ตำหนักคุนหนิงยังคงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างเช่นเคยทุกอย่างดูครึกครื้นเหมือนเดิมเป็ปกติ มีแค่เพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่ดูเปลี่ยนไป
หากใช้สายตามองดูรอบๆอย่างผิวเผินอาจจะไม่ทันสังเกตถึงความผิดปกติภายในตำหนักแห่งนี้ หลิวจื่อหรง องค์หญิงผู้แสนเย่อหยิ่งและจองหองวางถ้วยชาลงบนโต๊ะพลางมองเหตุกาณ์ทุกอย่างภายในศาลาดวงตาของนางยังคงมองสาวน้อยผู้หนึ่งอย่างไม่กะพริบตาท่ามกลางเหล่าเด็กผู้หญิงที่อยู่ในวัยใกล้เคียงกันก่อนที่จะหันไปกระซิบกระซาบกับนางกำนัลส่วนตัว
เสิ่นเยว่เหลือบสายตาไปมองคนที่นั่งอยู่ด้านในศาลาเป็ระยะๆนางไม่อาจรู้ได้ว่าเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้จะเป็อย่างไรพลางหวนนึกถึงคำพูดของเสิ่นอวี้ผู้เป็พี่ชาย และการกระทำของหลิวจื่อหรงที่ฝ่ายมานางส่ายหน้าขึ้นมาเบาๆพลางคลี่ยิ้มให้แก่สหายในวัยเดียวกันเพื่อกลบเกลื่อนไม่ให้ผู้คนตั้งคำถาม ก่อนที่เสียงของสาวน้อยผู้หนึ่งจะดังขึ้นมา
“คุณหนูเสิ่นเยว่องค์หญิงหย่งเล่อเรียกเข้าพบเ้าค่ะ”เมื่อสิ้นเสียงของนางกำนัลผู้นี้เหล่าบุตรีขุนนางทั้งหลายจึงรวมตัวกัน เพื่อพูดคุยถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ทันที
“องค์หญิงเรียกเสิ่นเยว่เข้าพบเป็การส่วนตัวเช่นนี้เห็นทีคงไม่พ้นเกี่ยวกับเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน”บุตรีขุนนางผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าที่เหยเกเมื่อจิตนาการถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า
“เสิ่นเยว่กลับมาที่จุดจอดรถม้าตามลำพังไร้องค์หญิงกลับมาด้วยจนทำให้ทุกคนต้องตามหากันให้วุ่นวาย บุตรีเ้าเมืองเล็กๆแถบชายแดนกล้าทิ้งองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ไว้ตามลำพังกลางป่าเสิ่นเยว่เห็นทีคงจะชะตาขาดก็คราวนี้”บุตรีขุนนางผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นมาพลางส่ายหน้าเบาๆก่อนที่ทุกสายตาจะรวมตัวหันไปมองเสิ่นเยว่ เสิ่นเยว่ถอนหายใจขึ้นมาเบาๆ เมื่อได้ยินสิ่งที่นางกำนัลกล่าวก่อนที่บุตรีขุนนางผู้หนึ่งซึ่งเป็สหาย จะลูบไหล่ของนางเบาๆเพื่อให้กำลังใจก่อนที่เสิ่นเยว่จะลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามนางกำนัลไปยังศาลาริมน้ำ
“ถวายพระพรเพคะองค์หญิงหย่งเล่อ”เสิ่นเยว่กล่าวทักทายอย่างอ่อนโยนพลางประสานมือทำความเคารพหลิวจื่อหรงอย่างนอบน้อม
“เชิญนั่ง”
“ขอบพระทัยเพคะองค์หญิง”เสิ่นเยว่เอ่ยขึ้นมาพลางนั่งลงฝั่งตรงข้ามหลิวจื่อหรงก่อนที่หลิวจื่อหรงจะรินน้ำชาให้แก่อีกฝ่าย
“เสิ่นเยว่ เ้าคงจะรู้ตัวบ้างแล้วใช่หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงได้เรียกเ้าเข้าพบเป็การส่วนตัว”มือของเสิ่นเยว่สั่นขึ้นมาทันที เมื่อได้ยินสิ่งที่หลิวจื่อหรงกล่าวสีหน้าของหลิวจื่อหรงซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่จะก้มหน้าเพื่อหลบสายตาของอีกฝ่าย
