ ที่แฟลกวัดได้อ่ะนะ แต่ว่าธาตุที่ผมอันเชิญมามันวัดไม่ได้นี่นาอีกอย่างผมก็โดนพวกนิรนามนั่นหลอมกายหยาบด้วย มันก็คล้ายๆกับว่า เป็นอัมตะนั่นแหละ ถ้าเทียบพลังเวทย์ผมแพ้ราบคาบ แต่ถ้าพลังกายภาพมันคนละเรื่องกัน
“ก็คงใช่แหละมั้ง” พูดแค่นั้นผมก็พุ่งไปหาออโตต่อ ผ่านไปสักครู่ออโตก็พลาดท่าโดนผมฟันช่วงท้องทะลุเกราะจนเกิดแผลขนาดใหญ่ส่วนเรนก็เริ่มเป็นรองโกลด์ดาร์กเรื่อยๆ ผมง้างดาบเพื่อที่จะฟันคอของออโตนิกส์ให้ขาดแต่ก่อนที่ผมกำลังจะฟันลงไปผมก็หยุดทันทีเพระมีเทพตกสวรรค์คนหนึ่งมาขวางผมแต่ที่ผมหยุดก็เพราะเทพตนนั้นมันล็อคคอมาเรียแล้วมาขวางทางดาบผม เพียงแค่เสี้ยววิที่ผมเสียจังหวะ ออโตก็ซัดเวทย์ใส่จนผมกระเด็นไปหลายเมตร
พอผมลุกขึ้นก็เห็นวงเวทย์นับพันล้อมรอบมาเรียมันเป็นเวทย์คำสาปขั้นสูง
“จะทำอะไร” ผมถามสั้นๆด้วยท่าทีตื่นตระหนก
“ยอมจำนนเสียเถอะ ถ้าไม่อยากให้เพื่อนของเจ้าโดนคำสาปขั้นสูงนับพัน และดึงวิญญาณไปสู่คุกที่มีแต่ฑัณทรมาน” ออโตแสยะยิ้ม
“ยะ อย่า หะห่วง ฉัน ละ เลย คะ คะ ค่ะ” เสียงของมาเรียเริ่มเบาลงเรื่อยๆเพราะโดนวงเวทย์เหล่านั้นดูดพลังออกไปบ้าจริง เธอยังคงมีสติอยู่ได้ยังไง แล้วมาอยู่ตรงนี้ได้ไง เจ้าพวกนั้นมัน...
“ถ้าแกขยับแม้แต่ก้าวเดียวข้าจะส่งเธอไปทันที ถ้าคิดจะทำลายทั้งหมดแล้วรอเธอเกิดใหม่ละก็ เป็นไปไม่ได้หรอกนะเมื่อเจ้าทำลายทั้งหมด วงเวทย์จะส่งเธอไปยังฑัณทรมาณทันทีโดยไม่มีวันหวนกลับ” ออโตพูดขู่
ความจริงผมก็อยากจะเข้าไปช่วยแต่ตอนนี้พลังเวทย์ผมมันติดดินยิ่งกว่าอะไรที่มาถึงตรงนี้ได้ก็ฝืนร่างกายแทบไม่ไหวอยู่รอมร่อแล้ว ไอ้สมการเวทย์นั่นถ้าจะแก้ต้องใช้พลังเวทย์ที่มหาศาลอีก ก็เลยนิ่งๆ ทำตามที่ออโต้บอกฝ่ายออโต้เมื่อเห็นผมนิ่งก็ได้ใจ สั่งให้ลูกน้องจู่โจมผมสารพัด ผมก็อยู่เฉยๆไม่ตอบโต้ใดๆ พวกนั้นก็สาดเวทย์ใส่ยกใหญ่ พอควันจางลงก็ต้องตกใจกัน เพราะผมไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อย ตามร่างกายมีแค่รอยเขม่ามอมแมม แถมเสื้อผ้ายังขาดแค่นิดเดียวเอง ก็แปลกนะทำไมเสื้อผ้าถึงไม่ถูกทำลายจนหมด ออโต้จึงสั่งให้เทพตกสวรรค์คนหนึ่งคุมวงเวทย์แล้วตัวเองก็ออกโรงฟาดฟัน ผมจนเกิดแผลมากมายแต่ก็ต้องตกใจเพราะแผลสมานอย่างรวดเร็ว
เรนตอนนี้พ่ายแพ้ให้กับโกลด์ดาร์กเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ถูกโซ่ขนาดใหญ่พันรอบตัว พลังเวทย์ก็ถูกโซ่ดูดไปเรื่อยๆ
“เจ้านี่มันเป็นอัมตะ เราต้องผนึกมันไว้”ออโตกล่าวอย่างร้อนรนเมื่อมองมายังตัวผมพวกมันต้องรับฉวยโอกาสตอนนี้ไม่งั้นอาจจะสายเกินแก้
