ทะลุมิติมาเป็นมารดาของหนูน้อยนำโชคทั้งสาม (จบ)

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 167 เหมือนจะเป็นปิ่นปักผม

            “ถ่ายทอดราชโองการออกไป หยางหนิงทำงานด้วยความขยันขันแข็งผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ จึงมีรับสั่งโปรดเกล้าฯพระราชทานตำแหน่งนายสนองกรมคลังระดับสี่ผิน โดยขึ้นรับตำแหน่งทันที!”

            ราชโองการจากห้องทรงพระอักษรมาถึงจวนสกุลหยางหนางหนิงรับราชโองการ ก่อนจะล้วงเงินออกมา

            “หัวหน้าขันทีตงลำบากแล้ว เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไม่คู่ควรให้ท่านต้องมาเองสิ่งนี้ถือเป็นสินน้ำใจให้ท่านขอรับ”

            อาตงยิ้มแย้มรับเงินมาเก็บ “ใต้เท้าหยาง ตอนนี้เข้าตาฝ่าบาทแล้วต่อไปคงต้องพึ่งพาอาศัยใต้เท้าหยางแล้ว”

            “ดูหัวหน้าขันทีตงพูดเข้าครั้งนี้ล้วนพึ่งพาบารมีจากหัวหน้าขันทีตงทั้งนั้น”

            ทั้งสองสบตายิ้มให้กันอย่างรู้ความนัย

            หยางหนิงมองดูราชโองการในมือนับตั้งแต่กลับเมืองหลวงเขาก็คอยหาลู่ทางมาตลอด ไม่ง่ายดายกว่าจะได้ยืนในตำแหน่งที่ว่างอยู่และเนื่องด้วยเรื่องสกุลเยี่ยนจึงล่าช้ามาตลอดตอนนี้เขาได้เสนอเรื่องภาษีต่อหน้าพระพักตร์ถึงขั้นได้เลื่อนขั้นเป็นนายสนองกรมคลังระดับสี่ผินอย่างเหลือเชื่อ

            “ลั่วชีเหนียง…” หยางหนิงพึมพำชื่อของชีเหนียง “ไม่คิดว่านางจะคิดอ่านได้ไกลเพียงนี้…”

            “ไม่ เป็นไปได้ว่านี่อาจจะเป็นความคิดของลั่วจิ่งเฉิน แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นเหตุใดจึงไม่กล่าวมาตรงๆกันหรือมีเหตุผลบางอย่างเลยให้ลั่วชีเหนียงบอกผ่านฮูหยินแทน จะต้องเป็นเช่นนั้นแน่!”

            หยางหนิงยินดีเชื่อว่าเรื่องทางการการเมืองพวกนี้จะเป็นความคิดของลั่วจิ่งเฉินแต่ไม่ยอมรับว่าเป็นความคิดของลั่วชีเหนียง เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริง นางก็บังอาจเกินไปที่กล้าคาดเดาการตัดสินพระทัยของโอรสสวรรค์ทั้งยังคาดการณ์ได้แม่นยำเพียงนี้

            หยางหนิงนึกถึงที่หลายวันนี้ลั่วจิ่งเฉินยังรออยู่โรงเตี๊ยมเพียงแต่ไม่รู้เพราะเหตุใดถึงถูกคนกลุ่มนั้นจับตามอง แต่กลับไม่มีความเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย

            แม้ว่าจะมีเขาคนเดียวที่ไม่ถูกเล่นงานแต่ก็ยังถูกสะกดรอยอยู่ดี ทั้งยังไม่คิดจะแตะต้องเขาด้วย

            หรือว่าระหว่างนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้น?

            สิ่งที่ลั่วจิ่งเฉินไม่รู้คือคนเหล่านั้นได้จับตัวลั่วจิ่งซีไป ทั้งยังคิดจะลงมือกับลั่วจิ่งซี แต่ใครจะรู้ว่า ฮ่องเต้เสวียนหวู่ที่ไม่มีความเคลื่อนไหวมาตลอดกลับเลื่อนขั้นให้หยางหนิงกะทันหัน ทำให้พวกที่อยู่เบื้องหลังในครั้งนี้เลี่ยงไม่ได้จะต้องระมัดระวังตัวมากกว่าเดิม

            ถึงอย่างไรสถานะของหยางหนิงก็ค่อนข้างพิเศษ อีกทั้งเขากับเยี่ยนเซี่ยงหมิงก็มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นโดยทั่วไป หากคนหนึ่งตกต่ำ อีกคนก็มักจะไม่มีทางราบรื่นแน่แต่หยางหนิงไม่เพียงแต่รุ่งเรือง กลับยังได้รับการให้ความสำคัญต่อฮ่องเต้มากกว่าเดิมนายสนองกรมคลังระดับสี่ผิน ในบรรดาหกกรมกรมคลังถือเป็นตำแหน่งที่ค่อนข้างมีความสำคัญ คนมากมายแม้ต้องการหาลู่ทางเพื่อให้ได้ตำแหน่งนี้มาแต่สุดท้ายกลับไปตกที่ใต้เท้าหนิงเสียได้

