ปกป้องข้าที ข้าอ่อนแอ!
17 แมวของข้าชื่อบรูโน่
ลูกศิษย์สกุลฉินต่างฮือฮา เบียดตัวเข้ามามองดูยันต์แห้งกรอบนั้นใกล้ๆ
“ท่านรองประมุข สิ่งนี้คือยันต์อะไรหรือขอรับ?”
“นี่ๆ เ้าเคยเห็นหรือไม่?”
“มันเขียนว่าอะไรน่ะ?”
“สิ่งนี้รับไอมารแทนท่านประมุขรึ?”
ศิษย์แต่ละคนกระซิบกระซาบคุยกันด้วยความสงสัย เห็นทียันต์แผ่นนี้คงจะเป็ ‘ยันต์คุ้มครอง’ เป็แน่
แต่ยันต์คุ้มครองนั้นหาได้ยากมาก และไม่น่ามีพลังมากพอจะดูดซับไอมารเข้มข้นมากมายขนาดนั้นได้ในแผ่นเดียว
“มีคนผู้หนึ่งให้ข้ามา”
ฉินหย่งสือบอกเรียบๆ ดวงตาแอบตวัดมองไปทางลู่เว่ยหลง
คุณชายลู่เผยยิ้มเจื่อนๆตอบกลับสายตาคู่นั้น ยันต์ใบนั้นแท้จริงแล้วเขาก็แค่ลองเขียนเล่นๆ ไม่คิดว่ามันจะใช้ได้ขึ้นมาจริงๆสักหน่อย แต่หากเขาไม่ได้นึกสนุกเขียนไป เห็นทีชีวิตคุณชายใหญ่คงตกอยู่ในเงื้อมมือมัจจุราชแล้วเป็แน่
หงหลิ่งหวินหลุบตาถอนหายใจโล่งอก ในเหตุการณ์ที่คุณชายลู่เผยความสามารถนี้ให้ท่านรองประมุขทราบเขาเองก็อยู่ที่นั่นด้วยพอดี จึงได้รับรู้เื่ราวดังกล่าวไปด้วย เขาเองก็ไม่คาดคิดว่าฝีมือช่างของคุณชายท่านนี้จะแข็งแกร่งยิ่งนัก นับเป็โชคอย่างยิ่งใหญ่ของท่านรองประมุข
“บุคคลนี้เป็ผู้เดียวกับที่มอบยันต์ไฟและลม แก่ท่านมาด้วยใช่หรือไม่ขอรับ?”
ศิษย์ผู้หนึ่งเชื่อมโยงความเป็ไปได้
“อืม”
ศิษย์ทั้งหลายฮือฮาอีกครั้ง เมื่อคิดถึงว่ายันต์เ่าั้มีอานุภาพร้ายแรงเพียงใด รอยยิ้มกว้างก็เริ่มประดับบนใบหน้า
“ช่างน่าดีใจยิ่งนักขอรับ หากเป็เช่นนั้นหมายความว่าสำนักตระกูลฉินก็มีช่างฝีมือปราณฝีมือดีเยี่ยมเป็ผู้สนับสนุนอีกผู้หนึ่งแล้วใช่ไหมขอรับ?”
“เป็เช่นนั้น”
รองประมุขกล่าวตอบ ดวงตาคมยังจับจ้องไปลู่เว่ยหลงที่เผลอกลืนน้ำลายเอื้อก
ศิษย์สกุลฉินโห่ร้องะโยินดี
ในที่สุดภารกิจแสนอันตรายก็ถูกจัดการได้เรียบร้อยภายในเวลาไม่กี่วัน ถือเป็ความภูมิใจของตระกูลฉิน และเพิ่มชื่อเสียงให้สำนักกระบี่ได้อีกด้วย
เมื่อรู้ว่าคุณชายใหญ่ปลอดภัยดีแล้ว ถึงเขาจะโล่งใจ แต่ลู่เว่ยหลงยังใจคอไม่สงบเพราะััถึงความรู้สึกแปลกๆที่แผ่มาจากแถวนี้ได้ เขาเหลียวมองไปรอบๆอย่างสงสัย
เขาเห็นลูกศิษย์สองคนที่ยืนอยู่ไม่ไกล แผ่นหลังอาบไปด้วยเื
พวกนั้นคือศิษย์ที่โดนเ้าลิงั์นั้นตะปบเข้านี่?
