ณ ตำหนัก
หลินเหม่ยซิน กำลังตั้งครรภ์แก่ นางได้รับการดูแลอย่างดีจากเหล่านางกำนัลและหมอหลวง เนื่องจากสถานะของบุตรในครรภ์เป็สายเืขององค์รัชทายาท แม้พระองค์จะจากไปแล้วก็ตาม
“พวกเ้าอย่าประมาท ดูแลสนมเหม่ยให้ดี อย่าให้มีสิ่งใดผิดพลาด” หัวหน้านางกำนัลสั่งอย่างเคร่งเครียด เหม่ยซินนั่งอยู่บนตั่ง นางถือถ้วยน้ำแกงบำรุงไว้ในมือ แต่ในดวงตากลับเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย
“ลูกของข้าจะไม่มีวันได้พบหน้าบิดา…” นางพึมพำเบาๆ ขณะที่น้ำตาไหลริน นางยังคงโศกเศร้ากับข่าวการจากไปของหลี่หย่งเทียน
หลังจากล่วงผ่านพิธีไว้อาลัย ไป๋อวี้หลัน เริ่มคิดถึงอนาคตของตนในวังหลวง นางรู้ดีว่าบุตรของหลินเหม่ยซินจะเป็ภัยต่อสถานะของนาง หากเด็กคนนั้นเกิดมา เขาจะกลายเป็ศูนย์รวมความหวังของเหล่าขุนนางที่ยังภักดีต่อองค์รัชทายาท
“ข้าไม่อาจปล่อยให้เด็กคนนั้นมีชีวิตอยู่ได้” อวี้หลันกล่าวกับนางกำนัลคนสนิท น้ำเสียงเยือกเย็นจนชวนขนลุก
“พระชายาจะให้หม่อมฉันทำเช่นไรเพคะ?” นางกำนัลถามเสียงเบา
“เอายาใส่ลงไปในน้ำแกงบำรุงที่ส่งไปยังตำหนักสนมเหม่ย” อวี้หลันสั่งเด็ดขาด “แต่จงทำให้แเี อย่าให้ใครสงสัยว่าเป็ฝีมือของข้า”
สามวันหลังจากนั้น หลินเหม่ยซิน เริ่มมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ท้องนางบีบรัดเหมือนถูกไฟเผา นางกรีดร้องเสียงดังจนทั่วตำหนักแตกตื่น หมอหลวงรีบมาถึงทันที แต่เมื่อตรวจสอบอาการ หมอหลวงก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างหนักใจ
“เด็กในครรภ์…ไม่รอดแล้วพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสลด
เหม่ยซินกรีดร้องด้วยความเ็ปทั้งร่างกายและหัวใจ “ลูกของข้า! ลูกของข้า!” นางกำนัลพยายามปลอบโยนนาง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีสิ่งใดสามารถทดแทนความสูญเสียนี้ได้
ข่าวการสูญเสียลูกของสนมเหม่ยแพร่กระจายไปทั่ววังหลวง เหล่าขุนนางและนางสนมต่างกระซิบกระซาบถึงความอัปมงคลที่เกิดขึ้น
“น่าสงสารสนมเหม่ยนัก… ลูกของนางคือความหวังสุดท้ายที่เหลืออยู่”
“แต่เื่นี้ดูแปลกนัก ทำไมจู่ๆ เด็กในครรภ์ถึงได้จากไปโดยไม่มีอาการใดมาก่อน?”
ข่าวลือถึงการลอบวางยาก็เริ่มกระจายไปอย่างรวดเร็ว แม้ไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงผู้ที่มีแรงจูงใจในการกำจัดบุตรของสนมเหม่ย
ขณะที่ข่าวแพร่สะพัดถึงหู หลี่หย่งเทียน ที่กำลังซ่อนตัวอยู่ พระองค์ทรงรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมา
“ลูกของข้าถูกฆ่า… เพราะข้าไม่อาจปกป้องเขาได้” องค์รัชทายาทตรัสด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาของพระองค์เต็มไปด้วยความโกรธและความเสียใจ
องค์รัชทายาทกำหมัดแน่น “ข้าจะไม่ยอมให้ใครก็ตามที่ทำเื่นี้ลอยนวล… ข้าจะหาความจริงให้ได้ว่าใครอยู่เื้ั และพวกเขาจะต้องชดใช้!”
