สมาชิกคนหนึ่งของแก๊งค์นำเขาไปยังที่นั่ง
“อาจารย์ฉี เชิญนั่งครับ”
เขากล่าวอย่างนอบน้อม
ฉีซิ่วหยวนไม่ได้พูดอะไรในขณะที่ลอบมองอาหารหน้าตาแปลกๆ หลากหลายจานบนโต๊ะอย่างเงียบๆ พร้อมทั้งข้าวของเครื่องใช้ที่ดีไซน์มาอย่างสวยงามภายใต้แสงเรืองรองของพระอาทิตย์แม้แต่โต๊ะอาหารสุดหรูหราที่ไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ถูกประดับตกแต่งไปด้วยดอกไม้สดนานาพันธุ์ในแจกันสวยงามหรูหรา
หลังจากนั้นเหล่าสมาชิกแก๊งค์ก็นั่งลงข้างๆพวกเขา เห็นได้ชัดว่าพวกเขาพยายามที่จะเข้ามามีส่วนร่วมด้วยบรรยากาศแบบนี้ ทำให้ฉีซิ่วหยวนรู้สึกราวกับว่ากำลังตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งบางอย่างที่มีรัศมีแห่งความน่ากลัวล่องลอยปะปนอยู่ในอากาศ
เขาถอนหายใจหนักๆอย่างเด็ดเดี่ยวแล้วกล่าวขึ้นว่า
“ผมนึกว่าคุณเสี่ยวอยากพูดคุยตกลงกับผมเื่สำคัญมากๆซึ่งไม่น่าจะใช่เื่ทานข้าวนะ”
เสี่ยวหลี่มองเขาด้วยสายตาแปลกๆแล้วพูดว่า
“อาจารย์ฉี คุณเพิ่งเลิกงานมาตอนนี้คงจะหิวแล้ว เราทานข้าวกันก่อนค่อยคุยกันทีหลังดีมั้ยครับ?ถ้าอาหารไม่ถูกปากล่ะก็...”
ฉีซิ่วหยวนเอนหลังกับพนักเก้าอี้แล้วจ้องหน้าเขา
“ผมไม่หิว”
เสี่ยวหลี่นิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้าเป็การยอมรับคำอธิบายอย่างไม่พอใจของฉีซิ่วหยวนแต่โดยดี
“งั้นเราก็มาคุยกันก่อนก็ได้หลินจื่อ เอาของพวกนี้ออกไปให้หมด”
สมาชิกท่าทางเหี้ยมโหดแต่ก็ยังเชื่อฟังคำสั่งเป็อย่างดีแสดงสีหน้าค่อนข้างจะผิดหวังตอนหยิบจานอาหารขึ้นมา พวกเขาต่างถอนหายใจต่อกันเป็ทอดๆในขณะที่นำอาหารแสนเลิศรส ของตกแต่ง และแม้แต่โต๊ะอาหาร ก็ยังต้องยกออกไปภายใต้คำสั่งของเสี่ยวหลี่ เขาเพียงพยักหน้าเบาๆเป็สัญญาณ เหล่าสมาชิกต่างก็พากันลุกขึ้นยืนแล้วพากันปลีกตัวออกห่างจากพวกเขาทันทีตอนนี้สิ่งที่หลงเหลืออยู่ระหว่างหัวหน้าแก๊งค์กับอาจารย์หนุ่มนั้นจึงมีแค่พื้นเรียบลื่นเป็ประกายเท่านั้นมีเพียงพื้นที่ว่างเพียงนิดเดียวเที่แบ่งแยกพวกเขาเอาไว้