“รู้แล้ว” โกลด์ดาร์กกล่าว
โซ่ตรวนเวทย์ ผนึกนิรันด์
รอบๆตัวผมถูกโซ่พันไว้และดูดพลังเวทย์จนหมดแต่ก็แค่พลังเวทย์ จากนั้นก็ลากพวกเราไปแต่ทว่า ไม่ว่าจะทำวิธีไหน ก็ไม่สามารถทำให้ผมขยับได้ตัวผมยังคงนิ่งอยู่กับที่ไม่ไปไหนสร้างความแปลกใจอย่างล้นเหลือ
“ให้สัตย์ต่อผมก่อนสิว่าจะไม่ทำอะไรมาเรีย” ผมเอ่ยด้วยเสียงอันหนักแน่น
ออโตกับโกลด์ดาร์กเห็นอย่างนั้นก็ตกใจทำอะไรไม่ถูกเพราะว่าผู้ที่ถูกโซ่นี้ล่ามจะถูกดูดพลังเวทย์อย่างมหาศาล จนร่างกายอ่อนแรง แต่หมอนี่กลับต่อต้านได้หากพวกเขาไม่รับปากเกรงว่าหมอนี่คงไม่ยอมง่ายๆ
“ได้สิ ฉันจะไม่ทำอะไรมาเรีย” ออโตพูดด้วยท่าทีหวาดหวั่นเพราะมันไม่รู้ว่ามนุษย์ตรงหน้าเป็นใคร แต่ต้องเกี่ยวข้องกับโครนอสแน่
“ไม่ใช่คุณคนเดียวแต่ผมรวมไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับพวกคุณทั้งหมด” ผมพูด
“เจ้า เอางั้นก็ได้เอาอย่างที่เจ้าว่าเลย” ออโต้
“งั้นมาทำสัตย์สาบานสิ” ผมพูด
“ก็ได้ ว่ามา” ออโต้กำหมัดแน่น แต่ก็ต้องยอม
“พวกท่านและผู้ที่เกี่ยวข้องกับท่านจะไม่ทำอะไรที่เป็นอันตรายต่อมาเรียและครอบครัวมาเรียหากผิดสัตย์เราจะออกมาทันที” ผมพูด
“ได้ ข้ารับปาก”
“แม้ครั้งที่สองพวกท่านและผู้ที่เกี่ยวข้องกับท่านจะไม่ทำอะไรที่เป็นอันตรายต่อมาเรียและครอบครัวมาเรียหากผิดสัตย์เราจะออกมาทันที”
“ได้ ข้ารับปากและจะทำตามคำพูดของเจ้า”ออโต้เริ่มทนไม่ไหว
“แม้ครั้งที่สามพวกท่านและผู้ที่เกี่ยวข้องกับท่านจะไม่ทำอะไรที่เป็นอันตรายต่อมาเรียและครอบครัวมาเรียหากผิดสัตย์เราจะออกมาทันที และรวมถึงการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของพวกคุณ”
“ได้ พวกข้าจะทำตามที่เจ้าพูดทุกประการพอใจมั้ย” ออโตทนไม่ไหมตะโกนลั่น
ผมได้ยินดังนั้นก็ยิ้มแล้วก็ถูกพวกนั้นพาไปอย่างรวดเร็ว ส่วนออโตก็ทำตามที่เขาได้รับปากไว้จากนั้นไม่นานพวกซุสก็มาถึง เจอแต่มาเรีย ที่ทรุดและร้องให้ไม่หยุดถามอะไรก็ไม่ตอบ ได้แต่คร่ำครวญถึงบุคคลที่ชื่อออฟเพียงอย่างเดียว
ส่วนผมกับเรน ถูกพาไปยังสถานที่แห่งหนึ่งเป็นสถานที่ๆมืดมิด และเต็มไปด้วยวงเวทย์ ตาข่ายพลังหลายแสนชั้นจากนั้นก็ถูกโยนไปยังห้องหนึ่ง เป็นห้องเปล่าๆ แต่ดูดพลังเวทย์อย่างมหาศาลพอประตูถูกปิดลง ก็มีแต่ความมืดมิด
ความมืดที่ไร้สิ้นสุดกับบรรยากาศอันหนาวเหน็บเสียงหนึ่งก้องออกมา
“เจ้าหนู ในที่สุดก็ได้เจอจนได้สินะ ผู้ที่มาจากต่างโลก” เสียงบุรษปริศนาเอ่ยขึ้นพลันผมก็แปลกใจกับเหตุการณ์แบบนี้ ผีเหรอ..
“ไม่ต้องตกใจ ชื่อของเราคือ...”
...................................................