เสียงล้อรถม้าบดไปตามท้องถนนดังเอี๊ยดอ๊าด เอี๊ยดอ๊าด มุ่งหน้าไปยังตลาดใจกลางเมืองหลวง เมื่อใกล้ถึงที่หมายสองแม่ลูกต่างตื่นตาตื่นใจกับป้ายมงคลสีแดงที่ถูกแขวนขึ้นบนร้านรวงต่าง ๆ พร้อมโคมไฟประดับประดาตกแต่งสวยงามยิ่งนัก
“เทศกาลหยวนเซียวครั้งนี้ดูยิ่งใหญ่กว่าทุกปีนักเพราะความตั้งใจของฝ่าาที่อยากเฉลิมฉลองกับประชาชนของพระองค์ เหล่าขุนนางทั้งหลายจึงมิอาจละเลยงานนี้ได้” เต๋อฮูหยินกล่าวกับลูกชายเบา ๆ
“ถูกแล้วท่านแม่ ฝ่าาทรงให้ความสำคัญกับประชาชนยิ่ง” สองแม่ลูกพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติบนรถม้า พร้อมเคลิบเคลิ้มไปกับความงามตระการตาของโคมไฟประดับบนท้องถนน
“ยุ้ด!! ถึงแล้วขอรับใต้เท้า” เมื่อรถม้าจอดสนิท พ่อบ้านเจิ้งจึงค้อมตัวบอกชายหนุ่ม
“เราไปกันเถอะท่านแม่” ชายหนุ่มลุกขึ้นพยุงมารดา
ทันทีที่เท้าแตะถึงพื้น พนักงานต้อนรับชายสองคนต่างกรูกันเข้ามาทักทายแเื่ทั้งสอง
“คาระวะฮูหยิน คาระวะใต้เท้า เชิญท่านทั้งสองด้านใน” ชายหนุ่มพยักหน้าส่งยิ้มให้ก่อนจูงมือมารดาเดินเข้าประตูร้าน
“พระสนมเหวิน ชุดนี้ช่างเหมาะกับท่าน”
เต๋อหลางเยว่หันมองตามเสียงที่ได้ยินจำต้องตกตะลึงตาค้าง หญิงสาวในห้องลองเสื้อช่างงดงามอ่อนหวานยิ่งนัก ดวงหน้ากระจ่างดุจจันทร์ฉาย ผิวเนื้อขาวเนียนปานหิมะเดือนหนาว อาภรณ์สีแดงเพลิงปักดิ้นทองรูปหงส์สยายปีกยิ่งขับเน้นให้นางดูสวยสง่าโดดเด่นเกินใคร ทำเอาหัวใจชายหนุ่มเต้นรัวไม่เป็จังหวะ
ชายหนุ่มรู้ดีแม้เวลาผ่านไปเกือบห้าหนาวแต่ความรู้สึกที่มีต่อนางยังมิอาจลบเลือน เวลานั้นชายหนุ่มเริ่มวาดฝันในฝันของเขาก็คือนาง ปัจจุบัน ณ ตอนนั้นยังเป็นาง ในอนาคตก็ล้วนมีแต่นางทั้งสิ้น
แต่ทว่าเหวินชิงหลีนางปีศาจร้าย เพราะยาเสน่ห์อันแสนร้ายกาจของนางทำความฝันของชายหนุ่มดับสลาย ช่างเป็นางมารที่ร้ายกาจโดยแท้ หญิงหน้าไม่อายคนนี้ต่อให้ปฏิเสธกี่ร้อยพันครั้งเขาก็ไม่มีวันเชื่อใจนาง
ภาพในวันวานผุดขึ้นมาในหัวเมื่อครั้งชายหนุ่มอายุย่างสิบสามหนาว เขาจากสกุลเต๋อมาเพื่อศึกษาเล่าเรียนในสำนักศึกษาเจี้ยนกั๋ว แรกเริ่มเดิมทีหนุ่มน้อยเองยังไม่มีเพื่อนกระทั่งได้พบกับ เหวินหลิวหลีที่ตระกูลเหวินส่งนางมาให้ร่ำเรียนเช่นเดียวกัน
“ข้าชื่อหลิวหลีจากจวนสกุลเหวิน แล้วท่านล่ะท่านชื่ออะไร” ดรุณีน้อยอายุเพียงสิบเอ็ดหนาวแนะนำตัว
“ข้าเต๋อหลางเยว่ เ้าอายุน้อยกว่าเรียกพี่หลางเยว่ก็ได้”
“งั้นหลิวหลีขอเรียกพี่หลางเยว่นะ”
“อื้ม”
“พี่หลางเยว่มาศึกษาที่นี่กับใครหรือ”
“คนเดียว แล้วเ้าล่ะ”
“ข้าเป็ตัวแทนของน้องสาว มาที่นี่คนเดียวเช่นกัน”
“ตัวแทนน้องสาว หมายความว่าอย่างไร”
ใบหน้าจิ้มลิ้มแปรเปลี่ยนเป็โศกเศร้า สาวน้อยตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“พี่หลางเยว่ความจริงแล้วหลิวหลีเป็เพียงลูกอนุในจวนของท่านพ่อ หลิวหลีมีน้องสาวที่เกิดจากฮูหยินใหญ่หนึ่งคนนางชื่อเหวินชิงหลี น้องสาวเป็คนเก็บตัว ไม่ชอบพบปะผู้คนอีกทั้งไม่ชอบเล่าเรียนหนังสือแต่เพราะนางเป็ถึงพระคู่หมั้นของจวิ้นอ๋องหลี่ชิงฉือ เพื่ออนาคตท่านพ่อจึงส่งหลิวหลีมาร่ำเรียนให้คอยช่วยเหลือนาง”