เมื่อเหลือสมาชิกแก๊งค์ไม่มากที่กำลังคอยอยู่และกำลังจ้องมองมายังตัวเขาอารมณ์ของฉีซิ่วหยวนก็ค่อยๆสงบลงมากขึ้น เขาตวัดสายตาเหลือบมองเสี่ยวหลี่แวบนึงฝ่ายนั้นก็กำลังใช้สายตาคมกริบจ้องมองเขาเขม็งอยู่เช่นเดียวกัน จนทำให้เขาต้องเลื่อนสายตาลงมองพื้นใต้เท้าของเขาแทนเพื่อเป็การหลบเลี่ยงการสบตากันภายใต้บรรยากาศที่เงียบงันและนิ่งสงบฉีซิ่วหยวนได้ยินเพียงเสียงของเสี่ยวหลี่ในขณะที่เอาแต่จ้องลวดลายบนพื้นจนเกือบจะจดจำเส้นสายอันอ่อนช้อยของมันได้อยู่แล้ว
“อาจารย์ฉีผมเดาว่าคณคงเคยเจอกับเสี่ยวหยางแล้ว”
มีแค่เสียงฮึดฮัดที่เล็ดลอดออกมาจากปากของฉีซิ่วหยวน
“เสี่ยวหยางเป็เด็กดีั้แ่เด็กๆ เขามักเป็คนนิ่งขรึมและใจดีอยู่เสมอผมกล้ารับประกันกับคุณได้เลยว่าเขาเป็คนที่เฉลียวฉลาดมาก ตอนนี้เขาก็มีงานการที่มั่นคงที่สร้างรายได้เป็อย่างดีอีกด้วย”
เสี่ยวหลี่อธิบายด้วยความสัตย์จริง
“คุณไม่จำเป็ต้องกังวลอะไรเลยเขาไม่เคยเข้ามามีส่วนร่วมหรือทำอะไรที่มันข้องเกี่ยวกับธุรกิจของผมเลยจริงๆ”
ฉีซิ่วหยวนยังคงเงียบกริบไม่โต้ตอบอะไรออกไป ลวดลายบนพื้นยังดูน่าสนใจมากกว่าซะอีก
“อาจารย์ฉีเสี่ยวหยางเคยพูดถึงคุณก่อนหน้านี้ให้ผมฟังผมเองก็ยังรู้สึกเคารพคุณอยู่ลึกๆด้วยซ้ำ แม้ว่าผมจะเลือกเส้นทางนี้ด้วยตนเองแต่ผมก็ไม่เคยปล่อยให้น้องชายของผมต้องเดินทางบนเส้นทางสายนี้เลยสักครั้งเขามีความมุ่งมั่นและตั้งใจทำงานหนักเพื่อเป้าหมายของตนเอง ทั้งตอนเข้าเรียนไปศึกษาต่อต่างประเทศ และแม้แต่ตอนทำงานเขามักจะพึ่งพาแค่ความสามารถของตนเองอยู่เสมอ...”
“เป็ไปไม่ได้”
ฉีซิ่วหยวนกล่าวขัด
“อาจารย์ฉี..”
“ไม่จำเป็ต้องพูดอะไรอีกแล้วเขาจะเอาเงินที่ไหนไปต่างประเทศกันล่ะ?”
ฉีซิ่วหยวนเลื่อนสายตากลับมาจ้องเสี่ยวหลี่ด้วยแววตาแน่วแน่มั่นคง
“ในตอนนั้นเขายังเป็เพียงแค่นักเรียนเท่านั้นแล้วเขาเอาเงินมาจากไหนล่ะ? เขาก็แค่กลับบ้านแล้วเขาก็ได้งานที่มีรายได้สูงแล้วคุณจะบอกผมว่าเื่ทั้งหมดนั้น ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคุณเลยงั้นเหรอ?”
เขายิ้มหยัน
“แม้จะไม่ข้องเกี่ยวกันทางธุรกิจแต่เขาก็ยังเรียกคุณว่า ‘พี่ชาย’ อยู่ใช่มั้ยล่ะ?”