ยามค่ำคืนเงียบสงัด ไป๋อวี้หลัน นั่งอยู่หน้ากระจก ทอดสายตามองตัวเองด้วยความคิดหนัก นางรู้ดีว่าชีวิตในวังหลวงตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
หลังจากการตขององค์รัชทายาท หลี่หย่งเทียน ทุกอย่างในวังเริ่มเปลี่ยนไป องค์ชายสาม หลี่หยางเหอ เริ่มได้รับการสนับสนุนจากขุนนางบางส่วน และเขาใช้สถานการณ์นี้บีบคั้นนางทุกทาง
“เ้าต้องทำให้ข้าขึ้นครองบัลลังก์ให้ได้” หลี่หยางเหอเคยกล่าวกับนางด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “และหากเ้าอยากอยู่รอดในวังนี้ เ้าต้องช่วยข้า”
คำพูดนั้นยังดังก้องในหัวของนาง และตอนนี้…ทางเดียวที่นางเห็นว่าจะทำให้ตัวเองอยู่รอดและยังคงควบคุมเกมนี้ได้ คือการก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงสุดของวังหลัง
“ข้าต้องเป็ฮองเฮา” นางพึมพำ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
ในค่ำคืนที่มืดสงัด ไป๋อวี้หลัน สวมชุดเรียบหรู สีหน้าของนางแฝงความมั่นคงและมุ่งมั่น นางรู้ดีว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็การเดิมพันที่ยิ่งใหญ่ หากพลาดเพียงก้าวเดียว นางอาจสูญเสียทุกสิ่ง
“พระชายาจะทรงทำเช่นนี้จริงๆ หรือเพคะ?” นางกำนัลคนสนิทถามเสียงแ่
“ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว” อวี้หลันตอบ น้ำเสียงเ็า “นี่คือเส้นทางเดียวที่จะทำให้ข้ารอดและขึ้นไปสู่ตำแหน่งที่ข้า้า”
ในตำหนักของฮ่องเต้
ฝ่าาทรงประทับอยู่ที่โต๊ะทรงงาน ทรงวางพู่กันลงพร้อมถอนพระปัสสาสะเบาๆ หลังจากตรากตรำกับการงานมาทั้งวัน
เมื่อได้รับแจ้งว่าพระชายาเอก ไป๋อวี้หลัน ขอเข้าเฝ้า พระองค์ทรงแปลกพระทัยเล็กน้อย แต่ก็อนุญาตให้เข้า “เ้ามาในยามดึกเช่นนี้ มีเื่อันใดหรือ?” พระองค์ตรัส น้ำเสียงเรียบนิ่ง
อวี้หลันคุกเข่าลงตรงหน้า พลางยกถาดน้ำชาขึ้นเหนือศีรษะ “หม่อมฉันเพียง้ากราบทูลถึงความจงรักภักดีของตระกูลไป๋ และนำชามาถวายฝ่าาเพคะ”
ฝ่าาทรงมองนางด้วยสายตาที่แฝงความระแวดระวัง แต่ก็รับถ้วยน้ำชามาเสวย ไม่นานหลังจากทรงเสวยน้ำชา พระองค์เริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในร่างกาย หัวใจเต้นแรง ความร้อนแล่นไปทั่วร่าง
“เ้า…ทำอะไรลงไป?” ฮ่องเต้ตรัสด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย
อวี้หลันเงยหน้าขึ้น ดวงตาของนางฉายแววสงบนิ่ง “หม่อมฉันเพียง้าแสดงความภักดีต่อฝ่าา…และขอเป็ผู้ที่ช่วยฝ่าาแบ่งเบาภาระในยามนี้”
ฝ่าาพยายามต้านทาน แต่ฤทธิ์ยาทำให้พระองค์สูญเสียการควบคุม ร่างกายของพระองค์โอนเอนเข้าหานางอย่างห้ามมิได้
“เ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งที่เ้าทำมันอันตรายแค่ไหน…” ฝ่าาพึมพำ ก่อนจะปล่อยให้ความ้าที่ยากจะระงับครอบงำ...