“อย่างนี้นี่เอง” ชายหนุ่มพึมพำรู้สึกเห็นอกเห็นใจสาวน้อย
ด้วยหน้าตางดงามแถมยังเฉลียวฉลาดใช้เวลาไม่นานนางก็มีชื่อเสียงโด่งดัง ซ้ำยังโดดเด่นในสำนักศึกษาเจี้ยนกั๋ว นางเป็ที่สนอกสนใจของเพื่อนร่วมเรียนและเป็ที่โปรดปรานของเหล่าคณาจารย์ทั้งหลาย ทว่าบ่อยครั้งที่เต๋อหลางเยว่พบนางนั่งร้องไห้ใต้ต้นสนโบราณอายุนับพันปีหลังสำนักศึกษา สาเหตุส่วนใหญ่ล้วนมาจากเหวินชิงหลีทั้งสิ้น
ครั้งหนึ่งในวัยปักปิ่นเต๋อหลางเยว่ทำปิ่นปักผมจากแกนรากงิ้วสีนิลให้นาง
“พี่หลางเยว่ปิ่นไม้พังแล้ว หลิวหลีขอโทษ” น้ำตาสาวน้อยไหลอาบสองแก้ม
“พังก็ไม่เป็ไรพี่ทำให้ใหม่ ไหนบอกมาซิทำไมถึงพัง” ชายหนุ่มพูดตามความรู้สึกใสซื่อ เขาไม่มีวันรู้เลยว่าแท้จริงแล้วเหวินหลิวหลีโยนมันทิ้งเองกับมือ นางรู้สึกรังเกียจที่มันไร้ราคาไม่มีค่าคู่ควรนาง
“หลิวหลีน่าจะซ่อนมันไว้ให้ดีไม่น่าให้น้องสาวเห็นเลยหลิวหลีผิดเอง” หญิงสาวน้ำตาไหลพรากเมื่อมองดูแล้วช่างน่าสงสารยิ่งนัก
“เหวินชิงหลีทำของเ้าพังหรือ” ชายหนุ่มกำหมัดแน่นขมวดคิ้วกริ้วโกรธั์ตาน่ากลัว
“เหวินชิงหลีเป็ถึงบุตรสาวของฮูหยินใหญ่ซ้ำยังเป็คู่หมายจวิ้นอ๋องหลี่ชิงฉือ รู้ว่าสู้นางไม่ได้หลิวหลีน่าจะระวังให้มากกว่านี้ พี่หลางเยว่หลิวหลีขอโทษปิ่นอันใหม่พี่ไม่ต้องทำให้ข้า ปิ่นอันเดิมหลิวหลีจะเก็บรักษาให้ดีแม้จะพังไปแล้วก็ตาม”
น้ำเสียงอ่อนโยนของหญิงสาวทำเอาชายหนุ่มตื้นตันใจ ไหนเลยจะรู้ว่าตัวเองเป็เพียงหมากตัวหนึ่งที่ถูกนางวางไว้เพื่อทำลายเหวินชิงหลีก็เท่านั้น เมื่อนึกถึงวันเก่า ๆ เต๋อหลางเยว่เงยหน้าสูดหายใจหลับตากำหมัดแน่น
“พี่หลางเยว่ พี่หลางเยว่ใช่หรือไม่”
น้ำเสียงหวานปานระฆัง์ดังมาจากห้องลองเสื้อช่วยปลุกชายหนุ่มตื่นจากภวังค์ เต๋อหลางเยว่สูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้งเพื่อสะกดข่มจิตใจ ก่อนค่อย ๆ คลายหมัดเอี้ยวคอมองตามเสียงหวาน เมื่อหญิงงามยืนอยู่ตรงหน้าชายหนุ่มส่งสายตายิ้มให้เล็กน้อยพร้อมกับเอ่ยทักทาย
“พระสนมก็มาด้วยหรือ ไม่เจอกันเสียนานสบายดีหรือไม่”
“หลิวหลีสบายดี พี่หลางเยว่ล่ะสบายดีหรือไม่”
“อย่างที่พระสนมเห็น กระหม่อมสบายดี”
“เทศกาลหยวนเซียวที่จะถึงท่านพ่อบอกว่าอยากเจอน้องสาวไม่ได้เจอนานแล้วท่านคิดถึงมาก เทศกาลหยวนเซียวปีนี้หวังเป็อย่างยิ่งว่าพี่หลางเยว่จะพานางร่วมงาน”
“กระหม่อมต้องพานางไปแน่”
แม้ไม่เต็มใจแต่ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะคำพูดของเหวินหลิวหลีนั้นเต๋อหลางเยว่เก็บมันมาใส่ใจเสมอ อีกเหตุผลคือเสนาบดีเหวินเป็บุคคลสำคัญของราชสำนักแม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องให้หน้าเขามีหรือที่เต๋อหลางเยว่จะกล้าปฏิเสธ นางคิดไม่ผิดจริง ๆ ที่อ้างเสนาบดีเหวิน
“ขอบคุณพี่หลางเยว่ ท่านแม่รอนานแล้วหลิวหลีขอตัวลา”
เต๋อหลางเยว่ทำได้เพียงมองตามแผ่นหลังของนางด้วยความอาลัยเหวินหลิวหลีเองก็รู้ชายหนุ่มคนนี้ยังอาลัยอาวรนางอยู่มาก
‘เหวินชิงหลีข้าจะทำให้เ้ารู้รสชาติของความขมขื่นมันเป็เช่นไร’
ความคิดนี้ดังกึกก้องในใจของเหวินหลิวหลี นางแอบแสยะยิ้มสีหน้าเหี้ยมเกรียมไร้ซึ่งผู้คนมองเห็น