ลู่เว่ยหลงผละจากจางฉวนรีบเดินไปหาสองคนนั้น เขาเอี้ยวตัวไปดูแผลที่กลางหลัง
อา... เดี๋ยวๆ ลืมไปเลยว่าเขากลัวเื เืแดงเต็มไปหมด โอย เห็นแล้วสติเริ่มรู้สึกหวิวๆ...
ฉินหย่งสือผ่าแทรกตัวออกมาจากวงอย่างรวดเร็ว เขาใช้มือข้างหนึ่งมาประคองตัวเอียงๆของลู่เว่ยหลงได้ทัน เขากระชับอ้อมกอดมองลู่เว่ยหลงที่หน้าซีดเผือด แล้วหันไปหาศิษย์สองคนนั้น
เืสีแดงยังไหลซิบออกมาจากาแ
“เ้าโดนไอมารเข้ารึ”
รองประมุขหรี่ตาพูด ศิษย์ทั้งสองใลนลาน ไม่ทราบว่าตนเองโดนไอมารเล่นงานเข้าให้
“ถอดเสื้อแล้วนอนลงไป”
เสียงเฉียบสั่งการ ทั้งสองคนรีบปลดเสื้อฉ่ำเืของตนออกแล้วลงไปนอนคว่ำ แผลกรงเล็บมีร่องรอยสีม่วงดำ คล้ายเริ่มเน่า ไอมารแ่บางอวลออกมาจากปากแผล ศิษย์คนอื่นๆใ
“ท่านรองประมุข แผลจากไอมารต้องใช้พลังหยางยับยั้ง เราควรเดินทางออกจากป่ากันั้แ่ตอนนี้เพื่อไปหายันต์ศักดิ์สิทธิ์มารักษาขอรับ”
ศิษย์ที่มีความรู้เื่ไอมารมากหน่อยกล่าวขึ้นร้อนรน
“จากตรงนี้กว่าจะออกจากป่าได้คงใช้เวลาสองวัน แผลเหล่านี้ทนได้นานเท่าไหร่กัน?” ศิษย์อีกคนถาม
ฉินหย่งสือพูดกลับนิ่งๆ
“ทั้งสองเริ่มแสดงอาการเร็วกว่าปกติ แผลจากไอมารไม่ควรมีสีคล้ำเร็วเช่นนี้ อาจเป็เพราะไอมารจากจ่าฝูงลิงเข้มข้นเกินไป”
ศิษย์แต่ละคนสีหน้าไม่สู้ดี แปลว่าสองวันก็ไม่ทันการงั้นหรือ แล้วจะทำกันเช่นไรดีเล่า เพิ่งดีใจไปหยกๆแต่จะต้องมาเสียสหายไปอีกสองคนงั้นรึ
ยันต์ศักดิ์สิทธิ์ก็ใช่ว่าจะเจอง่ายเสียเมื่อไหร่ ดีไม่ดีออกจากป่าแล้วก็อาจต้องใช้เวลาควานหาอีกหลายวันก็เป็ได้
“เช่นนั้นจะทำเช่นไรดีขอรับ?”
ศิษย์คนหนึ่งถาม ท่านรองประมุขมีสีหน้าไม่ทุกข์ร้อน หันหน้าไปมองร่างบางที่เขายังคงโอบประคองไว้ เขากระชับมือแน่นขึ้น พูดอย่างใจเย็น
“ข้าขอปรึกษาคุณชายลู่สักครู่”
“เขียนยันต์ต้องนั่งท่านี้ด้วยรึ?”