เมื่อแสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาในตำหนัก ฝ่าาทรงตื่นขึ้นมาพร้อมกับความมึนงง พระองค์หันไปข้างกายและพบร่างของ ไป๋อวี้หลัน นอนอยู่บนเตียงั พระองค์ขมวดพระขนง ดวงตาฉายแววคาดไม่ถึง
“เ้ากล้าดีอย่างไรถึงทำเช่นนี้?” ฝ่าาตรัสด้วยน้ำเสียงเข้ม
อวี้หลันลุกขึ้นนั่งช้าๆ พลางคุกเข่าต่อพระพักตร์ ดวงตาของนางฉายแววจริงจัง “ฝ่าา…หม่อมฉันทำสิ่งนี้เพราะภักดีต่อฝ่าา และเพื่อความมั่นคงของแผ่นดิน”
“เ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“หม่อมฉันและตระกูลไป๋ ยินดีร่วมทุกข์ร่วมสุขกับฝ่าา” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ในยามที่ศัตรูภายในแผ่นดินเคลื่อนไหว หม่อมฉันยินดีเป็กำลังของฝ่าา ไม่ว่าฝ่าาจะเชื่อใจหรือไม่ก็ตาม”
คำพูดของอวี้หลันทำให้พระองค์ต้องนิ่งตรึกตรอง แม้พระองค์ทรงสงสัยในเจตนาของนาง แต่พระองค์ก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงที่ว่าตระกูลไป๋ยังคงมีอำนาจในราชสำนัก
“เ้ากล้าหาญนัก…และในเวลาเดียวกัน เ้ายังน่ากลัวอย่างมาก” ฝ่าาตรัส
“หม่อมฉันเพียงทำสิ่งที่จำเป็เพคะ”
ในท้องพระโรง
ข่าวการแต่งตั้ง ไป๋อวี้หลัน เป็สนมของฮ่องเต้ในตำแหน่ง กุ้ยเฟย (สนมชั้นสูง รองจากฮองเฮา) ถูกประกาศอย่างเป็ทางการ เหตุผลที่ฮ่องเต้ทรงยกขึ้นมาคือ การสนับสนุนจากตระกูลไป๋
“ในเมื่อองค์รัชทายาทสิ้นพระชนม์แล้ว ข้าคิดว่าการรับไป๋อวี้หลันเข้าตำหนักใน จะช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพในวังหลัง” ฮ่องเต้ตรัสต่อเหล่าขุนนาง
แม้คำตรัสของพระองค์จะดูเหมาะสม แต่กลับเกิดเสียงซุบซิบนินทาไปทั่ววังหลวง
“พระชายาเอกที่เพิ่งเสียสามีไม่นาน กลับถูกแต่งตั้งเป็สนมของฮ่องเต้ ช่างน่าอับอายเสียจริง”
“บางทีนี่อาจเป็แผนการของนางั้แ่แรก ใครจะรู้ว่านางทะเยอทะยานเพียงใด”
ในตำหนักของอวี้หลัน
ไป๋อวี้หลัน ยืนมองออกไปนอกหน้าต่าง แม้ภายนอกจะดูสงบนิ่ง แต่ภายในจิตใจของนางกลับเต็มไปด้วยความขัดแย้ง
“ข้าก้าวมาได้ไกลขนาดนี้… แต่เสียงซุบซิบนินทาเหล่านี้ก็ยังตามหลอกหลอน” นางพึมพำ
นางกำนัลคนสนิทเอ่ยปลอบโยน “พระสนมเพคะ ไม่ต้องกังวล เสียงเ่าั้เป็เพียงลมปากของคนไร้ค่า เมื่อเวลาผ่านไป ทุกอย่างจะสงบลง”
อวี้หลันหันกลับมา ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ข้าไม่สนว่าพวกเขาจะพูดอะไร ตราบใดที่ข้าได้ในสิ่งที่ข้า้า”
หลี่หย่งเทียน ได้รับข่าวการแต่งตั้งอดีตพระชายาของพระองค์เป็สนมกุ้ยเฟยของฮ่องเต้ ดวงตาของพระองค์เต็มไปด้วยความเ็า
“ที่แท้ทุกอย่างเป็แผนการของนางั้แ่ต้น…นางไม่ได้มีเจตนาที่บริสุทธิ์ั้แ่แรก” องค์รัชทายาทตรัส น้ำเสียงเต็มไปด้วยความผิดหวัง
ทหารคนสนิทที่อยู่ด้วยกล่าวขึ้น “ยังมีเื่หนึ่งที่กระหม่อมต้องกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ… มีข่าวจากวังหลังว่าสาเหตุที่พระสนมหลินเหม่ยซินแท้งลูก เกิดจากการที่พระสนมไป๋วางยาลงในน้ำแกงบำรุง”
คำพูดนั้นเหมือนคมมีดที่แทงเข้าสู่หัวใจของหลี่หย่งเทียน
“นางทำเื่เช่นนี้จริงหรือ?” พระองค์ถาม น้ำเสียงต่ำจนแทบไม่ได้ยิน
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมได้รับการยืนยันจากผู้ที่อยู่ในตำหนักสนมหลิน” หลี่หย่งเทียนกำหมัดแน่น ดวงตาของพระองค์เต็มไปด้วยความโกรธ
“ไป๋อวี้หลัน…เ้าทำร้ายลูกของข้า และยังกล้าคิดจะขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในวังหลวง ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้เ้าใช้ชีวิตอย่างมีความสุข”
พระองค์ทรงกล่าวต่อทหารคนสนิท “จงเตรียมแผนการทุกอย่าง ข้าจะกลับไปวังหลวงในไม่ช้า…และเ้า... ไป๋อวี้หลัน จะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เ้าทำไว้”