“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานทั้งหมดเป็ความผิดของหม่อมฉันองค์หญิงได้โปรดอภัยให้แก่หม่อมฉันด้วยเถิดเพคะ”เสิ่นเยว่เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยพลางเงยหน้าขึ้นไปมองหลิวจื่อหรง
“เสิ่นเยว่เื่นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเ้าเลยสักนิดพี่ชายของเ้าขอโทษข้าสำหรับเื่นั้นแล้วและที่ข้าเรียกเ้าเข้าพบเพื่อ้าให้เ้าให้อภัยข้า”
“อภัยอย่างนั้นหรือเพคะ”เสิ่นเยว่เอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าที่แปลกใจดวงตาที่เอ่อน้ำตาค่อยๆหดหาย พลางมองหลิวจื่อหรงราวกับ้าหาคำตอบอะไรบางอย่าง
“เ้าจะให้อภัยข้าได้หรือไม่สำหรับสิ่งที่ข้ากระทำไม่ดีต่อเ้าเสิ่นเยว่”หลิวจื่อหรงเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนเสิ่นเยว่รู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาเล็กน้อย หลิวจื่อหรงเมื่อเห็นท่าทางของนางจึงคลี่ยิ้มบางๆอย่างเข้าใจ
“เื่นี้ขึ้นอยู่กับเ้าข้าจะไม่บังคับขืนใจเ้าอยากให้อภัยข้าทั้งหมด อภัยให้ข้าเท่าไหร่หรือจะไม่ให้อภัยข้าเลยข้าก็ไม่ว่าอะไรเพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเ้า”
“หม่อมฉันให้อภัยองค์หญิงทุกอย่างเพคะ”เสิ่นเยว่เอ่ยขึ้นมาพลางฉีกหวานให้แก่หลิวจื่อหรงอย่างอ่อนโยน“หลังจากที่หม่อมฉันได้ฟังเื่ราวทั้งหมดจากพี่ชายหม่อมฉันเข้าใจแล้วว่าเหตุใดองค์หญิงถึงได้กระทำเช่นนั้นองค์หญิงได้โปรดวางพระทัยเถิดเพคะไม่ว่าอย่างไรคนที่ไท่โฮ่วรักและโปรดปราณมากที่สุด คือองค์หญิง”
“ขอบคุณสำหรับคำให้กำลังใจของเ้านะ เสิ่นเยว่เ้าเป็น้องสาวของคนที่พยายามเข้าใจข้าอย่างเสิ่นอวี้ถ้าอย่างนั้นเราสองคนจะสหายต่อกันได้หรือไม่”หลิวจื่อหรงเอ่ยขึ้นมาพลางยื่นมือให้แก่อีกฝ่ายก่อนที่เสิ่นเยว่จะคลี่ยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง พลางจับมือของหลิวจื่อหรงด้วยความยินดี
“หม่อมฉันยินดีเป็สหายขององค์หญิงเพคะ”
“ขอบคุณเ้าที่รับไมตรีของข้านะ เสิ่นเยว่แต่ว่าเื่นี้เ้าห้ามบอกใครเด็ดขาดหวังว่าเ้าน่าจะคาดเดาถึงเหตุผลในเื่นี้ได้”
“หม่อมฉันเข้าใจทุกอย่างแล้วเพคะภายใต้กำแพงแห่งราชวงศ์นี้ทุกอย่างจะเป็เหมือนเดิม แต่นอกกำแพงแห่งนี้ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป”
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะเรียกเ้าว่าเสี่ยวเยว่แล้วเ้าจะเรียกขานข้าอย่างเป็กันเองว่าอย่างไร”หลิวจื่อหรงเอ่ยถามขึ้นมาด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มก่อนที่ทั้งสองจะปล่อยมือซึ่งกันและกัน
“เสี่ยวหรง เสี่ยวหรงดีหรือไม่”
“เสี่ยวหรง เสี่ยวเยว่ ดีตอนนี้เราสองคนเป็สหายกันแล้ว หวังว่าเ้าจะช่วยขัดเกลาข้าให้เป็คนที่ดีขึ้น”