ร่างสูงที่นั่งยองด้วยเอ่ยถาม พวกเขากลับมานั่งจ๋องหลังต้นไม้กันสองคนเพื่อให้คุณชายลู่สร้างยันต์ใหม่อีกสองแผ่น
“ก็ข้าถนัดเขียนบนเข่าท่านี้”
ลู่เว่ยหลงพูดอุบอิบ
“กระดาษยันต์ใบเท่านี้จะให้ข้ารองเขียนท่าใดได้บ้างเล่า ท่านพกโต๊ะมาหรืออย่างไร”
ประชดกลับแล้วค่อยสบายใจ มือขาวจรดพู่กัน ทำสมาธิตวัดเขียนยันต์ ‘ศักดิ์สิทธิ์’ อีกสองใบ เสร็จแล้วยื่นให้คนตัวสูงเหมือนจ่ายเช็ค
ลู่เว่ยหลงรู้สึกคล้ายเขากำลังทำเื่ผิดกฏหมายเช่นการปั๊มเงิน ไหนใครๆก็บอกว่ายันต์เป็สิ่งหายากไงเล่า เขานั่งเขียนโง่ๆแบบนี้ดันมาใช้ได้เหมือนกันเสียอีก ยันต์เสิ่นเจิ้นก็นับด้วยรึ!
ฉินหย่งสือรับกระดาษไปจากมือลู่เว่ยหลงแต่ยังไม่ยอมลุก ลู่เว่ยหลงที่กำลังจะยกตัวขึ้นเลยอยู่ในท่าเก้ๆกังๆ จะลุกก่อนผู้ใหญ่ก็ดูไม่ดี เขานั่งแปะลงไปเหมือนเดิม
“...”
“…”
เมื่อไม่มีใครพูดอะไรลู่เว่ยหลงจึงรู้สึกอึดอัดนิดหน่อย แต่แล้วฉินหย่งสือเอ่ยถามเสียงทุ้ม
“...ยังหวาดกลัวอยู่หรือไม่”
หวาดกลัวหรือ? ลู่เว่ยหลงรีบตีความในสมอง วันนี้เขากลัวไปตั้งหลายอย่าง จะต้องตอบอะไรบ้างล่ะนี่
“ลิงตัวั์นั่นก็.. นะ... น่ากลัวขอรับ แต่ตอนนี้สถานการณ์คลี่คลายลงมากแล้ว”
ลู่เว่ยหลงเลือกที่จะตอบแบบกลางๆ เขานั่งก้มหน้าน้อยๆไม่รู้ต้องพูดอย่างไรต่อ ดวงตากลมเหลือบมองคนถาม ฉินหย่งสือยังมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่ประกายตาอ่อนลง
“แล้วข้าเล่า”
“ท่าน…?”
ลู่เว่ยหลงสะอึก อ้อ! ใช่สิ คนนี้เขาก็กลัวเหมือนกันนี่นา มัวแต่สนใจเื่ยันต์จนลืมกลัวไปเสียนี่!
...แบบนี้ก็ได้หรือ!
พอโดนสะกิดด้วยคำถามคุณชายลู่ก็พลันทำตัวไม่ถูก
ถึงเขาจะกลัวคุณชายใหญ่น้อยลงไปบ้างแล้ว แต่พอมานั่งมองหน้ากันระยะประชิดขนาดนี้ ขนของเขาก็ลุกซู่ไปทั้งร่าง
ลู่เว่ยหลงนั่งก้มหน้ากอดเข่าขดตัวกลมสั่นหงึกหงัก ฉินหย่งสือเห็นดังนั้นจึงพูดเสียงทุ้ม
“กลัวหรือ”
ลู่เว่ยหลงลมหายใจสะดุด ความรู้สึกผิดต่อคุณชายใหญ่โหมซัดกระหน่ำ เขาก็ไม่ได้อยากกลัวแบบนี้นี่นา ก่อนหน้าก็เป็ห่วงเลยเขียนยันต์แคล้วคลาดไปให้แล้วไง!
ลู่เว่ยหลงหลับตาปี๋ ยกนิ้วสั่นๆขึ้นมาสองนิ้ว นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ของเขาเกือบแตะถูกกัน
“กลัวนิดนึง”
เสียงงุบงิบดังลอดออกมาจากก้อนกลม ฉินหย่งสือก้มมองคนตั่วสั่นงันงกข้างหน้าด้วยสายตาโอนอ่อน เขาค่อยๆยันกายขึ้น
“ไปกันเถิด คนเจ็บรออยู่”
“…ขอรับ”
“นี่... ปู้หลูนั่ว”
ฉินหย่งสือยื่นถุงใส่ยันต์คืนให้ลู่เว่ยหลง คนร่างบางเงยหน้ารีบยื่นมือมารับ รองประมุขหันหลังเดินกลับไปทางศิษย์สกุลฉินพร้อมยันต์ใหม่ในมือสองใบ
ลู่เว่ยหลงเบิกตากว้าง มองตามหลังของรองประมุข
“ปู้หลูนั่ว...?”