            ยังมีเรื่องตู้หมิงเจวียนฮูหยินของหยางหนิงที่เลื่องชื่อในงานประมูลซึ่งจัดในพระราชวังอีก นางไม่เพียงแต่ได้รับความสนพระทัยจากฮ่องเต้กับไทเฮากระทั่งพ่อค้าจากใต้หล้าและชาวเมือง ต่างก็รู้จักสตรีผู้ไม่ยอมเป็นรองบุรุษผู้นี้โดยเฉพาะผู้ที่รู้ความจริงเบื้องลึก ยิ่งเอ่ยชื่นชมการกระทำที่ไม่เกรงกลัวต่ออำนาจของตู้หมิงเจวียนอย่างไม่ขาดปาก

            จนสามารถพูดได้ว่าไม่เพียงแค่เป็นความสำเร็จของหยางหนิง หากแต่เป็นความสำเร็จของตระกูลตู้อีกด้วยกระทั่งสกุลเยี่ยนที่อยู่ในคุกก็ได้รับการปฏิบัติที่ดีขึ้นไม่น้อย

            ……

            “คิดไม่ถึงว่าหยางหนิงก็เป็นคนมีความสามารถคนหนึ่ง ไม่เพียงแต่เสนอความเห็นแก่ฮ่องเต้กระทั่งเจ้าก็ได้พึ่งพาบารมีไปด้วย” เวินจ้านมาที่คุกอีกครั้งข่าวที่เขาสืบได้จากอำเภอเฉาครั้งที่แล้ว เรื่องราวเกือบทั้งหมดเป็นเรื่องจริงหลังจากฮ่องเต้รับรู้ก็ทรงกริ้วอย่างมากเพียงแต่ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ล้วนเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขจึงไม่สามารถทำใจลงโทษอย่างเด็ดขาดได้ ดังนั้นจึงตัดสินใจอยู่นิ่งๆ แทน

            “เดิมทีฮ่องเต้คิดจะค่อยเป็นค่อยไป เพื่อดูว่าตกลงใครที่จะทนไม่ไหวก่อนคิดไม่ถึงว่าน้องเขยของเจ้ากลับเป็นคนมีความสามารถ”

            เยี่ยนเซี่ยงหมิงได้รู้จากปากของเวินจ้านเกี่ยวกับเรื่องราวของสกุลตู้ในช่วงนี้แม้เขาจะไม่รู้ว่าเหตุใดเวินจ้านจึงมาตีสนิทกับเขา เพียงแต่เขาก็รู้ชัดเจนดีว่าเวินจ้านอยู่ข้างฮ่องเต้มาโดยตลอด ที่ตัดสินใจทำเช่นนี้ต้องเป็นเพราะได้รับพระบัญชาจากฮ่องเต้แน่

            “หยางหนิงเป็นคนดี เดิมทีข้าเองก็อยากรู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังคือใครคิดไม่ถึงว่าแผนการจะปลี่ยนแปลงเช่นนี้”

            เยี่ยนเซี่ยงหมิงเข้าใจความหมายของเวินจ้านในเวลาอันรวดเร็วฮ่องเต้ตั้งใจจะปล่อยเขาออกไปแล้ว

            “คนที่อยู่เบื้องหลังเพียงแค่ต้องการหาแพะรับบาปเพื่อผลักภาระเรื่องของค่ายโจรเลี่ยหยางออกไป เพียงแต่เขาก็ต้องคิดประเมินตนเองด้วยเห็นว่าฮ่องเต้กินๆ นอนๆ ไม่ทำงานหรือ!”

            คำพูดนี้มีเพียงเวินจ้านที่กล้าพูดแม้แต่เยี่ยนเซี่ยงหมิงเองก็ไม่กล้าต่อคำพูดนั้น

            “คาดว่าพวกเขาคงร้อนใจ เพราะถึงอย่างไร องค์รัชทายาทก็เติบโตขึ้นทุกวันเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในราชสำนักก็ดียิ่งนัก ย่อมต้องร้อนใจเป็นธรรมดา” เยี่ยนเซี่ยงหมิงยกมือและยื่นวัตถุชนิดหนึ่งให้เขา “ของบางอย่างก็ยังมีความจำเป็นในการดำรงอยู่ พวกเขาต้องการของบางอย่างจากตัวข้าแต่บนตัวข้าจะมีของอะไรได้”