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็หวังว่าท่านจะช่วยให้ข้าเข้าใจถึงชีวิตภายใต้กำแพงแห่งนี้ได้อย่างถ่องแท้เช่นกัน”เสิ่นเยว่เอ่ยขึ้นมาอย่างเป็มิตรพลางล้วงอะไรบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ แล้วยื่นให้แก่หลิวจื่อหรงทันที
“จดหมายของเสิ่นอวี้อย่างนั้นหรือ”หลิวจื่อหรงขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อยพลางเงยหน้ามองเสิ่นเยว่ที่ยังคงยิ้มแป้น ก่อนที่จะฉีกซองจดหมายของเสิ่นอวี้แล้วอ่านข้อความภายในซองจดหมาย
“เสิ่นเยว่ดูเหมือนว่าข้าต้องขอความช่วยเหลือจากเ้าแล้วล่ะ”เสิ่นเยว่ขมวดคิ้วขึ้นมาทันทีเมื่อได้เห็นสีหน้าที่หนักใจของหลิวจื่อหรง
“ท่านรู้ตัวบ้างหรือไม่ว่าทำให้ข้าลำบากมากขนาดไหนอวี้เกอ”หลิวจื่อหรงเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยหอบสีหน้าของนางเหนื่อยหน่ายอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่จะถอดหมวกคลุมพลางมองเสิ่นอวี้ที่นั่งยิ้มหวานอยู่บนก้อนหินใหญ่หน้าเรือน
“หลังจากนี้ไปเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆข้าอยากให้เ้าทำตัวให้ชินเข้าไว้เข้าใจใช่หรือไม่ว่าเหตุผลเป็เพราะอะไร”เสิ่นอวี้เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนพลางเดินเข้าไปหาหลิวจื่อหรง แล้วเกี่ยวผมให้นางอย่างนุ่มนวลและเอ็นดู
“เื่นั้นข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะแต่มันเป็เื่ยากเหลือเกินกว่าข้าจะหนีออกจากตำหนักคุนหนิงได้ไม่ใช่เื่ง่ายเลยโชคดีที่เสี่ยวเยว่น้องสาวของท่านคอยช่วยเหลือไม่เคยมีใครช่วยเหลือข้าอย่างเต็มใจเช่นนี้มาก่อน”
“ดูเหมือนว่าตอนนี้เ้าจะได้พบเห็นบางสิ่งบางอย่างแล้วและต่อไปเ้าจะได้เห็นในสิ่งที่เ้าไม่เคยพบเจอ เอาล่ะเราเข้าไปด้านในเรือนกันเถอะ ข้าเตรียมสำรับของว่างไว้ให้เ้าแล้ว”หลิวจื่อหรงพยักหน้าตอบรับอย่างยิ้มแย้มก่อนที่เสิ่นอวี้จะโอบไหล่ของนาง แล้วเดินเข้าไปด้านในเรือน
“หนังสือเหล่านี้เกี่ยวกับปรัชญาความรักหากท่านไม่เข้าใจสิ่งใดสามารถสอบถามข้าได้”หลิวจื่อหรงมองกองหนังสือที่วางอยู่ข้างๆโต๊ะพลางฟังเสียงพูดของเสิ่นอวี้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามนางหยิบหนังสือจากกองหนังสือขึ้นมาไล่อ่าน พลางเงยหน้าขึ้นไปมองเสิ่นอวี้
“ท่านมีหนังสือเกี่ยวกับเื่พวกนี้มากมายคงเข้าใจถึงจิตใจของผู้คนไปทั่วเป็แน่แต่ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนอย่างท่านจะชอบสะสมหนังสือ”
“เื่เหล่านี้ไม่มีผู้ใดเข้าใจลึกซึ้งอย่างถ่องแท้หรอกเพราะทุกคนต่างถูกอบรมสั่งสอนมาไม่เหมือนกัน เหมือนเ้าและข้าที่แตกต่างกันส่วนหนังสือพวกนี้ข้าเพิ่งจะหาซื้อเมื่อเช้า ไม่ได้เก็บสะสมเอาไว้หรอก”
“หมายความว่าท่านซื้อหนังสือพวกนี้เพราะข้าอย่างนั้นหรือ”ดวงตาของหลิวจื่อหรงเปล่งประกายขึ้นมาหลังจากที่ได้ฟังคำพูดของเสิ่นอวี้ พลางปิดหนังสือลงแล้ววางไว้บนโต๊ะ