คิ้วของเสี่ยวหลี่ขมวดเข้าหากันจนเกิดเป็รอยย่นขึ้นหลายรอยสิ่งที่เขาอยากจะพูดก็ไม่สามารถพูดออกมาได้เพราะว่าฉีซิ่วหยวนลุกขึ้นยืนและเดินตรงเข้ามาหาเขาเสียแล้วฉีซิ่วหยวนหยุดยืนตรงหน้าแล้วโน้มตัวลงมาตรงหน้าเสี่ยวหลี่จ้องมองดวงตาข้างขวาของเขาแล้วเอ่ยขึ้นมาว่า
“เจ็บรึเปล่า?”
“ไม่แล้วครับ”
เสี่ยวหลี่เบี่ยงตัวออกด้วยการเอนตัวไปกับพนักโซฟาด้านหลังฉีซิ่วหยวนก้าวเข้าหาอีกก้าวแล้วขยับเข้าไปใกล้ขึ้น
“คุณเสี่ยวผมอาจจะไม่เข้าใจเื่กฎหรือข้อปฏิบัติของแก๊งค์คุณแต่ผมเชื่อว่าคนที่ทำให้เกิดรอยฟกช้ำนี้กับคุณตอนนี้มีแนวโน้มว่าคงจะเ็ปมากกว่าที่คุณเจ็บอยู่สินะ แน่นอนว่าคุณคงจะตอบแทนเขาเจ็บแสบกว่าร้อยเท่าของความเ็ปที่เขาทำต่อคุณล่ะสิบางทีอาจจะโดนสับแขนหรือไม่ก็สับขาไปแล้วด้วยซ้ำ ผมไม่สนใจเื่พวกนั้นหรอกนะสิ่งที่ผมสนใจก็คือตอนที่เขาอยากจะตอบแทนคุณด้วยความเ็ปเป็ร้อยเท่าแบบที่คุณทำกับเขานั่นต่างหากคุณจะยืนยันได้ยังไงว่าคนที่ใกล้ชิดที่สุดจะไม่ถูกลากไปพัวพันด้วยน่ะ?”
ฉีซิ่วหยวนแหยียดเย้ยด้วยความไม่พอใจอย่างเ็า
“เมื่อถึงเวลานั้นถ้ามีเื่เลวร้ายเกิดขึ้นกับเสี่ยวหยาง แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นกับซูซูล่ะ?”
เสี่ยวหลี่หรี่ตาจ้องมองคนที่ยื่นใบหน้ามาใกล้ๆเขม็งริมฝีปากเม้มแน่น เห็นได้ชัดว่ากำลังกดเก็บความกรุ่นโกรธเอาไว้แต่ก็ยังไม่พูดอะไรออกมาอยู่ดี
ฉีซิ่วหยวนยืดตัวตรงแล้วถอยห่างออกไปสองก้าวก่อนจะถอนลมหายใจออกมา
“คุณเสี่ยวพวกเราก็แค่ครอบครัวธรรมดาๆ พวกเราไม่อยากจะสร้างปัญหาโดยไม่จำเป็ขึ้นมาหรอกนะคุณมีน้องชายแค่เพียงคนเดียว ผมเองก็มีน้องสาวแค่เพียงคนเดียวเหมือนกันนะ”
เสี่ยวหลี่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด แนวความคิดก็เปลี่ยนไปการแสดงออกทางสายตาของเขาทำให้นึกไปถึงนักเรียนของฉีซิ่วหยวนในคาบสอน ที่ถึงกับพูดไม่ออกหน้าเหวอและไม่สามารถตอบโต้อะไรกลับมาได้หัวหน้าแก๊งค์ตัวสูงใหญ่และน่าเกรงขามยังคงนั่งนิ่งบนโซฟาท่าทางของเขาเสมือนถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศแห่งความอึดอัดลำบากใจ