            เวินจ้านรับของจากมือของเขาและเหลือบมองไปทางมุมกำแพง “ใครจะไปรู้ เกิดเจ้ามีจริงๆ ล่ะ”

            เมื่อเวินจ้านจากไปเยี่ยนเซี่ยงหมิงก็ลูบเคราอย่างเคยชินพร้อมคิด นับตั้งแต่ของสิ่งนี้มาอยู่ในมือเขาก็รู้ว่าวันหนึ่งต้องเกิดเรื่องเช่นนี้จากที่ดูตอนนี้ เวินจ้านคือคนที่เชื่อถือได้ หวังเพียงแต่ว่าของเหล่านี้จะมีโอกาสได้เปิดเผยยังโลกภายนอกเดิมทีเขาคิดอาศัยของเหล่านี้เพื่อตรวจสอบผู้ที่อยู่เบื้องหลังของค่ายโจรเลี่ยหยางแต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดพวกนั้นกลับไม่มีการเคลื่อนไหวอีก

            ตอนแรกคิดว่าเมื่อปรากฏคำสารภาพและมีพยานจะสามารถใช้เงื่อนงำนี้สืบหาเบาะแสบางอย่างได้ ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายกลับระมัดระวังตัวอย่างมากและเพราะเหตุนี้ เยี่ยนเซี่ยงหมิงถึงรู้ว่าศัตรูผู้อยู่เบื้องหลังคงมีอำนาจกว่าที่ตนจินตนาการไว้มากลำพังพึ่งพาอำนาจตัวเองคงไม่มีทางเป็นไปได้

            แม้ว่าเฉียนจี้หวั่งจะเคยมาหาตนทั้งยังดูน่าเชื่อถือแต่เรื่องนี้มีตื้นลึกหนาบางอยู่มากนัก หากไม่ระวังก็จะถลำตัวจนเกิดการสูญเสียแต่เวินจ้านนั้นตรงกันข้าม เขาคือคนสนิทของฮ่องเต้อยู่แล้ว อีกทั้งเขามีอำนาจทหารอยู่ในมือหากคนกลุ่มนั้นกล้าแตะต้อง คงต้องประเมินฝีมือตนเองก่อน นอกจากนี้ของเหล่านั้นเมื่อถูกส่งมอบโดยมือเวินจ้าน ย่อมมีความน่าเชื่อถือกว่าเขานัก

            เวินจ้านที่ออกมาจากคุกก็รู้ว่ามีคนสะกดรอยตามครั้งที่แล้วคนพวกนี้สะกดรอยติดตามไปได้ครึ่งทางก็หยุด แต่ครั้งนี้กลับตามจนถึงจวนเห็นทีของที่เยี่ยนเซี่ยงหมิงให้เขามา คือของที่พวกนั้นต้องการแน่แท้

            “นายกองหง!”

            “ผู้น้อยอยู่นี่ขอรับ!”

            “นำของนี้ไปที่จวนสกุลเยี่ยน”

            นายกองหงเห็นของในมือเวินจ้านก็รู้สึกเหมือนว่าเคยเห็นจากที่ไหนมาก่อน

            “เป็นอะไร?” เมื่อเห็นเขาไม่ขยับ เวินจ้านก็ถาม “เจ้าเคยเห็นของชิ้นนี้หรือ?”

            นายกองหงหยิบขึ้นมาดู “ท่านโหว ไฉนของสิ่งนี้จึงเหมือนปิ่นบนศีรษะของคุณหนูสกุลเยี่ยนขอรับ”

            ช่วงระหว่างที่ต้องจับตาดูที่ถนนทิศใต้เขาเคยลอบสำรวจการแต่งกายของคนที่อาศัยในบ้านหลังนั้น จึงค่อนข้างคุ้นเคยดังนั้นเมื่อเห็นของสิ่งนี้ก็นึกถึงปิ่นปักผมบนศีรษะของเยี่ยนรั่วเสวี่ย

            “วันรุ่งขึ้นหาข้ออ้างไปที่บ้านถนนทิศใต้”

            “ผู้น้อยรับทราบ”

            พูดถึงบ้านถนนทิศใต้คนแรกที่นายกองหงนึกถึงก็คือเฉียนจี้หวั่ง ดังนั้นเขาจึงไปหาเฉียนจี้หวั่งที่จวน แต่รออยู่นานค่อนคืนก็ไม่เห็นแม้แต่เงาเมื่อเลี่ยงไม่ได้จึงไปหาลั่วจิ่งเฉินที่โรงเตี๊ยม

            -----

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นมารดาของหนูน้อยนำโชคทั้งสาม (จบ) ที่คุณอ่าน