เขางุนงงได้พักหนึ่ง แล้วจึงเปลี่ยนไปเป็ยิ้มกว้างขบขัน
“ปู้หลูนั่วที่ไหนกัน! ...เ้าแมวบรูโน่ของข้าต่างหาก!”
พูดอุบอิบก่อนจะลุกขึ้นรีบวิ่งตามไป
ลู่เว่ยหลงเพิ่งรู้ว่ากระดาษยันต์สามารถนำมารักษาไอมารได้ด้วยวิธีนี้
เขามองฉินหย่งสือเผากระดาษยันต์ทั้งสองและนำเถ้ากระดาษมาผสมสมุนไพรที่ตำไว้แล้ว โปะโดยตรงลงไปบนแผล ศิษย์สองคนร้องอู้วด้วยความแสบ แต่หลังจากนั้นแผลและสีหน้าจึงค่อยดูดีขึ้น
อีกหลายวันต่อมา ในที่สุดขบวนภารกิจจากสกุลฉินก็กลับมาถึงจวน
ลู่เว่ยหลงจำรายละเอียดของขากลับแทบไม่ได้
วันนั้นจู่ๆร่างเปราะบางของคุณชายลู่ก็มีอาการไข้ขึ้น เขาถูกฉินหย่งสือแบกออกจากป่ามาด้วยวิธีใดก็สุดจะรู้ได้ แถมเมื่ออยู่บนหลังม้าเขายังหลับคอหักมาเกือบตลอดทาง ่ที่หลับๆตื่นๆรู้สึกตัวทีไรก็พิงอกแข็งๆนั่นอยู่ทุกที
ไม่น่าห้าวจริงๆด้วย ครั้งหน้าถ้าจิ้นฝานไม่ต้มน้ำมาให้ เขาก็จะไม่อาบน้ำอย่างเด็ดขาด
คนสกุลฉินออกมาต้อนรับฉินหย่งสือและเหล่าศิษย์ที่หน้าจวน คนอื่นๆที่ไม่ได้ไปร่วมภารกิจด้วยส่งเสียงต้อนรับครึกครื้น
“อาหลง เดินทางมาไกลเป็อย่างไรบ้าง?”
กวงฮูหยินเดินเข้ามาหาลู่เว่ยหลงเป็คนแรกหลังจากเขา(ลอย?)ลงมาจากหลังม้า นางยื่นมือมาแตะหน้าผาก และบีบแขนของหลานชาย
“โดนอากาศเย็นจนไม่สบายงั้นหรืออาหลง”
“ข้าเพียงเพลียเล็กน้อยเท่านั้นขอรับ หลับสักตื่นคงดีขึ้นมาก”
ลู่เว่ยหลงกล่าวตอบ กวงฮูหยินยังคงดีต่อเขาเสมอ
“หย่งสือดูแลเ้าดีหรือไม่ พี่ของเ้าปล่อยให้เ้าไม่สบายได้อย่างไร”
ลู่เว่ยหลงเหลือบไปหาคนตัวสูงที่ขณะนี้กำลังสนทนากับประมุขฉินท่าทางเคร่งเครียดแว้บหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาพยักหน้ารัว
ฮูหยินมีท่าทีโล่งใจ
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว ข้าล่ะเป็ห่วงแทบแย่ว่าเ้าจะกลัวหย่งสือจนไม่เป็อันทำอะไรอีก”
เมื่อมีการเปิดประเด็น ลู่เว่ยหลงดวงตาประกายวาบได้โอกาสถามสิ่งที่อยากรู้ เขาหันมองซ้ายขวา ก่อนพูดกับกวงฮูหยินเสียงเบา
“กวงฮูหยินขอรับ... ข้ามีเื่รบกวนถามท่านสักเล็กน้อย”
“สิ่งใดหรือ?”
“คุณหญิงทราบไหมขอรับว่าข้ากลัวคุณชายใหญ่ด้วยเหตุผลใด”
กวงฮูหยินทำหน้าตาลำบากใจ
“อาหลง...”