ทันใดนั้นจิตใจของฉีซิ่วหยวนก็อ่อนยวบลงโดยไม่มีสาเหตุถ้อยคำข่มขู่และก้าวร้าวเกินกว่าจะได้ยินก็ไม่มีเล็ดลอดออกมาจากปากสักคำบรรยากาศที่น่าอึดอัดและเงียบงันที่กระจายอยู่รอบตัวพวกเขาค่อยๆจางหายลงโดยไม่รู้ตัว สักครู่หนึ่งฉีซิ่วหยวนจึงถอนหายใจออกมายาวๆแล้วเอ่ยว่า
“คุณเสี่ยว ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมคงต้องขอตัวกลับก่อน พรุ่งนี้ผมมีสอน”
พอได้ยินดังนั้นเสี่ยวหลี่ก็เด้งตัวลุกขึ้นยืนทันควัน
“อาจารย์ฉี เดี๋ยวผมให้คนไปส่ง”
พอนึกย้อนไปถึงรถ..เ้าลินคอล์นคันนั้นที่รับเขามาจากหน้าประตูโรงเรียนแล้ว ‘นำส่ง’ เขามายังที่แห่งนี้ สีหน้าของฉีซิ่วหยวนก็เปลี่ยนไป
“ไม่จำเป็ผมไม่อยากให้เป็ที่สนใจของใคร”
เมื่อได้ยินว่าอย่างนั้น เสี่ยวหลี่รีบปรับเปลี่ยนแผนตามสถานการณ์ทันทีก่อนจะเอ่ยว่า
“อาจารย์ฉีอย่าได้เห็นเป็การเสียมารยาทเลย เดี๋ยวผมจะบอกพวกเขาให้เปลี่ยนรถแบบนี้ผมถึงจะสบายใจขึ้นมาหน่อย ช่วยอย่าปฏิเสธเลยนะครับ”
ฉีซิ่วหยวนเดินตาม ‘น้องชายคนนั้น’ ออกมาที่หน้าประตู ด้านนอกมีรถซีดานลึกลับสีดำคันหนึ่งจอดรอเขาอยู่ตรงหน้าประตูพอดีฉีซิ่วหยวนสอดตัวขึ้นรถไปอย่างไม่เต็มใจนัก ก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวออกไปนั้นเสี่ยวหลี่เดินเข้ามาเคาะกระจกตรงที่นั่งของฉีซิ่วหยวนเสียก่อน ฉีซิ่วหยวนยังลังเลที่จะเปิดแต่คนขับรถกลับเลื่อนกระจกเปิดให้เป็ที่เรียบร้อย
“อาจารย์ฉี รับนี่ไปด้วยครับ”
เสี่ยวหลี่เอ่ยขึ้นก่อนจะยื่นของในมือให้
“ผมต้องขอโทษจริงๆที่ทำให้คุณไม่ได้ทานอาหารอร่อยๆรับของว่างรอบดึกไปแทนก็แล้วกันนะครับ”
ฉีซิ่วหยวนนึกอยู่สักพักก็ยินยอมรับของจากเขามาเมื่อเห็นดวงตาที่แสดงถึงความจริงใจของเสี่ยวหลี่แล้วก็อดที่จะเอ่ยปากขอบคุณเขาไม่ได้ระหว่างทางกลับบ้าน คนขับรถทำหน้านิ่ง ไม่พูดไม่จาคำใดเลยสักคำ แม้จะเป็อย่างนั้นฉีซิ่วหยวนก็ยังรู้สึกอึดอัดใจอยู่ดี
ดูเหมือนกับว่าสิ่งที่ซูซูเคยบอกไว้จะเป็เื่จริงเขาดูไม่เหมือนแก๊งค์อันธพาลผิดกฎหมายเลยก็จริง แต่ฉีซิ่วหยวนคิดว่า ไม่หรอกมันผิดแล้ว เขายืนยันกับตัวเองได้เลยว่า ถ้าเธอเป็คนที่โดนตัดแขนตัดขาล่ะก็เธอจะไม่มีทางคิดแบบนี้เด็ดขาด
--------------------------------------------------------