ตอนที่ 27 อยากคิดเงียบๆ คนเดียว (1)
เช้าวันต่อมา พอลู่โจวตื่นนอนและมาออกจากห้องก็เห็นชายชราทั้งสี่นั่งเล่นหมากรุกจีนกันที่ศาลาอีกแล้ว สองในสี่คนนั้นคือผู้เฒ่าวั่นและผู้เฒ่าเวิงที่เล่นหมากรุกมนุษย์เมื่อวาน ส่วนอีกสองคนคือผู้เฒ่าลั่วและผู้เฒ่าเซิ่ง
เมื่อชายชราทั้งสี่คนเห็นลู่โจวก็รีบพากันลุกขึ้นทักทาย นับั้แ่ลู่โจวเข้ามาอยู่ในบ้านหยางเหมินแห่งนี้ นี่เป็ครั้งแรกพวกเขาที่เริ่มทักทายลู่โจวก่อน
ทุกคนพากันแนะนำตัวเอง จากนั้นผู้เฒ่าเวิงก็เริ่มพูดถึงเื่งานชุมนุมนักพรตของอารามเต้าเทียน ว่ากันว่าเป็การเชิญสหายนักพรตจากอารามทั่วประเทศหรือสหายนักพรตที่กระจายอยู่ทั่วไปให้มารวมตัวกันที่อารามเต้าเทียน หนึ่งคือเพื่อสวดมนต์ให้ประเทศและตรวจดวงเมืองเพื่อขจัดภัยให้ประชาชน หรือเพื่อช่วยเหลือประชาชนในเื่ต่างๆ สองคือรวมตัวกันครั้งใหญ่เพื่อประกอบพิธีกรรม สามคือเพื่อรายงานเื่ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศภายในหนึ่งปีที่ผ่านมา สี่คือเพื่อรับประทานอาหารร่วมกันเป็การกระชับความสัมพันธ์ หากใครประสบภัยในพื้นที่ของตัวเองจะได้ขอความช่วยเหลือได้ง่าย งานชุมนุมเช่นนี้เกิดขึ้นได้ยาก จะต้องเป็วัดขนาดใหญ่อย่างอารามเต้าเทียนซึ่งเป็ที่นิยมเหมือนควันธูปที่ไม่มีวันดับเท่านั้นถึงจะสามารถจัดงานใหญ่ขนาดรวมตัวสหายนักพรตทั้งหมดได้
หลังจากผู้เฒ่าเวิงพูดถึงเื่งานชุมนุมจบก็กล่าว “อีกสองวันข้าต้องไปสวดมนต์ที่อารามเต้าเทียนพอดี ถ้าเ้าไม่ถือสา เ้าพาข้าไปด้วยได้หรือไม่ แน่นอนว่าหากเ้าเจอปัญหา ข้าจะช่วยเ้าแก้ไขเอง”
“ได้ครับ” เื่ที่ไม่สามารถคาดเดาได้เช่นนี้ ลู่โจวรีบพยักหน้าตอบรับทันที มีคนคอยช่วยเหลืออยู่ข้างๆ เขาก็รู้สึกอุ่นใจ อีกอย่างในบัตรเชิญก็ไม่ได้ระบุว่าให้ไปได้คนเดียวเสียหน่อย
พวกผู้เฒ่าเวิงไม่คิดว่าลู่โจวจะตอบรับอย่างสบายๆ เช่นนี้ก็ตื่นเต้นดีใจ พากันอยู่ไม่สุขเช่นนี้ไปอีกสองวัน
เนื่องจากอารามเต้าเทียนอยู่นอกเมืองหลวง ระยะทางค่อนข้างไกล ออกจากบ้านตระกูลลี่ต้องใช้เวลาสามชั่วโมงกว่าจะไปถึงที่หมาย แล้วยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งเพื่อเดินขึ้นสู่ยอดเขาอีกด้วย ดังนั้นในวันชุมนุม ลู่โจวจึงต้องออกเดินทางไปอารามเต้าเทียนั้แ่ตีหนึ่ง จะได้ไปถึงที่นั่นก่อนพระอาทิตย์ขึ้น
ลู่โจวสวมชุดพิธีการเรียบร้อยแล้วเดินออกมา ก็ต้องตื่นใกับคลื่นฝูงชนจำนวนมากในลานบ้าน