“เื่ที่เกิดขึ้นระหว่างข้ากับคุณชายใหญ่คงเริ่มั้แ่ข้ายังเด็กใช่หรือไม่ขอรับ มันเนิ่นนานจนตอนนี้ข้านึกเหตุผลอย่างไรก็นึกไม่ออก”
“ลืมไปแล้วก็ลืมไปเสีย เื่ของอดีตบางเื่ก็เป็สิ่งที่ควรละไว้ ข้าเองก็ไม่รู้รายละเอียดมากนัก แต่หากเ้าจะเลิกหวาดกลัวพี่ของเ้าได้ข้าก็ดีใจยิ่ง”
นางยิ้มอ่อนโยน ยกมือขึ้นมาลูบหน้าลูบตาเขา
“กลับไปนอนพักเสีย เื่ภารกิจให้หย่งสือเขารายงานกับท่านประมุขไป ข้าจะให้คนจัดสำรับยาบำรุงไปให้เ้าดื่มที่เรือน จิ้นฝาน พาคุณชายไปพักผ่อนเถิด”
“ขอรับ”
เมื่อเค้นหาคำตอบจากฮูหยินไม่ได้ ลู่เว่ยหลงและจิ้นฝานจึงจำใจต้องเดินแยกออกมา เขาเดินไปทางเรือนแยกของตนมาได้พักเดียวก็ต้องชะงักเพราะเสียงพูดลอยๆเสียงหนึ่ง
“เกอก็ต้องอยู่ส่วนเกอ ไปก้าวก่ายงานของบุรุษเช่นนี้ช่างน่าละอายยิ่ง”
ลู่เว่ยหลงหันมองไปเห็นฝูฮูหยินปรายตามองมาทางเขา นางยืนเชิดหน้าด้วยความหยิ่งทระนง
“ไปครั้งนี้คงไม่พ้นไปเป็ตัวถ่วง ทำเป็จับไข้ไม่สบาย เรียกร้องความสนใจ”
ลู่เว่ยหลงใจไม่อยากมีเื่จึงพยายามเดินเลี่ยง
“เกอหนึ่งคนเข้าป่าไปกับบุรุษมากมาย หากเป็ผู้มียางอายสักนิดคงจะรู้ว่าสิ่งใดควรมิควร”
เมื่อโดนมากเข้าลู่เว่ยหลงเริ่มหงุดหงิด เขาพูดลอยๆกลับบ้าง
“คุณชายใหญ่เป็ผู้เลือกข้าไปด้วยตัวเอง ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร คนไม่ถูกเลือกสิต้องถามตน ว่ามาก้าวก่ายงานบุรุษได้อย่างไร”
ฝูฮูหยินดีดตัวตรงจ้องเขม็งมาทางลู่เว่ยหลง เส้นเืที่ขมับปูดโปน
“เ้าว่าอย่างไร?”
ลู่เว่ยหลงเกิดตื่นกลัวขึ้นมาภายในใจ แต่ทำใจดีสู้เสือ
“ไม่อย่างไรหรอกขอรับ ใครแถวนี้ว่างๆ ก็ลองเข้าไปถามศิษย์ผู้อื่นหรือคุณชายใหญ่เอาเองเถิด ว่าภารกิจครั้งนี้ข้าทำตนเป็ประโยชน์อย่างไรบ้าง ข้าไม่อยากพูดเยอะ เจ็บคอ”
ฝูฮูหยินกรีดร้องไม่มีเสียง ใบหน้าแดงก่ำ กัดฟันกรอดจนกรามปูดโปน ลู่เว่ยหลงรีบเดินเลี่ยงออกมา
ลู่เว่ยหลงถอนหายใจโล่งยาว ต้องดึงเอาความสามารถโต้เถียงมาใช้เช่นนี้ ช่างเปลืองพลังสมองยิ่งนัก
รู้งี้ เขาอยู่ดูละครหลังข่าวกับยัยน้องสาวบ่อยๆก็ดีหรอก...
—————
อย่ามาหาเื่น้องนะ! เดี่ยวของเข้าตัวไม่รู้ด้วยล่ะ! >.<