ั้แ่เขาเข้ามาอยู่ในบ้านหยางเหมินยังไม่เคยเห็นคนจำนวนมากขนาดนี้อยู่ในลานมาก่อน ทุกคนยืนซ้อนกันอย่างแออัดยัดเยียด ไม่เว้นแม้แต่บนหลังคา
ลู่โจวะโบอกคนบนหลังคาว่า “นี่เป็อาคารหลังเก่า พวกคุณขึ้นไปยืนเยอะขนาดนั้นเดี๋ยวมันก็พังลงมาหรอก”
คนที่อยู่บนหลังคาบอกว่า “รอส่งเ้าออกไปแล้ว พวกเราค่อยลงไป”
ลู่โจวชะงัก จากนั้นก็ร้องอย่างตื่นตระหนก “พวกคุณมาส่งผมเหรอ”
ทุกคนตอบเป็เสียงเดียวกัน “ใช่แล้ว”
ความจริงพวกเขาได้ข่าวว่าผู้เฒ่าเวิงจะออกจากลานบ้าน จึงตั้งใจทะลวงขึ้นมาจากใต้ดินเพื่อดูว่าผู้เฒ่าเวิงจะออกจากบ้านได้จริงหรือไม่
“...” ลู่โจวพูดอะไรไม่ออก “ขอบคุณครับ พวกคุณใจดีกันจริงๆ
ดึกดื่นขนาดนี้ยังออกมาส่งเขา ทำราวกับว่าเขาจะออกจากบ้านไปทำเื่ยิ่งใหญ่ ทำให้เขารู้สึกเกรงใจมาก
“เสี่ยวโจว จวนจะได้เวลาแล้ว พวกเราไปกันเถอะ” ผู้เฒ่าเวิงที่ยืนอยู่หน้าทางเข้าลานบ้านร้องเรียก
ลู่โจวตอบรับ “ครับ”
ทุกคนรีบแหวกทางให้ลู่โจวทันที
ลู่โจวเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าผู้เฒ่าเวิง “พวกเราไปกันเถอะครับ”
ผู้เฒ่าเวิงจ้องมองไปยังทางเข้าบ้าน เผลอกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว
ทุกคนในลานบ้านต่างจ้องมองเงียบๆ ไม่กล้าส่งเสียงใด
ผู้เฒ่าเซิ่งเอ่ยขึ้นอย่างหวาดหวั่น “ผู้เฒ่าเวิง ข้าว่าเ้าไม่ต้องไปหรอก”
ลู่โจวหันกลับมา “ทำไมครับ”
ผู้เฒ่าเวิงยิ้มกระด้าง “ไม่มีอะไรๆ พวกเราไปกันเถอะ”
ผู้เฒ่าวั่นออกปากว่า “เสี่ยวโจว ผู้เฒ่าเวิงขาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เ้าช่วยประคองเขาหน่อยได้ไหม”
“แน่นอนครับ” ลู่โจวประคองแขนของผู้เฒ่าเวิงแล้วกล่าว “ในเมื่อขาไม่ดีแบบนี้ ก็ไม่ต้องไปสวดมนต์ที่อารามเต้าเทียนหรอกครับ”
ผู้เฒ่าเวิงเอ่ย “ถ้าไม่ไปตอนนี้ ต่อไปคงไม่มีโอกาสแล้ว”
เขากลัวว่าหากครั้งนี้ไม่ตามออกไป ต่อไปเขาก็คงไม่มีความกล้าที่จะออกไปจากที่นี่แล้ว
คำพูดของเขากลับทำให้ลู่โจวเข้าใจไปว่าเขากังวลที่ตัวเองอายุมาก ต่อไปอาจจะไม่อยู่บนโลกแล้ว จึงปลอบใจเขาว่า “จะไม่มีโอกาสได้ยังไงกันครับ ต่อไปถ้าคุณตาอยากไปไหนก็ให้บอกผม ผมจะไปเป็เพื่อน ถ้าผมไม่ว่าง ผมจะให้คนของผมพาไป เดี๋ยวตอนขึ้นเขา ผมจะแบกคุณตาเองครับ”
ผู้เฒ่าวั่นเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เ้าหนุ่มนี่จิตใจดีนัก”